LOGINตอนที่ 7เปลี่ยนชะตาพี่ชาย
จวนแม่ทัพไป๋ รถม้าเคลื่อนที่อย่างแผ่วเบาค่อย ๆ ชะลอลง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูจวนใหญ่ ไป๋หลิงเซี่ยก้าวลงมาจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว รั่วอี้สาวใช้คนสนิทรีบตามลงมา ไป๋หลิงเซี่ยก้าวเท้าเข้าสู่ประตูจวน นางหยุดนิ่งทอดมองรอบ ๆ ด้าน ทุกสิ่งยังคงคึกคักดังเดิม บ่าวไพร่วิ่งวุ่นไปมาอย่างวุ่นวาย ทุกคนต่างใช้ชีวิตด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่นในใจหวนคืนอีกครั้ง “เซี่ยเอ๋อร์!” เสียงที่นางคุ้นเคยดังก้องขึ้นจากด้านใน ไป๋หลิงเซี่ยชะงัก ก่อนจะหันขวับไปตามเสียงนั้นดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาแปรเปลี่ยนเป็นประกายยินดี นางเปล่งเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความผูกพัน “พี่ใหญ่…” ไม่ทันสิ้นคำนั้น ร่างบางก็วิ่งพุ่งเข้ากอดแผ่นอกกว้างของบุรุษในชุดแม่ทัพ ดวงตานางพร่างพรายด้วยหยาดน้ำตา ริมฝีปากเล็กเอื้อนเอ่ยสะอื้นไม่เป็นถ้อยคำ ไป๋จื่อหานชะงักเล็กน้อยเมื่อถูกร่างบางโถมเข้ากอด ทว่ามือใหญ่กลับโอบตบหลังนางอย่างปลอบโยน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย ไม่นานนัก เขาค่อย ๆ ผละร่างเล็กของน้องสาวออกเล็กน้อย มือใหญ่ประคองไหล่เล็ก มองใบหน้าที่เปื้อนน้ำตานั้นอย่างเอ็นดู พลันหัวเราะเบา ๆ เอ่ยแหย่ด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เพียงแค่หนึ่งวันมิได้พบหน้า เจ้าเป็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ” ไป๋หลิงเซี่ยเช็ดน้ำตาลวก ๆ ราวกับเด็กน้อยที่ถูกหยอกให้เขินอาย ก่อนจะสะบัดหน้าเล็กน้อยทำทีงอนแล้วหันกายก้าวเดินหนี ไป๋จื่อหานหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู เขาก้าวตามน้องสาวไปทันที ข้างหลังมีรั่วอี้สาวใช้รีบก้าวตามทั้งสองเข้าไปในเรือน … ภายในห้องโถงเรือนใหญ่ เงาสลัวของม่านแพรบางไหวเบาไปตามสายลมอ่อน ไป๋หลิงเซี่ยก้าวตรงมาเบื้องหน้าโต๊ะข้างบานหน้าต่าง ก่อนจะนั่งลง มือเรียวรินน้ำชาลงถ้วยชาใบเล็ก ก่อนจะยกขึ้นจิบด้วยใบหน้าครุ่นคิด ไม่นานนัก ร่างสูงสง่าของไป๋จื่อหานก็ก้าวเข้ามา เขานั่งลงเคียงข้างน้องสาวตน สายตาคมทอดมองด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความห่วงใย “ที่จวนอ๋อง เป็นอย่างไรบ้าง?” ไป๋หลิงเซี่ยเพียงพยักหน้ารับ พลางเอื้อมมือหยิบขนมถั่วกวนขึ้นมากัดคำหนึ่ง เคี้ยวด้วยสีหน้าเพลิดเพลิน แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความครุ่นคิด นางเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายตนเพียงครู่ แต่ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา ไป๋จื่อหานมองกิริยานั้นก็หัวเราะในลำคอเบา ๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคล้ายหยอกล้อ “มีเรื่องอันใดหรือ” ไป๋หลิงเซี่ยนิ่ง ริมฝีปากเล็กยังคงเคี้ยวขนม แต่ในแววตากลับหม่นลึกอย่างครุ่นคิด ครั้นเห็นน้องสาวยังไม่ตอบ ไป๋จื่อหานพลันพูดขึ้นตรง ๆ “หรือว่ายังมิอาจตัดใจจากองค์ชายห้าได้” ถ้อยคำนั้นทำเอามือเล็กของไป๋หลิงเซี่ยชะงักทันที นางมิได้โต้เถียง หากแต่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ริมฝีปากน้อยเม้มแน่น ก่อนจะวางลงอย่างแผ่วเบาแล้วเงยหน้าสบตาพี่ชาย “ข้ากับเขา… ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก” น้ำเสียงนางหนักแน่นเด็ดขาด ไป๋จื่อหานทอดถอนหายใจเบา ๆ พยักหน้ารับคำ ไม้ซักไซ้อีก เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบชา ๆ “อืม… เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ความเงียบทอดผ่านไปชั่วขณะ จนกระทั่งไป๋หลิงเซี่ยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบแต่ดวงตานางกลับแฝงไปด้วยความกังวล “พี่ใหญ่ อีกครึ่งเดือน ฝ่าบาทจะจัดงานล่าสัตว์ที่เขาหลิงซุน ใช่หรือไม่” ถ้อยคำนั้นทำให้ไป๋จื่อหานชะงัก เขาเงยหน้ามองน้องสาวตน สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย “เจ้ารู้ได้อย่างไร เรื่องนี้ฝ่าบาทยังมิได้ประกาศ… หรือว่า เยี่ยนอ๋องบอกเจ้า” ไป๋หลิงเซี่ยมิได้ตอบคำ กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “พี่ใหญ่ท่านไม่ไปได้หรือไม่” ไป๋จื่อหานส่ายหน้าเบา ๆ “ข้ามิอาจปฏิเสธได้ หน้าที่ของข้าคืออารักขาฝ่าบาทและองค์รัชทายาท” ไป๋หลิงเซี่ยถอนหายใจแผ่ว ดวงตาเจือแววร้อนรน นางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงต่ำ “เช่นนั้น… ท่านก็อ้างว่าป่วย หรือได้รับบาดเจ็บต้องพักฟื้น” ไป๋จื่อหานส่ายหน้าอีกครั้ง ดวงตาคมทอดมองน้องสาวด้วยความสงสัย “หลอกลวงเบื้องสูง… มีโทษถึงตาย ทำไมหรือมีเรื่องอันใด” ไป๋หลิงเซี่ยสบตาเขานิ่ง ยกเสียงเอ่ยอย่างหนักแน่น “หากข้าพูด พี่จะเชื่อหรือไม่” ไป๋จื่อหานพยักหน้าช้า ๆ จ้องนาง มือใหญ่หยิบถ้วยชาขึ้นพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ลองว่ามา” นางสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น “หากท่านไป… ท่านจะถูกหมีป่าทำร้ายจน… ร่างกายบาดเจ็บสาหัส มิอาจมีทายาทได้อีก” คำกล่าวนั้นทำให้ไป๋จื่อหานชะงักเล็กน้อย มือใหญ่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมจ้องน้องสาว “เซี่ยเอ๋อร์… ข้าเป็นแม่ทัพผ่านศึก ผ่านความตายนับครั้งมิถ้วน อีกทั้งข้าเองก็ยังเคยพาเจ้าไปล่าหมีใหญ่ในแดนใต้เมื่อปีก่อน เจ้าลืมฝีมือเก่งกาจของพี่เจ้าแล้วหรือ” ไป๋หลิงเซี่ยมิได้ตอบเพียงนิ่งเงียบ ริมฝีปากเม้มแน่น ความทรงจำในอดีตผุดขึ้น… ใช่พี่ใหญ่ถือว่ามีฝีมือยอดเยี่ยมแล้วเหตุใดในชาติที่แล้วเขาจึงถูกหมีป่าเพียงตัวเดียวทำร้ายจนเจ็บหนักได้… ไป๋หลิงเซี่ยยังไม่ทันได้ครุ่นคิดอะไรมาก เสียงฝีเท้าบ่าวดังเร่งรีบใกล้เข้ามา ก่อนที่บ่าวรับใช้ชายในชุดสีน้ำตาลจะก้าวเข้ามา เขารีบประสานมือเอ่ยขึ้นเสียงชัดเจน “ท่านแม่ทัพ องค์ชายห้าเสด็จมาขอรับ ตอนนี้รออยู่ที่เรือนรับรองขอรับ” ห้องโถงที่เงียบสงบพลันคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ไป๋จื่อหานเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง มือใหญ่ยกถ้วยชาขึ้นจิบแผ่วเบา แล้วจึงหันสายตาคมมาที่น้องสาว แววตาคมนั้น… เหมือนจะถาม ทั้งเหมือนจะเตือน แต่ไร้ซึ่งถ้อยคำใด ๆ ออกมา ไป๋หลิงเชี่ยพลันชะงัก ดวงหน้างดงามนิ่งงันไปชั่วครู่ ปลายนิ้วเล็กเผลอบีบถ้วยชาที่อยู่ตรงหน้าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไป๋จื่อหานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เตรียมก้าวออกไปยังเรือนรับรอง ไป๋หลิงเชี่ยเงยหน้าขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แววตานิ่ง “พี่ใหญ่ ข้ายืมมีดสั้นของท่านหน่อยได้หรือไม่” ไป๋จื่อหานชะงักฝีเท้าก่อนจะหันกลับมาสบตานาง แต่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงหยิบมีดสั้นออกจากเอวแล้วยื่นให้น้องสาวอย่างเต็มใจ ….ตอนที่ 23หลี่หรงอี้กระโจมใหญ่ของเยี่ยนอ๋องภายในเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผืนผ้าใบกระโจมดังแผ่วเบา กลิ่นยาสมุนไพรรอยอบอวลหมอหลวงลอบถอนหายใจ ก่อนก้าวถอยออกห่างจากร่างอันไร้สติของไป๋หลิงเซี่ย ใบหน้าซีดขาวประหนึ่งไร้โลหิต เยี่ยนอ๋องก้าวเข้ามานั่งแนบข้าง กวาดตามองด้วยดวงตาร้อนรุ่มไม่ต่างจากเพลิงสุม“นางเป็นอย่างไรบ้าง ท่านหมอ”เสียงทุ้มต่ำกังวานสั่นสะเทือนหมอหลวงประสานมือโค้งกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“พระชายาถูกพิษ หยิงหยางหู่ พิษนี้เป็นพิษเก่าแก่ที่มีถิ่นกำเนิดในแดนทุ่งหญ้า ตอนนี้กระหม่อมได้แต่เพียงให้ยาสกัดชั่วคราวเท่านั้น และยังต้องกลับไปศึกษาตำราเพื่อปรุงยาถอนพิษ พ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนอ๋องกำมือแน่น เส้นเลือดปูดพาดหลังมือ พลันพยักหน้าช้า ๆ“เช่นนั้น กระหม่อมขอตัวไปศึกษาตำราเพิ่มเพื่อปรุงยาถอนพิษก่อน พ่ะย่ะค่ะ”“อืม”เยี่ยนอ๋องตอบเพียงสั้น ๆ มิได้เหลียวมอง หากยังตรึงสายตาไว้บนร่างที่นอนแน่นิ่งหลังจากได้คำตอบ หมอหลวงถอยกายออกจากกระโจมทันทีเยี่ยนอ๋องค่อย ๆ เอื้อมมือใหญ่แตะแก้มขาวซีดของนาง ริมฝีปากหยักเอื้อนเอ่ยแผ่วพร่า“เจ้าจะต้องฟื้น…”ดวงตาคมเข้มวาววับด้วยความเจ็บปวดใจ….สองวันต่อ
ตอนที่22กรรมสนองลานพักกลางหุบเขาหลินซุนแสงอัสดงทอดผ่านแนวยอดไม้ลงมาตกกระทบพื้นหญ้า ภายในลานกว้างกลางหุบเขาที่ถูกจัดเป็นแห่งพักอาศัยสำหรับงานล่าสัตว์ประจำปี ผู้คนภายในลานกว้างวุ่นวายมิรู้หยุด เสียงฝีเท้าและเสียงสั่งการดังระงมไปทั่วซูกุ้ยเฟยก้าวออกมาพร้อมขันทีข้างกาย สายตาคมทอดมองไปยังความโกลาหลหน้ากระโจมใหญ่ของเยี่ยนอ๋อง ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง แววตาฉายความพึงพอใจอย่างชัดเจนไม่นาน องค์รัชทายาทน้อยเสด็จมาพร้อมขันทีประจำกาย ครั้นก้าวผ่านหน้าพระสนมซูกุ้ยเฟย พระนางก็รีบปรับสีหน้าย่อกายลงอย่างนอบน้อมถวายคำนับ“องค์รัชทายาท”องค์รัชทายาทหยุดฝีเท้าเล็กน้อย ดวงเนตรทอดมองนาง เอื้อนเอ่ยด้วยสุรเสียงเรียบ“สนมซู พี่ห้ากลับมาหรือยัง”ซูกุ้ยเฟยยกยิ้มบาง แววตาอ่อนโยน ปรากฏท่าทีอ่อนน้อม ส่ายหน้าช้า ๆ“ยังเพคะ คาดว่าคงกำลังล่าสัตว์อยู่ รายนั้นเขาโปรดปรานนักในการล่าสัตว์ใหญ่ จึงอาจช้าหน่อยเพคะ”รัชทายาทน้อยพยักพระพักตร์เบา ๆ ริมพระโอษฐ์คลี่ยิ้มบาง“อืม… พี่ห้าเก่งกาจ เขาต้องล่าหมีป่ากลับมาได้แน่”ถ้อยคำนั้นทำให้ซูกุ้ยเฟยถึงกับขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความฉงน“หมีป่าหรือเพคะ”รัชทายาทเผยรอยยิ้มสดใส“ใช่ ข้าพ
ตอนที่21มือสังหารแสงแดดสาดส่องลงมากระทบร่างกวางน้อยตัวหนึ่ง ร่างเล็กพลันวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงใบไม้กระทบกันเบา ๆทันใดนั้น เสียงลูกธนูแหวกอากาศพุ่งตรงเข้ามาอย่างฉับพลัน“มีมือสังหาร! คุ้มกันองค์รัชทายาท”เสียงเข้มของเยี่ยนอ๋องดังสะท้อนก้องไปทั่วป่า แววตาคมกริบฉายความเย็นยะเยือก กวาดมองรอบด้านอย่างระแวดระวังไป๋หลิงเซี่ยรีบวิ่งหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ขณะเดียวกัน ไป๋จื่อหานคว้าข้อมือเล็กขององค์รัชทายาทน้อยวิ่งเข้ามาหานาง ก่อนยืนคุ้มกันทั้งสองไว้เสียงฝีเท้าพุ่งพรวด มือสังหารในชุดดำราวสิบร่างโถมออกมาจากเงาไม้ คมอาวุธวาววับในแสงแดด เหล่าทหารองครักษ์ไม่รอช้า ต่างชักดาบขึ้นปะทะ เสียงเหล็กกระทบกันดังสะท้านเยี่ยนอ๋องพลิกกายวิ่งไว ชักกระบี่ตรงเข้าฟาดฟัน มือสังหารล้มลงพร้อมเสียงครวญครางภายในเพียงชั่วอึดใจ“ถอย! รีบถอย!!”เงาร่างดำผู้หนึ่งส่งเรียกเข้ม ก่อนร่างในชุดดำที่ยังเหลืออยู่ผละออกหายวับไปในเงาไม้ใหญ่เยี่ยนอ๋องทอดสายคมมองตามเงาหลังของมือสังหาร ก่อนจะหมุนกายก้าวมาหยุดยืนตรงหน้าองค์รัชทายาทน้อย เปล่งเสียงหนักแน่น“องค์รัชทายาท พ่ะย่ะค่ะ ขณะนี้มิอาจประมาทต้องเสด็จกลับเดี๋ยวนี้”องค์
ตอนที่ 20งานล่าสัตว์ณ หุบเขาหลินซุนงานล่าสัตว์ประจำปีกลางลานกว้าง ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จขึ้นประทับพระที่นั่งอย่างสง่างาม เหล่าบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างประสานมือโค้งกายต่ำอย่างนอบน้อมเมื่อทุกผู้คนนั่งลงหมด ขันทีอาวุโสผู้หนึ่งก็ก้าวออกมากลางลานกว้าง ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม“บัดนี้ได้เวลาแล้ว เชิญทุกท่านเข้าร่วมการล่าสัตว์ประจำปีได้ ณบัดนี้ โดยจะใช้เวลาหนึ่งก้านธูป”สิ้นเสียงขันที เสียงโห่ร้องปรบมือ และเสียงหัวเราะก็พลันดังก้องทั่วลานกลางหุบเขา เหล่าขุนนางและบรรดาอ๋อง องค์ชายทั้งหลายลุกขึ้นประสานมือโค้งคำนับ ก่อนจะทยอยเคลื่อนตัวออกไปตามเส้นทางป่า เตรียมพร้อมสำหรับการล่าสัตว์ไป๋หลิงเซี่ยนั่งเคียงข้างเยี่ยนอ๋อง มือเรียวยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความครุ่นคิด เพราะชาติที่แล้ว นางจำได้ชัดเจนว่า เยี่ยนอ๋องกับพี่ชายนางหาได้ออกไปล่าสัตว์ หากแต่เพราะองค์รัชทายาทน้อยวัยเพียงสิบสองขวบดื้อรั้นขอออกไป ฝ่าบาทจึงโปรดให้ทั้งสองติดตามไปคุ้มครองไม่นาน สายตาของนางก็พลันสะดุดเข้ากับ ซูกุ้ยเฟยที่ลุกขึ้นจากแท่นประทับ“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันขอตัวสักครู่”ไป๋หลิงเซี่ยเอ่ยพลางก้าวลุกขึ้น เย
ตอนที่ 19ซูกุ้ยเฟยวังหลวงตำหนักซูกุ้ยเฟยภายในตำหนักที่เงียบสงัด แสงอ่อนยามบ่ายเลื่อนผ่านกระดานหน้าต่าง กลิ่นชาหอมกรุ่นล่องอยู่ในห้อง ซูกุ้ยเฟยนั่งประทับอยู่เบื้องหน้าโต๊ะ กำถ้วยชาใบเล็กในมืออย่างสงบนิ่ง เคียงข้างนางมีขันทีประจำกายยืนอยู่ไม่ห่างครู่ต่อมา องครักษ์ในอาภรณ์สีดำก้าวเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพระนาง เขายกมือขึ้นประสานแน่นโค้งกายอย่างนอบน้อมซูกุ้ยเฟยละสายตาจากถ้วยชาเงยหน้าขึ้นสบตาองครักษ์ พลางวางถ้วยลงเอ่ยด้วยเสียงเรียบ“สำเร็จหรือไม่”องครักษ์ก้มหน้า แล้วส่ายหน้าเป็นคำตอบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสริม“เยี่ยนอ๋องเข้ามาแทรก ส่วนอันตัลฮวาทำไม่สำเร็จนางถูกเล่นงานเสียเอง ฆ่าคนกลางหอหมิงเยว่ ตอนนี้เยี่ยนอ๋อง มอบหมายให้องค์ชายห้าสอบสวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ซูกุ้ยเฟยนิ่วพระพักตร์ ถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ มือเรียวยกถ้วยน้ำชาใบเล็กขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนจะวางลงอีกครั้ง น้ำเสียงเย็นยะเยือก“กำจัดให้สิ้น อย่าให้เกี่ยวพันมาถึงข้า”องครักษ์ประสานมือแน่นค้อมกาย ตอบด้วยความนอบน้อม“พ่ะย่ะค่ะ”แล้วหมุนกายก้าวจากไปทันที ซูกุ้ยเฟยยังคงมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยแววตาเย็นชา
ตอนที่ 18 ลงโทษทันใดนั้น…ในหอหมิงเยว่ เสียงฝีเท้าทหารองครักษ์ดังขึ้นสลับสะท้อนทั่วทั้งโถง พวกเขาเข้าควบคุมสถานการณ์ ไล่แขกเหรื่อออกอย่างเร่งรีบ เหล่าบุรุษหญิงสาวที่เคยโกลาหลต่างถูกผลักดันออกไปจนหมด บรรยากาศพลันอึดอัดด้วยอำนาจและแล้วร่างสูงสง่าก็ปรากฏขึ้น เยี่ยนอ๋องในอาภรณ์ดำปักทอง ก้าวเข้ามาพร้อมองครักษ์สองนาย ตามหลังด้วยขันทีและนางกำนัลผู้หนึ่งเยี่ยนอ๋องก็ก้าวเข้ามาเคียงข้างไป๋หลิงเซี่ย กายสูงใหญ่มั่นคง สายตาคมกริบทอดมองหลี่หรงอี้เพียงชั่วครู่ ก่อนหันไปยังอัลตันฮวาที่นั่งสิ้นท่าอยู่เบื้องล่าง เสียงเรียบเย็นดังขึ้น“คุมตัวนางไปสอบสวน”หลี่หรงอี้รีบยกมือประสานเอ่ยเสียงนอบน้อม“พี่รอง เรื่องนี้… คือ…”เยี่ยนอ๋องเหลือบตามองพระชายาครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ“วันนี้ ข้าได้ยินว่า ซูกุ้ยเฟยเรียกพบชายาของข้า แต่กลับไร้ร่องรอยนาง ภายหลัง รั่วอี้มาแจ้งว่านางถูกลักพาตัวมาที่นี่ โดยขันทีกับนางกำนัลสองคน ตอนนี้ทั้งสองยอมรับแล้วว่าเป็นฝีมืออัลตันฮวาจ้างมา คิดร้ายต่อพระชายาโทษตายสถานเดียว”อัลตันฮวาหน้าซีดเผือด นางรีบคลานไปคว้าชายอาภรณ์หลี่หรงอี้แน่น เอ่ยเสียงร้อนรน“หรงอี้! ฆ่านางสิ ฆ่านางเ
ตอนที่ 9พิสูจน์ดูภายในเรือนรับรองไป๋หลิงเชี่ยเพียงคลี่ยิ้มบาง แล้วเหลือบตาไปมองอัลตันฮวาที่ยืนตระหง่านอยู่ข้างกายเขา ใบหน้าเย่อหยิ่งนั้นยิ่งทำให้ดวงตาของนางเย็นชาเฉียบคม ริมฝีปากนางขยับเอื้อนเอ่ยคำหนึ่งออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ“แต่ท่าน… ต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นก่อน”หลี่หรงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียง
ตอนที่ 8เปลี่ยนไปเรือนรับรองภายในจวนแม่ทัพไป๋สายลมเย็นพัดต้องผ่านสีอ่อนไหวตามแรงลม ภายในเรือนอบอวลไปด้วยกลิ่นชาองค์ชายห้าหลี่หรงอี้ในชุดสีเทาอ่อนนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะกลางเรือนรับรอง มือใหญ่ยกถ้วยชาใบเล็กขึ้นจิบอย่างเยือกเย็น แววตาลุ่มลึก ข้างกายเขามีอัลตันฮวาในชุดสีแดงเข้ม ยืนเคียงข้างด้วยท่าทา
ตอนที่6ข้าชอบน้ำแกงอุ่นจวนเยี่ยนอ๋องแสงอรุณยามเช้าสาดส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา สาดกระทบเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองตรงหน้า ไป๋หลิงเซี่ยนางทอดสายตาพินิจพิจารณาใบหน้าของตน พลันคำพูดของอัลตันฮวา ดังแว่วขึ้นในโสตประสาท“เข้าเพียงหลอกใช้ความงามของเจ้า”ริมฝีปากอิ่มขยับยกยิ้มบาง พลางพึมพำเสียงนุ่มนวล
“มีอะไร”มู่หวังสูดลมหายใจแผ่ว ก่อนจะตอบออกมาตามตรง“องค์ชายห้า… ถูกพระชายาทำร้ายจนสิ้นสติ แล้วถูกนำไปวางทิ้งไว้ที่ประตูหลัง พ่ะย่ะค่ะ”ปลายนิ้วที่วางอยู่บนโต๊ะชะงักเพียงเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงสงบนิ่ง เขาเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ“องค์ชายห้ามาร่วมดื่มสุรามงคล จนเมาหนักเจ้าก็ช่วยส่งเข







