LOGIN“ข้าไม่มีวันรักเจ้า และอย่าหวังจะอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข สิ่งที่บิดาเจ้าทำ กรรมนั้นเจ้าต้องเป็นผู้ชดใช้อย่างสาสม” ในวันที่ต้องสูนสิ้นบุคคลอันเป็นที่รักมากมาย รางวัลที่ได้รับกลับมาจาก ฮ่องเต้กลับเป็น งานสมรสกับบุตรสาวของศัตรูที่ทำให้เขาสูญเสียเหล่าพี่น้องในกองทัพ… ความแค้นนี้เขากลับใส่มันลงไปยังนางที่เป็นบุตรของศัตรูผู้นั้น วาสนาของท่านกับข้าสิ้นสุดกันเท่านี้ จากนี้ข้าจะปล่อยท่านไป ท่านก็จงปล่อยวางข้า…
View Moreตอนที่ 1 แม่ทัพไป๋เฟิงห่าว่า
เมืองหลวง ขบวนรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลไป๋ ประตูไม้สลักลายเก่าแก่ยังคงตั้งตระหง่านแม้กาลเวลาจะผ่านไปเนินนาน ไป๋เฟิงห่าวก้าวลงจากรถม้า ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าจวน ดวงตาทอดมองเรือนกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ครั้นยังเยาว์เขาเคยวิ่งเล่นโลดเต้นไปทั่วลาน กับเหล่าพี่น้องร่วมตระกูล ในเรือนโถงยังมีบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ล้อมวงโต๊ะชา เสียงหัวร่อดังก้องไม่รู้ว่าสิ้นสุดเมื่อใด ภาพครั้งยังเยาว์วัยย้อนคืนกลับมาดังเงาในม่านหมอก “ท่านแม่ทัพ” เสียงขององครักษ์ประจำกายดังขึ้น ปลุกเขาให้ตื่นจากห้วงความคิด ไป๋เฟิงห่าวหันไปตามเสียงนั้น เห็นองครักษ์ประจำกายยืนอยู่ ข้างกายเขาคือชายชราผู้หนึ่งที่เขาคุ้นตาเป็นอย่างดี ชายชราผู้นั้นเมื่อสบตาเขาก็รีบทรุดกายลงคุกเข่า ประสานมือคารวะ เอ่ยด้วยเสียงสั่นสะท้าน “นายน้อย…” ไป๋เฟิงห่าวเร่งเข้าไปพยุง พลางเอ่ยเสียงอ่อนลง “เหล่าหวัง ลุกขึ้นเถิด ข้าห่างจากที่นี่ไปเนิ่นนานนัก เจ้ายังดูแข็งแรงไม่ต่างจากเมื่อก่อน” ชายชรายิ้มบาง สายตาเต็มไปด้วยความปีติ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “นายน้อยอย่าได้ล้อตาแก่เช่นข้าเลย… เชิญด้านในเถิดขอรับ” ไป๋เฟิงห่าวพยักหน้ารับ เพียงเอื้อนเอ่ยสั้น ๆ “อืม” แล้วก้าวย่างเข้าสู่จวนใหญ่อย่างสง่างาม เบื้องหลังขบวนรถม้า เหล่าบ่าวไพร่ต่างรีบก้าวลงมาชนหีบสัมภาระและห่อผ้าจำนวนมากอย่างคล่องแคล่ว เสียงพูดคุยสลับเสียงฝีเท้าวุ่นวายสะท้อนก้องไปทั่วลานกว้างหน้าจวนใหญ่ รถม้าคันกลางพลันหยุดนิ่ง สาวใช้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าหันไปเปิดม่านพร้อมเอ่ยเสียงใส “คุณหนู… ถึงแล้วเจ้าค่ะ” ม่านแพถูกรั้งขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างบางของมู่ถิงถิงในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนก้าวลงมาอย่างสงบนิ่ง สาวใช้คนสนิทรีบประคองด้วยความระมัดระวัง ทั้งสองก้าวเคียงกันไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าจวนใหญ่ ทอดสายตาไปยังจวนที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า สาวใช้พลันเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง “ที่นี่ช่างใหญ่โตนักเจ้าค่ะ…” มู่ถิงถิงเพียงยกยิ้มบาง มุมปากประดับรอยยิ้มที่สงบเยือกเย็น ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในด้วยท่าทางสง่างาม ท่ามกลางเสียงบ่าวไพร่ที่กำลังวุ่นวายกับการเคลื่อนย้ายข้าวของ …. โรงน้ำชาเสี่ยวฮวา ภายในโรงน้ำชา แสงแดดยามบ่ายส่องลอดเข้ามา ควันชาลอยกรุ่นคลุ้ง บรรดาแขกเหรื่อมากมายคลายความเมื่อยล้าด้วยถ้วยชาอุ่นหอมกรุ่น เสียงนักเล่าผู้มากฝีปากเปล่งเสียงก้องกังวานกลางห้องโถงใหญ่ของโรงน้ำชา “ปีหงอู่ที่ห้า… ตระกูลไป๋ซึ่งรักษาการอยู่ชายแดนใต้ ต้องเผชิญศึกใหญ่ กองศัตรูบุกทะลวงดุจพายุ ตระกูลไป๋สู้จนสิ้นเกือบทั้งตระกูล เหลือเพียงบุตรชายคนเล็ก ไป๋เฟิงห่าว ที่รอดชีวิตมาได้” เสียงผู้ฟังพึมพำฮือฮา นักเล่าเว้นวรรค ยกกาน้ำชารินชาลงถ้วยก่อนซดคลายคอแห้งแล้วจึงเอ่ยต่อ “ต่อมา ปีหงอู่ที่เจ็ด ครั้นเขาอายุได้สิบเจ็ดปี ฮ่องเต้ทรงเล็งเห็นแววกล้า จึงพระราชทานโอกาสให้นำกองทัพออกรบ และครานั้นเองเขาได้สร้างผลงานเกรียงไกรจนได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ ทั้งที่ยังเยาว์วัยยิ่งนัก” บุรุษผู้หนึ่งที่นั่งไม่ไกลเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ “แล้วภายหลังเล่า?” นักเล่าแย้มยิ้ม พลางยกมือสยบเสียงกระซิบของเหล่าแขกในโรงน้ำชา ก่อนจะเล่าต่อเสียงหนักแน่น “ต่อมา ปีหงอู่ที่สิบห้า ไป๋เฟิงห่าวในวัยยี่สิบห้าปีได้รับบัญชานำทัพออกศึกชายแดนใต้อีกครั้ง แต่ครานี้ศัตรูมีกำลังมหาศาล เขาจึงทูลขอพระบรมราชนุญาตเสริมทัพอย่างเร่งด่วน ฮ่องเต้จึงโปรดให้แม่ทัพอาวุโสแห่งราชสำนัก ฮันอวิ๋นหง ยกทัพหนึ่งแสนนายไปสมทบ… แต่ทว่า…” เขาก้มหน้าลง ถอนหายใจแผ่วเบา น้ำเสียงเจือโศกเศร้า “กองหนุนกลับมาช้าเกินไป เหล่าทหารตระกูลไป๋ต้องต้านทัพอย่างเดียวดาย ต่างบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก แม้ท้ายที่สุดไป๋เฟิงห่าวจะพลิกชะตาชนะศึก แต่ก็สูญสิ้นเหล่าทหารที่เป็นดั่งพี่น้องและญาติผู้ใหญ่ที่เขาเคารพจนเกือบสิ้น… หลังจากจบศึก เรื่องนี้ถูกทูลเกล้าถวายขึ้นเบื้องบนเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม แต่ฮ่องเต้นั้นทรงเพียงแค่ ลงโทษลดเบี้ยหวัดตระกูลฮันเล็กน้อยเท่านั้น” เสียงอื้ออึงดังขึ้น แขกเหรื่อพากันส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ นักเล่ากระแอมเบา แล้วเอื้อนเอ่ยวาจาต่อ “และเมื่อไป๋เฟิงห่าวถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงของรางวัลที่ได้รับ… หาใช่เกียรติยศศักดิ์ศรีหรือทรัพย์สมบัติ แต่กลับเป็นราชโองการประทานสมรส ให้อภิเษกกับบุตรสาวแม่ทัพฮันอวิ๋นหงในทันที… ” “โถ่! เช่นนี้หาใช่รางวัลไม่!” บุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงหนัก “น่าสงสารแม่นางฮันผู้อาภัพนั้น หากแต่งเข้าไป คงต้องเผชิญความแค้นและการทารุณจากแม่ทัพไป๋เป็นแน่” สตรีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงสั่นสะท้านอย่างเห็นอกเห็นใจ “จริงดังว่า ข้าเคยได้ยินมาเช่นกัน ว่าแม่ทัพไป๋นั้นโหดเหี้ยมยิ่งนัก ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตาเลยเชียว น่ากลัวยิ่งนัก” “ใช่แล้ว ๆ !” “ใช่แล้วมิเช่นนั้นเขาจักปราบศัตรูนับหมื่นนับแสนได้หรือ!” “ใช่ ๆ !” แขกหลายคนเออออเห็นพ้องเสียงซุบซิบลั่นโรงน้ำชา ความอยุติธรรมกับโศกชะตานี้ถูกเล่าขานจนกลายเป็นเรื่องราวครึกโครมไปทั้งเมืองหลวง ในมุมหนึ่งของโรงน้ำชา บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะน้ำชา มือใหญ่กำถ้วยชาแน่น แววตาคมกริบทอดต่ำ พยายามปกปิดพายุอารมณ์ที่กำลังสั่นสะท้านภายใน องครักษ์ในอาภรณ์สีดำสนิทผู้ยืนประกบเคียงข้างเหลือบมองด้วยความกังวล ก่อนก้มศีรษะเปล่งเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่ทัพ” ไป๋เฟิงห่าวเพียงส่ายศีรษะช้า ๆ ดุจบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร หากแต่แววตาเย็นล้ำลึกกลับสะท้อนร่องรอยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น เขายกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย รสขมปร่าไหลลึกลงลำคอ ราวกับกำลังบังคับกลืนความคับแค้นลงไปในอก ครู่หนึ่ง เขาวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้เสียงแผ่วเบา แล้วร่างสูงสง่านั้นก็ลุกขึ้นโดยไร้สุ้มเสียง บุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มก้าวเดินผ่านหมู่แขกที่ยังคงพร่ำเล่าซุบซิบถึงนามของเขา องครักษ์ประจำกายรีบก้าวติดตามไปในทันที …..ตอนที่ 40วันสุดท้ายหมู่บ้านผานชานยามค่ำคืนปกคลุมทั่วลานเรือน สายลมหนาวพัดผ่านมาอย่างแผ่วเบา ไป๋เฟิงห่าวขยับกายลุกขึ้น จากเตียงอย่างเงียบ ๆ ก่อนก้าวไปเปิดประตูออกสายตาคมของเขากวาดมองรอบเรือนหลังเล็กอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบเงาร่างบางที่เขาตามหาอยู่ ความเงียบของลานเรือนยิ่งทำให้หัวใจเขาไม่สงบ ทว่าแสงตะเกียงที่ส่องไหวจากเรือนครัวปลายลานเรือนกลับดึงสายตาของเขาทันทีไป๋เฟิงห่าวรีบก้าวเท้าเข้าไปยังเรือนครัว เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็พบ ฮันเม่ยหลิง นั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ร่างบางสั่นเล็กน้อยเพราะลมเย็นที่พัดลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เขามองภาพตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปใกล้นางอย่างนุ่มนวล จากนางจึงช้อนร่างของนางขึ้นในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนผมนางลอยแตะปลายจมูก กลิ่นหอมอันคุ้นเคยทำให้ริมฝีปากหยักได้รูปนั้นเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขร่างสูงก้าวออกจากเรือนครัวอย่างเงียบงัน ลมหนาวยังโชยมาสัมผัสผิว แต่เขากลับรู้สึกอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขามุ่งหน้าไปยังห้องนอนร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องนอนที่ส่องสว่างด้วยตะเกียงอุ่น ๆ เขาอุ้มร่างบอบบางในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ก่อนจะค่อย
“ไปเราต้องไปจากที่นี่”ฮันเม่ยหลิงพยักหน้าตอบ ประคองร่างชราของท่านย่าค่อย ๆ ก้าวออกจากเรือนที่เปลวไฟกำลังแผดเผาทันใดนั้น เสียงตะโกนจากด้านนอกดังขึ้น“คุณหนู! คุณหนูขอรับ!”พร้อมร่าง องครักษ์ในอาภรณ์สีดำสนิท สองนายที่กำลังจะวิ่งเข้ามา ฮันเม่ยหลิงเงยหน้ามองพวกเขา ก่อนจะรีบประคองท่านย่าก้าวตรงไปหา พวกเขา แต่เพลิงและโครงสร้างไม้เก่ากลับไม่ยอมให้ผ่านไปได้ทัน คานไม้ใหญ่หล่นลงมา ท่านย่าพลันผลักร่างบางของ ฮันเม่ยหลิงให้ล้มลง“อาก ๆ!”ท่อนไม้ที่ลุกลามด้วยเปลวเพลิงพุ่งลงทับร่างของหญิงชราจนล้มลงกองกับพื้น ฮันเม่ยหลิงเบิกตากว้างใจสลาย รีบวิ่งเข้าหา ท่านย่ามือเล็กพยายามดึงร่างของท่านย่าออกจากท่อนไม้ใหญ่ เสียงหายใจแผ่วราวลมหอบแรง เผลอสำลักควันหนาจนแทบสิ้นแรง ท่านย่าโดนท่อนไม้ทับจนไร้เรี่ยวแรง นางเอื้อมมือสั่น ๆ ส่งหยกชิ้นเล็กให้ฮันเม่ยหลิง“หมู่บ้านผานชาน… ที่นั่นมีแต่ความสงบสุข… บ้านข้า… อยู่ที่… นั่น…”น้ำเสียงแผ่วพลันขาดหาย ก่อนหญิงชราสิ้นใจลง“ท่านย่า!!”ฮันเม่ยหลิงร้องคร่ำครวญด้วยความเสียใจ น้ำตาไหลรินจนเปียกทั้งใบหน้า ดวงตาพร่ามัว หอบหายใจเหนื่อยดวงตานางเห็นเพียง องครักษ์ทั้งสองที่คุ้นเคยพลั
ตอนที่ 38หัวใจอุ่นอีกครั้งหมู่บ้านผานชานใต้ชายคาเรือนเล็กกลางหมู่บ้านผานชาน สายลมหนาวพัดลอดเข้ามาแทรกผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางพลิ้วไหวตามแรงลมฮันเม่ยหลิงพยายามประคองร่างสูงใหญ่ของไป๋เฟิงห่าวตรงไปยังเตียง นางออกแรงทั้งหมดที่มีพลิกร่างเขาลงนอนอย่างระมัดระวัง เสียงหายใจแผ่วของเขาทำให้นางชะงัก มือสั่นเทาเอื้อมไปแตะใบหน้าเย็นเฉียบของเขา“อย่า… อย่าตายต่อหน้าข้าอีกคน…”เสียงสั่นพร่าเหมือนหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยง ๆฮันเม่ยหลิงรีบลุกขึ้น คว้าถังน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และกล่องสมุนไพร ก่อนกลับมานั่งข้างเตียง นางมือสั่นจนแทบเปิดกล่องไม่ออก แต่ก็ฝืนทำต่อไป นางเอื้อมมือไปปลดชุดเกาะและอาภรณ์ท่อนบนของเขาออกเมื่อเสื้อถูกเปิดออก เผยให้เห็นรอยแผลมากมายบนตัวเขา นางถึงกับชะงัก หัวใจนางราวถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออกน้ำตารินไหลไม่หยุด นางยกผ้าขึ้นเช็ดเลือดรอบรอยแผลออกอย่างแผ่วเบา แล้วทายาลงบนแผลเขาอย่างระมัดระวังราวกับกลัวจะทำเขาเจ็บไปมากกว่านี้……แสงอรุณแรกแห่งยามเฉินทอประกายลอดช่องหน้าต่างไม้ สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาต้องม่านบางให้ปลิวไหว ลมหนาวโชยมาแตะใบหน้าคมของ ไป๋เฟิงห่าวที่นอนอยู่บนเตียง เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ เป
ตอนที่ 37ชีวิตที่ตายไปแล้วหนึ่งปีต่อมา ไป๋เฟิงห่าวขอราชโองการไปป้องกันชายแดนเหนือลมเหนือหวีดหวิวราวเสียงปีศาจคร่ำครวญ พัดพาหิมะขาวโพลนให้ฟุ้งกระจายปกคลุมผืนดินจนไม่อาจเห็นสีอื่น นอกจากสีขาว… และสีแดงฉานที่โปรยปรายอยู่ทั่วสนามรบท้องฟ้าเหนือศีรษะหม่นทึบราวถูกหมึกดำสาดใส่ เสียงโล่กระทบอาวุธ เสียงม้าร้องโหยหวนและเสียงครวญของเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บดังระงมทัพชายแดนเหนือของ ไป๋เฟิงห่าว กำลังตรึงแนวรบไว้เบื้องหน้าภูผาสูงชัน สายลมเย็นจัดบาดผิวราวคมมีด แม้กระทั่งลมหายใจยังกลายเป็นไอสีขาวที่หายวับไปก่อนจะก่อตัวได้หมด แต่ความทุกข์นี้หรือจะเทียบเท่ากับความคิดถึงที่มีต่อนาง เขาเลือกมาสละชีพที่นี่ และหวังจะได้พบนางอีกครั้งในชาติหน้าไป๋เฟิงห่าวในชุดเกาะเหล็กที่เปื้อนเลือดทั้งของตนเองและศัตรู เขาควบมานำทัพ ดวงตาคมราวเหยี่ยวฝ่าเม็ดหิมะที่ซัดหน้าอย่างไม่ยี่หระ“ดึงแนวปีกซ้ายขึ้น! อย่าให้พวกมันโอบเรา!!”เสียงคำรามของเขาตะโกนฝ่าพายุหิมะ เหล่าทหารติดตามที่ได้ยินต่างชูหอกดาบฟาดฟันอย่างสุดกำลังศัตรูจากแดนเหนือกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ชุดหนังขนสัตว์ของพวกมันปลิวสะบัดลู่ลม เสียงโห่ร้องชวนให้เลือดในอกเ











