Share

ชั่วช้าสามานย์
ชั่วช้าสามานย์
Penulis: เขียว_หวาน

บทที่ 1

last update Tanggal publikasi: 2026-01-12 12:14:09

ในความมืดของกลางคืน มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงและเสียงแผ่วเบาของเครื่องปรับอากาศ พิมลดานอนนิ่งอยู่บนเตียง น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย มือหนึ่งก่ายหน้าผากราวกับแบกรับความหนักอึ้งที่ถาโถมเข้ามาในหัวใจ

ดวงตาคู่สวยบวมแดงจากการร้องไห้มาหลายคืนแล้ว…นับตั้งแต่ลูกชายตัวน้อยวัยสี่ขวบหลับสนิทในทุกค่ำคืน

หญิงสาวพลิกตัวไปด้านข้าง สายตามองไปยังร่างเล็ก ๆ ที่นอนขดอยู่ไม่ไกล เด็กน้อยหลับลึกด้วยความเหนื่อยล้าจากการเล่นซนตลอดวัน ใบหน้าไร้เดียงสานั้นกลับยิ่งบีบรัดหัวใจของผู้เป็นแม่ให้ปวดร้าวยิ่งกว่าเดิม

พิมลดาหลับตาลงช้า ๆ และความทรงจำก็ไหลย้อนกลับมาอย่างไม่อาจห้ามได้

วันนี้…เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของเธอกับสามี

และเป็นวันที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต

ตฤณชา...สามีของเธอ...ยื่นคำขาดขอแยกทาง

ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีเหตุผล

เขาบอกเพียงสั้น ๆ ว่า “ผมเบื่อ”

ประโยคง่าย ๆ นั้นกลับทำลายโลกทั้งใบของเธอ

เขาบอกว่าเขาจะยังคง “จุนเจือ” เธอและลูกเหมือนเดิม

คำพูดนั้นทำให้พิมลดาอดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้ในใจ

              จุนเจืออย่างนั้นหรือ…

ทั้งชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคยต้องพึ่งพาใคร

ก่อนแต่งงาน เธอเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างมั่นคง

หลังแต่งงาน เธอยังคงทำงานในบริษัท ดูแลบ้าน เลี้ยงลูกอย่างเต็มที่ และเป็นแรงสนับสนุนให้สามีในทุกย่างก้าว

โดยเฉพาะเมื่อเขาได้รับตำแหน่งผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดังเมื่อปีที่แล้ว

พิมลดาเสียสละทุกอย่างเพื่อเขาและลูก เพียงเพราะอยากให้ครอบครัวนี้อบอุ่นและสมบูรณ์

ตฤณชาเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

เธอแต่งงานกับเขาหลังจากคบหาดูใจกันมากว่าสองปี ด้วยศรัทธาในความดี ความสุภาพ และความเอาใจใส่ที่เขาเคยมอบให้

ก่อนแต่งงาน ทั้งสองตัดสินใจซื้อบ้านชานเมืองเพื่อเป็นหลักแหล่งในการสร้างครอบครัวร่วมกัน โดยตกลงกันว่าจะช่วยกันผ่อนคนละครึ่ง

ทว่า ภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และการดูแลทุกอย่าง กลับตกมาอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว ด้วยข้ออ้างว่าเขาไม่สะดวกให้หักบัญชี

พิมลดาไม่เคยปริปากบ่น

เธอคิดเสมอว่า นี่คือการสร้างครอบครัวร่วมกัน

สี่เดือนหลังแต่งงาน เธอพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้สองเดือน

การเดินทางจากบ้านไปทำงานเริ่มเป็นเรื่องยากลำบาก สามีจึงตัดสินใจสมัครเช่าหอพักของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสวัสดิการสำหรับอาจารย์

แม้จะเป็นเพียงห้องเช่าขนาดเล็ก แต่ก็ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าของทั้งคู่

พวกเขาจะกลับบ้านทุกเย็นวันศุกร์ และกลับมาหอพักอีกครั้งในวันอาทิตย์ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทำงานในสัปดาห์ใหม่

ในวันนั้น พิมลดาไม่เคยคิดเลยว่า

บ้านหลังนี้

ครอบครัวนี้

และชีวิตคู่ที่เธอพยายามประคองไว้สุดกำลัง

จะกลายเป็นเพียงความทรงจำที่กำลังจะแตกสลาย

พิมลดาหลับตาแน่น น้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่อยู่ ต่อให้พยายามกลั้นมากเพียงใด ความเจ็บปวดในใจก็ยังล้นทะลักออกมาผ่านดวงตาคู่แดงก่ำนั้น

เธอรู้ดี…

รู้ถึงสาเหตุที่สามีขอแยกทาง

เมื่อสัปดาห์ก่อน พี่ชายของเธอนัดพบและบอกข่าวร้ายที่เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางหัวใจ

เขาเห็นตฤณชา สามีของเธอ อยู่กับหญิงสาวอ่อนวัยคนหนึ่ง

ทั้งคู่เล่นโบว์ลิ่งด้วยกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะและท่าทางเป็นกันเองนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกินเลยกว่าคำว่า “คนรู้จัก”

มือที่แตะต้องกันอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร…ทำให้คำแก้ตัวใด ๆ หมดความหมายลงทันที

ทันทีที่ได้ยิน ใจของพิมลดาหล่นวูบราวกับถูกดึงลงเหวลึก

ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยสังเกต

ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

ช่วงหลังมานี้ ตฤณชามักอ้างว่าต้องไปทำงานต่างจังหวัดแทบทุกเสาร์อาทิตย์

ปล่อยให้เธออยู่กับลูกตามลำพัง

เขาเริ่มใช้น้ำหอม ใส่ใจการแต่งตัวมากกว่าที่เคย

แม้กระทั่งซื้อกางเกงในแบรนด์ดังใหม่หลายตัว ทั้งที่เขาเป็นคนประหยัดจนบางครั้งถึงขั้นเรียกได้ว่า ขี้เหนียว

สัญญาณเหล่านั้นเคยผ่านตาเธอมาแล้ว

แต่พิมลดาเลือกที่จะไม่คิด ไม่ถาม และไม่อยากเชื่อ

เธอรับปากพี่ชายว่าจะคุยกับสามีให้รู้เรื่อง

แต่หลังจากวันนั้น จิตใจของเธอกลับว้าวุ่นจนไม่อาจตั้งสติได้

เธอไม่เคยคิดเลยว่า คู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาหลายปีจะนอกใจ

และยิ่งไม่อาจหลอกตัวเองได้ว่า เธอไม่รู้สึกผิดกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

หลังมีลูก รูปร่างของเธอเปลี่ยนไปอย่างมาก

จากน้ำหนักหกสิบกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมภายในสามปีหลังลูกชายหย่านม

ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวันที่ไม่มีวันหยุด

ทำให้ความพยายามลดน้ำหนักของเธอกลายเป็นเพียงวงจรโยโย่

ลดได้ไม่นาน น้ำหนักก็เหวี่ยงกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

กลางวันเธอทำงาน

เย็นหลังเลิกงาน เธอรับช่วงเลี้ยงลูกต่อจากสามีที่ไปรับลูกจากโรงเรียนอนุบาลภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสวัสดิการสำหรับบุคลากร

เสาร์อาทิตย์ต้องดูแลลูกเพียงลำพัง ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาหายใจ

ไม่มีใครมาช่วยแตะมือแบ่งเบาภาระ แม้เพียงช่วงสั้น ๆ

พิมลดาคิดอะไรไม่ออก

สมองของเธอเหมือนหยุดทำงาน

ความกลัว ความเจ็บ และความรู้สึกไร้ค่าถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

เธอไม่รู้เลยว่าจะหาทางออกให้ชีวิตนี้อย่างไร

และยิ่งคิด…หัวใจก็ยิ่งจมดิ่ง

เพราะความผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเธอ

คือการไม่จดทะเบียนสมรสกับเขา

ทั้งหมดนั้น…เกิดจากคำว่า ไว้ใจ เพียงคำเดียว

ในวันนี้...วันครบรอบแต่งงาน

หลังจากเขา เธอ และลูกน้อยนั่งรับประทานอาหารร่วมกันในร้านแถวบ้านอย่างพร้อมหน้า

ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยว่า เขาขอแยกทางกับเธอ

เขาขอคงสถานะของเธอไว้เพียง แม่ของลูก เท่านั้น

ทั้งสามคนจะยังคงอยู่ร่วมกันต่อไปที่หอพักของมหาวิทยาลัยเพื่อรักษาหน้าตาของเขาไว้ในฐานะผู้บริหารคนหนึ่งของมหาวิทยาลัย

แต่ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ เขาขอมีเวลาอิสระไว้เป็นเวลาส่วนตัว

เมื่อเขาพูดจบ น้ำตาของพิมลดาก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่

ไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกจากปาก

เธอได้แต่มองเขาด้วยสายตาที่เจ็บปวดร้าวลึก

ในขณะที่เขากลับมองเมิน และคร่ำเคร่งกับการกดโทรศัพท์มือถืออ่านข้อความต่าง ๆ ราวกับไม่รู้สึกอะไร

ช่างเป็นผู้ชายที่จิตใจอำมหิตเสียจริง

ครั้งหนึ่ง ตอนที่เขายังเป็นเพียงอาจารย์ธรรมดา ไม่มีฐานะ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เขาเคยบอกกับเธอว่า

เรามาร่วมกันสร้างฐานะและครอบครัวไปด้วยกัน

แต่เมื่อวันนี้ เขาได้ดี เป็นผู้บริหาร เงินเดือนหลักแสน

กลับยังคงเอาเปรียบเธอเช่นเดิม

ทุกมื้ออาหารที่ทานร่วมกันสามคนพ่อแม่ลูก เขายังคงปล่อยให้เธอเป็นผู้จ่าย

ทว่าเมื่ออยู่กับผู้หญิงคนอื่น เขากลับกลายเป็นผู้ชายใจป้ำ พร้อมเปย์โดยไม่เคยลังเล ไม่ว่าราคาจะสูงเพียงใด

เมื่อวาน พิมลดาค้นเจอสลิปบัตรเครดิตของเขาในลิ้นชักโต๊ะภายในห้องนอน

สลิปที่บอกชัดว่า ชายหนุ่มใช้ช่วงเย็นที่อ้างว่าจะไปทำงานต่อ ไปพบหญิงสาวในสถานที่ใกล้มหาวิทยาลัย

ทั้งร้านเค้กชื่อดังในห้างเปิดใหม่ใจกลางแหล่งวัยรุ่น

ร้านปิ้งย่างยอดนิยม

มื้ออาหารราคาหลักพันที่เขาจ่ายอย่างสบายใจให้กับผู้หญิงคนอื่น

แต่กับเธอ…แม้ทานอาหารร่วมกันเพียงหลักห้าหรือหกร้อยบาท

เขาก็ยังให้เธอเป็นผู้ชำระเงินเสมอ

แม้กระทั่งค่าเหล้าเบียร์ของเขาเอง

และแน่นอน…แม้กระทั่งมื้ออาหารฉลองครบรอบแต่งงาน

เขาก็ยังปล่อยให้เธอเป็นคนจ่าย

พิมลดาได้แต่คิดในใจว่า เธอแต่งงานกับคน…หรือตัววรนุชกันแน่

หญิงสาวพยายามหลับตาลง บังคับให้ร่างกายได้พักผ่อน เพื่อจะได้มีกำลังลุกขึ้นสู้ในวันรุ่งขึ้น

แม้จะไม่รู้เลยว่า ชีวิตของเธอจากนี้จะดำเนินไปในทิศทางใด

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้แน่ชัด คือเธอต้องสู้สุดกำลัง…เพื่อลูกชาย

เด็กน้อยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใด ๆ กับการกระทำอันเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่

ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่เป็นระเบียบ

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงตีสาม พิมลดาจึงหลับลงได้ในที่สุด

ในขณะที่ภรรยากำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดภายในห้องนอนใหญ่

ตฤณชา...สามีของเธอ...กลับกำลังมีความสุขกับการสนทนาทางโทรศัพท์กับหญิงสาวอันเป็นที่รัก

อยู่ในห้องนอนเล็กที่เขาขอแยกตัวมานอน

หลังจากเอ่ยปากขอแยกทางกับภรรยาไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมื้อค่ำ

ในความคิดของตฤณชา

ตอนนี้เขามีตำแหน่ง มีฐานะ เป็นถึงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดัง

ผู้หญิงอย่างพิมลดา…ไม่เหมาะสมอีกต่อไปที่จะพาออกงาน

เธอทั้งอ้วน ทั้งจบการศึกษาเพียงระดับปริญญาตรี

ในแวดวงสังคมของเขา ผู้คนล้วนจบปริญญาเอกทั้งสิ้น

เขาเชื่อมั่นว่า ตนเองกำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่กำลังไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุด

และจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันถดถอย

หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในผู้บริหารของมหาวิทยาลัย

เขาได้พบกับ ชลิดา นักศึกษาหญิงคนหนึ่งในวิชาที่เขาสอน

หญิงสาวมีใบหน้าสวย น่ารัก และดูดีมีชาติตระกูล

ตฤณชารู้มาว่า ครอบครัวของเธอทำธุรกิจหลายอย่าง เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีตระกูลหนึ่ง

ในช่วงแรก เขาเพียงให้คำแนะนำเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนในคลาส

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชลิดาก็เริ่มขอช่องทางติดต่อส่วนตัว ด้วยข้ออ้างเรื่องการปรึกษาการเรียนและการศึกษาต่อในต่างประเทศ

โอกาสนั้นทำให้ชายหนุ่มได้นัดพบเธอเป็นการส่วนตัวหลายครั้ง

จนในที่สุด ชลิดาก็ถามเขาอย่างจริงจังถึงสถานะส่วนตัว

ตฤณชาบอกกับเธอว่า เขาแยกทางกับภรรยาแล้ว และมีลูกชายหนึ่งคน

เขาเคยพาลูกชายมาให้หญิงสาวดูถึงสองครั้ง

ภาพลักษณ์ของชายผู้เป็นพ่อที่อุ้มลูกชายอย่างทะนุถนอม

สร้างความประทับใจให้ชลิดาไม่น้อย

และตฤณชาก็รู้ดีว่า ภาพของเขาที่อุ้มลูกเดินไปเดินมาในมหาวิทยาลัย

เป็นที่ชื่นชมของทั้งนักศึกษาและบุคลากร

ลูกชายตัวน้อยของเขาหน้าตาน่ารัก สดใสและยิ้มเก่ง เป็นตัวดึงดูดสายตา

และเป็นสะพานให้สาว ๆ เข้ามาใกล้

แม้กระทั่งเวลาที่เขาพาลูกไปเดินห้าง ก็มักมีพนักงานหญิงเข้ามาเล่นกับเด็กน้อย

เปิดโอกาสให้เขาหว่านเสน่ห์อย่างแนบเนียน

บางคนถึงกับให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อให้เขาติดต่อกลับ

และแน่นอน…สำหรับหญิงสาวที่หน้าตาดี รูปร่างดี

เขาก็ไม่ลังเลที่จะหาเวลาว่างโทรกลับไป

ชายหนุ่มส่งข้อความ ฝันดี ไปหาชลิดา นักศึกษาสาวที่เขากำลังติดพัน และตั้งใจจะคบหาอย่างจริงจัง

ในความคิดของเขา เธอเหมาะสมกับเขาอย่างยิ่ง

หากพาเธอเดินเคียงข้างไปที่ใด ก็ย่อมเป็นที่น่าอิจฉาของคนทั่วไป

เขาในวัยสี่สิบสองปี แต่กลับสามารถมีแฟนสาววัยยี่สิบสอง วัยที่กำลังบานสะพรั่ง สดใส และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

วันพรุ่งนี้ เขาวางแผนจะไปคลินิกเสริมความงาม นวดหน้าให้ดูอ่อนวัยลงอีกสักหน่อย

ตำแหน่งและเงินเดือน รวมถึงเงินเบี้ยเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นผู้บริหาร

ทำให้เขาสามารถใช้จ่ายได้อย่างฟุ่มเฟือย หลังจากต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียรมาหลายปี

กับภรรยาคนนี้…

อ้อ..อดีตภรรยาคนนี้

ในความคิดของเขา

ถึงเวลาแล้ว

ถึงเวลาที่เขาจะได้ใช้ชีวิตที่ดีที่สุดของตัวเองเสียที

ตฤณชาหลับใหลไปพร้อมกับความฝันถึงชีวิตอันสมบูรณ์แบบ

ชีวิตที่มีเขาเป็นศูนย์กลาง มีชลิดา...ว่าที่ภรรยาสาววัยละอ่อน ผู้เหมาะสมกับสถานะของเขา

และลูกชายตัวน้อยที่น่ารัก เป็นเครื่องประดับของความสำเร็จ

ทุกอย่างควรดำเนินไปตามแบบที่เขาเลือก และสมควรได้รับ

...

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 61

    หลังจากน้องรุ้งทานนมแม่จนอิ่ม ริวก็อุ้มลูกสาวพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ เด็กน้อยที่เล่นสนุกมาทั้งวันเริ่มปรือตา ก่อนจะค่อย ๆ หลับไปในอ้อมแขนของพ่อชายหนุ่มจึงพาลูกไปวางบนเตียงเด็กที่ย้ายมาไว้ในห้องนอนของหลิวเป็นการชั่วคราว จัดผ้าห่มให้เรียบร้อย แล้วมองดูลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าหลับสนิทดีแล้ว จึงหันไปหาแม่ที่กำลังจัดถุงนมแม่ใส่ตู้เย็นเล็กตรงมุมห้อง“แม่ครับ คืนนี้ฝากดูแลน้องรุ้งให้ด้วยนะครับ” ริวพูดพร้อมยกมือไหว้ แพทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยกมือไหว้ตามสามี“ไปเถอะจ้ะ วันนี้วันพิเศษ ให้พ่อแม่น้องรุ้งได้พักผ่อนกันบ้าง” หลิวยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะอดแซวไม่ได้ “เผื่ออีกไม่กี่เดือนน้องรุ้งจะได้มีน้องมาเล่นด้วยอีกคน”แพทถึงกับทำหน้าไม่ถูก ขณะที่คนข้างกายกลับรับมุกอย่างอารมณ์ดี“อาจจะมาแล้วก็ได้นะครับ” พูดจบยังเอื้อมมือมากุมมือภรรยาเสียอีก จนแพทต้องหันไปค้อน“แม่จะรอข่าวดีจ้ะ” หลิวหัวเราะ “ไปพักผ่อนกันได้แล้ว นมน้องรุ้งเต็มตู้ ไม่ต้องห่วง คืนนี้แม่ให้เจ้าน้อยมานอนข้างเตียงด้วย จะได้ช่วยกันดูเวลาน้องรุ้งตื่น พ่อของลูกมีงานด่วนต้องไปต่างจังหวัดพอดี มีน้อยอยู่ด้วยก็ช่วยแม่ได้เยอะ”พูดจบก็โบกมือไล่ลูกชา

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 60

    พีระดนย์นั่งมองพิธีในงานเลี้ยงแต่งงานของริวกับแพทด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มได้รับเชิญให้มาร่วมงานจากริว ซึ่งตั้งใจโทรศัพท์มาชวนเขาด้วยตัวเองหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาได้ช่วยเหลือแพท พิมลดาก็โทรศัพท์มาขอบคุณเขาเป็นการส่วนตัว พีระดนย์จึงถือโอกาสแวะไปเยี่ยมแพทที่โรงพยาบาลด้วยนับจากนั้นเขาก็ยังคงแวะเวียนไปที่ร้านของพิมลดาอยู่เสมอ บางครั้งไปทานอาหารตามลำพัง บางครั้งก็พาพี่สาวและครอบครัวไปด้วย หรือหากมีโอกาสก็พาลูกค้ากับลูกน้องในฝ่ายไปทานอาหารที่ร้านแม้จะไปค่อนข้างบ่อย แต่พีระดนย์กลับไม่เคยรู้สึกเบื่อ เพราะพิมลดารู้จักปรับเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ ในแต่ละเดือนจะมีเมนูหมุนเวียนสลับกันไป ทำให้ต่อให้เขาแวะมาบ่อยแค่ไหน ก็มักมีอาหารจานใหม่ให้ได้ลองอยู่เรื่อย ๆและดูเหมือนช่วงหลังมานี้ เขาเองก็หาเหตุผลแวะไปที่ร้านได้บ่อยขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยนับตั้งแต่เข้ามาในงานแต่งงานของริวและแพท สายตาของพีระดนย์ก็มักจะวนเวียนอยู่ที่พิมลดาเป็นระยะวันนี้เธอดูสวยเป็นพิเศษ ทั้งชุดที่เลือกมาเข้ากับรูปร่างและใบหน้าที่นาน ๆ ครั้งจะแต่งหน้าเต็มยศ ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เขาเผลอมองซ้ำอยู่หลายครั้งพีระดนย์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นม

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 59

    ชลิดาลงชื่อในหนังสือยอมความที่ทนายความของพิมลดายื่นให้โดยไม่ลังเลก่อนหน้านั้น ทนายความได้ติดต่อขอพบเธอที่สถานีตำรวจและอธิบายความประสงค์ของพิมลดาให้ฟังว่า ทางนั้นยินยอมถอนแจ้งความ โดยมีเงื่อนไขให้ชลิดาลงชื่อในหนังสือยอมความ ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองกระทำ และให้คำมั่นว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพิมลดาและครอบครัวอีกต่อไปชลิดายอมรับเงื่อนไขทั้งหมดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หลังจากลงชื่อเรียบร้อย เธอรับสำเนาหนังสือฉบับนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย อย่างน้อยเรื่องยุ่งยากในชีวิตก็จบลงไปอีกหนึ่งเรื่องเวลานี้ปัญหาหลายอย่างกำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนแทบตั้งรับไม่ทัน ทุกเช้าชลิดาตื่นขึ้นมาพร้อมความกังวล ส่วนทุกค่ำคืนก็แทบข่มตาหลับไม่ได้ เพราะในหัวมีแต่คำถามเดิม ๆ วนเวียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนี้เธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรแล้วจะแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าทีละเรื่องได้อย่างไรสำหรับชลิดา การที่พิมลดายอมถอนแจ้งความให้ในครั้งนี้ถือเป็นความปรานีที่อีกฝ่ายมอบให้ ทั้งที่หากพิมลดาและครอบครัวจะดำเนินเรื่องกับเธอจนถึงที่สุด เธอก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวโทษใครได้เลย เมื่อนึกย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำกับพิมลดาและครอบครัวมาตลอด

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 58

    ชลิดาวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะหน้าโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งด้วยสีหน้าอ่อนล้าดิวเดินเข้ามาวางแก้วน้ำตรงหน้าพี่สาว แล้วนั่งลงข้าง ๆ“แม่เป็นยังไงบ้างคะพี่”“ก็...” ชลิดานิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามรวบรวมสติก่อนตอบคำถามของน้องสาว“แม่ไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งนิ่งแล้วก็เหม่อลอย พี่พูดด้วยหรือถามอะไรก็ไม่ตอบ”“แล้ว...เราจะประกันตัวแม่ออกมาได้ไหมคะ”ชลิดาส่ายหน้า “ไม่ได้เลย คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม ตำรวจต้องควบคุมตัวแม่ไว้สอบปากคำและดำเนินคดีตามขั้นตอน”เธอหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่น“พี่ถามตำรวจแล้ว ตั้งแต่จับตัวแม่มา แม่ไม่พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งนิ่งแล้วก็เหม่อลอย ถ้าอาการยังเป็นแบบนี้ต่อไป...อาจต้องให้จิตแพทย์เข้ามาดูอาการ”พูดจบ น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลลงมา ชลิดายกมือขึ้นเช็ดออกอย่างลวก ๆ แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด หวาน เพื่อนสนิทของเธอ เป็นคนโทรมาแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน ก่อนจะส่งลิงก์ข่าวออนไลน์มาให้ดูตอนแรกชลิดายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวานถึงโทรหาเธอด้วยเรื่องนี้ กระทั่งกดเข้าไปอ่านข้อความในข่าว...เพ็ญนภา แม่ข

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 57

    แพทสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของน้องรุ้ง หญิงสาวรีบลุกขึ้นมาดูลูกสาวที่นอนอยู่ในเตียงเด็กข้างเตียง เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กร้องไห้จ้าจนหน้าแดงก็อดกังวลไม่ได้ รีบอุ้มขึ้นมาปลอบพร้อมกับลูบหลังเบา ๆ“น้องรุ้งเป็นอะไรลูก เดี๋ยวแม่ขอดูเพิสหน่อยนะคะ”แพทลองเปิดขอบแพมเพิสดูจึงพบว่าเปียกจนเต็ม เธอรีบวางลูกลงบนเตียง แกะแพมเพิสออก แล้วหยิบตะกร้าใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดที่วางเตรียมไว้ใกล้มือมาจัดการเช็ดก้นให้ลูกและเปลี่ยนแพมเพิสผืนใหม่ให้แต่ถึงจะตัวแห้งสบายแล้ว น้องรุ้งก็ยังร้องไม่หยุด แพทจึงรู้ว่าคราวนี้ลูกคงหิวด้วย“หิวด้วยเหรอคะ ถึงว่าร้องใหญ่เลย”หญิงสาวอุ้มลูกขึ้นมาให้นม เจ้าตัวเล็กรีบดูดนมด้วยความหิว ไม่นานเสียงร้องไห้ก็ค่อย ๆ เงียบลง กระทั่งอิ่มท้องและหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนของแม่แพทอุ้มพาดบ่าให้เรอ ก่อนจะค่อย ๆ วางลูกกลับลงบนเตียงเด็กอย่างเบามือ แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อยขณะที่กำลังจะเอนตัวลงนอน สายตาพลันเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนฝาผนังห้าทุ่มแล้ว...แพทชะงัก ก่อนจะหันไปมองเตียงเสริมที่ยังว่างเปล่าริวยังไม่กลับบ้านหญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดู ข้อความล่าสุดจากริวถูกส่งมา

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 56

    พิมลดาชะงักมือที่กำลังกดรายการอยู่บนหน้าจอเครื่อง POS เมื่อเห็นชลิดาเปิดประตูเข้ามาในร้านอีกฝ่ายไม่ได้เดินตรงมาหาเธอ แต่กลับเลือกนั่งที่โต๊ะมุมด้านในสุดซึ่งอยู่ห่างจากเคาน์เตอร์ พนักงานในร้านหันมามองพิมลดาเหมือนขอความเห็นว่าจะทำอย่างไร ก่อนจะได้รับการพยักหน้าให้เข้าไปต้อนรับตามปกติ ไม่ต่างจากลูกค้าคนอื่นหลังจากแพทพ้นขีดอันตรายและอาการปลอดภัยแล้ว พิพัฒน์ได้นำไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ เจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้และแจ้งว่าจะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเรียกตัวชลิดามารับทราบข้อกล่าวหา ก่อนดำเนินคดีและส่งเรื่องตามกระบวนการต่อไปไม่กี่วันหลังจากนั้น พิพัฒน์ก็ได้รับการติดต่อให้ไปที่สถานีตำรวจเพื่อชี้ตัว วันนั้นชลิดานั่งนิ่งอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่และยอมรับข้อกล่าวหาทุกอย่างโดยไม่โต้แย้งใด ๆพิมลดารับฟังความคืบหน้าจากพี่ชายด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกหลังเกิดเรื่องกับแพท ทั้งเธอและพิพัฒน์ต่างโกรธชลิดามาก ต่อให้มีเรื่องบาดหมางหรือโกรธแค้นกันมากแค่ไหน ก็ไม่ควรลงมือทำร้ายกันจนเกือบเกิดความสูญเสีย แพทอาจเสียชีวิตในวันนั้น รวมถึงหลานสาวของเธอด้วยยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องราวท

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status