LOGIN
ในความมืดของกลางคืน มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงและเสียงแผ่วเบาของเครื่องปรับอากาศ พิมลดานอนนิ่งอยู่บนเตียง น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย มือหนึ่งก่ายหน้าผากราวกับแบกรับความหนักอึ้งที่ถาโถมเข้ามาในหัวใจ
ดวงตาคู่สวยบวมแดงจากการร้องไห้มาหลายคืนแล้ว…นับตั้งแต่ลูกชายตัวน้อยวัยสี่ขวบหลับสนิทในทุกค่ำคืน
หญิงสาวพลิกตัวไปด้านข้าง สายตามองไปยังร่างเล็ก ๆ ที่นอนขดอยู่ไม่ไกล เด็กน้อยหลับลึกด้วยความเหนื่อยล้าจากการเล่นซนตลอดวัน ใบหน้าไร้เดียงสานั้นกลับยิ่งบีบรัดหัวใจของผู้เป็นแม่ให้ปวดร้าวยิ่งกว่าเดิม
พิมลดาหลับตาลงช้า ๆ และความทรงจำก็ไหลย้อนกลับมาอย่างไม่อาจห้ามได้
วันนี้…เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของเธอกับสามี
และเป็นวันที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต
ตฤณชา...สามีของเธอ...ยื่นคำขาดขอแยกทาง
ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีเหตุผล
เขาบอกเพียงสั้น ๆ ว่า “ผมเบื่อ”
ประโยคง่าย ๆ นั้นกลับทำลายโลกทั้งใบของเธอ
เขาบอกว่าเขาจะยังคง “จุนเจือ” เธอและลูกเหมือนเดิม
คำพูดนั้นทำให้พิมลดาอดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้ในใจ
จุนเจืออย่างนั้นหรือ…
ทั้งชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคยต้องพึ่งพาใคร
ก่อนแต่งงาน เธอเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างมั่นคง
หลังแต่งงาน เธอยังคงทำงานในบริษัท ดูแลบ้าน เลี้ยงลูกอย่างเต็มที่ และเป็นแรงสนับสนุนให้สามีในทุกย่างก้าว
โดยเฉพาะเมื่อเขาได้รับตำแหน่งผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดังเมื่อปีที่แล้ว
พิมลดาเสียสละทุกอย่างเพื่อเขาและลูก เพียงเพราะอยากให้ครอบครัวนี้อบอุ่นและสมบูรณ์
ตฤณชาเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
เธอแต่งงานกับเขาหลังจากคบหาดูใจกันมากว่าสองปี ด้วยศรัทธาในความดี ความสุภาพ และความเอาใจใส่ที่เขาเคยมอบให้
ก่อนแต่งงาน ทั้งสองตัดสินใจซื้อบ้านชานเมืองเพื่อเป็นหลักแหล่งในการสร้างครอบครัวร่วมกัน โดยตกลงกันว่าจะช่วยกันผ่อนคนละครึ่ง
ทว่า ภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และการดูแลทุกอย่าง กลับตกมาอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว ด้วยข้ออ้างว่าเขาไม่สะดวกให้หักบัญชี
พิมลดาไม่เคยปริปากบ่น
เธอคิดเสมอว่า นี่คือการสร้างครอบครัวร่วมกัน
สี่เดือนหลังแต่งงาน เธอพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้สองเดือน
การเดินทางจากบ้านไปทำงานเริ่มเป็นเรื่องยากลำบาก สามีจึงตัดสินใจสมัครเช่าหอพักของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสวัสดิการสำหรับอาจารย์
แม้จะเป็นเพียงห้องเช่าขนาดเล็ก แต่ก็ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าของทั้งคู่
พวกเขาจะกลับบ้านทุกเย็นวันศุกร์ และกลับมาหอพักอีกครั้งในวันอาทิตย์ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทำงานในสัปดาห์ใหม่
ในวันนั้น พิมลดาไม่เคยคิดเลยว่า
บ้านหลังนี้
ครอบครัวนี้
และชีวิตคู่ที่เธอพยายามประคองไว้สุดกำลัง
จะกลายเป็นเพียงความทรงจำที่กำลังจะแตกสลาย
พิมลดาหลับตาแน่น น้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่อยู่ ต่อให้พยายามกลั้นมากเพียงใด ความเจ็บปวดในใจก็ยังล้นทะลักออกมาผ่านดวงตาคู่แดงก่ำนั้น
เธอรู้ดี…
รู้ถึงสาเหตุที่สามีขอแยกทาง
เมื่อสัปดาห์ก่อน พี่ชายของเธอนัดพบและบอกข่าวร้ายที่เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางหัวใจ
เขาเห็นตฤณชา สามีของเธอ อยู่กับหญิงสาวอ่อนวัยคนหนึ่ง
ทั้งคู่เล่นโบว์ลิ่งด้วยกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะและท่าทางเป็นกันเองนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกินเลยกว่าคำว่า “คนรู้จัก”
มือที่แตะต้องกันอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร…ทำให้คำแก้ตัวใด ๆ หมดความหมายลงทันที
ทันทีที่ได้ยิน ใจของพิมลดาหล่นวูบราวกับถูกดึงลงเหวลึก
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยสังเกต
ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
ช่วงหลังมานี้ ตฤณชามักอ้างว่าต้องไปทำงานต่างจังหวัดแทบทุกเสาร์อาทิตย์
ปล่อยให้เธออยู่กับลูกตามลำพัง
เขาเริ่มใช้น้ำหอม ใส่ใจการแต่งตัวมากกว่าที่เคย
แม้กระทั่งซื้อกางเกงในแบรนด์ดังใหม่หลายตัว ทั้งที่เขาเป็นคนประหยัดจนบางครั้งถึงขั้นเรียกได้ว่า ขี้เหนียว
สัญญาณเหล่านั้นเคยผ่านตาเธอมาแล้ว
แต่พิมลดาเลือกที่จะไม่คิด ไม่ถาม และไม่อยากเชื่อ
เธอรับปากพี่ชายว่าจะคุยกับสามีให้รู้เรื่อง
แต่หลังจากวันนั้น จิตใจของเธอกลับว้าวุ่นจนไม่อาจตั้งสติได้
เธอไม่เคยคิดเลยว่า คู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาหลายปีจะนอกใจ
และยิ่งไม่อาจหลอกตัวเองได้ว่า เธอไม่รู้สึกผิดกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง
หลังมีลูก รูปร่างของเธอเปลี่ยนไปอย่างมาก
จากน้ำหนักหกสิบกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมภายในสามปีหลังลูกชายหย่านม
ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวันที่ไม่มีวันหยุด
ทำให้ความพยายามลดน้ำหนักของเธอกลายเป็นเพียงวงจรโยโย่
ลดได้ไม่นาน น้ำหนักก็เหวี่ยงกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
กลางวันเธอทำงาน
เย็นหลังเลิกงาน เธอรับช่วงเลี้ยงลูกต่อจากสามีที่ไปรับลูกจากโรงเรียนอนุบาลภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสวัสดิการสำหรับบุคลากร
เสาร์อาทิตย์ต้องดูแลลูกเพียงลำพัง ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาหายใจ
ไม่มีใครมาช่วยแตะมือแบ่งเบาภาระ แม้เพียงช่วงสั้น ๆ
พิมลดาคิดอะไรไม่ออก
สมองของเธอเหมือนหยุดทำงาน
ความกลัว ความเจ็บ และความรู้สึกไร้ค่าถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
เธอไม่รู้เลยว่าจะหาทางออกให้ชีวิตนี้อย่างไร
และยิ่งคิด…หัวใจก็ยิ่งจมดิ่ง
เพราะความผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเธอ
คือการไม่จดทะเบียนสมรสกับเขา
ทั้งหมดนั้น…เกิดจากคำว่า ไว้ใจ เพียงคำเดียว
ในวันนี้...วันครบรอบแต่งงาน
หลังจากเขา เธอ และลูกน้อยนั่งรับประทานอาหารร่วมกันในร้านแถวบ้านอย่างพร้อมหน้า
ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยว่า เขาขอแยกทางกับเธอ
เขาขอคงสถานะของเธอไว้เพียง แม่ของลูก เท่านั้น
ทั้งสามคนจะยังคงอยู่ร่วมกันต่อไปที่หอพักของมหาวิทยาลัยเพื่อรักษาหน้าตาของเขาไว้ในฐานะผู้บริหารคนหนึ่งของมหาวิทยาลัย
แต่ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ เขาขอมีเวลาอิสระไว้เป็นเวลาส่วนตัว
เมื่อเขาพูดจบ น้ำตาของพิมลดาก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
ไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกจากปาก
เธอได้แต่มองเขาด้วยสายตาที่เจ็บปวดร้าวลึก
ในขณะที่เขากลับมองเมิน และคร่ำเคร่งกับการกดโทรศัพท์มือถืออ่านข้อความต่าง ๆ ราวกับไม่รู้สึกอะไร
ช่างเป็นผู้ชายที่จิตใจอำมหิตเสียจริง
ครั้งหนึ่ง ตอนที่เขายังเป็นเพียงอาจารย์ธรรมดา ไม่มีฐานะ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เขาเคยบอกกับเธอว่า
เรามาร่วมกันสร้างฐานะและครอบครัวไปด้วยกัน
แต่เมื่อวันนี้ เขาได้ดี เป็นผู้บริหาร เงินเดือนหลักแสน
กลับยังคงเอาเปรียบเธอเช่นเดิม
ทุกมื้ออาหารที่ทานร่วมกันสามคนพ่อแม่ลูก เขายังคงปล่อยให้เธอเป็นผู้จ่าย
ทว่าเมื่ออยู่กับผู้หญิงคนอื่น เขากลับกลายเป็นผู้ชายใจป้ำ พร้อมเปย์โดยไม่เคยลังเล ไม่ว่าราคาจะสูงเพียงใด
เมื่อวาน พิมลดาค้นเจอสลิปบัตรเครดิตของเขาในลิ้นชักโต๊ะภายในห้องนอน
สลิปที่บอกชัดว่า ชายหนุ่มใช้ช่วงเย็นที่อ้างว่าจะไปทำงานต่อ ไปพบหญิงสาวในสถานที่ใกล้มหาวิทยาลัย
ทั้งร้านเค้กชื่อดังในห้างเปิดใหม่ใจกลางแหล่งวัยรุ่น
ร้านปิ้งย่างยอดนิยม
มื้ออาหารราคาหลักพันที่เขาจ่ายอย่างสบายใจให้กับผู้หญิงคนอื่น
แต่กับเธอ…แม้ทานอาหารร่วมกันเพียงหลักห้าหรือหกร้อยบาท
เขาก็ยังให้เธอเป็นผู้ชำระเงินเสมอ
แม้กระทั่งค่าเหล้าเบียร์ของเขาเอง
และแน่นอน…แม้กระทั่งมื้ออาหารฉลองครบรอบแต่งงาน
เขาก็ยังปล่อยให้เธอเป็นคนจ่าย
พิมลดาได้แต่คิดในใจว่า เธอแต่งงานกับคน…หรือตัววรนุชกันแน่
หญิงสาวพยายามหลับตาลง บังคับให้ร่างกายได้พักผ่อน เพื่อจะได้มีกำลังลุกขึ้นสู้ในวันรุ่งขึ้น
แม้จะไม่รู้เลยว่า ชีวิตของเธอจากนี้จะดำเนินไปในทิศทางใด
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้แน่ชัด คือเธอต้องสู้สุดกำลัง…เพื่อลูกชาย
เด็กน้อยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใด ๆ กับการกระทำอันเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่
ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่เป็นระเบียบ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงตีสาม พิมลดาจึงหลับลงได้ในที่สุด
ในขณะที่ภรรยากำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดภายในห้องนอนใหญ่
ตฤณชา...สามีของเธอ...กลับกำลังมีความสุขกับการสนทนาทางโทรศัพท์กับหญิงสาวอันเป็นที่รัก
อยู่ในห้องนอนเล็กที่เขาขอแยกตัวมานอน
หลังจากเอ่ยปากขอแยกทางกับภรรยาไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมื้อค่ำ
ในความคิดของตฤณชา
ตอนนี้เขามีตำแหน่ง มีฐานะ เป็นถึงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดัง
ผู้หญิงอย่างพิมลดา…ไม่เหมาะสมอีกต่อไปที่จะพาออกงาน
เธอทั้งอ้วน ทั้งจบการศึกษาเพียงระดับปริญญาตรี
ในแวดวงสังคมของเขา ผู้คนล้วนจบปริญญาเอกทั้งสิ้น
เขาเชื่อมั่นว่า ตนเองกำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่กำลังไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุด
และจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันถดถอย
หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในผู้บริหารของมหาวิทยาลัย
เขาได้พบกับ ชลิดา นักศึกษาหญิงคนหนึ่งในวิชาที่เขาสอน
หญิงสาวมีใบหน้าสวย น่ารัก และดูดีมีชาติตระกูล
ตฤณชารู้มาว่า ครอบครัวของเธอทำธุรกิจหลายอย่าง เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีตระกูลหนึ่ง
ในช่วงแรก เขาเพียงให้คำแนะนำเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนในคลาส
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชลิดาก็เริ่มขอช่องทางติดต่อส่วนตัว ด้วยข้ออ้างเรื่องการปรึกษาการเรียนและการศึกษาต่อในต่างประเทศ
โอกาสนั้นทำให้ชายหนุ่มได้นัดพบเธอเป็นการส่วนตัวหลายครั้ง
จนในที่สุด ชลิดาก็ถามเขาอย่างจริงจังถึงสถานะส่วนตัว
ตฤณชาบอกกับเธอว่า เขาแยกทางกับภรรยาแล้ว และมีลูกชายหนึ่งคน
เขาเคยพาลูกชายมาให้หญิงสาวดูถึงสองครั้ง
ภาพลักษณ์ของชายผู้เป็นพ่อที่อุ้มลูกชายอย่างทะนุถนอม
สร้างความประทับใจให้ชลิดาไม่น้อย
และตฤณชาก็รู้ดีว่า ภาพของเขาที่อุ้มลูกเดินไปเดินมาในมหาวิทยาลัย
เป็นที่ชื่นชมของทั้งนักศึกษาและบุคลากร
ลูกชายตัวน้อยของเขาหน้าตาน่ารัก สดใสและยิ้มเก่ง เป็นตัวดึงดูดสายตา
และเป็นสะพานให้สาว ๆ เข้ามาใกล้
แม้กระทั่งเวลาที่เขาพาลูกไปเดินห้าง ก็มักมีพนักงานหญิงเข้ามาเล่นกับเด็กน้อย
เปิดโอกาสให้เขาหว่านเสน่ห์อย่างแนบเนียน
บางคนถึงกับให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อให้เขาติดต่อกลับ
และแน่นอน…สำหรับหญิงสาวที่หน้าตาดี รูปร่างดี
เขาก็ไม่ลังเลที่จะหาเวลาว่างโทรกลับไป
ชายหนุ่มส่งข้อความ ฝันดี ไปหาชลิดา นักศึกษาสาวที่เขากำลังติดพัน และตั้งใจจะคบหาอย่างจริงจัง
ในความคิดของเขา เธอเหมาะสมกับเขาอย่างยิ่ง
หากพาเธอเดินเคียงข้างไปที่ใด ก็ย่อมเป็นที่น่าอิจฉาของคนทั่วไป
เขาในวัยสี่สิบสองปี แต่กลับสามารถมีแฟนสาววัยยี่สิบสอง วัยที่กำลังบานสะพรั่ง สดใส และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
วันพรุ่งนี้ เขาวางแผนจะไปคลินิกเสริมความงาม นวดหน้าให้ดูอ่อนวัยลงอีกสักหน่อย
ตำแหน่งและเงินเดือน รวมถึงเงินเบี้ยเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นผู้บริหาร
ทำให้เขาสามารถใช้จ่ายได้อย่างฟุ่มเฟือย หลังจากต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียรมาหลายปี
กับภรรยาคนนี้…
อ้อ..อดีตภรรยาคนนี้
ในความคิดของเขา
ถึงเวลาแล้ว
ถึงเวลาที่เขาจะได้ใช้ชีวิตที่ดีที่สุดของตัวเองเสียที
ตฤณชาหลับใหลไปพร้อมกับความฝันถึงชีวิตอันสมบูรณ์แบบ
ชีวิตที่มีเขาเป็นศูนย์กลาง มีชลิดา...ว่าที่ภรรยาสาววัยละอ่อน ผู้เหมาะสมกับสถานะของเขา
และลูกชายตัวน้อยที่น่ารัก เป็นเครื่องประดับของความสำเร็จ
ทุกอย่างควรดำเนินไปตามแบบที่เขาเลือก และสมควรได้รับ
...
ชลิดาเดินกลับโต๊ะทำงานด้วยสติที่เหมือนลอยหายไปครึ่งหนึ่งระหว่างทาง สายตาหลายคู่จับจ้องเธอโดยไม่คิดจะปิดบัง บางคนมองราวกับเห็นของแปลก บางคนยิ้มมุมปากอย่างสะใจ ขณะที่อีกกลุ่มยืนกระซิบกระซาบแล้วปรายตามาทางเธอเป็นระยะเสียงหัวเราะเบา ๆ ไล่หลังมาเหมือนเงาเธอเร่งฝีเท้า หัวใจเต้นถี่จนเจ็บหน้าอกทันทีที่ถึงโต๊ะทำงาน ชลิดารีบเก็บเอกสารและของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน ตั้งใจจะกลับบ้านไปตั้งหลักก่อน ทุกอย่างมันถาโถมเกินกว่าจะรับมือไหวในตอนนี้เธอส่งข้อความหาตฤณชาไปแล้วหลายครั้งไม่มีการตอบกลับคงกำลังอยู่บนเครื่องบิน“อาจารย์ชลิดาคะ คณบดีขอเชิญพบค่ะ”เสียงตุ๊กดังขึ้นข้างหลัง เธอพยายามโทรหาชลิดาหลายสายแล้ว แต่ชลิดาไม่ได้รับชลิดากลืนน้ำลาย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามเลขานุการไปอย่างคนไร้แรงต้านทุกย่างก้าวหนักอึ้งข้อความจากเพื่อนเด้งเข้ามาไม่หยุดในโทรศัพท์ แต่เธอไม่กล้าเปิดอ่าน รู้ดีว่าเนื้อหาคงไม่พ้นเรื่องเดียวกันเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องทำงานคณบดี ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เธอขนลุก ทั้งที่อุณหภูมิไม่ได้ต่างจากทุกวันหรือบางที…สิ่งที่หนาวอาจไม่ใช่อากาศเธอยกมือไหว้ ก่อนจะถูกเชิญ
ระหว่างที่ชลิดาหิ้วอุปกรณ์การสอนเดินผ่านโรงอาหารของคณะ เพื่อมุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนด้านข้าง เธอสังเกตได้ว่าบรรยากาศวันนี้ดูแปลกไป นักศึกษาหลายคนหันมามองเธอ บางคนยิ้ม บางคนหัวเราะเบา ๆ คล้ายมีเรื่องขบขันที่เธอไม่รู้หญิงสาวชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะส่งยิ้มสุภาพกลับไปตามมารยาท ในฐานะอาจารย์ใหม่ เธออยากสร้างความประทับใจ ไม่อยากคิดมากกับสายตาเหล่านั้นแต่ทันทีที่เธอเดินลับตา เสียงซุบซิบก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นราวกับคลื่นกระทบฝั่ง“วันนี้ใส่ชุดเดียวกับในรูปเลยนะ แบบนี้ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าใช่นางแน่ ๆ”“ชุดนี้คอลเลกชันใหม่ของแบรนด์ L ด้วยนะ ซ้ำยากมาก”“ในรูป เพิ่งเดินออกมาจากโรงแรม ดูโทรมหน้าซีดมาก … สงสัยโดนไปหลายดอก ผู้ชายคงแรงดี”“งั้นข่าวลือที่ว่าไปแย่งผู้ชายเขามาก็คงจริงสิ หน้าตาก็ดีแท้ ๆ ไม่น่าคิดสั้นแบบนี้เลย เป็นอาจารย์เหมือนกันแท้ ๆ”“คนไม่มีศีลธรรมแบบนี้จะไปนับถือได้ยังไงล่ะ ถอนวิชาทันไหมเนี่ย”“อาจารย์ตฤณชาก็ดูภูมิฐานนะ อายุขนาดนั้นยังตกสาวเอ๊าะ ๆ อย่างนางได้อีก เก่งจริง ๆ”“ได้ยินมาว่าสองคนนี้เคยเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์กันมาก่อนนะ แล้วดันปิ๊งกันเอง สุดท้ายผู้ชายก็ทิ้งเมียทิ้งลูกม
แม้เครื่องปรับอากาศภายในห้องจะส่งไอเย็นฉ่ำเพียงใด แต่ในอกของวิภาพรกลับร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุม ความรู้สึกสะอิดสะเอียนตีตื้นขึ้นมาจนจุกอกยามที่ต้องทอดสายตามองชายหญิงคู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองรักษาระยะห่างต่อกันด้วยท่าทีปั้นปึ่งราวกับคนไม่สนิทชิดเชื้อ แต่วิภาพรรู้ดีว่านั่นคือการแสดงที่ห่วยแตก รูปถ่ายและคลิปวิดีโอที่เธอไล่เช็กอย่างละเอียดเป็นหลักฐานชั้นดีว่าไม่มีการตัดต่อใดๆ และที่ตอกย้ำความจริงจนดิ้นไม่หลุด คือใบหน้าของ 'น้องแม็กซ์' ลูกชายของตฤณชาที่แวบเข้ามาในหัว...เด็กน้อยที่เธอเคยเห็นตอนตฤณชาพามาวิ่งเล่นที่คณะช่วงเย็นบ่อยครั้งวินาทีนั้น ความชื่นชมที่เคยมีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้มลายหายไปในพริบตา ชายหนุ่มที่เธอเคยประเมินไว้สูงลิ่ว ทั้งกิริยามารยาทที่ไร้ที่ติและความสามารถที่โดดเด่นจนมองเห็น อนาคตไกลเป็นถึงเก้าอี้ผู้บริหาร แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นมาหลอกลวงโลกส่วนหญิงสาวข้างกายที่เคยมีใบหน้าสะสวยน่าเอ็นดูจนเธอเคยนึกเมตตา ในวันนี้กลับเหลือเพียงหน้ากากที่ฉาบไว้ด้วยความเสแสร้ง แววตาที่เคยดูอ่อนโยนซื่อบริสุทธิ์ บัดนี้กลับซ่อน 'ความอวดดี' และจองหองไว้อย่างปิดไม่มิด“สวัสด
พิมลดาและแพทก้าวเดินออกจากประตูวัดเคียงคู่กัน ใบหน้าของทั้งสองดูอิ่มเอิบซึมซับเอาความสงบเย็นมาไว้ในแววตา พิพัฒน์ที่ยืนรออยู่หน้าประตูสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที เขาเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองดูผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน“เป็นยังไงบ้างเรา ยิ้มแป้นเชียวนะ” พิพัฒน์เอ่ยหยอกน้องสาวคนเล็กด้วยน้ำเสียงเอ็นดู“ดีกว่าที่คิดมากเลยค่ะพี่พัฒน์” แพทตอบกลับเสียงใส “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าการตื่นมาทำวัตรเช้า เดินจงกรม นั่งสมาธิวนไปแบบนี้จะทำให้ใจเราเบาได้ขนาดนี้ ถ้ารู้ว่ามาปฏิบัติธรรมแล้วจะโล่งสบายเหมือนยกภูเขาออกจากอกแบบนี้ แพทมาตั้งนานแล้วค่ะ”พิพัฒน์หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะเบนสายตาที่เต็มไปด้วยความอาทรไปทางหญิงสาวอีกคน “แล้วพิมล่ะ... เป็นยังไงบ้าง?”พิมลดาคลี่ยิ้มจางๆ แต่มั่นคง “สบายใจขึ้นมากค่ะพี่พัฒน์ เรื่องที่เคยคิดไม่ตก ตอนนี้พิมเริ่มมองเห็นทางออกบ้างแล้ว ต่อไปนี้พิมจะตั้งสติ และทำชีวิตของพิมกับน้องแม็กซ์ให้ดีขึ้น...ขอบใจแพทมากนะที่มาเป็นเพื่อนพี่”“ไม่ต้องขอบคุณเลยค่ะพี่พิม แพทซะอีกที่ต้องขอบคุณพี่” แพทกุมมือพี่สาวไว้แน่น “การมาครั้งนี้ทำให้แพทใจเย็นลงเยอะเลย แพทชอบคำสอนที่พระท
กว่าจะกล่อมให้พิมลดาหลับได้ เวลาก็ล่วงเลยเข้าตีหนึ่ง แพทค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินออกจากห้อง และปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงลมหายใจจะรบกวนการพักผ่อนอันเปราะบางของพี่สาวหน้าห้อง พิพัฒน์ พี่ชายคนโต ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความห่วงใย“พิมเป็นยังไงบ้าง” เขากระซิบถามเสียงเบา“ร้องไห้จนหลับไปแล้วค่ะ น่าจะเพราะเหนื่อยมาก” แพทตอบ สีหน้าเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัดความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในใจเธอปะทุขึ้นอีกครั้ง“อีนังผู้หญิงนั่นมันแสบนัก ทำกับเด็กตัวเล็ก ๆ ได้ลงคอ ทำทีเป็นล้อเล่น แต่จริง ๆ ตั้งใจแกล้งชัด ๆ ผู้หญิงด้วยกันดูออกค่ะ กระแดะซะไม่มี พ่อแม่ไม่สั่งสอน จิตใจทำด้วยอะไร กระทั่งเด็กก็ยังทำได้ลงคอ”พิพัฒน์ถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยปลอบน้องสาว“ใจเย็น ๆ แพท ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือช่วยพิมกับแม็กซ์ให้ผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ก่อน ส่วนมันกับผู้หญิงของมัน…สักวันต้องได้รับกรรมสนองแน่นอน คอยดูไปเถอะ”แพทกำมือแน่น ดวงตาแข็งกร้าว“แพทมีวิธีแก้แค้นให้พี่พิมค่ะ แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดี มันทำเราเจ็บได้ เราก็ทำมันเจ็บได้เหมือนกัน”พิพัฒน์หันมามองน้องสาวอย่างจริงจัง“จะทำอะไรก็อย่าให้ก
ตลาดกลางคืนย่านดังของกรุงโตเกียวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงผู้คน ชลิดาเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดี แขนข้างหนึ่งคล้องอยู่กับแขนของตฤณชาที่ก้าวเคียงข้างเธออย่างใกล้ชิด ราวกับต้องการประกาศความเป็นเจ้าของโดยไม่แยแสสายตาใครด้านหลัง แม่ น้องสาว และญาติของเธอเดินตามมาเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังแว่วมาท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของค่ำคืนที่ดูสมบูรณ์แบบหญิงสาวดื่มด่ำกับความรู้สึกของความสำเร็จที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย คนรอบข้างต่างบอกว่าเธอทั้งเก่งและโชคดี เรียนหนังสือเก่ง ได้รับเลือกเป็นอาจารย์ ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศทั้งหมดนี้…ชลิดารู้ดีว่า ส่วนหนึ่งมาจากผู้ชายที่เดินอยู่ข้างกายตั้งแต่วันแรกที่ได้พบตฤณชา ชีวิตของเธอก็เหมือนถูกเปิดประตูสู่ความรุ่งเรือง ทุกอย่างดูง่ายดาย ราบรื่น และได้มาโดยไม่ต้องดิ้นรน แม้ในส่วนลึกของจิตใจจะมีเสียงหนึ่งคอยเตือนว่า เธอกำลังทำผิดศีลธรรม แย่งชิงสามีของผู้หญิงคนอื่น และทำลายครอบครัวของใครบางคนแต่สิ่งที่เธอได้รับตอบแทน กลับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆกรรมเวรอะไรนั่น…ชลิดาไม่สนใจขอเพียงเธอเป็นผู้ชนะ ได้ครอบครองทุกสิ่งดี ๆ ที่คนอื่นไม่มี เท







