Masukตอนที่ 8เปลี่ยนไป
เรือนรับรองภายในจวนแม่ทัพไป๋ สายลมเย็นพัดต้องผ่านสีอ่อนไหวตามแรงลม ภายในเรือนอบอวลไปด้วยกลิ่นชา องค์ชายห้าหลี่หรงอี้ในชุดสีเทาอ่อนนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะกลางเรือนรับรอง มือใหญ่ยกถ้วยชาใบเล็กขึ้นจิบอย่างเยือกเย็น แววตาลุ่มลึก ข้างกายเขามีอัลตันฮวาในชุดสีแดงเข้ม ยืนเคียงข้างด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ไม่นานนัก ไป๋จื่อหานและไป๋หลิงเชี่ยก็ก้าวเข้ามา ทั้งสองประสานมือโค้งกายเบื้องหน้าหลี่หรงอี้อย่างนอบน้อม “องค์ชายห้า” หลี่หรงอี้เหลือบตาขึ้นเล็กน้อย พยักหน้ารับสายตาหันไปทางไป๋หลิงเชี่ยพลางเอ่ยเสียงเรียบ “เซี่ยเซี่ย นั่งสิ” “ขอบพระทัยเพคะ” นางเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนเหลือบมองอัลตันฮวาแวบหนึ่ง แล้วนั่งลงตรงหน้า ครั้นหลี่หรงอี้ส่งสายตาให้นาง เพียงเสี้ยวพริบตา ไป๋หลิงเชี่ยก็เข้าใจทันที นางจึงหันไปหาไป๋จื่อหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่ใหญ่ ข้าอยากคุยกับองค์ชายตามลำพังได้หรือไม่” ไป๋จื่อหานชะงักครู่หนึ่งด้วยความลังเล สายตาคมสบเข้ากับดวงตาของน้องสาวที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่ เขาจึงพยักหน้าตอบ โค้งกายคำนับหลี่หรงอี้แล้วหมุนกายก้าวออกไปอย่างเงียบงัน เมื่อเงาร่างของไป๋จื่อหานก้าวออกจากประตูเรือนรับรอง หลี่หรงอี้ก็เอื้อมมือใหญ่มาแตะมือบางของไป๋หลิงเชี่ย สายตาคมสบตานางอย่างลึกซึ้งเอ่ยเสียงนุ่มนวล “เซี่ยเซี่ย เจ้าหาที่ซ่อนแผนการทหารของพี่รองได้แล้วหรือไม่” ไป๋หลิงเชี่ยมิได้เบือนหน้าหลบ ดวงตานางสบประสานกับเขาตรง ๆ แต่ในแววตานางนั้นกลับไร้ความอ่อนโยนดั่งวันวาน มีแต่ความเย็นชาแผ่ซ่านจนอีกฝ่ายสัมผัสได้ชัดเจน นางดึงมือกลับอย่างไร้เยื่อใย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “องค์ชาย โปรดสำรวมด้วย บัดนี้ข้าแต่งงานแล้ว ต่อไปภายหน้า ข้ากับท่านมิควรข้องเกี่ยวกันอีก” หลี่หรงอี้สะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาวาววับด้วยความฉงน เอ่ยเสียงกดต่ำ “ไป๋หลิงเชี่ย… เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” ไป๋หลิงเชี่ยกลับไม่เหลือบมองเขาอีก นางเพียงค่อย ๆ ยกกาน้ำชา รินหยาดน้ำชาลงถ้วยใบเล็กด้วยท่าทีสงบนิ่ง ริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหมายความตามที่พูด… ข้าจะไม่ยอมให้ท่านหลอกใช้ได้อีก” เอ่ยจบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ ท่วงท่าสงบนิ่งประหนึ่งมิได้สนใจผู้อยู่เบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย หลี่หรงอี้มองนางด้วยแววตาแปลกใจ เหตุใดนางที่เคยหลงใหลเขาถึงได้เปลี่ยนเป็นเย็นชากับเขาได้ … ภายในสวนของจวนแม่ทัพไป๋ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมวนดอกไม้นานาพันธุ์ลอยฟุ้งไปทั่ว สายลมเย็นพัดพาเกสรไปตามกระแสลม ไป๋จื่อหานนั่งอยู่ภายในศาลากลางสวน มือใหญ่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบช้า สายตาทอดมองทิวทัศน์รอบกายอย่างอารมณ์เย็น ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พลันปรากฏร่างของบ่าวชายผู้หนึ่งเร่งฝีเท้าเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน หยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ไป๋จื่อหาน ก่อนจะยกมือประสานโค้งกายต่ำเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเร่งรีบ “ท่านแม่ทัพ… เยี่ยนอ๋องเสด็จมาขอรับ ตอนนี้ไปรอท่านที่เรือนรับรองแล้วขอรับ” ไป๋จื่อหานชะงักเล็กน้อย มือที่กำถ้วยชาหยุดกลางอากาศ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากพึมพำด้วยน้ำเสียงต่ำ “แย่แล้ว…” สิ้นคำกล่าว ร่างสูงก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะหมุนกายแล้วรีบรุดตรงออกไปทันที … ภายในเรือนรับรอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดตึงเครียด ไป๋หลิงเชี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง แววตาเยือกเย็น อัลตันฮวาที่ยืนเคียงข้างหลี่หรงอี้ด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง พลันหัวเราะเยาะออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยการดูแคลน “คงหมดหนทางเรียกร้องความสนใจจากหรงอี้แล้วละสิ ถึงต้องใช้เล่ห์เพทุบายเช่นนี้… สตรีที่งามแต่เพียงรูปโฉมอย่างเจ้าเนี่ย น่าสมเพชเสียจริง” ไป๋หลิงเชี่ยวางถ้วยชาเบา ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตานางตรง ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นดุจคมมีด “แล้วสตรีผู้กล้าทรยศแม้แต่เผ่าของตน… เจ้าว่าควรยกย่องกระนั้นหรือ?” คำพูดนั้นดุจเพลิงลุกเผา อัลตันฮวาหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ รีบสาวเท้าเข้าไปหมายจะยกมือขึ้นตบสั่งสอนนาง ทว่า หลี่หรงอี้กลับคว้าข้อมือนางไว้แน่น เอ่ยเสียงแข็งดุดัน “พอได้แล้ว!!” อัลตันฮวาเบิกตากว้าง มองเขาด้วยความโกรธและน้อยใจ ก่อนจะสะบัดมือออกอย่างแรง สีหน้าบึ้งตึงฉายชัด หลี่หรงอี้ถอนหายใจ ก่อนหันกลับไปมองไป๋หลิงเชี่ย แววตาอ่อนลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เซี่ยเซี่ย เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเลย ข้าเคยให้สัญญาไว้แล้วมิใช่หรือ หากงานข้าสำเร็จ ชายาเพียงหนึ่งเดียวของข้า คือเจ้าเท่านั้น… ในใจข้ามีเพียงเจ้า” ไป๋หลิงเชี่ยสบตาเขาอย่างไม่หวั่นไหว ก่อนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ได้… ข้าจะช่วยท่าน” แววตาหลี่หรงอี้ทอประกายดีใจ ยกยิ้มโล่งอกทันที พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ข้ารู้ว่าเจ้ารักเพียงข้า… ข้าเองก็ใส่ใจเจ้ามาก เมื่อข้าทำงานนี้สำเร็จจะต้องตอบแทนเจ้าเป็นแน่” ไป๋หลิงเชี่ยเพียงคลี่ยิ้มบาง แล้วเหลือบตาไปมองอัลตันฮวาที่ยืนตระหง่านอยู่ข้างกายเขา ใบหน้าเย่อหยิ่งนั้นยิ่งทำให้ดวงตาของนางเย็นชาเฉียบคม ภายนอกเรือนรับรอง สายลมย่ามบ่ายพัดโชยมา กระทบชายอาภรณ์สีเข้มของ เยี่ยนอ๋อง ที่ยืนนิ่งอยู่ ดวงตาคมส่องประกายแห่งความปวดร้าวในใจ คำพูดของนางเมื่อครู่ดั่งคมมีดกรีดลึกลงสู่หัวใจ สายตาเขาเหลือบไปยังม่านบางของเรือนรับรองที่พลิ้วไหวไปตามแรงลม ภาพเงาทั้งสามด้านในปรากฏชัดเจนในสายตา เยี่ยนอ๋องยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนหมุนกายเดินออกจากเรือนรับรองไปตามทางในจวน กระทั่งถึงลานใหญ่เบื้องหน้า “ท่านอ๋อง” เสียงเรียบของ ไป๋จื่อหาน ดังขึ้นทำให้ เยี่ยนอ๋องหยุดฝีเท้าลง ไม่นานนัก ร่างสูงของไป๋จื่อหานก็เร่งก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะประสานมือโค้งกายต่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ท่านอ๋องเพิ่งเสด็จมา เหตุใดไม่แวะดื่มชาที่เรือนรับรองสักครู่ พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยนอ๋องสบตาเขาด้วยแววตาเรียบนิ่ง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ข้าเพียงมารับชายา… เพียงแต่ดูท่า นางคงมีความสุขที่จะอยู่ที่นี่ เช่นนั้น ข้าก็มิอาจรบกวน เจ้าไม่จำเป็นต้องส่ง” สิ้นคำ เขาสะบัดแขนเสื้อพลันหันหลัง ก้าวตรงไปยังนอกจวน ที่มี มู่หวังองครักษ์ประจำกายยืนรออยู่เคียงข้างรถม้าอันหรูหราแห่งจวนอ๋อง ไป๋จื่อหานมองตามแผ่นหลังที่ห่างออกไปทุกขณะ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ ความหนักอึ้งในใจมิอาจปิดบังตอนที่ 23หลี่หรงอี้กระโจมใหญ่ของเยี่ยนอ๋องภายในเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผืนผ้าใบกระโจมดังแผ่วเบา กลิ่นยาสมุนไพรรอยอบอวลหมอหลวงลอบถอนหายใจ ก่อนก้าวถอยออกห่างจากร่างอันไร้สติของไป๋หลิงเซี่ย ใบหน้าซีดขาวประหนึ่งไร้โลหิต เยี่ยนอ๋องก้าวเข้ามานั่งแนบข้าง กวาดตามองด้วยดวงตาร้อนรุ่มไม่ต่างจากเพลิงสุม“นางเป็นอย่างไรบ้าง ท่านหมอ”เสียงทุ้มต่ำกังวานสั่นสะเทือนหมอหลวงประสานมือโค้งกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“พระชายาถูกพิษ หยิงหยางหู่ พิษนี้เป็นพิษเก่าแก่ที่มีถิ่นกำเนิดในแดนทุ่งหญ้า ตอนนี้กระหม่อมได้แต่เพียงให้ยาสกัดชั่วคราวเท่านั้น และยังต้องกลับไปศึกษาตำราเพื่อปรุงยาถอนพิษ พ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนอ๋องกำมือแน่น เส้นเลือดปูดพาดหลังมือ พลันพยักหน้าช้า ๆ“เช่นนั้น กระหม่อมขอตัวไปศึกษาตำราเพิ่มเพื่อปรุงยาถอนพิษก่อน พ่ะย่ะค่ะ”“อืม”เยี่ยนอ๋องตอบเพียงสั้น ๆ มิได้เหลียวมอง หากยังตรึงสายตาไว้บนร่างที่นอนแน่นิ่งหลังจากได้คำตอบ หมอหลวงถอยกายออกจากกระโจมทันทีเยี่ยนอ๋องค่อย ๆ เอื้อมมือใหญ่แตะแก้มขาวซีดของนาง ริมฝีปากหยักเอื้อนเอ่ยแผ่วพร่า“เจ้าจะต้องฟื้น…”ดวงตาคมเข้มวาววับด้วยความเจ็บปวดใจ….สองวันต่อ
ตอนที่22กรรมสนองลานพักกลางหุบเขาหลินซุนแสงอัสดงทอดผ่านแนวยอดไม้ลงมาตกกระทบพื้นหญ้า ภายในลานกว้างกลางหุบเขาที่ถูกจัดเป็นแห่งพักอาศัยสำหรับงานล่าสัตว์ประจำปี ผู้คนภายในลานกว้างวุ่นวายมิรู้หยุด เสียงฝีเท้าและเสียงสั่งการดังระงมไปทั่วซูกุ้ยเฟยก้าวออกมาพร้อมขันทีข้างกาย สายตาคมทอดมองไปยังความโกลาหลหน้ากระโจมใหญ่ของเยี่ยนอ๋อง ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง แววตาฉายความพึงพอใจอย่างชัดเจนไม่นาน องค์รัชทายาทน้อยเสด็จมาพร้อมขันทีประจำกาย ครั้นก้าวผ่านหน้าพระสนมซูกุ้ยเฟย พระนางก็รีบปรับสีหน้าย่อกายลงอย่างนอบน้อมถวายคำนับ“องค์รัชทายาท”องค์รัชทายาทหยุดฝีเท้าเล็กน้อย ดวงเนตรทอดมองนาง เอื้อนเอ่ยด้วยสุรเสียงเรียบ“สนมซู พี่ห้ากลับมาหรือยัง”ซูกุ้ยเฟยยกยิ้มบาง แววตาอ่อนโยน ปรากฏท่าทีอ่อนน้อม ส่ายหน้าช้า ๆ“ยังเพคะ คาดว่าคงกำลังล่าสัตว์อยู่ รายนั้นเขาโปรดปรานนักในการล่าสัตว์ใหญ่ จึงอาจช้าหน่อยเพคะ”รัชทายาทน้อยพยักพระพักตร์เบา ๆ ริมพระโอษฐ์คลี่ยิ้มบาง“อืม… พี่ห้าเก่งกาจ เขาต้องล่าหมีป่ากลับมาได้แน่”ถ้อยคำนั้นทำให้ซูกุ้ยเฟยถึงกับขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความฉงน“หมีป่าหรือเพคะ”รัชทายาทเผยรอยยิ้มสดใส“ใช่ ข้าพ
ตอนที่21มือสังหารแสงแดดสาดส่องลงมากระทบร่างกวางน้อยตัวหนึ่ง ร่างเล็กพลันวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงใบไม้กระทบกันเบา ๆทันใดนั้น เสียงลูกธนูแหวกอากาศพุ่งตรงเข้ามาอย่างฉับพลัน“มีมือสังหาร! คุ้มกันองค์รัชทายาท”เสียงเข้มของเยี่ยนอ๋องดังสะท้อนก้องไปทั่วป่า แววตาคมกริบฉายความเย็นยะเยือก กวาดมองรอบด้านอย่างระแวดระวังไป๋หลิงเซี่ยรีบวิ่งหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ขณะเดียวกัน ไป๋จื่อหานคว้าข้อมือเล็กขององค์รัชทายาทน้อยวิ่งเข้ามาหานาง ก่อนยืนคุ้มกันทั้งสองไว้เสียงฝีเท้าพุ่งพรวด มือสังหารในชุดดำราวสิบร่างโถมออกมาจากเงาไม้ คมอาวุธวาววับในแสงแดด เหล่าทหารองครักษ์ไม่รอช้า ต่างชักดาบขึ้นปะทะ เสียงเหล็กกระทบกันดังสะท้านเยี่ยนอ๋องพลิกกายวิ่งไว ชักกระบี่ตรงเข้าฟาดฟัน มือสังหารล้มลงพร้อมเสียงครวญครางภายในเพียงชั่วอึดใจ“ถอย! รีบถอย!!”เงาร่างดำผู้หนึ่งส่งเรียกเข้ม ก่อนร่างในชุดดำที่ยังเหลืออยู่ผละออกหายวับไปในเงาไม้ใหญ่เยี่ยนอ๋องทอดสายคมมองตามเงาหลังของมือสังหาร ก่อนจะหมุนกายก้าวมาหยุดยืนตรงหน้าองค์รัชทายาทน้อย เปล่งเสียงหนักแน่น“องค์รัชทายาท พ่ะย่ะค่ะ ขณะนี้มิอาจประมาทต้องเสด็จกลับเดี๋ยวนี้”องค์
ตอนที่ 20งานล่าสัตว์ณ หุบเขาหลินซุนงานล่าสัตว์ประจำปีกลางลานกว้าง ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จขึ้นประทับพระที่นั่งอย่างสง่างาม เหล่าบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างประสานมือโค้งกายต่ำอย่างนอบน้อมเมื่อทุกผู้คนนั่งลงหมด ขันทีอาวุโสผู้หนึ่งก็ก้าวออกมากลางลานกว้าง ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม“บัดนี้ได้เวลาแล้ว เชิญทุกท่านเข้าร่วมการล่าสัตว์ประจำปีได้ ณบัดนี้ โดยจะใช้เวลาหนึ่งก้านธูป”สิ้นเสียงขันที เสียงโห่ร้องปรบมือ และเสียงหัวเราะก็พลันดังก้องทั่วลานกลางหุบเขา เหล่าขุนนางและบรรดาอ๋อง องค์ชายทั้งหลายลุกขึ้นประสานมือโค้งคำนับ ก่อนจะทยอยเคลื่อนตัวออกไปตามเส้นทางป่า เตรียมพร้อมสำหรับการล่าสัตว์ไป๋หลิงเซี่ยนั่งเคียงข้างเยี่ยนอ๋อง มือเรียวยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความครุ่นคิด เพราะชาติที่แล้ว นางจำได้ชัดเจนว่า เยี่ยนอ๋องกับพี่ชายนางหาได้ออกไปล่าสัตว์ หากแต่เพราะองค์รัชทายาทน้อยวัยเพียงสิบสองขวบดื้อรั้นขอออกไป ฝ่าบาทจึงโปรดให้ทั้งสองติดตามไปคุ้มครองไม่นาน สายตาของนางก็พลันสะดุดเข้ากับ ซูกุ้ยเฟยที่ลุกขึ้นจากแท่นประทับ“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันขอตัวสักครู่”ไป๋หลิงเซี่ยเอ่ยพลางก้าวลุกขึ้น เย
ตอนที่ 19ซูกุ้ยเฟยวังหลวงตำหนักซูกุ้ยเฟยภายในตำหนักที่เงียบสงัด แสงอ่อนยามบ่ายเลื่อนผ่านกระดานหน้าต่าง กลิ่นชาหอมกรุ่นล่องอยู่ในห้อง ซูกุ้ยเฟยนั่งประทับอยู่เบื้องหน้าโต๊ะ กำถ้วยชาใบเล็กในมืออย่างสงบนิ่ง เคียงข้างนางมีขันทีประจำกายยืนอยู่ไม่ห่างครู่ต่อมา องครักษ์ในอาภรณ์สีดำก้าวเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพระนาง เขายกมือขึ้นประสานแน่นโค้งกายอย่างนอบน้อมซูกุ้ยเฟยละสายตาจากถ้วยชาเงยหน้าขึ้นสบตาองครักษ์ พลางวางถ้วยลงเอ่ยด้วยเสียงเรียบ“สำเร็จหรือไม่”องครักษ์ก้มหน้า แล้วส่ายหน้าเป็นคำตอบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสริม“เยี่ยนอ๋องเข้ามาแทรก ส่วนอันตัลฮวาทำไม่สำเร็จนางถูกเล่นงานเสียเอง ฆ่าคนกลางหอหมิงเยว่ ตอนนี้เยี่ยนอ๋อง มอบหมายให้องค์ชายห้าสอบสวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ซูกุ้ยเฟยนิ่วพระพักตร์ ถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ มือเรียวยกถ้วยน้ำชาใบเล็กขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนจะวางลงอีกครั้ง น้ำเสียงเย็นยะเยือก“กำจัดให้สิ้น อย่าให้เกี่ยวพันมาถึงข้า”องครักษ์ประสานมือแน่นค้อมกาย ตอบด้วยความนอบน้อม“พ่ะย่ะค่ะ”แล้วหมุนกายก้าวจากไปทันที ซูกุ้ยเฟยยังคงมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยแววตาเย็นชา
ตอนที่ 18 ลงโทษทันใดนั้น…ในหอหมิงเยว่ เสียงฝีเท้าทหารองครักษ์ดังขึ้นสลับสะท้อนทั่วทั้งโถง พวกเขาเข้าควบคุมสถานการณ์ ไล่แขกเหรื่อออกอย่างเร่งรีบ เหล่าบุรุษหญิงสาวที่เคยโกลาหลต่างถูกผลักดันออกไปจนหมด บรรยากาศพลันอึดอัดด้วยอำนาจและแล้วร่างสูงสง่าก็ปรากฏขึ้น เยี่ยนอ๋องในอาภรณ์ดำปักทอง ก้าวเข้ามาพร้อมองครักษ์สองนาย ตามหลังด้วยขันทีและนางกำนัลผู้หนึ่งเยี่ยนอ๋องก็ก้าวเข้ามาเคียงข้างไป๋หลิงเซี่ย กายสูงใหญ่มั่นคง สายตาคมกริบทอดมองหลี่หรงอี้เพียงชั่วครู่ ก่อนหันไปยังอัลตันฮวาที่นั่งสิ้นท่าอยู่เบื้องล่าง เสียงเรียบเย็นดังขึ้น“คุมตัวนางไปสอบสวน”หลี่หรงอี้รีบยกมือประสานเอ่ยเสียงนอบน้อม“พี่รอง เรื่องนี้… คือ…”เยี่ยนอ๋องเหลือบตามองพระชายาครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ“วันนี้ ข้าได้ยินว่า ซูกุ้ยเฟยเรียกพบชายาของข้า แต่กลับไร้ร่องรอยนาง ภายหลัง รั่วอี้มาแจ้งว่านางถูกลักพาตัวมาที่นี่ โดยขันทีกับนางกำนัลสองคน ตอนนี้ทั้งสองยอมรับแล้วว่าเป็นฝีมืออัลตันฮวาจ้างมา คิดร้ายต่อพระชายาโทษตายสถานเดียว”อัลตันฮวาหน้าซีดเผือด นางรีบคลานไปคว้าชายอาภรณ์หลี่หรงอี้แน่น เอ่ยเสียงร้อนรน“หรงอี้! ฆ่านางสิ ฆ่านางเ
ตอนที่ 4มีสิ่งใดน่าชมจวนเยี่ยนอ๋องสายลมเย็นยามราตรีพัดต้องโคมแดงไหววูบส่องแสงวูบวาบทั่วเรือนใหญ่ไป๋หลิงเซี่ยและรั่วอี้สาวใช้คนสนิท ก้าวตามทางในจวนด้วยความระมัดระวัง จนมาหยุดยืนอยู่หน้าเรือนหอ ไป๋หลิงเซี่ยเอื้อมมือเล็กผลักประตูไม้ที่ประดับด้วยป้ายมงคลสีแดงให้เปิดออกทันใดนั้น เสียงทุ้มเยือกเย็นดั
ตอนที่ 3 ย้อนกลับมาจวนเยี่ยนอ๋องทั่วทั้งจวนคลาคล่ำด้วยผ้าแพรสีแดงสะบัดพลิ้วต้องแสงโคมไฟมงคล เสียงหัวร่อและเสียงพูดคุยของบรรดาขุนนางผู้ทรงเกียรติยังคงดังก้องในห้องโถงใหญ่อย่างคึกคักหากในเรือนหอเจ้าสาวกลับเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมยามราตรีพัดลอดเข้ามาต้องม่านบางไป๋หลิงเซี่ยในอาภรณ์เจ้าสาวสีแดง
ไป๋หลิงเซี่ยไม่รีรอ รีบวิ่งข้ามสะพานไม้ตรงเข้าไปในลานใหญ่ นางทรุดตัวลงประคองร่างพี่ชายเอาไว้ ดวงตาเปี่ยมโทสะเงยหน้าขึ้นมองหลี่หรงอี้ เอ่ยถามด้วยเสียงสั่น“เพราะเหตุใด!!”หลี่หรงอี้หัวเราะเยาะ สาวเท้าเข้ามาใกล้ ค้อมกายลง มือหยาบยื่นไปแตะใบหน้าขาวนวลของนางแผ่วเบา แต่ถ้อยคำกลับเย็นเฉียบ“ตอนแรกหากยอมม
ตอนที่ 1 เพราะเหตุใดจวนเยี่ยนอ๋อง (หลี่จวิ้นอวิ๋น)ยามราตรีเงียบงัน สายลมเย็นพัดมากระทบ ร่างบอบบางของ ไป๋หลิงเซี่ย ในอาภรณ์สีฟ้าคราม นางรีบเร่งก้าวเดินอย่างระแวดระวัง สายตากวาดมองซ้ายขวา ก่อนจะมุ่งตรงไปยังประตูด้านหลังของจวนใต้เงามืด มีชายชุดดำผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว นางก้าวไปหยุดยืนเบื้องหน้าเ







