Masukหากวันหนึ่งแม่ไม่อยู่ และเจ้าพบว่าทรัพย์สินที่แม่ทิ้งไว้เกิดปัญหา จงไปหาผู้ดูแลเต๋อ
ความทรงจำนั้นทำให้ลี่หลินนิ่งไป นี่ไม่ใช่คำพูดธรรมดา มารดาของเจ้าของร่างเดิมอาจเตรียมบางอย่างเอาไว้ล่วงหน้า
“ตอนนี้ผู้ดูแลเต๋ออยู่ที่ใด”
“บ่าวเคยได้ยินว่าเขายังดูแลร้านเก่าเล็ก ๆ ของฮูหยินใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองเจ้าค่ะ แต่บ่าวไม่แน่ใจว่าเขายังอยู่ที่นั่นหรือไม่”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลี่หลิน ในที่สุดนางก็พบทางเดินก้าวแรกแล้ว
เถาเถากลับยิ่งกังวล “คุณหนูคิดจะไปหาเขาหรือเจ้าคะ แต่คนของซูฮูหยินเฝ้าเรือนอยู่เต็มไปหมด”
“เพราะอย่างนั้นเราจึงต้องคิดให้ดีว่าจะออกไปอย่างไร”
“แต่ว่าร่างกายคุณหนู...”
“คืนนี้ข้าจะพัก” ลี่หลินดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวอย่างว่าง่ายจนเถาเถามองด้วยความประหลาดใจ
“กินอาหารให้อิ่ม เก็บแรงเอาไว้ให้มากที่สุด แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
“คุณหนูไม่คิดจะไปตอนนี้หรือเจ้าคะ”
ลี่หลินปรายตามองสาวใช้
“ข้าเพิ่งฟื้นจากพิษ เดินไม่กี่ก้าวยังแทบล้ม หากฝืนหนีตอนนี้ก็คงไม่ต้องรอให้ซูฮูหยินฆ่า ข้าคงตายอยู่หน้าประตูจวนเสียก่อน”
เถาเถาหลุดหัวเราะทั้งที่ยังมีน้ำตาคลอ
“คุณหนู ท่านเปลี่ยนไปจริง ๆ”
ลี่หลินชะงักเล็กน้อย
“ไม่ดีหรือ”
เถาเถารีบส่ายหน้า “ดีเจ้าค่ะ ดีมาก บ่าวเพียงไม่เคยเห็นคุณหนูกล้าตบชุ่ยฮวา ไม่เคยเห็นคุณหนูเถียงใครเช่นนี้มาก่อน”
“เมื่อก่อนข้ายอมมากเกินไป” ลี่หลินเอนตัวพิงหัวเตียง
“ต่อจากนี้จะไม่ยอมแล้ว”
“คุณหนูไม่กลัวหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้ม
“กลัวสิ”
เถาเถาทำหน้าไม่เชื่อ
ลี่หลินจึงพูดต่อ “แต่ความกลัวไม่ได้ช่วยให้เรารอด คนพวกนั้นอยากได้สินเดิมของมารดาข้า อยากบังคับข้าแต่งงาน และถึงขั้นวางยาจนข้าเกือบตาย หากข้ายังเอาแต่กลัว สุดท้ายก็มีเพียงตายช้าหรือตายเร็วเท่านั้น” มือเรียวกำผ้าห่มแน่น
“ในเมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายเปิดเกมก่อน ข้าก็จะเล่นด้วย”
เถาเถามองคุณหนูของตนอย่างตกตะลึง
ลี่หลินหันไปมองแสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
ชีวิตใหม่ของนางเริ่มต้นขึ้นในจวนที่เต็มไปด้วยคนคิดร้าย ไม่มีเงินอยู่ในมือ ไม่มีอำนาจหนุนหลัง และร่างกายยังอ่อนแอจากพิษที่สะสมมานาน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกนั้นยังไม่รู้ ไป๋ลี่หลินคนเดิมจากไปแล้ว คนที่ลืมตาขึ้นมาในวันนี้คือหลี่เซียวหยู หญิงสาวที่เคยเอาตัวรอดจากโต๊ะเจรจาที่คนพร้อมแทงกันข้างหลังได้ด้วยรอยยิ้ม
นางไม่รู้ว่าผู้ดูแลเต๋อมีสิ่งใดเก็บรักษาเอาไว้
แต่หากคำสั่งเสียของมารดาเจ้าของร่างมีความหมายอย่างที่นางคิด สิ่งที่อยู่ในมือชายผู้นั้นอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นางพลิกสถานการณ์ทั้งหมด
ลี่หลินหลับตาลง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏตรงมุมปาก
ซูฮูหยิน อยากได้สินเดิมของข้านักหรือ
เช่นนั้นก็รักษาสิ่งที่ฮุบไปให้ดี
เพราะอีกไม่นาน ข้าจะไปเอาคืนทุกชิ้น
ยามวิกาลมาเยือน จวนตระกูลไป๋ค่อย ๆ จมลงสู่ความเงียบ มีเพียงแสงจากโคมของเวรยามส่องวับแวมตามทางเดินเป็นระยะ ทว่าภายในเรือนพักของคุณหนูรอง เจ้าของเรือนกลับไม่มีทีท่าว่าจะหลับใหล
หลี่หลินยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองเก่า ๆ มองเงาสะท้อนของตนเองด้วยสายตาครุ่นคิด
คืนนี้นางเปลี่ยนจากอาภรณ์ของคุณหนูในจวนมาเป็นชุดบุรุษผ้าฝ้ายสีเข้มที่เถาเถาแอบไปจัดหามาให้ เส้นผมยาวถูกรวบขึ้นและซ่อนไว้ใต้หมวกผ้า ใบหน้ายังคงซีดเซียวจากพิษที่สะสมอยู่ในร่าง แม้พักมาทั้งวันและกินอาหารไปไม่น้อย เรี่ยวแรงก็ยังกลับมาไม่ถึงครึ่ง
แต่คืนนี้นางจำเป็นต้องออกไป
ยิ่งช้าเท่าไร ซูฮูหยินก็ยิ่งมีเวลาเตรียมรับมือมากขึ้นเท่านั้น
“คุณหนูจะไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ” เถาเถายืนอยู่ข้างหลัง มือสองข้างกำชายเสื้อแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“ร่างกายท่านยังไม่หายดีเลย หากเกิดอะไรขึ้นข้างนอก บ่าวจะทำอย่างไร”
หลี่หลินหันกลับมา “หากข้าไม่ไป คืนนี้อาจปลอดภัย แล้วคืนพรุ่งนี้เล่า วันต่อไปเล่า”
เถาเถานิ่งไป
“ซูฮูหยินรู้แล้วว่าข้าเริ่มสงสัยเรื่องสินเดิม หลังจากชุ่ยฮวากลับไปรายงาน นางยิ่งต้องระวังตัว หากปล่อยไว้นาน คนที่เคยอยู่ฝ่ายมารดาของข้าอาจถูกจัดการเสียก่อน”
“แต่ผู้ดูแลเต๋อยังอยู่ที่ร้านจริงหรือไม่ พวกเราก็ยังไม่รู้”
“เพราะไม่รู้จึงต้องไปดู”
หลี่หลินหยิบถุงเงินเล็ก ๆ ขึ้นเหน็บเอว
“หากเขายังอยู่ ข้าต้องพบเขาคืนนี้ หากไม่อยู่ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าเขาหายไปไหน”
เถาเถากัดริมฝีปาก ก่อนถามเสียงเบา “ให้บ่าวไปด้วยไม่ได้หรือเจ้าคะ”
“ไม่ได้”
“เพราะอะไรเจ้าคะ”
“หากเจ้าหายไปพร้อมข้า คนในจวนจะรู้ทันทีว่าข้าหนี”
หลี่หลินเดินกลับไปที่เตียง ดึงม่านลงแล้วจัดหมอนกับผ้าห่มให้ดูคล้ายมีคนนอนอยู่ด้านใน
“เจ้าต้องอยู่ที่นี่ หากมีใครมา บอกว่าข้าอาการกำเริบ กินยาแล้วหลับไป ห้ามรบกวนเด็ดขาด”
เถาเถายังมีสีหน้าลังเล หลี่หลินจึงแตะไหล่นางเบา ๆ
“ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่น ข้าออกไปเอาของของข้าคืน”
“แต่หากซูฮูหยินรู้...”
“ถ้านางรู้ ข้าก็แค่ต้องวิ่งให้เร็วกว่าคนของนาง”
เถาเถามองใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็นนาย แล้วเหลือบมองขาที่เพิ่งเดินไกลหน่อยก็เหนื่อย
“คุณหนูเจ้าคะ...”
หลี่หลินถอนหายใจ “เอาเถอะ ข้าพูดให้เจ้าสบายใจเท่านั้น สภาพข้าตอนนี้วิ่งแข่งกับสุนัขยังไม่แน่ว่าจะชนะ”
เถาเถาหลุดหัวเราะออกมาทั้งที่ดวงตายังแดง ๆ
“คุณหนูยังมีอารมณ์พูดเล่นอีก”
“ถ้าไม่หัวเราะบ้าง ข้าคงเครียดตายก่อนถูกวางยารอบสอง”
หลี่หลินยิ้ม ก่อนสีหน้าจะกลับมาจริงจัง
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ก่อนมารดาจะสิ้นใจเคยกำชับไว้ชัดเจนว่า หากวันหนึ่งสินเดิมที่นางทิ้งไว้เกิดปัญหา ให้ไปหา ผู้ดูแลเต๋อ
ชายผู้นั้นเคยดูแลกิจการของมารดามาหลายปี เป็นหนึ่งในคนเก่าแก่ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด
หากนางคาดไม่ผิด สิ่งที่มารดาเจ้าของร่างเดิมทิ้งเอาไว้กับเขาย่อมไม่ใช่เพียงคำพูด อาจเป็นบัญชีสินเดิมฉบับจริง ตราประทับ หรือหลักฐานบางอย่างที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากิจการใดเป็นทรัพย์สินของฝ่ายมารดา
และนั่นคือสิ่งที่นางต้องได้มาก่อนจะเผชิญหน้ากับซูฮูหยิน
“ข้าไปแล้ว”
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ”
“อืม...”
หลี่หลินรอจนเวรยามชุดหนึ่งเดินผ่านไป จึงอาศัยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมลอบออกทางด้านหลังเรือน
เส้นทางนี้เดิมเป็นทางสำหรับบ่าวขนฟืนและขนของใช้เข้าออก จึงไม่ค่อยมีคนเฝ้าในเวลากลางคืน นางเดินชิดเงากำแพง หยุดเป็นระยะเพื่อฟังเสียงฝีเท้า ก่อนจะลอดผ่านประตูเล็กด้านหลังออกมาได้สำเร็จ
ทันทีที่พ้นเขตจวน หลี่หลินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ฉินมู่หยวนหันมามองนาง“แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ข้าก็จะเปิดประตูรถม้าให้เจ้าอีกครั้ง” รอยยิ้มของลี่หลินค่อย ๆ อ่อนลง“แม้รู้ว่าจะวุ่นวายขนาดนี้หรือเพคะ”“อืม...”“เกือบถูกลอบฆ่า”“อืม...”“ถูกยิงด้วยธนู”“อืม...”“ต้องตามบัญชีจนแทบไม่ได้นอน”“อืม...”“ต้องแต่งกับสตรีที่ชอบเถียงท่าน”ฉินมู่หยวนยกมุมปาก“ข้อนี้หนักที่สุด” ลี่หลินตีแขนเขาเบา ๆ“ท่านอ๋อง” เขาจับมือนางไว้“แต่ก็เลือกเหมือนเดิม”ลี่หลินมองมือที่ถูกกุม ครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าตนเพียงบังเอิญหลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตัวเองร่างนี้ไม่ใช่ร่างเดิม ยุคสมัยไม่ใช่ยุคของนาง ผู้คนรอบตัวล้วนเป็นคนแปลกหน้า ตอนนั้นสิ่งเดียวที่นางต้องการคือมีชีวิตอยู่ไม่ถูกบังคับแต่งงานไม่ถูกแย่งทรัพย์ของมารดาและมีเงินพอจะดูแลตัวเองแต่จากความต้องการเรียบง่ายเหล่านั้น นางกลับเดินมาไกลเหลือเกินจากบัญชีสินเดิมของมารดาไปสู่หอชิมรสสำราญจากความผิดปกติของราคาข้าวและเกลือไปสู่ตราสามแฉกคลังเสบียง เส้นทางเงิน อาวุธ กองกำลังลับ และการก่อกบฏสุดท้ายสิ่งที่นางได้กลับมาไม่ใช่เพียงทรัพย์สินหรือความมั่นคง แต่เป็นชีวิตที่นางสามารถเลือกได้ด้วยตนเองลี่หลินเงยหน้ามอ
“ท่านอุ้มมานานแล้ว”“ข้าอุ้มได้”“หม่อมฉันเป็นแม่นะเพคะ”“ข้าก็เป็นพ่อ” ลี่หลินหรี่ตา“ท่านกำลังแย่งลูกกับหม่อมฉันหรือ”“เปล่า”“ชัด ๆ” ฉินมู่หยวนมองเด็กน้อยในอ้อมแขน“เขาหลับอยู่”“แล้ว”“ถ้าเปลี่ยนคนอุ้มอาจตื่น” ลี่หลินเกือบหลุดหัวเราะตั้งแต่ลูกเกิด ฉินมู่หยวนก็เปลี่ยนไปมาก ตอนแรกเขาไม่กล้าแม้แต่จะอุ้ม มือที่จับกระบี่ได้มั่นคงกลับแข็งทื่อเมื่อรับทารกตัวน้อยเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นไม่ถึงเดือนพระโอรสน้อยแทบกลายเป็นของรักที่เขาไม่ยอมปล่อยจากมือบางคืนลูกตื่นร้อง ฉินมู่หยวนกลับเป็นคนลุกก่อนนางเสียอีกหากวันใดต้องเข้าวังแต่เช้า เขาจะเข้าไปดูลูกก่อนออกจากตำหนัก และเมื่อกลับมา สิ่งแรกที่ถามไม่ใช่อาหารหรือเอกสาร แต่เป็น…“วันนี้ลูกเป็นอย่างไร”จนลี่หลินเคยถามว่า“แล้วภรรยาท่านเล่าเพคะ” คำตอบของเขาคือ“ข้ากำลังยืนมองเจ้าอยู่” นางเถียงไม่ออกไปครึ่งวันหลังตรวจร้านเสร็จ ทั้งสองไม่ได้กลับตำหนักทันทีฉินมู่หยวนพาลี่หลินออกไปยังถนนสายการค้าทางตะวันตกสถานที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในช่วงก่อกบฏ แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนร้านค้าหลายแห่งได้รับการซ่อมแซม จุดพักเกวียนเปิ
“ขอเพียงแข็งแรง” ลี่หลินยิ้ม“เพคะ”“และเจ้าแข็งแรง”“หม่อมฉันก็จะแข็งแรง”ฉินมู่หยวนมองนาง“สัญญา”“เรื่องนี้สัญญาไม่ได้ทั้งหมดหรอกเพคะ”คิ้วของเขาขมวดทันที ลี่หลินจึงรีบกล่าวต่อ“แต่หม่อมฉันสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด”สีหน้าเขาจึงผ่อนลง“อืม...” ลี่หลินเอนศีรษะลงบนไหล่กว้างพระอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ลับแนวหลังคา นางมองเมืองหลวงที่สงบอยู่ไกลออกไปแคว้นต้าเซียวผ่านการก่อกบฏมาแล้ว ตลาดกลับมาคึกคักหอการค้ากำลังเริ่มต้น ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตของตนเอง ส่วนชีวิตของนางก็กำลังเริ่มต้นบทใหม่เช่นกันครั้งหนึ่งนางข้ามภพมาโดยไม่มีสิ่งใดติดตัว นอกจากความทรงจำและความรู้จากโลกเดิมวันนี้นางมีร้านที่สร้างขึ้นด้วยสองมือมีผู้คนที่เชื่อใจ มีหน้าที่ซึ่งนางเลือกทำด้วยตนเองมีบุรุษคนหนึ่งที่ไม่เคยขอให้นางทิ้งความเป็นตัวเองเพื่อเป็นภรรยาของเขาและในอีกไม่กี่เดือน พวกเขาจะมีลูกด้วยกัน ลี่หลินยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว“ท่านอ๋อง”“ว่า”“หม่อมฉันคิดว่าตัวเองโชคดีนะเพคะ”“เพราะมีข้าหรือ” นางเงยหน้ามอง“ท่านนี่ไม่ถ่อมตัวเลย”“แล้วไม่ใช่หรือ”ลี่หลินแกล้งคิดอยู่นานก่อนตอบ“ส่วนหนึ่งเพคะ”“ส่วนที่เหลือ”“เพราะหม่อม
ลี่หลินมองสามี“ยังไม่หายตกใจอีกหรือเพคะ”ฉินมู่หยวนหันมาหานาง“ลี่หลิน”“เพคะ”“เรามีลูกแล้ว”นางยิ้ม“เพคะ”เขาพูดเหมือนเพิ่งเข้าใจความหมายของประโยคนั้นจริง ๆ“ลูกของเรา”“ถ้าไม่ใช่ลูกของเรา แล้วจะเป็นลูกใครเล่าเพคะ”ฉินมู่หยวนมองนางทันที ลี่หลินรีบยกมือ“หม่อมฉันล้อเล่น”“เรื่องนี้ห้ามล้อ”“รู้แล้วเพคะ”เขาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนสายตาจะเลื่อนลงไปยังหน้าท้องของนาง มือที่เคยจับกระบี่อย่างมั่นคงกลับชะงักอยู่กลางอากาศ“ข้า... แตะได้หรือไม่” คำถามนั้นทำให้หัวใจลี่หลินอ่อนยวบนางจับมือเขามาวางลงบนหน้าท้องของตนเอง“ลูกยังเล็กมาก คงยังไม่รู้สึกอะไรหรอกเพคะ”ฉินมู่หยวนไม่ได้ตอบ มือของเขาวางอยู่ตรงนั้นอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะทำสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตแตกสลาย ลี่หลินมองสีหน้าของเขาแล้วอดหัวเราะไม่ได้“ท่านกลัวหรือ”“ไม่”“โกหก”“ข้าไม่ได้กลัว”“เช่นนั้นเหตุใดเกร็งทั้งตัว”ฉินมู่หยวนเงียบ นางยิ้มกว้างขึ้น“ท่านอ๋องไร้พ่ายผู้ไม่เคยกลัวศัตรู กำลังกลัวลูกที่ยังตัวเท่าเมล็ดถั่วหรือเพคะ”“ข้าไม่ได้กลัวลูก”“แล้วกลัวอะไร” เขาเงยหน้ามองนาง“กลัวเจ้าลำบาก” รอยยิ้มของลี่หลินค่อย ๆ อ่อนลงฉินมู่หยวนจั
ลี่หลินนิ่งไปเล็กน้อย“ครู่เดียวที่ค่อนข้างนาน”“ไปพัก”“อีกแผ่นเดียว”“ไม่ได้”“ครึ่งแผ่น”“ลี่หลิน”นางถอนหายใจ“ท่านอ๋อง ท่านเริ่มจู้จี้ขึ้นทุกวันแล้วนะเพคะ”“เพราะภรรยาข้าเริ่มดื้อขึ้นทุกวัน”“หม่อมฉันไม่ได้ดื้อ”“เมื่อคืนใครอ่านเอกสารจนเลยยามไฮ่” ลี่หลินเงียบ“เมื่อวานเช้าใครไม่กินอาหารเพราะรีบไปพบพ่อค้าจากทางใต้” นางหลบตา“สามวันก่อนใครกลับจากหอการค้าแล้วยังไปหอชิมรสสำราญต่อ”“ท่านจำทำไมละเอียดขนาดนั้นเพคะ”“เพราะคนผู้นั้นเป็นภรรยาข้า”ลี่หลินหมดคำเถียง ฉินมู่หยวนวางพู่กันให้ห่างมือนาง ก่อนนั่งลงข้าง ๆ“พัก”“ก็ได้เพคะ” นางขยับตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมจำนนฉินมู่หยวนพอใจขึ้นเล็กน้อย“หิวหรือไม่”“ไม่เพคะ”“อยากกินอะไร”“ไม่อยากเพคะ”เขาหันมามองทันทีลี่หลินไม่ทันสังเกตสีหน้าของสามี นางหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบฉินมู่หยวนถาม“มื้อกลางวันกินอะไร”“ข้าว...”นางชะงัก“กับอะไร”“จำไม่ได้เพคะ”คิ้วของเขาขมวดทันที“ลี่หลิน”“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิเพคะ หม่อมฉันแค่ไม่ค่อยหิว”“หลายวันแล้วหรือ”นางคิด“สองสามวันกระมัง”“แล้วเหตุใดไม่บอก”“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่เพคะ”ฉินมู่หยวนหันไปทางเถาเถา“ตามหม
“ตอนแต่งงานใหม่ ๆ ใครคิดว่าข้าจะใช้อำนาจสามีบังคับ” ลี่หลินเงียบ“ใครคิดว่าข้าจะยึดกิจการ”นางหลบตา“ใครตั้งกฎห้ามข้าเข้าห้องโดยไม่บอก”“ข้อนั้นยังใช้อยู่นะเพคะ”ฉินมู่หยวนชะงัก ก่อนหัวเราะ“รู้แล้ว” เขายื่นมือมาแตะเอวนางเบา ๆ แต่ไม่ได้ดึงเข้าหาตัวทันทีลี่หลินมองมือนั้น ก่อนเงยหน้ามองเขา“วันนี้ข้าเข้าใกล้ได้หรือไม่” คำถามนั้นทำให้นางยิ้ม แม้ผ่านเรื่องราวมามากเพียงใด เขายังจำสิ่งที่รับปากในคืนแต่งงานได้นางเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปใกล้เอง“ถ้าหม่อมฉันบอกว่าไม่ได้เล่าเพคะ”“ข้าก็ถอย”“ง่ายขนาดนั้น”“อืม...”ลี่หลินยกแขนคล้องรอบคอเขา“แต่วันนี้อนุญาตเพคะ”ฉินมู่หยวนจึงรวบเอวนางเข้ามา“เหนื่อยหรือไม่”“นิดหน่อย”“เช่นนั้นพรุ่งนี้พัก”“ท่านอ๋อง”“หนึ่งวัน”“ครึ่งวัน”“เมื่อวานเราตกลงกันแล้ว”ลี่หลินเบิกตา“ท่านยังจำได้อีก”“เรื่องของเจ้า ข้าจำได้” คำพูดสั้น ๆ ทำให้นางเงียบฉินมู่หยวนมองใบหน้าที่เริ่มแดง“ทำไมไม่เถียงแล้ว”“กำลังคิดเพคะ”“คิดอะไร”“กำลังคิดว่าท่านไปเรียนพูดคำหวานมาจากใคร”“ไม่มีผู้ใดสอน”“ไม่เชื่อ”“ถ้าไม่เชื่อก็ช่าง”ลี่หลินหัวเราะ“ท่านอ๋อง”“ว่า”“ตอนแรกหม่อมฉันคิดว่าการแต่งก







