เข้าสู่ระบบ“ข้าอิ่มง่ายกินนิดเดียวเองเจ้าค่ะ” อี้หว่านคลี่เรียวปากบางจนตาหยี ส่งยิ้มใสซื่อที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจให้เขา นางเอาหมั่นโถวชิ้นเล็กเข้าปาก ค่อย ๆ เคี้ยวทีละนิดอย่างประหยัด ประหนึ่งว่ากลัวมันจะหมดเร็วเกินไป
ยามค่ำคืนเมื่อขบวนคาราวานหยุดพักแรมข้างลำธาร เด็กสาวนั่งกอดเข่าแหงนมองดวงดาวพราวระยับบนท้องฟ้า ดวงตากลมโตสุกใสทอประกายแห่งความหวัง
“พี่ต้าเฉิง ท่านดูดาวดวงนั้นสิ สุกสว่างยิ่งนัก” เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา “ข้าได้ยินคนในขบวนบอกว่า เมืองหลวงมีหมอยาเทวดามากมาย หากข้าไปถึงจวนแม่ทัพและแต่งงานตามที่พวกเขาต้องการ ท่านแม่ก็จะได้กินยา ถึงเวลานั้นท่านแม่คงหายจากโรคเก่า ไม่ต้องไอจนเจ็บหน้าอกอีกต่อไป” นางพูดไปก็มีน้ำในตาคลอจนเป็นประกายสะท้อนกับกองไฟที่ฉู่ต้าเฉิงก่อให้
ต้าเฉิงที่กำลังลับมีดอยู่ข้างกองไฟชะงักมือลง แผ่นหลังกว้างเกร็งแน่น หัวใจของพรานหนุ่มบีบรัดจนเจ็บแปลบ เขามองใบหน้าใสซื่อที่เปื้อนฝุ่นดินของนางแล้วได้แต่กลืนก้อนสะอื้นลงคอ ไม่กล้าเอ่ยความจริงอันโหดร้ายว่าการแต่งงานในเมืองหลวงหาได้สวยงามดั่งที่นางวาดฝัน
ระหว่างที่นั่งคุย อี้หว่านค่อย ๆ คลายห่อผ้าเก่าของตนออกอย่างระมัดระวัง ภายในนั้นนอกจากชุดเก่าสองชุดกับเศษอีแปะก้นถุงแล้ว ยังมีห่อใบไม้แห้งเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ นางเปิดออกเผยให้เห็นกลีบดอกไม้ป่าสีม่วงครามที่แห้งกรอบแต่ยังคงมีกลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ ท่านแม่บอกว่าดอกไม้นี้หอมนานต่อให้แห้งแล้วก็ยังหอม ท่านเก็บเอามาอบผ้ากับทำถุงหอมเป็นประจำ
“เจ้าเก็บดอกไม้พวกนี้มาทำไมกัน” ต้าเฉิงถามด้วยความสงสัย
อี้หว่านลูบกลีบดอกไม้แห้งเบามือราวกับกลัวมันจะแหลกสลาย แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยประกายอบอุ่น
“นี่คือดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่หลังกระท่อมเจ้าค่ะ ข้าเก็บตากแห้งเอาไว้ จะนำไปฝากท่านพ่อ... ท่านแม่ทัพผู้นั้น”
นางช้อนตาแป๋วขึ้นมองต้าเฉิงอย่างไร้เดียงสา
“ข้าไม่มีสิ่งมีค่าใดติดตัวไปตอบแทนที่ท่านพ่อส่งคนมารักษาท่านแม่ มีเพียงดอกไม้นี้ที่ส่งกลิ่นหอม ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อเคยชอบกลิ่นนี้...หากท่านพ่อเห็นดอกไม้นี้ ท่านคงรู้ว่าข้าตั้งใจเก็บมาให้ และคงจะดีใจที่ได้พบหน้าข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ต้าเฉิงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือหนากำด้ามมีดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความคิดที่แสนบริสุทธิ์ของนางเหมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงหัวใจคนฟัง เด็กสาวไม่รู้เลยสักนิดว่าบิดาผู้สูงศักดิ์ไม่เคยคิดถึงสายเลือดเช่นนาง ไม่รู้เลยว่าคนที่รอคอยนางอยู่ในเมืองหลวงมีแต่พวกใจคอโหดเหี้ยมที่พร้อมจะผลักนางลงเหว
จนกระทั่งในที่สุด หลังผ่านการเดินทางนานนับเดือน ขบวนคาราวานก็หยุดลงที่ชานเมืองหลวง
กำแพงศิลาสีเทาดำสูงตระหง่านเสียดฟ้าตั้งอยู่เบื้องหน้า ประตูเมืองขนาดมหึมาเปิดกว้างให้ผู้คนสัญจร เหล่าคุณหนูในรถม้าหรูหรา ขุนนางสวมอาภรณ์แพรพรรณชั้นเลิศ และชาวเมืองที่แต่งกายภูมิฐานเดินขวักไขว่ ตัดกับสภาพมอมแมมเสื้อผ้าขาดวิ่นของคนบ้านป่าทั้งสองอย่างสิ้นเชิง
ฉู่ต้าเฉิงหยุดฝีเท้าลงหน้าแนวเสาหินปากทางเข้าเมือง เขาปลดห่อสัมภาระลงส่งให้อี้หว่าน แล้วยืนนิ่งไม่ยอมก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป
อี้หว่านชะงัก หันกลับมามองเขาตาแป๋ว “พี่ต้าเฉิง ไม่เข้าไปด้วยกันหรือเจ้าคะ”
พรานหนุ่มส่ายหน้าช้า ๆ พยายามกล้ำกลืนรอยยิ้มขมขื่น “ข้าส่งเจ้าได้เพียงเท่านี้ อี้หว่าน”
“เหตุใดเล่าเจ้าคะ” นางก้าวเข้าไปหา สีหน้าเริ่มตื่นตระหนก “ท่านจะไม่ไปพบท่านแม่ทัพกับข้าหรือ”
“เจ้ากำลังจะแต่งงานเป็นถึงพระชายาของท่านอ๋อง” ต้าเฉิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาสั่นระริก “ธรรมเนียมเมืองหลวงเคร่งครัดนัก สตรีที่กำลังจะออกเรือนไม่อาจมีบุรุษอื่นเดินเคียงข้างให้เสื่อมเสียเกียรติ หากคนในจวนแม่ทัพหรือคนของโจวอ๋องเห็นข้าอยู่กับเจ้า พวกเขาจะเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างรังแกเจ้าได้”
ต้าเฉิงยื่นมือหยาบกร้านออกไป ค่อย ๆ จัดปิ่นเงินแท่งเกลี้ยงสลักลายดอกเหมยบนมวยผมของนางให้เข้าที่ แววตาคมเข้มมองดวงหน้าน้อยด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ
“จำคำข้าไว้ให้ดีนะอี้หว่าน เมืองหลวงไม่ใช่ป่าเขาลำเนาไพร ที่นี่ไม่มีความจริงใจ มีแต่เสือและสุนัขจิ้งจอก หากใครยื่นสิ่งใดให้ อย่าเพิ่งไว้ใจ หากถูกรังแก เจ้าต้องอดทนและรักษาชีวิตไว้เพื่อป้าเซิ่ง... มีเพียงการมีชีวิตรอดเท่านั้นจึงจะมีความหวัง”
คำพูดของต้าเฉิงทำให้อี้หว่านเริ่มตระหนักได้ว่า โลกที่นางกำลังจะก้าวเข้าไปนั้นไม่เหมือนบ้านป่าที่นางเคยอยู่แม้แต่น้อย ความหวาดกลัวที่ไม่เคยปรากฏแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ขอบตากลมโตเริ่มร้อนผ่าว หยาดน้ำตาใสเอ่อคลอเบ้าจนแทบหยด
จากนี้ไป... นางจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงเพียงลำพัง
“พี่ต้าเฉิง...” เสียงหวานสั่นเครือ ร่างน้อยกอดห่อผ้าเก่าแนบอกแน่น
“ไปเถิด” ต้าเฉิงถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว กัดฟันตัดใจหันหลังให้ “จำไว้ว่าเจ้าต้องรอด ข้าจะรอเจ้ากลับบ้าน”
อี้หว่านยืนมองแผ่นหลังกว้างของพี่ชายข้างบ้านที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป หยาดน้ำตาอุ่นร้อนรินรดสองข้างแก้มที่เปรอะคราบฝุ่น นางยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ สองเท้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลพองช้ำสั่นเทา ทว่าแววตาใสซื่อคู่นั้นกลับเริ่มฉายความเด็ดเดี่ยว
เด็กสาวสูดหายใจลึก กอดห่อผ้าที่มีดอกไม้แห้งไว้แนบอก หันหลังกลับแล้วก้าวเท้าพาร่างอันผอมบางเดินผ่านซุ้มประตูกำแพงเมืองหลวงเข้าไปเพียงลำพัง
“ของพวกนั้นเป็นของท่าน แต่ท่านแม่เป็นของข้า!” เสี่ยวเฉินแผดเสียงสู้ “หากท่านกล้าใช้กำลัง ข้าจะสั่งกองทัพของข้ามาปิดล้อมจวน!”“กองทัพ? เจ้ามีกองทัพด้วยรึ” จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าก็ดังแว่วมาจากสวนหลังจวนโฮก!เงาร่างสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หมาป่าหิมะยักษ์แดนเหนือ ร่างมหึมาราวกับลูกม้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ แววตาดุร้ายกระหายเลือด สัตว์ร้ายที่แม้แต่องครักษ์หลวงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าทันทีที่มันวิ่งมาถึงศาลา เจ้าหมาป่ายักษ์กลับหมอบกายลงแนบพื้น กระดิกหางรัว ๆ พลางยื่นหัวโต ๆ เข้ามาให้เสี่ยวเฉินลูบอย่างว่าง่าย!“ต้าไป๋! ดีมาก!” เสี่ยวเฉินปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหมาป่ายักษ์อย่างคุ้นเคย กอดอกเชิดหน้ามองบิดา “นี่คือรองแม่ทัพของข้า! แล้วยังมีกองทัพพยัคฆ์น้อยแห่งเมืองหลวงอีกสิบสองคน คอยส่งของบรรณาการให้ข้าทุกวัน หากท่านยังคิดผลาญเงิน ข้าจะให้ต้าไป๋ไปคาบรองเท้าของท่านไปทิ้งบ่อปลาให้หมด!”พูดจบ กงจื่อตัวน้อยก็ตบสะโพกหมาป่าเบา ๆ “ต้าไป๋ ไป! เราไปเก็บส่วยที่เรือนท่านยายกับท่านยายทวดกัน!”หมาป่ายักษ์ลุกขึ้นก้าวย่างอย่าง
ยามสายของฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอุ่นส่องกระทบผืนกระเบื้องเคลือบสีมรกตของจวนโจวอ๋อง บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบสมฐานะตำหนักอ๋องผู้ทรงอำนาจบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัว ร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าเล็กอิ่มเอิบขาวเนียนดั่งก้อนแป้ง ทว่าคิ้วดาบคมเข้มกลับขมวดมุ่นริมฝีปากหยักจิ้มลิ้มเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ฉายประกายเย็นชาดุร้าย... ช่างถอดแบบมาจากโจวอ๋องจ้าวฉางอันราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!นั่นคือ จ้าวอี้เฉิน หรือ ‘เสี่ยวเฉิน’ กงจื่อตัวน้อยแห่งจวนโจวอ๋องมือป้อมสั้นกุมพู่กันด้ามโต ลากเส้นหมึกสีชาดขีดฆ่าลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาดัง ฟึ่บ! ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังคุกเข่าเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า“อู่โม่...”สุรเสียงเล็กแหลมทว่าเยียบเย็นดังก้อง “เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายหรืออย่างไร”อู่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ชายหนุ่มผู้เคยกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิ บัดนี้กลับสั่นสะท้านต่อสายตาของกงจื่อน้อย[1] “ขะ.
ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความพะอืดพะอมอย่างรุนแรง“หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” จ้าวฉางอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น รีบวางตะเกียบลงทันที“ข้า...ฮึก...แหวะ!”เซิ่งอี้หว่านไม่ทันได้ตอบ นางหันขวับคว้ากระโถนข้างตั่งแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน กลิ่นหมูหันที่เคยชอบกินกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว หยวนเป่าหน้าตาตื่นรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้ ส่วนโจวอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้ลนลานจนทำถ้วยน้ำชาหกเลอะเทอะ“ตามหมอหลวง! อู่โม่! ไปลากตัวหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจแผดก้องลั่นจวนจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินแตกฮือไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงเฒ่าก็ถูกหิ้วปีกเหาะข้ามกำแพงจวนเข้ามาในสภาพผมเผ้ากระเซิง เขารีบคุกเข่าวางผ้าไหมบางทาบลงบนข้อมือของพระชายาอย่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตาดุร้ายจ้าวฉางอันที่ยืนจ้องเขม็งราวกับว่าหากตรวจไม่พบสาเหตุจะสั่งตัดหัวเขาทันทีปลายนิ้วของหมอหลวงแตะชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตื่นตระหนกก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น“ทะ... ท่านอ๋อง! พระชายามิได้ทรงประชวร พ่ะย่
คลื่นลมพายุใหญ่ที่เคยโหมกระหน่ำราชสำนักเมืองหลวงมานานนับสิบแปดปี ในที่สุดก็สงบลงอย่างราบคาบซั่วอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างชอบธรรม นำพาความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แผ่นดิน ทันทีที่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็มีพระประสงค์จะปูนบำเหน็จมอบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและคุมกองทัพหลวงให้แก่หลานชายอย่างจ้าวฉางอันทว่าโจวอ๋องกลับปฏิเสธ เขาไม่คิดจะเอาชีวิตอันมีค่าไปผูกติดกับเก้าอี้ขุนนางหรือการเมืองในวังหลวงให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาขอพระราชทานเป็นการตอบแทน คือส่วนแบ่งจากการค้าทางทะเลและสัมปทานเหมืองเกลือเพียงเล็กน้อย... ซึ่งคำว่า ‘เล็กน้อย’ ของเขากับจินซื่อหยวนนั้น เพียงพอจะทำให้จวนโจวอ๋องสุขสบายไปอีกหลายชั่วอายุคน!ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมทำชั่วล้วนได้รับผลกรรมอย่างสาสม อดีตฮ่องเต้จ้าวจิ้งชวนถูกถอดพระยศเป็นสามัญชน เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนจนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ หลินไท่เฟยถูกประทานผ้าขาว สิ้นชีพตามกฎมณเฑียรบาลแห่งวังหลัง ไทเฮาขอไปอยู่อารามหลวงไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงตลอดชีวิต จวนแม่ทัพหลี่สายหลักล่มสลาย หลี่เจิ้นหรงและมู่หรงเหยียนถูกประหารชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดฐานกบฏปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ฉุยซี
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมในบัดดลหยดน้ำอุ่นที่รินรดลงบนแก้มทำให้เซิ่งอี้หว่านชาวาบไปทั้งร่าง นางนอนนิ่ง สบสายตากับบุรุษที่อยู่เหนือร่างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาโจวอ๋องผู้เยือกเย็น...ยามนี้ดวงตาของเขากลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต‘ข้ารักเจ้าจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว...’ประโยคนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางแท้จริงแล้ว... เงินหนึ่งพันตำลึงที่เขาให้ทุกค่ำคืน มิใช่ข้อแลกเปลี่ยนอันเย็นชา มิใช่ความใคร่ชั่วครู่ชั่วยาม และมิใช่การซื้อขายร่างกาย... แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขารู้ว่านางให้ความสำคัญ เขาเพียงใช้มันเป็นข้ออ้าง เป็นสายใยบาง ๆ เพื่อเหนี่ยวรั้งให้นางยอมอยู่เคียงข้างเขา ยอมให้นางมองเห็นเขา และไม่คิดหนีจากเขาไป“ท่านอ๋อง...”เสียงเรียกของนางสั่นเครือ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปเมื่อเห็นน้ำตาของนาง จ้าวฉางอันที่กำลังคลั่งก็พลันได้สติ มือหนาที่เคยกดตรึงข้อมือนางไว้ค่อย ๆ คลายออกอย่างแผ่วเบา แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกและปวดร้าว ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นางอย่าง
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องอยู่ในความมืดสลัว ริมฝีปากที่ถูกบดขยี้อย่างรุนแรงเพิ่งได้รับอิสระ เซิ่งอี้หว่านยังไม่ทันได้สูดอากาศเข้าปอด ร่างทั้งร่างก็ลอยวืดขึ้นจากพื้น จ้าวฉางอันอุ้มนางก้าวฉับ ๆ ไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ ก่อนจะเหวี่ยงร่างเล็กลงบนฟูกนุ่มอย่างไม่คิดจะถนอมแรงตุบ!ร่างบางจมลงบนฟูกหนา นางผวาจะยันกายลุกขึ้น ทว่าเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาปิดกั้นทุกทิศทางทันควันสองแขนแกร่งดั่งยันต์ขนาบข้างลำตัวนางไว้ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่เดือดพล่าน คุกคามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกเหยื่อตรงหน้าเป็นชิ้น ๆ เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มจนแสบร้อนเซิ่งอี้หว่านมองสีหน้าดุดันนั้นด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ นางคิดเพียงว่าเขากำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งและอยากอุ่นเตียงเหมือนเช่นทุกวัน มือเรียวเล็กจึงรีบยกขึ้นมาตรงหน้า แบมือข้างขวาออกพร้อมเอ่ยทวงอย่างเคยชิน“คืนนี้ท่านอ๋องต้องจ่ายข้าพันห้าร้อยตำลึงนะ เพคะ!”จ้าวฉางอันชะงัก สายตาที่จ้องมองนางพลันเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน “อะไรนะ?”“พันห้าร้อยตำลึงเพคะ” อี้หว่านพยักหน้าสำทับ เม้มปาก







