INICIAR SESIÓNตอนที่ 3 งานแต่ง
จวนแม่ทัพไป๋ ยามราตรี ลมพายุโหมกระหน่ำ สายฝนโปรยปรายไม่ขาดสาย สายฟ้าฟาดครืนครั่นสว่างวาบไปทั่วฟ้า ทั้งจวนแม่ทัพไป๋ แม้ประดับด้วยผ้าแดงฉานราวเพลิงไฟ แต่กลับเงียบงันมิได้มีเสียงเพลงบรรเลงหรือรอยยิ้มแห่งพิธีสมรส ไป๋เฟิงห่าว สวมอาภรณ์เจ้าบ่าวสีชาด ก้าวย่างอย่างหนักแน่น แววตาเย็นเฉียบประหนึ่งคมมีด มือใหญ่กำดาบแน่น คมดาบสะท้อนแสงวาบของสายฟ้า ยามก้าวผ่านเรือนเงียบงัน …. ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้าแพรสีแดง กลับเงียบสงัด ฮันเม่ยหลิงถูกพามานั่งบนเตียงที่ประดับไปด้วยผ้าแพรที่ปักลายเมฆมงคลสีแดงสลัว แสงตะเกียงโยกไหวตามแรงลมราวจะดับวูบ เคียงข้างนางมีซุนฮวาสาวใช้คนสนิทยืนเฝ้าอย่างใกล้ชิด เมื่อประตูถูกปิดลง ฮันเม่ยหลิงค่อย ๆ ยกมือขาวเปิดผ้าคลุมหน้า สายตาสั่นไหว ริมฝีปากแดงขยับเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่ว “ซุนฮวา” “คุณหนู” สาวใช้ขานตอบทันที เสียงสั่นพร่าเต็มไปด้วยความห่วงใย ฮันเม่ยหลิงเอื้อมหยิบถุงเงินใบหนึ่งกับกระดาษสัญญาขายตัววางลงในมือสาวใช้ “ซุนฮวานี่สัญญาขายตัวของเจ้าและเงินที่ข้าตั้งใจเก็บให้เจ้าได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่” ซุนฮวาตกใจ รีบคุกเข่าลง น้ำตาคลอเบ้า “ไม่! ไม่เจ้าค่ะคุณหนู ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน” “ซุนฮวา… ข้าเองไร้กำลังแม้ชีวิตของตนยังรักษาไว้ยาก จะปกป้องเจ้าได้อย่างไร เจ้าหนีไปเถิด” ทว่าสาวใช้กลับส่ายหน้าแน่วแน่ ดวงตาเปล่งความภักดี “ไม่เจ้าค่ะคุณหนู ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน ท่านอย่าไล่ข้าไปเลยนะเจ้าคะ” คำยังไม่ทันขาดจากริมฝีปาก เสียงประตูถูกผลักให้เปิดจากภายนอกดังสนั่นดุจฟ้าผ่า ม่านผ้าแพรสีแดงสะบัดปลิว ทั้งสองสะดุ้งเฮือก รีบยกผ้าคลุมหน้าสีแดงขึ้นคลุมใบหน้าของฮันเม่ยหลิงอย่างเร่งร้อน สายฟ้าฟาดกระหน่ำ วาบแสงสีเงินฉายส่องไปทั่วห้องเพียงชั่วพริบตา ปรากฏร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีแดง ก้าวเข้ามาดุจเทพอสูรในมือใหญ่กำแน่นดาบยาวที่สะท้อนแสงสายฟ้าที่สาดลงมา ซุนฮวาหน้าถอดสี ร่างบางทรุดลงคุกเข่าทันที สาวใช้สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากเล็กเปล่งเสียงสั่น “ท… ท่านแม่ทัพ…” ไป๋เฟิงห่าวย่างก้าวเข้ามา สายตาคมกล้าดุจคมดาบสะท้อนประกายจากสายฟ้า น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดดังก้อง “ออกไป!” ถ้อยคำนั้นดังก้องสะท้อนในเรือนหอ สายลมกระหน่ำเป่าม่านแดงสะบัดปลิว ซุนฮวาถึงกับตัวสั่นสะท้าน มือน้อยรีบคว้าชายอาภรณ์ของคุณหนูของตนไว้แน่น ฮันเม่ยหลิงเม้มริมฝีปากแน่น ข่มความหวาดหวั่นในใจ นางยกมือขาวแตะมือสาวใช้เบา ๆ เอ่ยเสียงแผ่วเบา “เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้ามิเป็นไร…” แววตาเปียกชื้นของซุนฮวาเต็มไปด้วยความลังเล ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยมือที่กำแน่นแล้วลุกขึ้นก้าวถอยหลังออกไปจากห้องหอ ฮันเม่ยหลิงนั่งนิ่ง มือเล็กกำแน่น พยายามข่มความกลัวทอดสายตาต่ำมองดูปลายเท้าของเขาที่ก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ไป๋เฟิงห่าวหยุดยืนตรงเบื้องหน้า ฮันเม่ยหลิง ผู้เป็นเจ้าสาวของตนในอาภรณ์สีแดงสด แววตาคมของเขาจับจ้องร่างบางนั้นอย่างไร้ปรานี มือใหญ่กระชับด้ามดาบมั่น ก่อนค่อย ๆ ยกปลายดาบขึ้นแตะลงตรงกลางอกข้างซ้ายของนาง น้ำเสียงทุ้มก้องขึงขังดังขึ้นท่ามกลางเสียงสายฟ้าร้อง “เจ้ารู้หรือไม่… เหยียบย่างเข้าจวนไป๋นี้แล้วหมายความว่าประการใด” ใต้ผ้าคลุมหน้า ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่ฮันเม่ยหลิงข่มความหวาดกลัวไว้จนสุดใจ เหลือเพียงความสงบนิ่ง ริมฝีปากน้อยเม้มแน่น ก่อนคลายออกเอ่ยเสียงเรียบ หากแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น “ข้าย่อมรู้ดีเจ้าค่ะ ตั้งแต่ข้าสวมอาภรณ์สีชาดนี้… ข้าก็มิใช่คนตระกูลฮันอีกต่อไป หากท่านแม่ทัพคิดจักเอาชีวิต ข้าย่อมไม่ขัด” สิ้นคำ สายฟ้าฟาดวาบลงกลางนภา เสียงฟ้าร้องดังสนั่นไหวสะท้านไปทั่วห้อง ไป๋เฟิงห่าวยังคงจ้องมองนางไม่กระพริบตา แววตาคมกริบสะท้อนประกายบางสิ่งที่ยากจะอ่านออก ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มบางแผ่วราวกับเหยียดเย้ย “ใจกล้าไม่เบา…” เสียงนั้นเปล่งออกพร้อมกับมือใหญ่ที่ดันปลายคมดาบลึกขึ้นแทรกผ่านผืนผ้าแพรสีแดงสด คมดาบเย็นเฉียบกรีดลงบนผิวอุ่นจนโลหิตแดงสดผุดรินออกมาเป็นหยด ทว่าร่างบางกลับนั่งนิ่งดุจหินผา ไร้ซึ่งคำอ้อนวอนใด ๆ ไป๋เฟิงห่าวชะงักมือเพียงชั่วครู่ ก่อนสะบัดดาบตวัดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงผ้าขาดสะบั้นดังฉับพลัน ผ้าคลุมหน้าสีแดงปลิวว่อนกลางสายลม เผยใบหน้างามดุจหยกสลักของฮันเม่ยหลิง ดวงตาคู่งามค่อย ๆ เงยขึ้นประสานกับสายตาคมกล้า อันดุดันเย็นชา… ไป๋เฟิงห่าวจ้องมองสตรีตรงหน้า ริมฝีปากหยักขยับเอื้อนวาจาเย็นเยียบ “ตระกูลฮัน คงถนัดนักในกลเล่ห์เช่นนี้กระมัง” ฮันเม่ยหลิงสบตาคมของเขา แม้ใจจะสั่นสะท้านแต่นางพยายามข่มให้ใจไม่หวาดหวั่น ริมฝีปากของนางกำลังจะเอื้อนเอ่ย ทว่าเสียงองครักษ์ประจำกายของเขาดังขึ้นขัดเสียก่อน “ท่านแม่ทัพ ฝูกงกงมาขอพบขอรับ” …ตอนที่ 40วันสุดท้ายหมู่บ้านผานชานยามค่ำคืนปกคลุมทั่วลานเรือน สายลมหนาวพัดผ่านมาอย่างแผ่วเบา ไป๋เฟิงห่าวขยับกายลุกขึ้น จากเตียงอย่างเงียบ ๆ ก่อนก้าวไปเปิดประตูออกสายตาคมของเขากวาดมองรอบเรือนหลังเล็กอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบเงาร่างบางที่เขาตามหาอยู่ ความเงียบของลานเรือนยิ่งทำให้หัวใจเขาไม่สงบ ทว่าแสงตะเกียงที่ส่องไหวจากเรือนครัวปลายลานเรือนกลับดึงสายตาของเขาทันทีไป๋เฟิงห่าวรีบก้าวเท้าเข้าไปยังเรือนครัว เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็พบ ฮันเม่ยหลิง นั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ร่างบางสั่นเล็กน้อยเพราะลมเย็นที่พัดลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เขามองภาพตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปใกล้นางอย่างนุ่มนวล จากนางจึงช้อนร่างของนางขึ้นในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนผมนางลอยแตะปลายจมูก กลิ่นหอมอันคุ้นเคยทำให้ริมฝีปากหยักได้รูปนั้นเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขร่างสูงก้าวออกจากเรือนครัวอย่างเงียบงัน ลมหนาวยังโชยมาสัมผัสผิว แต่เขากลับรู้สึกอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขามุ่งหน้าไปยังห้องนอนร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องนอนที่ส่องสว่างด้วยตะเกียงอุ่น ๆ เขาอุ้มร่างบอบบางในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ก่อนจะค่อย
“ไปเราต้องไปจากที่นี่”ฮันเม่ยหลิงพยักหน้าตอบ ประคองร่างชราของท่านย่าค่อย ๆ ก้าวออกจากเรือนที่เปลวไฟกำลังแผดเผาทันใดนั้น เสียงตะโกนจากด้านนอกดังขึ้น“คุณหนู! คุณหนูขอรับ!”พร้อมร่าง องครักษ์ในอาภรณ์สีดำสนิท สองนายที่กำลังจะวิ่งเข้ามา ฮันเม่ยหลิงเงยหน้ามองพวกเขา ก่อนจะรีบประคองท่านย่าก้าวตรงไปหา พวกเขา แต่เพลิงและโครงสร้างไม้เก่ากลับไม่ยอมให้ผ่านไปได้ทัน คานไม้ใหญ่หล่นลงมา ท่านย่าพลันผลักร่างบางของ ฮันเม่ยหลิงให้ล้มลง“อาก ๆ!”ท่อนไม้ที่ลุกลามด้วยเปลวเพลิงพุ่งลงทับร่างของหญิงชราจนล้มลงกองกับพื้น ฮันเม่ยหลิงเบิกตากว้างใจสลาย รีบวิ่งเข้าหา ท่านย่ามือเล็กพยายามดึงร่างของท่านย่าออกจากท่อนไม้ใหญ่ เสียงหายใจแผ่วราวลมหอบแรง เผลอสำลักควันหนาจนแทบสิ้นแรง ท่านย่าโดนท่อนไม้ทับจนไร้เรี่ยวแรง นางเอื้อมมือสั่น ๆ ส่งหยกชิ้นเล็กให้ฮันเม่ยหลิง“หมู่บ้านผานชาน… ที่นั่นมีแต่ความสงบสุข… บ้านข้า… อยู่ที่… นั่น…”น้ำเสียงแผ่วพลันขาดหาย ก่อนหญิงชราสิ้นใจลง“ท่านย่า!!”ฮันเม่ยหลิงร้องคร่ำครวญด้วยความเสียใจ น้ำตาไหลรินจนเปียกทั้งใบหน้า ดวงตาพร่ามัว หอบหายใจเหนื่อยดวงตานางเห็นเพียง องครักษ์ทั้งสองที่คุ้นเคยพลั
ตอนที่ 38หัวใจอุ่นอีกครั้งหมู่บ้านผานชานใต้ชายคาเรือนเล็กกลางหมู่บ้านผานชาน สายลมหนาวพัดลอดเข้ามาแทรกผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางพลิ้วไหวตามแรงลมฮันเม่ยหลิงพยายามประคองร่างสูงใหญ่ของไป๋เฟิงห่าวตรงไปยังเตียง นางออกแรงทั้งหมดที่มีพลิกร่างเขาลงนอนอย่างระมัดระวัง เสียงหายใจแผ่วของเขาทำให้นางชะงัก มือสั่นเทาเอื้อมไปแตะใบหน้าเย็นเฉียบของเขา“อย่า… อย่าตายต่อหน้าข้าอีกคน…”เสียงสั่นพร่าเหมือนหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยง ๆฮันเม่ยหลิงรีบลุกขึ้น คว้าถังน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และกล่องสมุนไพร ก่อนกลับมานั่งข้างเตียง นางมือสั่นจนแทบเปิดกล่องไม่ออก แต่ก็ฝืนทำต่อไป นางเอื้อมมือไปปลดชุดเกาะและอาภรณ์ท่อนบนของเขาออกเมื่อเสื้อถูกเปิดออก เผยให้เห็นรอยแผลมากมายบนตัวเขา นางถึงกับชะงัก หัวใจนางราวถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออกน้ำตารินไหลไม่หยุด นางยกผ้าขึ้นเช็ดเลือดรอบรอยแผลออกอย่างแผ่วเบา แล้วทายาลงบนแผลเขาอย่างระมัดระวังราวกับกลัวจะทำเขาเจ็บไปมากกว่านี้……แสงอรุณแรกแห่งยามเฉินทอประกายลอดช่องหน้าต่างไม้ สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาต้องม่านบางให้ปลิวไหว ลมหนาวโชยมาแตะใบหน้าคมของ ไป๋เฟิงห่าวที่นอนอยู่บนเตียง เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ เป
ตอนที่ 37ชีวิตที่ตายไปแล้วหนึ่งปีต่อมา ไป๋เฟิงห่าวขอราชโองการไปป้องกันชายแดนเหนือลมเหนือหวีดหวิวราวเสียงปีศาจคร่ำครวญ พัดพาหิมะขาวโพลนให้ฟุ้งกระจายปกคลุมผืนดินจนไม่อาจเห็นสีอื่น นอกจากสีขาว… และสีแดงฉานที่โปรยปรายอยู่ทั่วสนามรบท้องฟ้าเหนือศีรษะหม่นทึบราวถูกหมึกดำสาดใส่ เสียงโล่กระทบอาวุธ เสียงม้าร้องโหยหวนและเสียงครวญของเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บดังระงมทัพชายแดนเหนือของ ไป๋เฟิงห่าว กำลังตรึงแนวรบไว้เบื้องหน้าภูผาสูงชัน สายลมเย็นจัดบาดผิวราวคมมีด แม้กระทั่งลมหายใจยังกลายเป็นไอสีขาวที่หายวับไปก่อนจะก่อตัวได้หมด แต่ความทุกข์นี้หรือจะเทียบเท่ากับความคิดถึงที่มีต่อนาง เขาเลือกมาสละชีพที่นี่ และหวังจะได้พบนางอีกครั้งในชาติหน้าไป๋เฟิงห่าวในชุดเกาะเหล็กที่เปื้อนเลือดทั้งของตนเองและศัตรู เขาควบมานำทัพ ดวงตาคมราวเหยี่ยวฝ่าเม็ดหิมะที่ซัดหน้าอย่างไม่ยี่หระ“ดึงแนวปีกซ้ายขึ้น! อย่าให้พวกมันโอบเรา!!”เสียงคำรามของเขาตะโกนฝ่าพายุหิมะ เหล่าทหารติดตามที่ได้ยินต่างชูหอกดาบฟาดฟันอย่างสุดกำลังศัตรูจากแดนเหนือกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ชุดหนังขนสัตว์ของพวกมันปลิวสะบัดลู่ลม เสียงโห่ร้องชวนให้เลือดในอกเ
ตอนที่ 36โอกาสจวนแม่ทัพไป๋เฟิงห่าวแสงแดดอ่อนในยามสายลอดผ่านหลังคาสูงของจวนแม่ทัพไป๋ สายลมเย็นพัดต้องชายอาภรณ์ของมู่ถิงถิงเบา ๆ นางก้าวช้า ๆ ตามทางเดินศิลาเรียบ โดยมีอารั่วสาวใช้คนสนิทย่างเท้าอยู่เคียงข้างเมื่อถึงหน้าประตูเรือนใหญ่ มู่ถิงถิงหยุดยืน แววตาคมของนางทอดมองลอดเข้าไปภายในห้องโถงที่เงียบสงบ กลิ่นสุราปนลมอุ่นลอยออกมาจาง ๆ ไป๋เฟิงห่าวนั่งเดียวดายมือใหญ่จับขวดสุราเงินเย็นชืด ดวงตาคมแดงก่ำจ้องมองไปยังฝาขวด ริมฝีปากเม้มแน่น พลางกลืนสุราลงคอด้วยความโหยหาร่างสูงโน้มตัวพิงพนักเก้าอี้ มืออีกข้างยกแก้วขึ้นเทเหล้าใส่คอครั้งแล้วครั้งเล่า“เม่ยหลิง… ข้า…”เสียงทุ้มของเขาสั่นพร่า คล้ายคำเรียกจากหัวใจที่แตกสลายเขาก้มหน้าก้มตาดื่ม น้ำตาไหลเล็ดลอดลงแก้ม มือใหญ่ขยำขวดสุราแน่น ในความมึนเมา ภาพของฮันเม่ยหลิงผุดขึ้นในใจ รอยยิ้ม ใบหน้าขาวนวล กลิ่นอายของนางชัดเจนจนใจเขาสั่น“เจ้า… เจ้าอยู่ที่ใด… เม่ยหลิง…”เสียงเรียกพร่าเลือน ความปวดร้าวแล่นขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ไป๋เฟิงห่าวล้มตัวลงกับเก้าอี้ ขวดสุราหล่นกระแทกพื้น น้ำสุราไหลริน เขาพิงตัว เงยหน้าขึ้นมองเพดาน แววตาแดงก่ำสะท้อนเพียงภาพของภรรยาอันเป
ตอนที่ 35ข่าวร้ายใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง ลานหน้าวังหลวงยังคงคลาคล่ำด้วยเหล่าทหารและขุนนาง แต่สำหรับไป๋เฟิงห่าวแล้ว ทุกเสียงทุกผู้คนกลับเรือนหาย เขามุ่งหน้าไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งของแม่ทัพผู้เย็นชา ทว่าแววตากลับแฝงความสุขใจเมื่อคิดถึงใบหน้าของภรรยาที่รอเขาอยู่ รอยยิ้มหวานนั้นยังคงฝังอยู่ในใจเขาขณะที่เขายกเท้าขึ้นหมายจะก้าวขึ้นรถม้า เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังฝ่าความวุ่นวายเข้ามา ก่อนที่เสียงตะโกนสั่นเครือจะดังขึ้น“ท่านแม่ทัพ!!”ไป๋เฟิงห่าวขมวดคิ้ว หันกลับไปมอง เห็นทหารผู้น้อยที่คุ้นตา กระโดดลงจากหลังม้าแทบไม่ทัน พอเท้าแตะพื้นก็ทรุดตัวคุกเข่าลงทันที ในมือยังจับสายบังเหียนแน่น ร่างสั่นเทา หน้าแดงก่ำเพราะควบม้าด้วยความเร่งรีบและบกพร่องต่อหน้าที่จนเกิดเรื่องร้าย เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขาดห้วง แฝงความหวาดหวั่นจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง“ไฟ… ไฟไหม้เรือนไผ่ขอรับ!”หัวใจของไป๋เฟิงห่าวกระตุกวูบ เสียงสั่นของทหารเอ่ยต่ออย่างสั่นระรัว“ฮูหยิน… กับ ท่านหมอเทวดา… สิ้นใจในกองเพลิงแล้วขอรับ!”วินาทีนั้น เหมือนโลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน ร่างกายสูงใหญ่กลับยืนนิ่งราวถูกคมดาบปักกลางอก ลมหายใจของเขาขา







