LOGINตอนที่ 7
หมอปลอมยาปลอม “คุณหนู เหตุใดถึงหน้าซีดขนาดนี้ ต้องหาหมออีกคนหรือไม่เจ้าคะ” ตลอดการนั่งรถม้ามายังโรงหมอที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง หยุนหลี่สังเกตเห็นใบหน้าของคุณหนูซีดเซียวลง คล้ายคนไม่สบาย ทำให้นางร้อนใจเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ข้าไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้ว” เฉินเสวี่ยไป๋รู้สึกดีขึ้นแล้วจริง ๆ เมื่อรู้ว่าอยู่ห่างจากคนผู้นั้นแล้ว อาการหายใจลำบากก็ทุเลาเบาบางลง หัวใจก็กลับมาเต้นตามจังหวะปกติ นางไม่อยากให้คนสนิทมากังวลกับอาการที่นางเป็นอยู่ จึงเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่น “ใกล้ถึงโรงหมอหรือยัง” “ใกล้ถึงแล้วเจ้าค่ะ” หยุนหลี่เปิดม่านหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปดู อีกสามตัวอาคารก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นโรงหมอขนาดใหญ่ มีท่านหมอเก่ง ๆ อยู่หลายคน พอถึงหน้าโรงหมอรถม้าก็จอดสนิท สาวใช้รีบปิดม่านหน้าต่างลง หันไปเปิดม่านประตูให้คุณหนูของตนแทน “ถึงแล้วเจ้าค่ะ” เฉินเสวี่ยไป๋ลงจากรถม้า เดินนำสาวใช้ก้าวเข้าไปในโรงหมอ ไม่นานก็มีชายวัยกลางคน ที่มีหน้าที่เหมือนเป็นผู้จัดการโรงหมอ เดินมาต้อนรับพวกนาง “แม่นาง วันนี้ไม่สบายป่วยเป็นอะไร บอกข้ามาได้เลย จะได้จัดให้ไปพบหมอได้ถูก” “ข้าไม่ได้มาตรวจเองเจ้าค่ะ แต่ต้องการให้ท่านหมอที่เก่งที่สุด ช่วยไปตรวจท่านพ่อของข้าที่จวนหน่อยเจ้าค่ะ” “ได้ แม่นางนั่งรอสักครู่ หมอผิน หมอที่เก่งที่สุดในโรงหมอแห่งนี้ กำลังรักษาคนไข้คนหนึ่งอยู่” ผู้ดูแลโรงหมอรับจุดประสงค์การมาของหญิงสาวแล้ว ก็จดในใบรายการให้คนนำไปวางอยู่หน้าห้องของท่านหมอผิน จากนั้นก็ไปพูดคุยกับผู้คนที่พากันเข้ามาในโรงหมอแห่งนี้เรื่อย ๆ เฉินเสวี่ยไป๋นั่งรออยู่เกือบสองเค่อ ชายชราที่เป็นหมอที่มีฝีมือที่สุด ก็เดินออกมาหา พร้อมกับสะพายล่วมยามาด้วย “ข้าพร้อมแล้ว” “ไปกันเถิดเจ้าค่ะ” ร่างบางพาชายชราไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ เดินทางกลับจวนเฉิน พอมาถึงจวนเฉินก็พาชายชราตรงไปที่เรือนหลัก ขอพบบิดาซึ่งในช่วงเวลานี้ มักจะขลุกตัวนั่งเอนหลังอ่านตำราอยู่ในหอตำรา แต่ระหว่างที่เดินไปตามระเบียงทางเดินนั้น ก็พบเข้ากับเจี่ยนฮูหยิน ที่พึ่งนำยาสมุนไพรต้มไปให้สามีดื่มมา “นั่นพาผู้ใดมา” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามลูกเลี้ยง จนสายตาสังเกตเห็นล่วมยาที่ชายชราสะพายมา ก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นหมอ หมอที่น่าจะเป็นหมอจริง ๆ ใบหน้าที่ยังคงความงามถึงกลับซีดเซียวลง รีบทำใจดีสู้เสือถามกลับไปใหม่ “ไป๋เอ๋อร์ไม่สบายหรือลูก ถึงตามท่านหมอมาตรวจถึงที่จวน” “เปล่าเจ้าค่ะ ข้าพาท่านหมอมาตรวจอาการป่วยของท่านพ่อ” เฉินเสวี่ยไป๋ตอบเสียงเรียบ จับตามองสีหน้าของแม่เลี้ยง ว่าจะแสดงพิรุธอันใดออกมาหรือไม่ แล้วก็ได้เห็นแววหวาดหวั่นในดวงตาคู่นั้น มุมปากจึงแอบยกยิ้มเล็กน้อย เจี่ยนอันหนิงใจเต้นรัว มือเท้าเย็นไปหมด ขืนให้หมอตัวจริงตรวจ ก็รู้นะสิว่าหมอที่นางหามาตรวจเป็นหมอปลอม ยาที่นำมาต้มให้กินก็เป็นยาที่จัดมามั่ว ๆ เพราะไม่อยากเสียเงินทองไปจ่ายค่าหมอค่ายาที่แพง “ไม่เห็นจะต้องไปตามท่านหมอมาอีกเลย ในเมื่อท่านหมอที่แม่หามาก็ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดแล้ว แค่อาการป่วยของพ่อเจ้าต้องใช้เวลาในการรักษาหน่อยก็เท่านั้น” นางจึงพยายามพูดจาบ่ายเบี่ยงไม่ให้ลูกเลี้ยงพาท่านหมอตัวจริงไปตรวจ เฉินเสวี่ยไป๋ยิ้มเย็น “ข้าทราบเจ้าค่ะ ว่าท่านหมอที่ท่านแม่หามาเก่งกาจแค่ไหน ท่านหมอผินที่ข้าหามา ก็นับได้ว่ามีชื่อเสียงผู้หนึ่งในเมืองหลวง ข้าจึงอยากลองให้มาตรวจอาการป่วยของท่านพ่อดูบ้าง ท่านพ่อมีหมอเก่ง ๆ ถึงสองคนมารักษา ย่อมหายเร็วกว่าเดิมเป็นแน่ ท่านแม่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องดีหรือเจ้าคะ” คำถามที่ล็อกคำตอบเอาไว้เช่นนี้ เจี่ยนอันหนิงจะตอบเป็นอื่นไปได้อย่างไร “หากท่านพ่อของลูกหายโดยไว ย่อมเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แม่แค่กลัวว่า...” เฉินเสวี่ยไป๋ไม่รอให้เจี่ยนฮูหยินพูดจบ ผายมือเชิญท่านหมอชราเข้าไปหาบิดาในหอตำราทันที และก็ไม่ยอมให้หญิงวัยกลางคนกับบ่าวคนสนิทและบ่าวที่ถือถาดใส่หม้อยาสมุนไพรต้ม ได้เดินจากไปไหนด้วย นางเชื้อเชิญให้ทุกคนติดตามไปดูท่านหมอตรวจร่างกายของผู้เป็นพ่อ เจี่ยนฮูหยินจึงไม่มีทางเลือก อยากจะทำลายหลักฐานก็ทำไม่ได้ ได้แต่ยอมตามลูกเลี้ยงไป “ท่านพ่อ ลูกพาท่านหมอมาตรวจเจ้าค่ะ” พอเข้ามาในหอตำราได้ เสวี่ยไป๋ก็รายงานชายวัยกลางคน ที่นั่งเอนหลังอยู่บนม้าโยก ในมือถือตำราม้วนหนึ่งอยู่ พอเห็นบุตรสาวคนโตและคนอื่น ๆ เข้ามาในหอตำรา เฉินหยวนเจี๋ยรีบวางตำราลง ลุกออกจากม้าโยกมานั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมกับเชื้อเชิญให้คนอื่น ๆ นั่งลงด้วย ก่อนจะเอื้อนเอ่ยกับบุตรสาว “มีท่านหมอมาตรวจพ่ออยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องไปหามาเพิ่มอีกเลย” “นั่นนะสิเจ้าคะ ไป๋เอ๋อร์ทำราวกับไม่ไว้ใจแม่” เจี่ยนฮูหยินตีหน้าสลด เรียกร้องความเห็นใจจากสามี หวังว่าสามีจะเลิกล้มความตั้งใจของเสวี่ยไป๋ไปเสีย แต่เฉินเสวี่ยไป๋ก็ไม่ยอม ไม่ปล่อยให้ผู้เป็นพ่อ กล่าววาจาทักท้วงไปมากกว่านี้ รีบตัดหน้าพูดขึ้นมาก่อน “ลูกอุตส่าห์พามาแล้ว ท่านพ่อให้ท่านหมอผินตรวจดูเสียหน่อยเถิด ลูกจะได้ไม่เสียน้ำใจนะเจ้าคะ” เมื่อคนเป็นลูกพูดถึงขนาดนี้ เฉินหยวนเจี๋ยจึงไม่ทักท้วงอีก ยอมให้ชายชราเข้ามาตรวจดูร่างกาย และสอบถามอาการที่เป็นอยู่ หลังจากได้ทราบอาการของคนป่วยแล้ว ชายชราก็ตรวจทั้งแววตา ปลายลิ้น รวมไปถึงจับชีพจร ด้วยความสงสัย จึงใช้วิชาความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดมา กรีดเอาเลือดของนายท่านเฉินเพียงเล็กน้อยมาตรวจ จนแน่แก่ใจแล้ว ถึงได้พูดขึ้นมา “ฟังจากที่ท่านเล่า ในช่วงแรก ท่านน่าจะไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ร่างกายอ่อนเพลียจากการที่พักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ได้รับการรักษาไม่ถูกวิธีหรืออย่างไร ร่างกายถึงได้ทรุดลงขนาดนี้ พอข้าลองตรวจเลือดดู ยิ่งแน่ใจ ว่าร่างกายของท่านได้รับอะไรบางอย่างที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเลย จะเรียกว่าเป็นยาพิษก็ไม่ใช่ ข้าเลยอยากจะดูตัวยาที่ท่านหมอคนก่อน จัดมาให้เสียหน่อย ว่ามีตัวยาอะไรข่มกันบ้างหรือไม่ หากตัวยาสองชนิดเกิดข่มกันเอง ดื่มเข้าไปอาจจะเป็นโทษมากกว่าผลดี” คำบอกกล่าวของท่านหมอ ทำให้ดวงตาหลายคู่หันไปจ้องมองเจี่ยนฮูหยินเป็นตาเดียว จนฝ่ายนั้นร้อนตัว รีบพูดแก้ตัวจนลิ้นพันกัน “ท่านพี่ข้าไม่รู้เรื่องนะเจ้าคะ ท่านหมอจัดยามาให้เช่นไร ข้าก็ต้มให้ท่านพี่ดื่มเช่นนั้น ไม่รู้เลยว่ายาสมุนไพรนั้นจะกลายมาเป็นยาพิษ” แววตาสีนิลของประมุขจวน ยามจ้องมองใบหน้าของฮูหยินยามนี้ มืดมัวเสียจนอ่านความรู้สึกไม่ได้ ว่าคิดเห็นสิ่งใดอยู่ แต่ยังไม่พูดอะไรออกมามาก เพราะในหอตำรานี้ยังมีคนนอกอยู่ จึงพูดแต่เพียงว่า “ไปเอาเทียบยาและตัวยามาให้ท่านหมอผินตรวจ...เดี๋ยวนี้” “เจ้าค่ะ” น้ำเสียงเข้มของสามี ทำให้เจี่ยนอันหนิงไม่กล้าอิดออด หาทางบ่ายเบี่ยงอีกต่อไป ส่งสายตาให้สาวใช้คนสนิทเป็นคนไปเอา ซึ่งคนสนิทแค่มองตาของผู้เป็นนาย ก็รู้แล้วว่าต้องการให้ทำสิ่งใด เฉินเสวี่ยไป๋มีหรือจะให้คนพวกนี้นำหลักฐานไปทิ้งง่าย ๆ หันไปออกคำสั่งคนของตนเองบ้าง “หยุนหลี่ เจ้าตามไปช่วยคนของท่านแม่ นำยาทั้งหมดที่มีมาให้ท่านหมอตรวจ อย่าให้มีรอดหูรอดตาไปได้เป็นอันขาด” “เจ้าค่ะ” หยุนหลี่รับคำ เดินตามสาวใช้คนสนิทของเจี่ยนฮูหยินไป คราวนี้เจี่ยนอันหนิงไม่สามารถเก็บสีหน้าและอารมณ์เอาไว้ได้อีกต่อไป เมื่อถูกลูกเลี้ยงไล่ต้อน แววตาขุ่นเคืองจ้องหน้าหญิงสาวที่ชอบวุ่นไม่วางตา เฉินเสวี่ยไป๋หาได้สะทกสะท้าน มองจ้องตอบกลับไปอย่างท้าทาย คงถึงเวลาที่จะเลิกเสแสร้งเล่นละครใส่กันแล้ว ผ่านไปนานพอสมควร หยุนหลี่ก็เป็นฝ่ายหอบหิ้วยาสมุนไพร รากไม้ทั้งหมดในเรือนของฮูหยินมาวางกองตรงหน้าท่านหมอ ชายชราหยิบรากไม้แต่ละชนิดขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียด ยิ่งหยิบขึ้นมาตรวจ หัวคิ้วของชายชรายิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน จนยั้งปากเอาไว้ไม่ไหว เอ่ยถามเจี่ยนฮูหยินขึ้นมา “ท่านหมอที่ท่านหาหมอเป็นหมอจริง ๆ หรือไม่ เหตุใดจึงนำรากไม้ที่ไม่มีสรรพคุณทางยามาแอบอ้างว่าเป็นยาสมุนไพรเช่นนี้” เจี่ยนอันหนิง เตรียมใจไว้แล้ว ตั้งแต่ตอนที่ลูกเลี้ยงสั่งให้คนตามสาวใช้ของนางไปด้วย จึงแกล้งตีสีหน้าว่าตกใจเป็นอย่างมาก ที่ได้รู้ว่าเป็นยาปลอม “อะไรนะเจ้าคะ ยาพวกนี้เป็นยาปลอมหรือ อย่าบอกนะว่าท่านหมอผู้นั้นจะไม่ใช่หมอจริง ๆ” “ก็คงจะเป็นอย่างนั้น หากเป็นหมอจริง คงไม่นำรากไม้อะไรมาต้มให้กินหรอก” ชายชราตอบ โยนรากไม้พวกนี้ทิ้งไป หันไปจดเทียบยา ทั้งยาที่ล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกายและยาบำรุง ก่อนจะยื่นส่งให้สตรีที่ไปตามเขามา “นำยาตามเทียบยานี้มาต้มให้ท่านพ่อของท่านดื่ม หนึ่งเดือนก็จะกลับมาแข็งแรงดีเหมือนเดิม โชคดีที่แม่นางเฉินไปตามข้ามาตรวจเร็ว ขืนปล่อยให้ดื่มยาปลอมไปนาน ๆ อาจจะจบชีวิตลงได้” คราวนี้หญิงวัยกลางคน รีบคุกเข่าลงคลานเข่ามาเกาะขาสามี ร่ำไห้ประหนึ่งว่าจะขาดใจ พูดจาตีอกชกตัว “ท่านพี่ ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าเอง ที่เสียรู้เจ้าคนชั่วนั้น จนทำให้ท่านตกอยู่ในอันตราย เห็นป่าวประกาศว่าเป็นหมอเทวดารักษาคนหายป่วยมามาก ข้าก็หลงเชื่อ คิดไม่ถึงว่าจะถูกหลอกเช่นนี้ ฮือ ๆ ท่านพี่จะลงโทษ จะตีจะด่าข้าอย่างไรก็ได้ เชิญเลยเจ้าค่ะ หรือไม่ข้าจะเป็นฝ่ายลงโทษตัวเอง” ใครจะไปนึกถึงว่าเจี่ยนฮูหยินจะทุ่มทุนขนาดนี้ ถึงขนาดยกมือตบหน้าของตนเองสลับกันไปมาซ้ายขวา ชายชรารีบขอตัวกลับออกไป เฉินเสวี่ยไป๋จึงตามออกไปส่ง ปล่อยให้บิดาเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าจะเชื่อคำพูดของเจี่ยนฮูหยินหรือไม่ เอาไว้รอให้จับหมอปลอมผู้นั้นได้ก่อน ค่อยกระชากหน้ากากนางอีกทีหนึ่ง...ตอนที่ 32ตอนจบห้าปีต่อมาบริเวณทุ่งดอกเหมยของสกุลหวัง กลีบดอกสีชมพูบานสะพรั่งพลิ้วไหวตามสายลมหนาว มองดูราวหิมะขาวที่โปรยปรายลงมา เด็กชายวัยห้าขวบวิ่งเล่นไล่จับกับสหายรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของชาวไร่ชาวสวน ที่ตามบิดามารดามาทำงานในไร่ในสวนเสียงหัวเราะร่าเริงดังไปทั่วทุ่งกว้าง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ที่พากันมาพักผ่อนเที่ยวชมความงามของดอกเหมยที่บานสะพรั่ง“หยางเอ๋อร์ วิ่งเล่นเหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยพาสหายมานั่งพักกับย่ามา ย่าเตรียมขนมของหวานมาเยอะแยะเลย”ซ่งลี่หลินนั่งอยู่บนเสื่อที่ปูอยู่ใต้ต้นดอกเหมย ข้างกายมีตะกร้าของกินหลายตะกร้าที่เตรียมมา เมื่อเห็นหลานชายและเด็กคนอื่น ๆ อีกสี่คน พากันวิ่งเข้ามาหา ก็รีบอ้าแขนรับร่างเล็ก ที่โถมเข้าหาอ้อมกอดของผู้เป็นย่า“เหนื่อยไหมหลานย่า” เอ่ยถามพลางล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อตามใบหน้าและลำคอของหลานชาย“ไม่เหนื่อยเลยขอรับ หลานชอบมาที่นี่ ที่นี่มีเพื่อนเล่นเยอะแยะเลย” ‘หวังอันหยาง’ แก้วตาดวงใจของจวนสกุลหวัง ตอบผู้เป็นย่าเสียงใสแจ๋ว“ถ้าชอบ ย่าจะพามาบ่อย ๆ ก็แล้วกัน นั่งลงพักให้หา
ตอนที่ 31หากไม่มีข้า คิดว่าเจ้าจะสมหวังหรือหลังจากศาลต้าหลีได้รับเรื่องก็รีบส่งเจ้าหน้าที่ของศาลไปจับกุมตัวเฉินซือหยาเพื่อมารับฟังความผิดที่ศาล และกักขังตัวนางเอาไว้ในคุกเพื่อรอฟังคำตัดสินโทษ เฉินเสวี่ยไป๋เองรบเร้าสามีขอให้พาไปหาน้องสาวต่างมารดาที่ถูกคุมขังเอาไว้“พาข้าไปเยี่ยมนางหน่อยเถิดนะเจ้าคะ”“อย่าบอกนะว่าเจ้านึกสงสาร คนที่คิดจะทำร้ายเจ้า” หวังห่าวเทียนย้อนถามภรรยาอย่างสงสัย“ข้าไม่ใช่คนดีขนาดนั้นเสียหน่อย ข้าแค่อยากจะไปคุยกับนางให้รู้เรื่อง ว่าเหตุใดต้องถึงขั้นฆ่าแกงกันด้วย หากท่านพี่ไม่อยากพาข้าไป ข้าไปเองก็ได้” เฉินเสวี่ยไป๋หน้างอกระเง้ากระงอด หันหน้าเมินสามีทันควัน“ก็ได้ ๆ พี่พาเจ้าไปเอง”หวังห่าวเทียนกลัวภรรยาจะขุ่นเคืองใจไปมากกว่านี้ รีบสั่งให้คนเตรียมรถม้าและเตรียมเบาะหนา ๆ ไปรองเป็นที่นั่งให้ภรรยาด้วย ป้องกันไม่ให้กระทบกระเทือนถึงลูกในท้องมากนักเมื่อมาถึงคุกของศาลต้าหลี หงหลงเป็นฝ่ายไปเจรจากับผู้คุม จากนั้นก็กลับมารายงาน หวังห่าวเทียนถึงได้ประคองพาฮูหยินลงจากรถม้า ก้าวผ่านประตูคุกของศาลต้าหลีไปสองร่างเดินเคียงกันผ่านห้องขังเล็ก ๆ ที่ปิดด้วยซี่กรงเหล็กอันหนักอึ้งและเ
ตอนที่ 30คนร้ายตัวจริงคือ“แหวะ ๆ”เสียงอาเจียนดังขึ้นภายในเรือนเหมยหลิว เป็นเสียงที่สาวใช้ทุกคนจะได้ยินในช่วงเช้าของทุกวัน เนื่องจากสตรีเจ้าของเรือนกำลังตั้งครรภ์บุตรของท่านแม่ทัพได้สามเดือนแล้ว เพียงแต่เป็นท้องแรกหน้าท้องจึงยังไม่เห็นเด่นชัด คงจะมีก็แต่อาการแพ้ท้องให้เห็นเท่านั้น“ไหวหรือไม่ ให้พี่ตามท่านหมอมาอีกจะดีกว่าไหม”หวังห่าวเทียนช่วยลูบหลังภรรยาที่โก่งคออยู่เหนือกระโถนอาเจียนเอาอาหารเช้าออกมาเกือบหมด สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ หากเป็นไปได้ เขาอยากจะแพ้ท้องแทนฮูหยินของตน นางจะได้ไม่ต้องทรมานเช่นนี้หลังจากอาเจียนจนรู้สึกดีขึ้นมาก เฉินเสวี่ยไป๋ก็รับขันน้ำที่สาวใช้คนสนิทส่งมาให้ยกขึ้นมาดื่มน้ำเข้าไปแล้วกลั้วปากกลั้วคอให้สะอาด ก่อนจะบ้วนทิ้งใส่กระโถน จากนั้นถึงนำผ้าสะอาดมาเช็ดปากเช็ดใบหน้าอีกทีหนึ่ง“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าได้กังวลไป คนท้องก็มีอาการเช่นนี้ทุกคน ท่านแม่บอกข้าแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวบอกกล่าวให้สามีคลายความกังวลลง กังวลมากจนแทบจะไม่ไปทำการทำงานอยู่แล้ว “ท่านพี่ไปทำงานเถิดเจ้าค่ะ”หวังห่าวเทียนฮึดฮัด นางก็พูดง่ายสิ จะไม่ให้เขาเป็นกังวลเป็
ตอนที่ 29เข้าหอกันจริง ๆ เสียทีหลังจากกลับมาถึงจวนสกุลหวัง หวังห่าวเทียนกับเฉินเสวี่ยไป๋ก็ร่วมรับประทานอาหารกับซ่งฮูหยิน และอยู่พูดคุยต่อจนดึกดื่น ถึงได้จูงมือกันกลับเรือน พอมาถึงเรือนเหมยหลิว แม่ทัพหนุ่มก็แยกย้ายไปทำความสะอาดร่างกายที่ห้องอื่น ส่วนเฉินเสวี่ยไป๋ก็ให้สาวใช้คนสนิทช่วยเตรียมน้ำอาบ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง ใบหน้างามคอยชะเง้อมองไปที่ประตูห้องนอน รอคอยว่าคืนนี้สามีจะมานอนค้างด้วยหรือเปล่าผ่านไปไม่นานนัก ร่างสูงก็ก้าวเข้ามาในห้อง เฉินเสวี่ยไป๋รีบเอนตัวลงนอน ตะแคงหันหลังแสร้งทำเป็นหลับ เพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอาย แต่ยังรับรู้ได้ถึงการยุบตัวของฟูกนอนตามน้ำหนักตัวคนที่นั่งลง“ฮูหยินหลับแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม“...” เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากร่างบางที่นอนตะแคงหันหลังให้ หวังห่าวเทียนจึงเอนตัวลงนอนบ้าง ไม่ลืมหยิบผ้าห่มขึ้นมากั้นกลางเอาไว้ เพราะยังไม่แน่ใจ ว่าหญิงสาวจะยอมให้เขาเข้าใกล้มากแค่ไหน ถึงแม้จะปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังเคารพการตัดสินใจของนางเสมอ หากนางยังไม่เอ่ยปากเขาจะไม่มีวันข่มเหงทำร้ายน้ำใจนางเป็นอันขาดแม้จะคิดแบบนั้น แม่ทัพหนุ่มกลั
ตอนที่ 28ทุ่งดอกเหมยนี้เพื่อเจ้าแสงอาทิตย์สีทองอาบย้อมท้องฟ้าในยามเย็น ขบวนทัพที่เคลื่อนตัวออกจากเมืองเสียนหลิงเมื่อหลายวันก่อน ใกล้จะเดินทางถึงเขตประตูเมืองหลวง แต่อยู่ ๆ บุรุษที่ควบอาชาตัวใหญ่ก็ประกาศเสียงดังให้ได้ยินกันทั่ว“หยุด”ทั้งขบวนหยุดตามคำสั่ง หวังห่าวเทียนบังคับม้าให้วิ่งย้อนกลับมาทางรถม้าที่หยุดอยู่กับที่ เสียงทุ้มนุ่มจงใจพูดกับคนที่อยู่ด้านใน“ฮูหยินลงมาเถิด ข้ามีที่หนึ่งที่อยากให้เจ้าได้เห็น”เฉินเสวี่ยไป๋ประหลาดใจ แต่ก็ยอมมุดผ่านม่านประตูออกมา โดยที่ร่างสูงรีบกระโดดลงมาจากหลังม้าเอื้อมมือมารอรับ นางจึงยื่นมือส่งไปให้มือหยาบกร้านกอบกุมเอาไว้ ก้าวลงจากรถม้าลงไปยืนเคียงข้างเขา“จะพาข้าไปไหนหรือเจ้าคะ”“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง รับรองว่าเจ้าต้องชอบ”หวังห่าวเทียนอุ้มร่างบางให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้สำเร็จ ก็กระโดดขึ้นไปนั่งด้านหลังของหญิงสาว วงแขนโอบรอบร่างบางจับสายบังเหียนเอาไว้ ทำให้แผ่นอกอุ่นแนบสนิทกับแผ่นหลังของร่างบาง ความรู้สึกร้อนวูบวาบก่อเกิดขึ้น เขาพยายามไม่สนใจ อย่างไรเสียค่ำคืนนี้ก็จะได้ร่วมหอกับฮูหยินแน่ แม่ทัพหนุ่มบังคับม้าให้พุ่งทะยานไปตามทางที่แยกออกจากถนนสายหลั
ตอนที่ 27ปรับความเข้าใจกันแสงอรุณอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้เข้ามา เฉินเสวี่ยไป๋ค่อย ๆ ขยับเปลือกตาหนักอึ้งลืมตางัวเงียตื่นขึ้นมา แต่สิ่งแรกที่รับรู้และสัมผัสได้ กลับไม่ใช่เก้าอี้ไม้แข็งกระด้างดังเช่นเมื่อคืนร่างของนางนอนราบอยู่บนเตียงนุ่ม มีผ้าห่มผืนหนาคลุมกายให้ความอบอุ่น และยังมีวงแขนของใครบางคนวางพาดอยู่บนหน้าท้องแบนราบของนาง ใบหน้างามแม้ยามพึ่งตื่นนอนหันมามองด้านข้างของตนพลันหัวใจเต้นระรัวราวกลองศึก แทบจะหยุดหายใจเสียให้ได้ เมื่อใบหน้าของนางกับใบหน้าซีดเซียวของสามีอยู่ใกล้กันมากจนปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่แล้ว นางยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจผ่าวร้อนของเขา‘ข้ามาอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ได้อย่างไร’เท่าที่จำได้เมื่อคืน นางถูกความง่วงเล่นงาน จึงคิดจะพักสายตาเพียงครู่ จึงฟุบตัวนอนลงบนเตียง กะว่าแค่จะพักสายตาเพียงเท่านั้น แต่ดันเผลอหลับไปจริง ๆ แล้วเหตุไฉนพอตื่นขึ้นมา ถึงได้มานอนอยู่บนเตียงโดยมีคนเจ็บนอนตะแคงกอดนางเอาไว้ได้ จะว่านางนอนละเมอปีนขึ้นเตียงเองก็ไม่น่าจะใช่‘หรือว่า’ ดวงตาคู่งามจับจ้องมองใบหน้าที่ห่างกันไม่ถึงคืบอย่างจับผิด ก่อนจะสังเกตเห็นริมฝีปากตรงหน้า
ตอนที่ 16หมดสติในคืนเข้าหอหนึ่งเดือนหลังจากมีพระราชโองการออกมา ก็ถึงฤกษ์มงคลที่สองตระกูลใหญ่ต้องเกี่ยวดองกัน ขบวนรับเจ้าสาวของจวนแม่ทัพจัดมาอย่างยิ่งใหญ่ นำขบวนโดยคนตีกลอง ฆ้อง ปี่ เพื่อเป็นสัญญาณมงคล ตามมาด้วยคนถือธงสีแดง ที่เขียนตัวอักษร ‘สี่’ ที่หมายถึงความสุขจากนั้นถึงเป็นคนถือของหมั้น และเจ
ตอนที่ 10เผชิญหน้ากันครั้งแรกด้วยความร้อนใจว่าโชคชะตาจะกลับไปเล่นตลกเหมือนในชาติก่อน เฉินเสวี่ยไป๋จึงตัดสินใจที่จะออกเรือน และตัวเลือกที่ดีก็มีแค่คนเดียวที่นางมั่นใจว่าเขาเป็นคนดี จะไม่มีวันทำร้ายนางเป็นอันขาดพักหลัง ๆ มานี้นางกับผู้ตรวจการหนุ่ม จึงไปมาหาสู่กันที่จวนมากยิ่งขึ้น พอเฉินหยวนเจี๋ยรู
ตอนที่ 9เลือกคนนี้แล้วกันเมื่อได้เห็นรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง บวกกับแววตาที่จริงใจของหญิงสาว ทำให้ชูจื้อเหยา มีความกล้าและปรารถนาจะสานสัมพันธ์กับอีกฝ่าย“ข้าขอทราบชื่อแซ่ของคุณหนู คุณหนูจะว่าอะไรหรือไม่”“ข้าเสวี่ยไป๋ แซ่เฉินเจ้าค่ะ”ใครเล่าจะไม่รู้จักตระกูลเฉิน เพราะอดีตราชครูเฉินหยวนเจี๋ยเป็นพระอ
ตอนที่ 8สหายที่แสนดีในชาติก่อนนับจากวันนั้นเฉินเสวี่ยไป๋ก็เป็นคนดูแลเรื่องต้มยาที่ท่านหมอชราจดเทียบยาให้ท่านพ่อด้วยตัวเอง ส่วนบทลงโทษของเจี่ยนฮูหยินนั้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่นพอที่จะยืนยันว่า เจี่ยนฮูหยินรู้เห็นเป็นใจกับหมอปลอม จึงยังไม่ได้ปลดออกจากตำแหน่งฮูหยินเอก แต่ใช่ว่าเจี่ยนฮูหยินจะลอยตั







