Masukเมืองหลวง แคว้นต้าเฉิง
เสียงกึกก้องของล้อรถม้าบดผืนศิลาเรียบกริบ ประสานกับเสียงจอแจของฝูงชนที่หลั่งไหลผ่านซุ้มประตูกำแพงเมืองหลวงอันสูงตระหง่าน ทว่าสรรพเสียงเหล่านั้นกลับคล้ายเสียงอื้ออึงในหูที่ไม่อาจซึมซับเข้าสู่ความรับรู้ของเซิ่งอี้หว่านได้เลยสักนิด
ก้าวแรกที่เท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นศิลาแกร่งสีเทา เด็กสาวตัวน้อยพลันชะงักงัน ร่างผอมบางสั่นเทาจนแทบก้าวขาไม่ออก
เบื้องหน้าของนางคือภาพตึกรามบ้านช่องสองชั้นสามชั้นโอ่อ่าตระการตา เสาไม้ทาสีแดงชาดหลังคามุงกระเบื้องเคลือบมันวาวเป็นประกายสะท้อนแดดยามสาย ป้ายร้านรวงสลักเสลาด้วยอักษรสีทองอร่ามตา รถม้าประดับม่านแพรพรรณชั้นเลิศวิ่งตัดผ่านถนนสายกว้างที่มีความยาวสุดลูกหูลูกตา ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่มสีสันสดใส ใบหน้าอิ่มเอิบปราศจากร่องรอยแห่งความหิวโหย ทุกสิ่งช่างงดงาม ร่ำรวย และยิ่งใหญ่เสียจนทำให้เด็กสาวจากหุบเขาอวิ๋นซีรู้สึกว่าตนเองตัวเล็กจ้อย ราวกับมดปลวกตัวหนึ่งที่พลัดหลงเข้ามาในรังพญาอินทรี
อี้หว่านกระชับห่อผ้าเก่าที่สะพายอยู่แนบอก สองมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักกำชายผ้าฝ้ายปอนบนตัวแน่น แขนเสื้อตัวสั้นเต่อที่มารดาเย็บปะชุนด้วยเศษผ้าหลากสีแทบไม่อาจต้านทานลมหนาวที่พัดหวีดหวิวตามตรอกซอกซอยได้เลย นางเพิ่งรู้ว่าเมืองหลวงเย็นกว่าบ้านนางมาก หากแต่ผู้คนกลับไม่รู้สึกหนาวนัก
ทุกย่างก้าวที่เดินไปข้างหน้า บาดแผลพองช้ำใต้ฝ่าเท้าเสียดสีกับรองเท้า ความเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นถึงสันหลังจนนางต้องกัดริมฝีปากข่มความทรมาน ทว่าสิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลตามร่างกาย คือสายตาของบรรดาผู้คนที่เดินผ่านไปมา
“ชิ สกปรกสิ้นดี ขอทานบ้านนอกที่ใดหลงเข้ามากัน”
“ระวัง ชายกระโปรงเจ้าจะไปเฉียดโดนตัวนาง เสื้อไหมเนื้อดีเปื้อนฝุ่นดินแล้วซักไม่ออกจะเสียดายเปล่า ๆ”
เสียงกระซิบกระซาบพร้อมสายตาเหยียดหยามมองตรงมายังร่างผอมมอมแมม หญิงสาวชนชั้นสูงในชุดคลุมขนจิ้งจอกยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกพลางขยับถอยร่นออกไปสองก้าวด้วยท่าทางรังเกียจราวกับเห็นกองขยะเน่าเปื่อย ชายหนุ่มท่าทางผู้ดีที่เดินเคียงข้างขมวดคิ้วแน่น ตวัดตามองนางด้วยความรำคาญใจ
อี้หว่านสะดุ้งตัวลีบ นางรีบก้มหน้ามองปลายเท้าของตนเอง พยายามขยับตัวหลบเข้าไปชิดกำแพงอิฐด้านข้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความประหม่าและหวาดกลัว นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า สายตาที่ไร้ซึ่งคมดาบคมมีด จะสามารถกรีดเฉือนหัวใจคนให้เจ็บชาได้ถึงเพียงนี้
จ๊อก...
เสียงท้องร้องดังประท้วงขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บ ร่างกายที่รอนแรมข้ามวันข้ามคืนด้วยการอาศัยเพียงเศษหมั่นโถวแห้งกรังกับน้ำเปล่าเริ่มประท้วงอย่างหนัก ขาเรียวทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทา ลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอสีขาวจาง ๆ เริ่มติดขัด อี้หว่านยกมือกุมท้องที่แบนราบ ริมฝีปากแห้งแตกเป็นแผ่นจนมีรสฝาดของเลือด
กลิ่นหอมหวนของอาหารนานาชนิดลอยอบอวลไปตามสายลม กลิ่นเนื้อตุ๋นเครื่องเทศ กลิ่นเป็ดย่างหนังกรอบ และกลิ่นแป้งนึ่งร้อน ๆ จากเพิงขายอาหารข้างทางลอยมาแตะจมูก น้ำลายสอขึ้นมาในลำคอจนกลืนแทบไม่ลง นางกวาดสายตามองไปรอบตัวด้วยความเวิ้งว้าง ในห่อผ้ามีเพียงเหรียญอีแปะที่พี่ต้าเฉิงยัดเยียดให้มา
นางไม่กล้าใช้
‘แต่หากข้าอดตายเสียตรงนี้... แล้วผู้ใดจะไปทวงสัญญากับท่านแม่ทัพเพื่อแลกยาให้ท่านแม่เล่า’
ความคิดนั้นทำให้เด็กสาวต้องฝืนก้าวขาเดินต่อไป ร่างกายที่เริ่มซวนเซพยุงตัวเลาะตามแนวกำแพงเมืองไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งขดตัวอยู่ใต้ร่มเงาของศาลเจ้าร้างข้างกำแพง
พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่ต่างจากนาง บางคนมีถ้วยดินเผาบิ่นวางอยู่ตรงหน้า บ้างก็นอนพิงเสาไม้อย่างหิวโซ คนเหล่านั้นคือกลุ่มขอทานเจ้าถิ่นที่ยึดพื้นที่หัวมุมถนนแห่งนี้
ด้วยความซื่อและไม่ประสีประสาต่อชนชั้นในเมืองใหญ่ อี้หว่านไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือหวาดกลัวคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย ในสายตาของเด็กสาวบ้านป่า คนเหล่านี้มีสภาพเนื้อตัวมอมแมมและยากไร้ไม่ต่างจากชาวบ้านในอำเภออวิ๋นซีเลยสักนิด
บางที... พวกเขาอาจจะพอรู้ว่าในเมืองที่กว้างใหญ่แห่งนี้ มีผักป่าเก็บหรือหัวมันให้ขุดกินบ้างหรือไม่
สองเท้าเล็กค่อย ๆ พาตัวเองเดินเข้าไปใกล้ อี้หว่านย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ตรงหน้าชายชราผมเผ้ารุงรังผู้หนึ่ง เขามีรอยแผลเป็นบนใบหน้าและนั่งกอดเข่าพิงกำแพงด้วยแววตาเฉยชาคล้ายไม่อยากมีเวลาอยู่บนโลกนี้แม้แต่เศษเสี้ยวอึดใจ
“ของพวกนั้นเป็นของท่าน แต่ท่านแม่เป็นของข้า!” เสี่ยวเฉินแผดเสียงสู้ “หากท่านกล้าใช้กำลัง ข้าจะสั่งกองทัพของข้ามาปิดล้อมจวน!”“กองทัพ? เจ้ามีกองทัพด้วยรึ” จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าก็ดังแว่วมาจากสวนหลังจวนโฮก!เงาร่างสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หมาป่าหิมะยักษ์แดนเหนือ ร่างมหึมาราวกับลูกม้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ แววตาดุร้ายกระหายเลือด สัตว์ร้ายที่แม้แต่องครักษ์หลวงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าทันทีที่มันวิ่งมาถึงศาลา เจ้าหมาป่ายักษ์กลับหมอบกายลงแนบพื้น กระดิกหางรัว ๆ พลางยื่นหัวโต ๆ เข้ามาให้เสี่ยวเฉินลูบอย่างว่าง่าย!“ต้าไป๋! ดีมาก!” เสี่ยวเฉินปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหมาป่ายักษ์อย่างคุ้นเคย กอดอกเชิดหน้ามองบิดา “นี่คือรองแม่ทัพของข้า! แล้วยังมีกองทัพพยัคฆ์น้อยแห่งเมืองหลวงอีกสิบสองคน คอยส่งของบรรณาการให้ข้าทุกวัน หากท่านยังคิดผลาญเงิน ข้าจะให้ต้าไป๋ไปคาบรองเท้าของท่านไปทิ้งบ่อปลาให้หมด!”พูดจบ กงจื่อตัวน้อยก็ตบสะโพกหมาป่าเบา ๆ “ต้าไป๋ ไป! เราไปเก็บส่วยที่เรือนท่านยายกับท่านยายทวดกัน!”หมาป่ายักษ์ลุกขึ้นก้าวย่างอย่าง
ยามสายของฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอุ่นส่องกระทบผืนกระเบื้องเคลือบสีมรกตของจวนโจวอ๋อง บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบสมฐานะตำหนักอ๋องผู้ทรงอำนาจบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัว ร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าเล็กอิ่มเอิบขาวเนียนดั่งก้อนแป้ง ทว่าคิ้วดาบคมเข้มกลับขมวดมุ่นริมฝีปากหยักจิ้มลิ้มเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ฉายประกายเย็นชาดุร้าย... ช่างถอดแบบมาจากโจวอ๋องจ้าวฉางอันราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!นั่นคือ จ้าวอี้เฉิน หรือ ‘เสี่ยวเฉิน’ กงจื่อตัวน้อยแห่งจวนโจวอ๋องมือป้อมสั้นกุมพู่กันด้ามโต ลากเส้นหมึกสีชาดขีดฆ่าลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาดัง ฟึ่บ! ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังคุกเข่าเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า“อู่โม่...”สุรเสียงเล็กแหลมทว่าเยียบเย็นดังก้อง “เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายหรืออย่างไร”อู่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ชายหนุ่มผู้เคยกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิ บัดนี้กลับสั่นสะท้านต่อสายตาของกงจื่อน้อย[1] “ขะ.
ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความพะอืดพะอมอย่างรุนแรง“หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” จ้าวฉางอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น รีบวางตะเกียบลงทันที“ข้า...ฮึก...แหวะ!”เซิ่งอี้หว่านไม่ทันได้ตอบ นางหันขวับคว้ากระโถนข้างตั่งแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน กลิ่นหมูหันที่เคยชอบกินกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว หยวนเป่าหน้าตาตื่นรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้ ส่วนโจวอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้ลนลานจนทำถ้วยน้ำชาหกเลอะเทอะ“ตามหมอหลวง! อู่โม่! ไปลากตัวหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจแผดก้องลั่นจวนจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินแตกฮือไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงเฒ่าก็ถูกหิ้วปีกเหาะข้ามกำแพงจวนเข้ามาในสภาพผมเผ้ากระเซิง เขารีบคุกเข่าวางผ้าไหมบางทาบลงบนข้อมือของพระชายาอย่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตาดุร้ายจ้าวฉางอันที่ยืนจ้องเขม็งราวกับว่าหากตรวจไม่พบสาเหตุจะสั่งตัดหัวเขาทันทีปลายนิ้วของหมอหลวงแตะชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตื่นตระหนกก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น“ทะ... ท่านอ๋อง! พระชายามิได้ทรงประชวร พ่ะย่
คลื่นลมพายุใหญ่ที่เคยโหมกระหน่ำราชสำนักเมืองหลวงมานานนับสิบแปดปี ในที่สุดก็สงบลงอย่างราบคาบซั่วอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างชอบธรรม นำพาความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แผ่นดิน ทันทีที่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็มีพระประสงค์จะปูนบำเหน็จมอบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและคุมกองทัพหลวงให้แก่หลานชายอย่างจ้าวฉางอันทว่าโจวอ๋องกลับปฏิเสธ เขาไม่คิดจะเอาชีวิตอันมีค่าไปผูกติดกับเก้าอี้ขุนนางหรือการเมืองในวังหลวงให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาขอพระราชทานเป็นการตอบแทน คือส่วนแบ่งจากการค้าทางทะเลและสัมปทานเหมืองเกลือเพียงเล็กน้อย... ซึ่งคำว่า ‘เล็กน้อย’ ของเขากับจินซื่อหยวนนั้น เพียงพอจะทำให้จวนโจวอ๋องสุขสบายไปอีกหลายชั่วอายุคน!ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมทำชั่วล้วนได้รับผลกรรมอย่างสาสม อดีตฮ่องเต้จ้าวจิ้งชวนถูกถอดพระยศเป็นสามัญชน เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนจนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ หลินไท่เฟยถูกประทานผ้าขาว สิ้นชีพตามกฎมณเฑียรบาลแห่งวังหลัง ไทเฮาขอไปอยู่อารามหลวงไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงตลอดชีวิต จวนแม่ทัพหลี่สายหลักล่มสลาย หลี่เจิ้นหรงและมู่หรงเหยียนถูกประหารชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดฐานกบฏปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ฉุยซี
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมในบัดดลหยดน้ำอุ่นที่รินรดลงบนแก้มทำให้เซิ่งอี้หว่านชาวาบไปทั้งร่าง นางนอนนิ่ง สบสายตากับบุรุษที่อยู่เหนือร่างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาโจวอ๋องผู้เยือกเย็น...ยามนี้ดวงตาของเขากลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต‘ข้ารักเจ้าจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว...’ประโยคนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางแท้จริงแล้ว... เงินหนึ่งพันตำลึงที่เขาให้ทุกค่ำคืน มิใช่ข้อแลกเปลี่ยนอันเย็นชา มิใช่ความใคร่ชั่วครู่ชั่วยาม และมิใช่การซื้อขายร่างกาย... แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขารู้ว่านางให้ความสำคัญ เขาเพียงใช้มันเป็นข้ออ้าง เป็นสายใยบาง ๆ เพื่อเหนี่ยวรั้งให้นางยอมอยู่เคียงข้างเขา ยอมให้นางมองเห็นเขา และไม่คิดหนีจากเขาไป“ท่านอ๋อง...”เสียงเรียกของนางสั่นเครือ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปเมื่อเห็นน้ำตาของนาง จ้าวฉางอันที่กำลังคลั่งก็พลันได้สติ มือหนาที่เคยกดตรึงข้อมือนางไว้ค่อย ๆ คลายออกอย่างแผ่วเบา แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกและปวดร้าว ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นางอย่าง
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องอยู่ในความมืดสลัว ริมฝีปากที่ถูกบดขยี้อย่างรุนแรงเพิ่งได้รับอิสระ เซิ่งอี้หว่านยังไม่ทันได้สูดอากาศเข้าปอด ร่างทั้งร่างก็ลอยวืดขึ้นจากพื้น จ้าวฉางอันอุ้มนางก้าวฉับ ๆ ไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ ก่อนจะเหวี่ยงร่างเล็กลงบนฟูกนุ่มอย่างไม่คิดจะถนอมแรงตุบ!ร่างบางจมลงบนฟูกหนา นางผวาจะยันกายลุกขึ้น ทว่าเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาปิดกั้นทุกทิศทางทันควันสองแขนแกร่งดั่งยันต์ขนาบข้างลำตัวนางไว้ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่เดือดพล่าน คุกคามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกเหยื่อตรงหน้าเป็นชิ้น ๆ เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มจนแสบร้อนเซิ่งอี้หว่านมองสีหน้าดุดันนั้นด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ นางคิดเพียงว่าเขากำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งและอยากอุ่นเตียงเหมือนเช่นทุกวัน มือเรียวเล็กจึงรีบยกขึ้นมาตรงหน้า แบมือข้างขวาออกพร้อมเอ่ยทวงอย่างเคยชิน“คืนนี้ท่านอ๋องต้องจ่ายข้าพันห้าร้อยตำลึงนะ เพคะ!”จ้าวฉางอันชะงัก สายตาที่จ้องมองนางพลันเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน “อะไรนะ?”“พันห้าร้อยตำลึงเพคะ” อี้หว่านพยักหน้าสำทับ เม้มปาก







