Masukตอนที่ 9
เลือกคนนี้แล้วกัน
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง บวกกับแววตาที่จริงใจของหญิงสาว ทำให้ชูจื้อเหยา มีความกล้าและปรารถนาจะสานสัมพันธ์กับอีกฝ่าย
“ข้าขอทราบชื่อแซ่ของคุณหนู คุณหนูจะว่าอะไรหรือไม่”
“ข้าเสวี่ยไป๋ แซ่เฉินเจ้าค่ะ”
ใครเล่าจะไม่รู้จักตระกูลเฉิน เพราะอดีตราชครูเฉินหยวนเจี๋ยเป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้ ถึงแม้ทุกวันนี้จะลาออกจากราชการแล้ว แต่ฮ่องเต้ก็ยังทรงเรียกตัวเข้าวัง เพื่อปรึกษาราชกิจอยู่บ่อย ๆ
“ที่แท้ก็คุณหนูเฉิน บุตรสาวของใต้เท้าหยวนเจี๋ย ตรงหน้ามีร้านบะหมี่เป็ด คุณหนูเฉินจะไปลองชิมหรือไม่ ข้าขออนุญาตเป็นเจ้ามือเอง”
“ยินดีเจ้าค่ะ แต่รอสาวใช้ของข้าสักครู่ นางกำลังซื้อซาลาเปาอยู่”
คำตอบรับของหญิงสาว ทำให้หัวใจของผู้ตรวจการหนุ่มพองโต ดีใจที่มีโอกาสได้สานสัมพันธ์ต่อกับสตรีที่เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะถูกหญิงสาวต่อว่าก็ตาม แต่นับจากวันนั้นมาจนถึงวินาทีนี้ เขายังไม่ลืมใบหน้าของหญิงสาวได้เลย
พอสาวใช้กลับมาจากซื้อซาลาเปาไส้หมู หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี ก็เดินเคียงกันไปตามทาง พูดคุยเรื่องสัพเพเหระสร้างความสนิทสนมกันไปด้วย โดยมีคนสนิทของคนทั้งสองเดินตามอยู่ด้านหลัง
ผู้คนที่พบเห็นบุรุษกับสตรีรูปงามเดินเคียงกันมา ต่างชื่นชมว่าเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก แม้ว่าหญิงสาวที่เดินพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับผู้ตรวจการหนุ่มนั้น จะไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับชายหนุ่มมากไปกว่า ต้องการเป็นสหายที่ดีต่อกันก็ตาม
เมื่อมาถึงร้านบะหมี่ ชูจื้อเหยาก็พาหญิงสาวเข้าไปนั่ง เลือกโต๊ะที่เป็นส่วนตัวมากที่สุด ก่อนเอ่ยสั่งบะหมี่เป็ดมาสี่ชาม สองชามให้ตนเองกับหญิงสาว ส่วนสองชามที่เหลือให้คนสนิท ซึ่งนั่งด้วยกันอีกโต๊ะหนึ่ง
“คุณหนูเฉิน ลองดูว่าถูกปากหรือไม่” เสียงนุ่มเชิญชวน ดวงตาสีนิลไม่ละไปจากดวงหน้าของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย
เฉินเสวี่ยไป๋หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก พร้อมกับใช้ช้อนตักน้ำแกงขึ้นมาซดตามด้วย รสชาติกลมกล่อมโดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม กลิ่นสาบของเนื้อเป็ดก็ไม่มี
“อร่อยมากเจ้าค่ะ รสชาติกลมกล่อมดียิ่งนัก”
“ข้ายินดีที่คุณหนูเฉินชอบ ในเมืองหลวงยังมีร้านอาหารอร่อย ๆ อีกมากมายหลายร้าน หากคุณหนูว่าง ข้ายินดีจะพาคุณหนูไปกิน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ แต่โอกาสหน้าขอเป็นข้าที่เลี้ยงท่านคืนบ้างนะเจ้าคะ”
“เช่นนั้นก็ได้”
สองหนุ่มสาวนั่งกินบะหมี่เป็ดไปพูดคุยกันไปอย่างถูกคอ สนิทสนมกันได้เร็ว จนเหมือนเคยรู้จักกันมาเนิ่นนานแล้ว
หลังจากกินบะหมี่เป็ดจนหมดชามกันแล้ว ชูจื้อเหยายังเสนอตัวพาหญิงสาวไปเดินเที่ยวชมสินค้าในตลาด คราวนี้เลือกไปในย่านที่ขายสินค้าประเภทของใช้ หลงลืมเวลาและธุระที่ต้องทำไปเสียสนิท
เฉินเสวี่ยไป๋คาดคะเนว่าแม่ทัพหวังน่าจะไปจากจวนเฉินแล้ว และนางใช้เวลานอกจวนมานานพอสมควร จึงขอตัวกลับจวนก่อน
“ข้าคงต้องกลับก่อนเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายชูมากที่เลี้ยงบะหมี่เป็ดข้า”
“ข้าเองก็มีธุระต้องไปทำอยู่เหมือนกัน” ชูจื้อเหยาเองก็เหมือนจะนึกได้ว่าตัวเองยังมีสิ่งที่ต้องทำอยู่เหมือนกัน เดินย้อนกลับมาส่งหญิงสาวที่รถม้า จังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะก้าวขึ้นไป เขารีบโพล่งขึ้นมา “พวกเราจะได้พบกันอีกหรือไม่”
เฉินเสวี่ยไป๋หันมาแย้มยิ้มให้ชายหนุ่ม “พวกเราเป็นสหายกันแล้ว ย่อมได้พบกันอีกแน่เจ้าค่ะ” ตอบคำถามจบ ร่างบางก็เข้าไปนั่งในรถม้า
ชูจื้อเหยามองตามรถม้าตระกูลเฉินที่เคลื่อนตัวออกไป ถึงแม้จะไม่ได้อยากเป็นเพียงแค่สหาย แต่แค่หญิงสาวไม่มีท่าทีรังเกียจเขาเหมือนในตอนแรกพบ ก็ดีมากโขแล้ว ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป คิดได้ดังนั้นเขาก็เดินไปจัดการธุระของตนเอง ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุขล้น...
ตกเย็นวันนั้นในห้องโถงของเรือนหลัก เฉินเสวี่ยไป๋นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับบิดาและอนุเหวิน ไร้วี่แววของสองคนแม่ลูก
“หยาเอ๋อร์คงเกลียดพ่อแล้ว ถึงไม่ยอมมากินข้าวกับพ่อเลย” ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดฝาดแสดงออกถึงสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น กลับปรากฏเค้าความเศร้าหมองอยู่ ยามคิดถึงบุตรสาวคนเล็ก
“นางอาจจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ก็ได้นะเจ้าคะ ท่านพ่ออย่าคิดมากเลย” เฉินเสวี่ยไป๋ปลอบใจผู้เป็นพ่อ ในใจนั้นคิดต่างจากบิดา ยิ่งสองแม่ลูกนั้นไม่ได้มาร่วมโต๊ะ ยิ่งเป็นเรื่องที่ดีเสียอีก
“หากนายท่านคิดถึงคุณหนูรอง ก็ไปหาที่เรือนได้นี้เจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าคุณหนูรองแค่น้อยใจนายท่านเท่านั้น ผ่านไปสักพัก เดี๋ยวก็หายโกรธเองเจ้าค่ะ”
ถึงอนุเหวินจะได้สิทธิ์ในการดูแลจวนไปทั้งหมด แล้วได้ย้ายมาอยู่คอยปรนนิบัติใต้เท้าเฉินที่เรือนหลัก ก็ไม่มีสิทธิ์เรียกสามีว่าท่านพี่เหมือนกับฮูหยินเอก ถึงกระนั้นนางก็ทำหน้าที่ทุกอย่างได้ไม่ขาดตกบกพร่อง
“ขอบใจเจ้ามาก หลางจู” เฉินหยวนเจี๋ยหันไปยิ้มอ่อนโยนให้อนุเพียงคนเดียว ถึงแม้จะไม่ได้รู้สึกรักเหมือนที่รักอดีตฮูหยิน แต่นางก็เป็นสตรีที่เข้าใจเขาดีที่สุด
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงกลับมาชื่นมื่นขึ้น เฉินเสวี่ยไป๋ลอบมองการเอาอกเอาใจใส่ของอนุเหวินกับบิดา มุมปากแอบยกยิ้ม ดีใจและมีความสุข ที่ได้เห็นภาพแบบนี้ กระทั่งคำพูดหนึ่งของบิดา ทำให้หัวใจพองโตในตอนแรกเหี่ยวแฟบลงทันควัน เมื่ออยู่ ๆ บิดาก็กล่าวถึงคนผู้นั้น
“พ่อว่าจะถามลูกตั้งหลายวันแล้วก็ลืม--ลูกกับแม่ทัพหวังสนิทสนมกันหรือ เขาถึงมารอพบลูกทุกวันเลย”
“แคก! ๆ” คนที่ถูกถามแบบไม่ทันตั้งตัวสำลักข้าวยกใหญ่ จนอนุเหวินต้องลุกขึ้นมาดู มาช่วยลูบหลังให้ ยกแก้วน้ำมาให้ดื่ม อาการสำลักถึงได้บรรเทาลง “ขอบคุณเจ้าค่ะ” เฉินเสวี่ยไป๋ไม่ลืมขอบคุณความเป็นห่วงของอนุเหวิน จากนั้นค่อยหันมาสนใจผู้เป็นพ่อ
“เมื่อครู่ท่านพ่อว่าอย่างไรนะเจ้าคะ ลูกฟังไม่ชัด”
“พ่อถามว่าลูกกับแม่ทัพหวัง สนิทสนมกันมากแค่ไหน ปกติเมื่อก่อนเห็นแต่ไปมาหาสู่น้องสาวเจ้า แต่พักหลังกับเปลี่ยนมาหาเจ้าแทน”
เฉินหยวนเจี๋ยทวนคำถามให้บุตรสาวฟังอย่างใจเย็น ถึงแม้เมื่อก่อนเขาจะรู้ว่าอีกฝ่ายชอบพอกับบุตรสาวคนเล็กอยู่นั้น ในตอนที่เขาป่วยกระเสาะกระแสะคิดเป็นห่วงลิดรอนวี่ยไป๋มาก มากจนคิดจะจับคู่แม่ทัพหวังให้บุตรสาวคนโตแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินเอก เพราะหวังฮูหยินกับอดีตภรรยาของเขาเป็นสหายสนิทกัน หากให้ไป๋เอ๋อร์แต่งเข้าจวนหวัง นางจะช่วยดูแลแทนเขาได้ ส่วนหยาเอ๋อร์นั้น หากนางกับแม่ทัพรักกันจริง ก็ให้แต่งเข้าไปเป็นฮูหยินรอง แบบนี้บุตรสาวทั้งสองของเขาก็จะได้คู่ครองที่ดี
แต่นั้นก็เป็นความคิดในตอนนั้นเท่านั้น ตอนนี้เขากลับมาแข็งแรงดีแล้ว เรื่องการออกเรือนเลือกคู่ครอง จึงคิดปล่อยให้บุตรสาวทั้งสองจัดการเอง เพียงแต่ว่าแม่ทัพหวังกลับมีท่าทีจับปลาสองมือเช่นนี้ เขาเกรงว่าจะสร้างความบาดหมางให้สองคนพี่น้องได้
เฉินเสวี่ยไป๋ตกตะลึงไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนี้ จะเป็นไปได้อย่างไร ที่คนอย่างแม่ทัพหวังต้องการจะพบนาง ในเมื่อชาติก่อนเขาเกลียดนางจนเข้ากระดูก นี้ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ ๆ จึงรีบบอกบิดาไป
“ลูกว่าท่านพ่ออาจเข้าใจผิดไป ลูกกับแม่ทัพหวังเจอหน้ากันไม่กี่ครั้ง จะไปสนิทสนมกันได้อย่างไร เขาคงมาหาน้องรองมากกว่า อาจจะแค่ถามหาลูกตามมารยาทเท่านั้น”
“พ่อไม่ได้เข้าใจผิด พักหลัง ๆ มานี้เขาตรงมาพบพ่อโดยตรง ไม่ถามถึงน้องสาวเจ้าแม้แต่คำเดียว แต่กลับขออนุญาตพบเจ้าแทน พ่อส่งคนไปตาม เจ้าก็ออกจากจวนไปแล้ว ไป๋เอ๋อร์ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ถึงตอนแรกพ่อเคยมีความคิดให้พี่น้องมีสามีคนเดียวกันก็จริง แต่นั่นหยาเอ๋อร์ต้องยินยอมด้วย หากนางไม่ชอบใจ ก็เป็นสิทธิ์ของนาง เพราะนางมาก่อนเจ้า พ่อไม่อยากให้พี่น้องทะเลาะกันเรื่องผู้ชาย”
เฉินหยวนเจี๋ยเอ่ยความกังวลที่ค้างคาอยู่ในใจมาตลอดหลายวันที่แม่ทัพหวังมาเยี่ยมเยือนจวนเฉินออกมา
เฉินเสวี่ยไป๋คิดว่าท่านพ่อของนางคิดไปไกลแล้ว ความกังวลใจของท่านพ่อมันไม่เกิดขึ้นแน่ ในเมื่อชาติก่อนเขาเกลียดชังนางจนหยิบยื่นความตายให้ ชาตินี้นางจะเดินเข้าไปหาความตายเองได้อย่างไร หากไม่ใช่...
‘หรือว่าข้าจะเปลี่ยนชะตาของตนเองไม่ได้’ ไม่สิ หากนางเปลี่ยนไม่ได้ ท่านพ่อของนางจะกลับมาสุขภาพแข็งแรงได้อย่างไร เจี่ยนฮูหยินจะถูกลิดรอนอำนาจคืนหรือ แล้วท่านพ่อยังไม่มีความคิดจะไปขอสมรสพระราชทานด้วย แสดงว่านางสามารถเปลี่ยนชะตาได้
แต่ว่าเหตุใด หวังห่าวเทียนถึงได้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปด้วยเล่า ชาติก่อนเป็นนางที่พยายามพาตนเองไปอยู่ต่อหน้าเขา เขาก็พยายามหนีหน้านางสุดชีวิต แต่ไฉนชาตินี้ถึงกลับมาถามหานางได้
‘บางทีชะตาอาจจะเล่นตลก คิดหาทางให้ข้าพบจุดจบเหมือนเดิมให้ได้--ไม่มีวัน ข้าจะต้องตัดโอกาสไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก’
“ท่านพ่อ อย่าได้เป็นกังวลไป ข้ากับแม่ทัพหวัง ไม่ได้มีใจคิดเป็นอื่น ท่านแม่ทัพกับน้องรอง รักกันมาหลายปี ข้าย่อมไม่มีวันแย่งคนรักของน้องสาวแน่ ท่านพ่อวางใจได้” นางเลยยืนกรานเสียงหนักแน่นให้ผู้เป็นพ่อคลายกังวลลง
เฉินหยวนเจี๋ยจ้องมองเข้าไปในแววตาอันแน่วแน่ของบุตรสาวคนโต รู้สึกยินดีที่บุตรสาวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขนาดนี้ ไม่เอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อน ไม่อยากได้อะไรจนเกินงาม “พ่อดีใจที่ไป๋เอ๋อร์ของพ่อเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้”
“เจ้าค่ะ ลูกสาวของท่านพ่อกลับมาเป็นไป่เอ๋อร์ผู้น่ารักเหมือนตอนที่ท่านแม่ยังอยู่แล้ว ส่วนเรื่องคู่ครอง ลูกมีคนผู้หนึ่งอยากพามาให้ท่านพ่อรู้จัก จะได้หรือไม่เจ้าค่ะ”
เพื่อป้องกันไม่ให้โชคชะตาเล่นตลกกับนาง นางเลยคิดจะชิงตัดโอกาสที่จะได้แต่งกับแม่ทัพหวังออกไป โดยการแต่งให้บุรุษอื่นก่อน ซึ่งคนที่นางจะเลือกมาเป็นคู่ชีวิต ก็คงหนีไม่พ้นผู้ตรวจการชูจื้อเหยา บุรุษแสนดีที่มีความรักให้นาง ถึงแม้นางอาจจะยังไม่รักเขาในตอนนี้ แต่อยู่ด้วยกันไป นางเชื่อว่าความดีและความรักของเขา จะทำให้นางรักเขาได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ข่าวนี้ทำให้ผู้เป็นพ่ออย่างเฉินหยวนเจี๋ยรู้สึกยินดียิ่งนัก เพราะความตั้งใจของเขาคือ ให้บุตรสาวเลือกคู่ครองด้วยตนเอง “ที่แท้ไป๋เอ๋อร์ของพ่อก็มีคนในใจแล้ว รีบพามาเลยนะ พ่ออยากรู้จัก” ...
ตอนที่ 32ตอนจบห้าปีต่อมาบริเวณทุ่งดอกเหมยของสกุลหวัง กลีบดอกสีชมพูบานสะพรั่งพลิ้วไหวตามสายลมหนาว มองดูราวหิมะขาวที่โปรยปรายลงมา เด็กชายวัยห้าขวบวิ่งเล่นไล่จับกับสหายรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของชาวไร่ชาวสวน ที่ตามบิดามารดามาทำงานในไร่ในสวนเสียงหัวเราะร่าเริงดังไปทั่วทุ่งกว้าง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ที่พากันมาพักผ่อนเที่ยวชมความงามของดอกเหมยที่บานสะพรั่ง“หยางเอ๋อร์ วิ่งเล่นเหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยพาสหายมานั่งพักกับย่ามา ย่าเตรียมขนมของหวานมาเยอะแยะเลย”ซ่งลี่หลินนั่งอยู่บนเสื่อที่ปูอยู่ใต้ต้นดอกเหมย ข้างกายมีตะกร้าของกินหลายตะกร้าที่เตรียมมา เมื่อเห็นหลานชายและเด็กคนอื่น ๆ อีกสี่คน พากันวิ่งเข้ามาหา ก็รีบอ้าแขนรับร่างเล็ก ที่โถมเข้าหาอ้อมกอดของผู้เป็นย่า“เหนื่อยไหมหลานย่า” เอ่ยถามพลางล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อตามใบหน้าและลำคอของหลานชาย“ไม่เหนื่อยเลยขอรับ หลานชอบมาที่นี่ ที่นี่มีเพื่อนเล่นเยอะแยะเลย” ‘หวังอันหยาง’ แก้วตาดวงใจของจวนสกุลหวัง ตอบผู้เป็นย่าเสียงใสแจ๋ว“ถ้าชอบ ย่าจะพามาบ่อย ๆ ก็แล้วกัน นั่งลงพักให้หา
ตอนที่ 31หากไม่มีข้า คิดว่าเจ้าจะสมหวังหรือหลังจากศาลต้าหลีได้รับเรื่องก็รีบส่งเจ้าหน้าที่ของศาลไปจับกุมตัวเฉินซือหยาเพื่อมารับฟังความผิดที่ศาล และกักขังตัวนางเอาไว้ในคุกเพื่อรอฟังคำตัดสินโทษ เฉินเสวี่ยไป๋เองรบเร้าสามีขอให้พาไปหาน้องสาวต่างมารดาที่ถูกคุมขังเอาไว้“พาข้าไปเยี่ยมนางหน่อยเถิดนะเจ้าคะ”“อย่าบอกนะว่าเจ้านึกสงสาร คนที่คิดจะทำร้ายเจ้า” หวังห่าวเทียนย้อนถามภรรยาอย่างสงสัย“ข้าไม่ใช่คนดีขนาดนั้นเสียหน่อย ข้าแค่อยากจะไปคุยกับนางให้รู้เรื่อง ว่าเหตุใดต้องถึงขั้นฆ่าแกงกันด้วย หากท่านพี่ไม่อยากพาข้าไป ข้าไปเองก็ได้” เฉินเสวี่ยไป๋หน้างอกระเง้ากระงอด หันหน้าเมินสามีทันควัน“ก็ได้ ๆ พี่พาเจ้าไปเอง”หวังห่าวเทียนกลัวภรรยาจะขุ่นเคืองใจไปมากกว่านี้ รีบสั่งให้คนเตรียมรถม้าและเตรียมเบาะหนา ๆ ไปรองเป็นที่นั่งให้ภรรยาด้วย ป้องกันไม่ให้กระทบกระเทือนถึงลูกในท้องมากนักเมื่อมาถึงคุกของศาลต้าหลี หงหลงเป็นฝ่ายไปเจรจากับผู้คุม จากนั้นก็กลับมารายงาน หวังห่าวเทียนถึงได้ประคองพาฮูหยินลงจากรถม้า ก้าวผ่านประตูคุกของศาลต้าหลีไปสองร่างเดินเคียงกันผ่านห้องขังเล็ก ๆ ที่ปิดด้วยซี่กรงเหล็กอันหนักอึ้งและเ
ตอนที่ 30คนร้ายตัวจริงคือ“แหวะ ๆ”เสียงอาเจียนดังขึ้นภายในเรือนเหมยหลิว เป็นเสียงที่สาวใช้ทุกคนจะได้ยินในช่วงเช้าของทุกวัน เนื่องจากสตรีเจ้าของเรือนกำลังตั้งครรภ์บุตรของท่านแม่ทัพได้สามเดือนแล้ว เพียงแต่เป็นท้องแรกหน้าท้องจึงยังไม่เห็นเด่นชัด คงจะมีก็แต่อาการแพ้ท้องให้เห็นเท่านั้น“ไหวหรือไม่ ให้พี่ตามท่านหมอมาอีกจะดีกว่าไหม”หวังห่าวเทียนช่วยลูบหลังภรรยาที่โก่งคออยู่เหนือกระโถนอาเจียนเอาอาหารเช้าออกมาเกือบหมด สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ หากเป็นไปได้ เขาอยากจะแพ้ท้องแทนฮูหยินของตน นางจะได้ไม่ต้องทรมานเช่นนี้หลังจากอาเจียนจนรู้สึกดีขึ้นมาก เฉินเสวี่ยไป๋ก็รับขันน้ำที่สาวใช้คนสนิทส่งมาให้ยกขึ้นมาดื่มน้ำเข้าไปแล้วกลั้วปากกลั้วคอให้สะอาด ก่อนจะบ้วนทิ้งใส่กระโถน จากนั้นถึงนำผ้าสะอาดมาเช็ดปากเช็ดใบหน้าอีกทีหนึ่ง“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าได้กังวลไป คนท้องก็มีอาการเช่นนี้ทุกคน ท่านแม่บอกข้าแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวบอกกล่าวให้สามีคลายความกังวลลง กังวลมากจนแทบจะไม่ไปทำการทำงานอยู่แล้ว “ท่านพี่ไปทำงานเถิดเจ้าค่ะ”หวังห่าวเทียนฮึดฮัด นางก็พูดง่ายสิ จะไม่ให้เขาเป็นกังวลเป็
ตอนที่ 29เข้าหอกันจริง ๆ เสียทีหลังจากกลับมาถึงจวนสกุลหวัง หวังห่าวเทียนกับเฉินเสวี่ยไป๋ก็ร่วมรับประทานอาหารกับซ่งฮูหยิน และอยู่พูดคุยต่อจนดึกดื่น ถึงได้จูงมือกันกลับเรือน พอมาถึงเรือนเหมยหลิว แม่ทัพหนุ่มก็แยกย้ายไปทำความสะอาดร่างกายที่ห้องอื่น ส่วนเฉินเสวี่ยไป๋ก็ให้สาวใช้คนสนิทช่วยเตรียมน้ำอาบ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง ใบหน้างามคอยชะเง้อมองไปที่ประตูห้องนอน รอคอยว่าคืนนี้สามีจะมานอนค้างด้วยหรือเปล่าผ่านไปไม่นานนัก ร่างสูงก็ก้าวเข้ามาในห้อง เฉินเสวี่ยไป๋รีบเอนตัวลงนอน ตะแคงหันหลังแสร้งทำเป็นหลับ เพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอาย แต่ยังรับรู้ได้ถึงการยุบตัวของฟูกนอนตามน้ำหนักตัวคนที่นั่งลง“ฮูหยินหลับแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม“...” เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากร่างบางที่นอนตะแคงหันหลังให้ หวังห่าวเทียนจึงเอนตัวลงนอนบ้าง ไม่ลืมหยิบผ้าห่มขึ้นมากั้นกลางเอาไว้ เพราะยังไม่แน่ใจ ว่าหญิงสาวจะยอมให้เขาเข้าใกล้มากแค่ไหน ถึงแม้จะปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังเคารพการตัดสินใจของนางเสมอ หากนางยังไม่เอ่ยปากเขาจะไม่มีวันข่มเหงทำร้ายน้ำใจนางเป็นอันขาดแม้จะคิดแบบนั้น แม่ทัพหนุ่มกลั
ตอนที่ 28ทุ่งดอกเหมยนี้เพื่อเจ้าแสงอาทิตย์สีทองอาบย้อมท้องฟ้าในยามเย็น ขบวนทัพที่เคลื่อนตัวออกจากเมืองเสียนหลิงเมื่อหลายวันก่อน ใกล้จะเดินทางถึงเขตประตูเมืองหลวง แต่อยู่ ๆ บุรุษที่ควบอาชาตัวใหญ่ก็ประกาศเสียงดังให้ได้ยินกันทั่ว“หยุด”ทั้งขบวนหยุดตามคำสั่ง หวังห่าวเทียนบังคับม้าให้วิ่งย้อนกลับมาทางรถม้าที่หยุดอยู่กับที่ เสียงทุ้มนุ่มจงใจพูดกับคนที่อยู่ด้านใน“ฮูหยินลงมาเถิด ข้ามีที่หนึ่งที่อยากให้เจ้าได้เห็น”เฉินเสวี่ยไป๋ประหลาดใจ แต่ก็ยอมมุดผ่านม่านประตูออกมา โดยที่ร่างสูงรีบกระโดดลงมาจากหลังม้าเอื้อมมือมารอรับ นางจึงยื่นมือส่งไปให้มือหยาบกร้านกอบกุมเอาไว้ ก้าวลงจากรถม้าลงไปยืนเคียงข้างเขา“จะพาข้าไปไหนหรือเจ้าคะ”“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง รับรองว่าเจ้าต้องชอบ”หวังห่าวเทียนอุ้มร่างบางให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้สำเร็จ ก็กระโดดขึ้นไปนั่งด้านหลังของหญิงสาว วงแขนโอบรอบร่างบางจับสายบังเหียนเอาไว้ ทำให้แผ่นอกอุ่นแนบสนิทกับแผ่นหลังของร่างบาง ความรู้สึกร้อนวูบวาบก่อเกิดขึ้น เขาพยายามไม่สนใจ อย่างไรเสียค่ำคืนนี้ก็จะได้ร่วมหอกับฮูหยินแน่ แม่ทัพหนุ่มบังคับม้าให้พุ่งทะยานไปตามทางที่แยกออกจากถนนสายหลั
ตอนที่ 27ปรับความเข้าใจกันแสงอรุณอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้เข้ามา เฉินเสวี่ยไป๋ค่อย ๆ ขยับเปลือกตาหนักอึ้งลืมตางัวเงียตื่นขึ้นมา แต่สิ่งแรกที่รับรู้และสัมผัสได้ กลับไม่ใช่เก้าอี้ไม้แข็งกระด้างดังเช่นเมื่อคืนร่างของนางนอนราบอยู่บนเตียงนุ่ม มีผ้าห่มผืนหนาคลุมกายให้ความอบอุ่น และยังมีวงแขนของใครบางคนวางพาดอยู่บนหน้าท้องแบนราบของนาง ใบหน้างามแม้ยามพึ่งตื่นนอนหันมามองด้านข้างของตนพลันหัวใจเต้นระรัวราวกลองศึก แทบจะหยุดหายใจเสียให้ได้ เมื่อใบหน้าของนางกับใบหน้าซีดเซียวของสามีอยู่ใกล้กันมากจนปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่แล้ว นางยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจผ่าวร้อนของเขา‘ข้ามาอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ได้อย่างไร’เท่าที่จำได้เมื่อคืน นางถูกความง่วงเล่นงาน จึงคิดจะพักสายตาเพียงครู่ จึงฟุบตัวนอนลงบนเตียง กะว่าแค่จะพักสายตาเพียงเท่านั้น แต่ดันเผลอหลับไปจริง ๆ แล้วเหตุไฉนพอตื่นขึ้นมา ถึงได้มานอนอยู่บนเตียงโดยมีคนเจ็บนอนตะแคงกอดนางเอาไว้ได้ จะว่านางนอนละเมอปีนขึ้นเตียงเองก็ไม่น่าจะใช่‘หรือว่า’ ดวงตาคู่งามจับจ้องมองใบหน้าที่ห่างกันไม่ถึงคืบอย่างจับผิด ก่อนจะสังเกตเห็นริมฝีปากตรงหน้า
ตอนที่ 16หมดสติในคืนเข้าหอหนึ่งเดือนหลังจากมีพระราชโองการออกมา ก็ถึงฤกษ์มงคลที่สองตระกูลใหญ่ต้องเกี่ยวดองกัน ขบวนรับเจ้าสาวของจวนแม่ทัพจัดมาอย่างยิ่งใหญ่ นำขบวนโดยคนตีกลอง ฆ้อง ปี่ เพื่อเป็นสัญญาณมงคล ตามมาด้วยคนถือธงสีแดง ที่เขียนตัวอักษร ‘สี่’ ที่หมายถึงความสุขจากนั้นถึงเป็นคนถือของหมั้น และเจ
ตอนที่ 10เผชิญหน้ากันครั้งแรกด้วยความร้อนใจว่าโชคชะตาจะกลับไปเล่นตลกเหมือนในชาติก่อน เฉินเสวี่ยไป๋จึงตัดสินใจที่จะออกเรือน และตัวเลือกที่ดีก็มีแค่คนเดียวที่นางมั่นใจว่าเขาเป็นคนดี จะไม่มีวันทำร้ายนางเป็นอันขาดพักหลัง ๆ มานี้นางกับผู้ตรวจการหนุ่ม จึงไปมาหาสู่กันที่จวนมากยิ่งขึ้น พอเฉินหยวนเจี๋ยรู
ตอนที่ 8สหายที่แสนดีในชาติก่อนนับจากวันนั้นเฉินเสวี่ยไป๋ก็เป็นคนดูแลเรื่องต้มยาที่ท่านหมอชราจดเทียบยาให้ท่านพ่อด้วยตัวเอง ส่วนบทลงโทษของเจี่ยนฮูหยินนั้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่นพอที่จะยืนยันว่า เจี่ยนฮูหยินรู้เห็นเป็นใจกับหมอปลอม จึงยังไม่ได้ปลดออกจากตำแหน่งฮูหยินเอก แต่ใช่ว่าเจี่ยนฮูหยินจะลอยตั
ตอนที่ 7หมอปลอมยาปลอม“คุณหนู เหตุใดถึงหน้าซีดขนาดนี้ ต้องหาหมออีกคนหรือไม่เจ้าคะ”ตลอดการนั่งรถม้ามายังโรงหมอที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง หยุนหลี่สังเกตเห็นใบหน้าของคุณหนูซีดเซียวลง คล้ายคนไม่สบาย ทำให้นางร้อนใจเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“ข้าไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้ว”เฉินเสวี่ยไป๋รู้สึกดีข







