Masukสองคนนั้นชะงัก ก่อนสบตากันอย่างลังเล หากเรื่องนี้ถูกนำออกไปพูดจริง ต่อให้คุณหนูรองไม่เป็นที่โปรดปราน พวกเขาก็ผิดกฎจวนอยู่ดี
ชุ่ยฮวากลับไม่สนใจ นางเดินเข้ามาคว้าข้อมือลี่หลิน
“เลิกพูดมากแล้วลุกขึ้น ฮูหยินสั่งให้เจ้าไปพบก็ต้องไป”
เถาเถารีบเข้าขวาง “อย่าแตะต้องคุณหนู”
“ไสหัวไป”
ชุ่ยฮวาผลักเถาเถาจนเซ แววตาของลี่หลินวาบขึ้นทันที
“ปล่อยมือ”
“ไม่ปล่อยแล้วจะทำไม”
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังชัดไปทั่วห้อง
ชุ่ยฮวาหน้าหัน ร่างแข็งค้างอยู่กับที่ มือที่จับลี่หลินคลายออกโดยอัตโนมัติ
ทั้งห้องเงียบสนิท แม้แต่เถาเถายังเบิกตากว้าง
ชุ่ยฮวาค่อย ๆ หันกลับมา มือหนึ่งกุมแก้มที่เริ่มแดง ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า
“เจ้า... เจ้ากล้าตบข้า”
ลี่หลินต้องกำขอบเตียงเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองเซ แค่ใช้แรงตบเมื่อครู่ก็ทำให้หัวใจเต้นแรงและหายใจถี่ แต่สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง
“เหตุใดข้าจะไม่กล้า”
“ข้าเป็นคนของซูฮูหยิน”
“แล้วอย่างไร”
ชุ่ยฮวาถึงกับพูดไม่ออก
ลี่หลินยกสายตาขึ้นมอง “ต่อให้นางเป็นภรรยาเอกคนปัจจุบันของบิดาข้า เจ้าก็ยังเป็นบ่าว ส่วนข้ายังเป็นบุตรสาวของนายท่านแห่งจวนนี้ เจ้าเข้าห้องข้าโดยพลการ พาบ่าวชายเข้ามาถึงห้องนอน ใช้วาจาหยาบคาย แล้วยังกล้าลงมือฉุดกระชากข้า” นางเว้นจังหวะ ก่อนถามช้า ๆ
“หากเรื่องนี้ออกไปถึงหูคนนอก เจ้าคิดว่าคนที่จะเสียหน้าเป็นข้า หรือเป็นนายของเจ้าที่อบรมบ่าวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
ชุ่ยฮวาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “จับตัวนางไว้ วันนี้ข้าจะสั่งสอนนางให้รู้เสียบ้างว่าใครเป็นคนดูแลจวนนี้”
บ่าวชายสองคนขยับตัว แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาทันที
ลี่หลินหัวเราะเย็นเยียบ ดวงตาคมวาบวับไม่ได้มีท่าทีอ่อนแอหรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย
“เข้ามาสิ”
ทั้งสองหยุดชะงัก
“คุณหนูรองเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย บ่าวชายสองคนบุกรุกห้องนอนแล้วใช้กำลังจับตัว หากพรุ่งนี้มีข่าวแพร่ออกไปทั่วเมืองหลวงว่าจวนตระกูลไป๋ปฏิบัติต่อบุตรสาวของภรรยาเอกผู้ล่วงลับเช่นไร พวกเจ้าคิดว่าซูฮูหยินจะปกป้องพวกเจ้า หรือรีบโยนความผิดทั้งหมดมาให้พวกเจ้าเพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอง”
บ่าวชายสองคนหน้าถอดสีทันที คนหนึ่งรีบลดมือลง อีกคนถอยหลังไปครึ่งก้าว
ชุ่ยฮวาหันไปตวาด “พวกเจ้ากลัวอะไร นางก็แค่คุณหนูขี้โรคที่ไม่มีใครหนุนหลัง”
“ไม่มีใครหนุนหลังแล้วอย่างไร”
ลี่หลินยันตัวลุกขึ้น เถาเถารีบเข้ามาประคอง แต่นางยกมือห้าม ก่อนฝืนยืนด้วยตัวเอง แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียว แต่แววตากลับแข็งกร้าวจนคนตรงหน้าไม่กล้าดูแคลนเหมือนเมื่อครู่
“จำใส่สมองของพวกเจ้าเอาไว้ให้ดี ข้าคือไป๋ลี่หลิน คุณหนูรองแห่งจวนตระกูลไป๋ และเป็นบุตรสาวของภรรยาเอกคนแรก ส่วนพวกเจ้าเป็นบ่าวที่อาศัยข้าวปลาในจวนนี้ประทังชีวิต” นางมองชุ่ยฮวาตรง ๆ
“สุนัขเฝ้าประตูยังรู้ว่าใครเป็นนาย แต่เจ้ากลับไม่รู้”
“ไป๋ลี่หลิน”
“ชื่อของข้าไม่ใช่สิ่งที่บ่าวอย่างเจ้าจะตะโกนเรียกตามใจชอบ”
ชุ่ยฮวากัดฟันแน่น “ฝากไว้ก่อนเถอะ ฮูหยินไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่”
“ดี” คำตอบนั้นทำให้อีกฝ่ายชะงัก ลี่หลินยิ้มบาง ๆ
“กลับไปบอกซูฮูหยินของเจ้าว่าข้าฟื้นแล้ว และต่อจากนี้ไม่ต้องลำบากส่งยาบำรุงหรืออาหารอะไรมาให้ข้าอีก ข้ากลัวว่าความหวังดีของนางจะมากเกินกว่าร่างกายข้าจะรับไหว”
สีหน้าของชุ่ยฮวาเปลี่ยนไปทันที แม้เพียงชั่วพริบตา แต่ลี่หลินเห็นชัด
นางจึงยิ่งมั่นใจว่าความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่ผิด
“ส่วนเรื่องเศรษฐีจู” ลี่หลินก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว
“อยากแต่งกับเขานักก็ไปแต่งเอง ข้าไม่แต่ง”
“ฮูหยินสั่งแล้ว เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
“เช่นนั้นก็ให้นางมาพูดกับข้าด้วยตัวเอง”
“เจ้าไม่กลัวฮูหยินหรือ”
ลี่หลินหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เหตุใดข้าต้องกลัวคนที่กำลังคิดจะเอาทรัพย์สินของข้าไป”
ชุ่ยฮวาตัวแข็ง
“เจ้า... พูดอะไร”
“ข้าพูดอะไร เจ้าน่าจะกลับไปถามนายของเจ้า” ลี่หลินกวาดตามองทุกคนในห้อง ก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
“กลับไปบอกนางด้วยว่า หากยังคิดจะบังคับข้าแต่งงาน หรือยังส่งคนเข้ามาวุ่นวายในเรือนนี้อีก ข้าจะไม่ยอมอยู่เฉยเหมือนที่ผ่านมาแน่” นางหยุดเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นปรากฏตรงมุมปาก
“สิ่งใดเป็นของมารดาข้า ข้าจะเอากลับคืนมาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงิน ร้านค้า ที่ดิน หรือสิ่งใดก็ตามที่มีคนยื่นมือเข้ามาครอบครองโดยมิชอบ”
“เจ้าไม่มีหลักฐาน” ชุ่ยฮวาหลุดปากออกมา ดวงตาของลี่หลินเป็นประกายวาบ ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวก็เพียงพอแล้ว
หากไม่มีเรื่องสินเดิมอยู่เบื้องหลัง ชุ่ยฮวาควรปฏิเสธว่าไม่มีใครเอาทรัพย์ของนางไป ไม่ใช่รีบถามถึงหลักฐาน
ลี่หลินยิ้มกว้างขึ้น
“ข้ามีหรือไม่มี อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะได้รู้”
ชุ่ยฮวารู้ตัวว่าพลาดจึงรีบหุบปาก ก่อนสะบัดหน้าเดินออกไป
“ไป”
บ่าวชายสองคนไม่รอให้เรียกซ้ำ รีบตามออกไปทันที
ก่อนพ้นประตู ชุ่ยฮวายังหันกลับมามองด้วยสายตาอาฆาต
“คุณหนูรอง ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ”
“ขอบใจที่เตือน” ลี่หลินตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจ้าก็เช่นกัน”
ประตูปิดลงดังปัง ทันทีที่คนเหล่านั้นจากไป ร่างของลี่หลินก็โงนเงน
“คุณหนู” เถาเถารีบเข้ามารับไว้ทันก่อนจะล้ม
“บ่าวว่าแล้ว คุณหนูยังไม่หายดี เหตุใดต้องฝืนลุกขึ้นด้วยเจ้าคะ”
“ถ้าข้าไม่ลุก พวกนั้นก็จะคิดว่าข้ายังเป็นคนเดิมที่พวกมันจะเหยียบย่ำอย่างไรก็ได้”
เถาเถาประคองนางกลับไปนั่งบนเตียง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“แต่คราวนี้คุณหนูทำให้ชุ่ยฮวาเสียหน้า ซูฮูหยินต้องไม่ยอมแน่เจ้าค่ะ หากนางไปฟ้องนายท่านอีก พวกเราจะทำอย่างไร”
เมื่อได้ยินคำว่า นายท่าน ความทรงจำเกี่ยวกับไป๋เฉิงฮั่นก็ผุดขึ้นมา
บิดาผู้นั้นไม่ได้ลงมือวางยาบุตรสาวด้วยตนเอง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขากลับเลือกหลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่ง เพราะไม่ต้องการมีปัญหากับภรรยาคนใหม่และตระกูลซู
สำหรับลี่หลินแล้ว ความเพิกเฉยเช่นนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าการช่วยเหลือคนทำผิดสักเท่าใด
“เถาเถา”
“เจ้าคะ”
“เจ้าจำเรื่องร้านค้าของมารดาข้าได้มากเพียงใด”
เถาเถานิ่งคิด “บ่าวรู้เพียงว่าก่อนฮูหยินใหญ่จะเสีย ท่านมีร้านค้าอยู่หลายแห่งเจ้าค่ะ แต่หลายปีมานี้ซูฮูหยินส่งคนของตนเข้าไปดูแลเกือบหมดแล้ว”
“แล้วคนเก่าของมารดาข้าล่ะ”
“คนเก่า...” เถาเถาพึมพำ ก่อนดวงตาจะเบิกขึ้น
“มีเจ้าค่ะ”
ลี่หลินโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “ใคร”
“ผู้ดูแลเต๋อเจ้าค่ะ” ชื่อนั้นกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเจ้าของร่างเดิมขึ้นมาทันที
ชายสูงวัยผู้หนึ่งซึ่งเคยดูแลกิจการให้มารดามานานหลายปี หลังซูฮูหยินเข้าควบคุมกิจการของจวน เขาก็ถูกกันออกจากร้านค้าหลักและแทบไม่มีใครพูดถึงอีก แต่ก่อนมารดาจะเสียชีวิต นางเคยพูดกับบุตรสาวไว้ประโยคหนึ่ง
ฉินมู่หยวนหันมามองนาง“แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ข้าก็จะเปิดประตูรถม้าให้เจ้าอีกครั้ง” รอยยิ้มของลี่หลินค่อย ๆ อ่อนลง“แม้รู้ว่าจะวุ่นวายขนาดนี้หรือเพคะ”“อืม...”“เกือบถูกลอบฆ่า”“อืม...”“ถูกยิงด้วยธนู”“อืม...”“ต้องตามบัญชีจนแทบไม่ได้นอน”“อืม...”“ต้องแต่งกับสตรีที่ชอบเถียงท่าน”ฉินมู่หยวนยกมุมปาก“ข้อนี้หนักที่สุด” ลี่หลินตีแขนเขาเบา ๆ“ท่านอ๋อง” เขาจับมือนางไว้“แต่ก็เลือกเหมือนเดิม”ลี่หลินมองมือที่ถูกกุม ครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าตนเพียงบังเอิญหลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตัวเองร่างนี้ไม่ใช่ร่างเดิม ยุคสมัยไม่ใช่ยุคของนาง ผู้คนรอบตัวล้วนเป็นคนแปลกหน้า ตอนนั้นสิ่งเดียวที่นางต้องการคือมีชีวิตอยู่ไม่ถูกบังคับแต่งงานไม่ถูกแย่งทรัพย์ของมารดาและมีเงินพอจะดูแลตัวเองแต่จากความต้องการเรียบง่ายเหล่านั้น นางกลับเดินมาไกลเหลือเกินจากบัญชีสินเดิมของมารดาไปสู่หอชิมรสสำราญจากความผิดปกติของราคาข้าวและเกลือไปสู่ตราสามแฉกคลังเสบียง เส้นทางเงิน อาวุธ กองกำลังลับ และการก่อกบฏสุดท้ายสิ่งที่นางได้กลับมาไม่ใช่เพียงทรัพย์สินหรือความมั่นคง แต่เป็นชีวิตที่นางสามารถเลือกได้ด้วยตนเองลี่หลินเงยหน้ามอ
“ท่านอุ้มมานานแล้ว”“ข้าอุ้มได้”“หม่อมฉันเป็นแม่นะเพคะ”“ข้าก็เป็นพ่อ” ลี่หลินหรี่ตา“ท่านกำลังแย่งลูกกับหม่อมฉันหรือ”“เปล่า”“ชัด ๆ” ฉินมู่หยวนมองเด็กน้อยในอ้อมแขน“เขาหลับอยู่”“แล้ว”“ถ้าเปลี่ยนคนอุ้มอาจตื่น” ลี่หลินเกือบหลุดหัวเราะตั้งแต่ลูกเกิด ฉินมู่หยวนก็เปลี่ยนไปมาก ตอนแรกเขาไม่กล้าแม้แต่จะอุ้ม มือที่จับกระบี่ได้มั่นคงกลับแข็งทื่อเมื่อรับทารกตัวน้อยเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นไม่ถึงเดือนพระโอรสน้อยแทบกลายเป็นของรักที่เขาไม่ยอมปล่อยจากมือบางคืนลูกตื่นร้อง ฉินมู่หยวนกลับเป็นคนลุกก่อนนางเสียอีกหากวันใดต้องเข้าวังแต่เช้า เขาจะเข้าไปดูลูกก่อนออกจากตำหนัก และเมื่อกลับมา สิ่งแรกที่ถามไม่ใช่อาหารหรือเอกสาร แต่เป็น…“วันนี้ลูกเป็นอย่างไร”จนลี่หลินเคยถามว่า“แล้วภรรยาท่านเล่าเพคะ” คำตอบของเขาคือ“ข้ากำลังยืนมองเจ้าอยู่” นางเถียงไม่ออกไปครึ่งวันหลังตรวจร้านเสร็จ ทั้งสองไม่ได้กลับตำหนักทันทีฉินมู่หยวนพาลี่หลินออกไปยังถนนสายการค้าทางตะวันตกสถานที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในช่วงก่อกบฏ แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนร้านค้าหลายแห่งได้รับการซ่อมแซม จุดพักเกวียนเปิ
“ขอเพียงแข็งแรง” ลี่หลินยิ้ม“เพคะ”“และเจ้าแข็งแรง”“หม่อมฉันก็จะแข็งแรง”ฉินมู่หยวนมองนาง“สัญญา”“เรื่องนี้สัญญาไม่ได้ทั้งหมดหรอกเพคะ”คิ้วของเขาขมวดทันที ลี่หลินจึงรีบกล่าวต่อ“แต่หม่อมฉันสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด”สีหน้าเขาจึงผ่อนลง“อืม...” ลี่หลินเอนศีรษะลงบนไหล่กว้างพระอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ลับแนวหลังคา นางมองเมืองหลวงที่สงบอยู่ไกลออกไปแคว้นต้าเซียวผ่านการก่อกบฏมาแล้ว ตลาดกลับมาคึกคักหอการค้ากำลังเริ่มต้น ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตของตนเอง ส่วนชีวิตของนางก็กำลังเริ่มต้นบทใหม่เช่นกันครั้งหนึ่งนางข้ามภพมาโดยไม่มีสิ่งใดติดตัว นอกจากความทรงจำและความรู้จากโลกเดิมวันนี้นางมีร้านที่สร้างขึ้นด้วยสองมือมีผู้คนที่เชื่อใจ มีหน้าที่ซึ่งนางเลือกทำด้วยตนเองมีบุรุษคนหนึ่งที่ไม่เคยขอให้นางทิ้งความเป็นตัวเองเพื่อเป็นภรรยาของเขาและในอีกไม่กี่เดือน พวกเขาจะมีลูกด้วยกัน ลี่หลินยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว“ท่านอ๋อง”“ว่า”“หม่อมฉันคิดว่าตัวเองโชคดีนะเพคะ”“เพราะมีข้าหรือ” นางเงยหน้ามอง“ท่านนี่ไม่ถ่อมตัวเลย”“แล้วไม่ใช่หรือ”ลี่หลินแกล้งคิดอยู่นานก่อนตอบ“ส่วนหนึ่งเพคะ”“ส่วนที่เหลือ”“เพราะหม่อม
ลี่หลินมองสามี“ยังไม่หายตกใจอีกหรือเพคะ”ฉินมู่หยวนหันมาหานาง“ลี่หลิน”“เพคะ”“เรามีลูกแล้ว”นางยิ้ม“เพคะ”เขาพูดเหมือนเพิ่งเข้าใจความหมายของประโยคนั้นจริง ๆ“ลูกของเรา”“ถ้าไม่ใช่ลูกของเรา แล้วจะเป็นลูกใครเล่าเพคะ”ฉินมู่หยวนมองนางทันที ลี่หลินรีบยกมือ“หม่อมฉันล้อเล่น”“เรื่องนี้ห้ามล้อ”“รู้แล้วเพคะ”เขาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนสายตาจะเลื่อนลงไปยังหน้าท้องของนาง มือที่เคยจับกระบี่อย่างมั่นคงกลับชะงักอยู่กลางอากาศ“ข้า... แตะได้หรือไม่” คำถามนั้นทำให้หัวใจลี่หลินอ่อนยวบนางจับมือเขามาวางลงบนหน้าท้องของตนเอง“ลูกยังเล็กมาก คงยังไม่รู้สึกอะไรหรอกเพคะ”ฉินมู่หยวนไม่ได้ตอบ มือของเขาวางอยู่ตรงนั้นอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะทำสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตแตกสลาย ลี่หลินมองสีหน้าของเขาแล้วอดหัวเราะไม่ได้“ท่านกลัวหรือ”“ไม่”“โกหก”“ข้าไม่ได้กลัว”“เช่นนั้นเหตุใดเกร็งทั้งตัว”ฉินมู่หยวนเงียบ นางยิ้มกว้างขึ้น“ท่านอ๋องไร้พ่ายผู้ไม่เคยกลัวศัตรู กำลังกลัวลูกที่ยังตัวเท่าเมล็ดถั่วหรือเพคะ”“ข้าไม่ได้กลัวลูก”“แล้วกลัวอะไร” เขาเงยหน้ามองนาง“กลัวเจ้าลำบาก” รอยยิ้มของลี่หลินค่อย ๆ อ่อนลงฉินมู่หยวนจั
ลี่หลินนิ่งไปเล็กน้อย“ครู่เดียวที่ค่อนข้างนาน”“ไปพัก”“อีกแผ่นเดียว”“ไม่ได้”“ครึ่งแผ่น”“ลี่หลิน”นางถอนหายใจ“ท่านอ๋อง ท่านเริ่มจู้จี้ขึ้นทุกวันแล้วนะเพคะ”“เพราะภรรยาข้าเริ่มดื้อขึ้นทุกวัน”“หม่อมฉันไม่ได้ดื้อ”“เมื่อคืนใครอ่านเอกสารจนเลยยามไฮ่” ลี่หลินเงียบ“เมื่อวานเช้าใครไม่กินอาหารเพราะรีบไปพบพ่อค้าจากทางใต้” นางหลบตา“สามวันก่อนใครกลับจากหอการค้าแล้วยังไปหอชิมรสสำราญต่อ”“ท่านจำทำไมละเอียดขนาดนั้นเพคะ”“เพราะคนผู้นั้นเป็นภรรยาข้า”ลี่หลินหมดคำเถียง ฉินมู่หยวนวางพู่กันให้ห่างมือนาง ก่อนนั่งลงข้าง ๆ“พัก”“ก็ได้เพคะ” นางขยับตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมจำนนฉินมู่หยวนพอใจขึ้นเล็กน้อย“หิวหรือไม่”“ไม่เพคะ”“อยากกินอะไร”“ไม่อยากเพคะ”เขาหันมามองทันทีลี่หลินไม่ทันสังเกตสีหน้าของสามี นางหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบฉินมู่หยวนถาม“มื้อกลางวันกินอะไร”“ข้าว...”นางชะงัก“กับอะไร”“จำไม่ได้เพคะ”คิ้วของเขาขมวดทันที“ลี่หลิน”“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิเพคะ หม่อมฉันแค่ไม่ค่อยหิว”“หลายวันแล้วหรือ”นางคิด“สองสามวันกระมัง”“แล้วเหตุใดไม่บอก”“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่เพคะ”ฉินมู่หยวนหันไปทางเถาเถา“ตามหม
“ตอนแต่งงานใหม่ ๆ ใครคิดว่าข้าจะใช้อำนาจสามีบังคับ” ลี่หลินเงียบ“ใครคิดว่าข้าจะยึดกิจการ”นางหลบตา“ใครตั้งกฎห้ามข้าเข้าห้องโดยไม่บอก”“ข้อนั้นยังใช้อยู่นะเพคะ”ฉินมู่หยวนชะงัก ก่อนหัวเราะ“รู้แล้ว” เขายื่นมือมาแตะเอวนางเบา ๆ แต่ไม่ได้ดึงเข้าหาตัวทันทีลี่หลินมองมือนั้น ก่อนเงยหน้ามองเขา“วันนี้ข้าเข้าใกล้ได้หรือไม่” คำถามนั้นทำให้นางยิ้ม แม้ผ่านเรื่องราวมามากเพียงใด เขายังจำสิ่งที่รับปากในคืนแต่งงานได้นางเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปใกล้เอง“ถ้าหม่อมฉันบอกว่าไม่ได้เล่าเพคะ”“ข้าก็ถอย”“ง่ายขนาดนั้น”“อืม...”ลี่หลินยกแขนคล้องรอบคอเขา“แต่วันนี้อนุญาตเพคะ”ฉินมู่หยวนจึงรวบเอวนางเข้ามา“เหนื่อยหรือไม่”“นิดหน่อย”“เช่นนั้นพรุ่งนี้พัก”“ท่านอ๋อง”“หนึ่งวัน”“ครึ่งวัน”“เมื่อวานเราตกลงกันแล้ว”ลี่หลินเบิกตา“ท่านยังจำได้อีก”“เรื่องของเจ้า ข้าจำได้” คำพูดสั้น ๆ ทำให้นางเงียบฉินมู่หยวนมองใบหน้าที่เริ่มแดง“ทำไมไม่เถียงแล้ว”“กำลังคิดเพคะ”“คิดอะไร”“กำลังคิดว่าท่านไปเรียนพูดคำหวานมาจากใคร”“ไม่มีผู้ใดสอน”“ไม่เชื่อ”“ถ้าไม่เชื่อก็ช่าง”ลี่หลินหัวเราะ“ท่านอ๋อง”“ว่า”“ตอนแรกหม่อมฉันคิดว่าการแต่งก







