Mag-log inแรงกระแทกจากด้านหลังรุนแรงเกินกว่าที่ร่างผอมบางจะต้านทานไหว ร่างของเด็กสาวถลาพุ่งไปข้างหน้า ขณะที่จ้าวฉางอันซึ่งกำลังโน้มตัวลงมาหมายจะบีบคั้นนางก็ไม่ได้ตั้งรับแรงปะทะกระชั้นชิดเช่นนี้
กึก!
เสียงกระแทกหนักหน่วงดังสะท้อนก้อง ริมฝีปากบางแห้งผากของอี้หว่านชนเข้ากับริมฝีปากนุ่มและฟันคมของบุรุษร่างสูงอย่างจัง!
ปากสองปากแนบชิดสนิทกัน!
ความเจ็บปวดแล่นแปลบปลาบขึ้นสู่สมองในชั่วพริบตา กลิ่นคาวสนิมเหล็กแผ่ซ่านล้นทะลักทั่วโพรงปาก ดวงตากลมโตเบิกค้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ลมหายใจอุ่นร้อนของบุรุษตัวโตเป่ารดพวงแก้มจนแสบร้อน
จ้าวฉางอันชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อ สัมผัสอุ่นนุ่มเจือรสเลือดที่แตะกระทบมุมปากทำให้แววตาคมดุไหววูบอย่างรุนแรง เขาก้มมองดวงหน้าน้อยที่อยู่ชิดติดเพียงปลายจมูก แววตาตื่นตระหนกดั่งกระต่ายน้อยตัวสั่นเทา ทว่าสิ่งที่ซึมซับอยู่ตรงมุมปากของเขา... คือเลือดสด ๆ จากปากนาง!
“โอ๊ย!”
อี้หว่านผงะถอยหลังเซกรูดจนเกือบล้ม สองมือยกขึ้นกุมริมฝีปากตนเองไว้แน่น เลือดสีแดงสดไหลทะลักผ่านร่องนิ้ว น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะลงบนหลังมือด้วยความเจ็บปวด
จ้าวฉางอันยืนนิ่ง ปลายนิ้วโป้งยกขึ้นแตะปาดมุมปากตนเองช้า ๆ... รอยเลือดสีชาดยังคงติดค้างอยู่บนปลายนิ้ว รสฝาดเฝื่อนของเลือดและคราบฝุ่นดินจากริมฝีปากนางยังหลงเหลืออยู่ที่ปลายลิ้น
“ไอ้คนสารเลว...” เสียงหวานสั่นเครือปนสะอื้น อี้หว่านเงยหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและน้ำตาขึ้นมองเขาอย่างเคียดแค้น “ทำหมั่นโถวข้าตกไม่พอ... ยัง... ยังกัดปากข้าจนเลือดออกอีก!”
คิ้วกระบี่ของจ้าวฉางอันกระตุกอย่างแรง ‘กัด’ งั้นรึ? เด็กสาวนี่กล้าพูดออกมาได้อย่างไรว่าเขากัดปากนาง!
ทว่าแววตาที่จ้องมองหยาดเลือดสีสดบนริมฝีปากล่างอันบวมเจ่อของเด็กสาว กลับทำให้ลำคอของอ๋องหนุ่มแห้งผากขึ้นมาอย่างประหลาด ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยแรงกระตุกวูบไหวในอกอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
จ้าวฉางอันดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขาสะบัดปลายนิ้วปาดคราบเลือดสีสดที่ติดมุมปากตนเองออกอย่างเย็นชา สายตาตวัดมองเด็กสาวที่ยืนกุมปากบวมเจ่อ
‘บ้าจริง...ข้าจูบนาง’
มือหนาปลดถุงเงินผ้าไหมปักดิ้นทองหรูหราข้างเอวออก ปลายนิ้วล้วงหยิบ ก้อนเงินหนึ่งตำลึง สีขาววาววับออกมา
เขาปรายตามองนางด้วยสายตาดูแคลนระคนรังเกียจ ก่อนจะสะบัดข้อมือโยนก้อนเงินหนักอึ้งนั้นกระแทกใส่มือของอี้หว่านอย่างไม่ไยดี!
ตุบ!
แรงปะทะทำให้สองมือน้อยยกขึ้นมารองรับโดยสัญชาตญาณ
“หนึ่งตำลึง...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างเชือดเฉือน ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักไร้ซึ่งความอบอุ่น “ข้าตีราคาชดใช้ให้ทั้งค่าหมั่นโถวเน่า ๆ และค่าเนื้อตัวราคาถูกของเจ้า... ไสหัวไปซื้อกินให้สำลักตายเสีย!”
อี้หว่านที่กำลังอ้าปากเตรียมจะด่ากราดคนพาลผู้นี้ต่อพลันชะงักค้าง ริมฝีปากที่เจ็บระบมและเปรอะคราบเลือดหยุดนิ่ง สายตาเลื่อนลงต่ำมองสิ่งของที่วางอยู่บนฝ่ามือสากของตนเอง
สัมผัสของโลหะที่หนักไม่ใช่ฝัน
ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนมีขนาดโตเท่าไข่ห่าน ปากน้อย ๆ อ้าค้างจนแทบหุบไม่ลง ลืมสิ้นแม้กระทั่งความเจ็บแปลบบนริมฝีปากที่เพิ่งแตกยับ!
สะ... สวรรค์! นี่มันเงินหนึ่งตำลึง!
ในหัวของเด็กสาวบ้านป่าเริ่มคิดคำนวณอย่างรวดเร็วเป็นพายุหมุน
หนึ่งตำลึงเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ! เงินก้อนนี้หากนำไปซื้อข้าวสารขาวได้ตั้งกี่กระสอบ ซื้อเนื้อหมูชิ้นโต ๆ เลี้ยงคนได้ทั้งเดือน หรือแม้แต่เทียบยาดี ๆ ที่จะช่วยต่อลมหายใจให้ท่านแม่ก็สามารถซื้อหาได้อย่างสบาย!
เมืองหลวงแห่งนี้... หาเงินง่ายดายปานนี้เชียวหรือ?
เพียงแค่หมั่นโถวแป้งขาวกลิ้งตกโคลนหนึ่งก้อน กับโดนชนจนปากแตกเลือดซิบเพียงนิดเดียว ชายผู้นี้กลับโยนเงินก้อนโตขนาดนี้ให้ราวกับเป็นเพียงเศษกรวดข้างทาง!
ความโมโหเมื่อครู่กับความเจ็บใจมลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความตื่นเต้นระคนหวาดระแวง อี้หว่านรีบกอบกุมก้อนเงินแน่นมาแนบอก นางรีบยัดมันลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของสาบเสื้อตัวเก่า มือกดย้ำ ๆ ให้มั่นใจว่ามันจะไม่หล่นหาย และคอยระวังไม่ให้ชายร่างสูงตรงหน้าเปลี่ยนใจแย่งคืนไป
ดวงหน้าน้อยยังคงเปรอะคราบเลือดและหยาดน้ำตา ทว่าดวงตากลับพราวระยับไปด้วยประกายแห่งความหวัง นางเหลือบตามองแผ่นหลังกว้างของบุรุษหน้าน้ำแข็งที่หมุนตัวก้าวฉับ ๆ ขึ้นบันไดเหลาอาหารไปด้วยแววตาซับซ้อน
“ของพวกนั้นเป็นของท่าน แต่ท่านแม่เป็นของข้า!” เสี่ยวเฉินแผดเสียงสู้ “หากท่านกล้าใช้กำลัง ข้าจะสั่งกองทัพของข้ามาปิดล้อมจวน!”“กองทัพ? เจ้ามีกองทัพด้วยรึ” จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าก็ดังแว่วมาจากสวนหลังจวนโฮก!เงาร่างสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หมาป่าหิมะยักษ์แดนเหนือ ร่างมหึมาราวกับลูกม้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ แววตาดุร้ายกระหายเลือด สัตว์ร้ายที่แม้แต่องครักษ์หลวงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าทันทีที่มันวิ่งมาถึงศาลา เจ้าหมาป่ายักษ์กลับหมอบกายลงแนบพื้น กระดิกหางรัว ๆ พลางยื่นหัวโต ๆ เข้ามาให้เสี่ยวเฉินลูบอย่างว่าง่าย!“ต้าไป๋! ดีมาก!” เสี่ยวเฉินปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหมาป่ายักษ์อย่างคุ้นเคย กอดอกเชิดหน้ามองบิดา “นี่คือรองแม่ทัพของข้า! แล้วยังมีกองทัพพยัคฆ์น้อยแห่งเมืองหลวงอีกสิบสองคน คอยส่งของบรรณาการให้ข้าทุกวัน หากท่านยังคิดผลาญเงิน ข้าจะให้ต้าไป๋ไปคาบรองเท้าของท่านไปทิ้งบ่อปลาให้หมด!”พูดจบ กงจื่อตัวน้อยก็ตบสะโพกหมาป่าเบา ๆ “ต้าไป๋ ไป! เราไปเก็บส่วยที่เรือนท่านยายกับท่านยายทวดกัน!”หมาป่ายักษ์ลุกขึ้นก้าวย่างอย่าง
ยามสายของฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอุ่นส่องกระทบผืนกระเบื้องเคลือบสีมรกตของจวนโจวอ๋อง บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบสมฐานะตำหนักอ๋องผู้ทรงอำนาจบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัว ร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าเล็กอิ่มเอิบขาวเนียนดั่งก้อนแป้ง ทว่าคิ้วดาบคมเข้มกลับขมวดมุ่นริมฝีปากหยักจิ้มลิ้มเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ฉายประกายเย็นชาดุร้าย... ช่างถอดแบบมาจากโจวอ๋องจ้าวฉางอันราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!นั่นคือ จ้าวอี้เฉิน หรือ ‘เสี่ยวเฉิน’ กงจื่อตัวน้อยแห่งจวนโจวอ๋องมือป้อมสั้นกุมพู่กันด้ามโต ลากเส้นหมึกสีชาดขีดฆ่าลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาดัง ฟึ่บ! ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังคุกเข่าเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า“อู่โม่...”สุรเสียงเล็กแหลมทว่าเยียบเย็นดังก้อง “เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายหรืออย่างไร”อู่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ชายหนุ่มผู้เคยกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิ บัดนี้กลับสั่นสะท้านต่อสายตาของกงจื่อน้อย[1] “ขะ.
ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความพะอืดพะอมอย่างรุนแรง“หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” จ้าวฉางอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น รีบวางตะเกียบลงทันที“ข้า...ฮึก...แหวะ!”เซิ่งอี้หว่านไม่ทันได้ตอบ นางหันขวับคว้ากระโถนข้างตั่งแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน กลิ่นหมูหันที่เคยชอบกินกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว หยวนเป่าหน้าตาตื่นรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้ ส่วนโจวอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้ลนลานจนทำถ้วยน้ำชาหกเลอะเทอะ“ตามหมอหลวง! อู่โม่! ไปลากตัวหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจแผดก้องลั่นจวนจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินแตกฮือไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงเฒ่าก็ถูกหิ้วปีกเหาะข้ามกำแพงจวนเข้ามาในสภาพผมเผ้ากระเซิง เขารีบคุกเข่าวางผ้าไหมบางทาบลงบนข้อมือของพระชายาอย่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตาดุร้ายจ้าวฉางอันที่ยืนจ้องเขม็งราวกับว่าหากตรวจไม่พบสาเหตุจะสั่งตัดหัวเขาทันทีปลายนิ้วของหมอหลวงแตะชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตื่นตระหนกก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น“ทะ... ท่านอ๋อง! พระชายามิได้ทรงประชวร พ่ะย่
คลื่นลมพายุใหญ่ที่เคยโหมกระหน่ำราชสำนักเมืองหลวงมานานนับสิบแปดปี ในที่สุดก็สงบลงอย่างราบคาบซั่วอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างชอบธรรม นำพาความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แผ่นดิน ทันทีที่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็มีพระประสงค์จะปูนบำเหน็จมอบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและคุมกองทัพหลวงให้แก่หลานชายอย่างจ้าวฉางอันทว่าโจวอ๋องกลับปฏิเสธ เขาไม่คิดจะเอาชีวิตอันมีค่าไปผูกติดกับเก้าอี้ขุนนางหรือการเมืองในวังหลวงให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาขอพระราชทานเป็นการตอบแทน คือส่วนแบ่งจากการค้าทางทะเลและสัมปทานเหมืองเกลือเพียงเล็กน้อย... ซึ่งคำว่า ‘เล็กน้อย’ ของเขากับจินซื่อหยวนนั้น เพียงพอจะทำให้จวนโจวอ๋องสุขสบายไปอีกหลายชั่วอายุคน!ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมทำชั่วล้วนได้รับผลกรรมอย่างสาสม อดีตฮ่องเต้จ้าวจิ้งชวนถูกถอดพระยศเป็นสามัญชน เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนจนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ หลินไท่เฟยถูกประทานผ้าขาว สิ้นชีพตามกฎมณเฑียรบาลแห่งวังหลัง ไทเฮาขอไปอยู่อารามหลวงไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงตลอดชีวิต จวนแม่ทัพหลี่สายหลักล่มสลาย หลี่เจิ้นหรงและมู่หรงเหยียนถูกประหารชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดฐานกบฏปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ฉุยซี
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมในบัดดลหยดน้ำอุ่นที่รินรดลงบนแก้มทำให้เซิ่งอี้หว่านชาวาบไปทั้งร่าง นางนอนนิ่ง สบสายตากับบุรุษที่อยู่เหนือร่างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาโจวอ๋องผู้เยือกเย็น...ยามนี้ดวงตาของเขากลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต‘ข้ารักเจ้าจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว...’ประโยคนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางแท้จริงแล้ว... เงินหนึ่งพันตำลึงที่เขาให้ทุกค่ำคืน มิใช่ข้อแลกเปลี่ยนอันเย็นชา มิใช่ความใคร่ชั่วครู่ชั่วยาม และมิใช่การซื้อขายร่างกาย... แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขารู้ว่านางให้ความสำคัญ เขาเพียงใช้มันเป็นข้ออ้าง เป็นสายใยบาง ๆ เพื่อเหนี่ยวรั้งให้นางยอมอยู่เคียงข้างเขา ยอมให้นางมองเห็นเขา และไม่คิดหนีจากเขาไป“ท่านอ๋อง...”เสียงเรียกของนางสั่นเครือ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปเมื่อเห็นน้ำตาของนาง จ้าวฉางอันที่กำลังคลั่งก็พลันได้สติ มือหนาที่เคยกดตรึงข้อมือนางไว้ค่อย ๆ คลายออกอย่างแผ่วเบา แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกและปวดร้าว ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นางอย่าง
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องอยู่ในความมืดสลัว ริมฝีปากที่ถูกบดขยี้อย่างรุนแรงเพิ่งได้รับอิสระ เซิ่งอี้หว่านยังไม่ทันได้สูดอากาศเข้าปอด ร่างทั้งร่างก็ลอยวืดขึ้นจากพื้น จ้าวฉางอันอุ้มนางก้าวฉับ ๆ ไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ ก่อนจะเหวี่ยงร่างเล็กลงบนฟูกนุ่มอย่างไม่คิดจะถนอมแรงตุบ!ร่างบางจมลงบนฟูกหนา นางผวาจะยันกายลุกขึ้น ทว่าเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาปิดกั้นทุกทิศทางทันควันสองแขนแกร่งดั่งยันต์ขนาบข้างลำตัวนางไว้ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่เดือดพล่าน คุกคามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกเหยื่อตรงหน้าเป็นชิ้น ๆ เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มจนแสบร้อนเซิ่งอี้หว่านมองสีหน้าดุดันนั้นด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ นางคิดเพียงว่าเขากำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งและอยากอุ่นเตียงเหมือนเช่นทุกวัน มือเรียวเล็กจึงรีบยกขึ้นมาตรงหน้า แบมือข้างขวาออกพร้อมเอ่ยทวงอย่างเคยชิน“คืนนี้ท่านอ๋องต้องจ่ายข้าพันห้าร้อยตำลึงนะ เพคะ!”จ้าวฉางอันชะงัก สายตาที่จ้องมองนางพลันเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน “อะไรนะ?”“พันห้าร้อยตำลึงเพคะ” อี้หว่านพยักหน้าสำทับ เม้มปาก