Masukข่าวคาวเรื่องพระชายารองแท้งบุตรซ้ำสองลุกลามเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ไม่เพียงกระพืออยู่ตามตรอกซอกซอยในเมืองหลวง ทว่ายังพัดข้ามกำแพงสีชาดเข้าไปจนถึงพระกรรณของโอรสสวรรค์
และราชโองการด่วนถูกขันทีคนสนิทถือมาส่งถึงหน้าจวนลี่อ๋องในยามเช้าตรู่
ภายในห้องทรงพระอักษร บรรยากาศอึดอัดจนแทบขาดอากาศหายใจ ควันกำยานสีเทาลอยวนเหนือกระถางทองเหลือง ทว่าไม่อาจกลบไอร้อนระอุของเพลิงโทสะจากองค์จักรพรรดิได้แม้แต่น้อย
ปึก!
ม้วนฎีกาเล่มหนาหลายสิบฉบับถูกเหวี่ยงลงมาจากโต๊ะทรงงาน ฟาดเข้ากับพื้นหินขัดมันก่อนจะกระจัดกระจายเกลื่อนแทบเท้าผู้มาเยือน
“เจ้าทำเรื่องงามหน้านัก เฉินอี้เทียน!”
สุรเสียงทรงอำนาจตวาดก้องสะท้อนเพดานสูง ฮ่องเต้ลุกขึ้นประทับยืน ชี้หน้าโอรสองค์โปรดด้วยพระหัตถ์ที่สั่นเทาด้วยแรงพิโรธ
“เหล่าราชบัณฑิตยื่นฎีกาก่นด่าเจ้าจนเต็มโต๊ะข้า! ชี้หน้าว่าเจ้าเลือดเย็น ไร้มนุษยธรรม ไม่ไว้หน้าการสมรสพระราชทาน! ครรภ์แรกตกเลือดยังพอคิดได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ครรภ์ที่สองยังไม่ทันพ้นสามเดือนเจ้าก็สั่งให้กินยาขับเลือดลูกในไส้ออกมาอีกแล้ว! เจ้าเห็นสายเลือดมังกรของราชวงศ์เป็นสิ่งใดกัน!”
ท่ามกลางโทสะของพระบิดา ลี่อ๋องกลับยืนตัวตรงดั่งหอกพู่แดงเหล็กกล้า ปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อย ชุดคลุมสีนิลไร้รอยยับ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นเย็นชาไร้ความรักหรือศรัทธาใด ๆ ต่อคนเบื้องหน้า และย่อมไม่มีความหวั่นเกรงต่อพระบารมีแม้เพียงเสี้ยวเล็บ
ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเย้ยหยัน
“สายเลือดมังกรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบเสียดแทงเข้าไปถึงโสตประสาท
“เสด็จพ่อทรงตรัสยกย่องครรภ์นั้นเกินไปแล้ว”
ถ้อยคำเหยียดหยามเปล่งมาจากปากของบุรุษร้ายกาจ ที่เคยมีอำนาจทหารแต่กลับถูกยึดกลับเพราะขุนนางสอพลอ แน่นอนว่าเขาย้ายมาอยู่ฝ่ายตรวจการย่อมทำให้คนเหล่านั้นนั่งไม่ติดเช่นกัน
และนั่นคือฎีการ้องเรียนเขาเพราะเกรงว่าภัยจะมาถึงตนสินะ แต่เขาหรือจะเกรงกลัวต่อขุนนางที่ดีแต่พูดเหล่านั้น
“บังอาจ!” ฮ่องเต้ตบโต๊ะทรงงานดัง สนั่น “นั่นคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า! หลิวหยางอี้ตั้งครรภ์กับเจ้าถึงสองครั้ง เจ้ายังจะปฏิเสธหน้าไม่อาย อีกหรือ!”
“ข้าไม่เคยแตะต้องนางด้วยใจเสน่หา!”
เฉินอี้เทียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สบพระพักตร์บิดาอย่างไม่ยอมลดละ
“สตรีต่ำต้อยที่พระองค์กับตระกูลหลิวยัดเยียดเข้ามาเพื่อหวังฉุดรั้งข้าลงสู่ปลักโคลน คืนที่นางอ้างว่าร่วมหมอน นางใช้ยาปลุกกำหนัดมอมข้าจนสิ้นสติ... ครรภ์ที่นางแสร้งทำเป็นแท้งนั่น แท้จริงแล้วเป็นลูกของผู้ใด ใครจะไปล่วงรู้ได้! และครรภ์นี้อีก...ข้าไม่เชื่อกระมังว่าร่วมหมอนเพียงครั้งก็ตั้งครรภ์ ขนาดพระองค์ยังมีทายาทไม่ง่ายไม่ใช่หรือ”
เขายกเรื่องนี้มากล่าวอ้าง เพราะพระบิดามีสนมหลักพันนางในวังหลัง แต่กลับมีโอรสที่กำเนิดมาเพียงแค่ห้าคน ถึงกระนั้นก็ยังป่วยตายไปอีกสองเหลือเพียงสามคนที่ยังรอดชีวิตได้
“เจ้า... เจ้าพูดบ้าบออันใดออกมา!”
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ พระองค์แทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าโอรสที่ตนฝึกฝนมากับมือจะพ่นคำพูดเลือดเย็นบดขยี้ศักดิ์ศรีของสตรีที่เป็นภรรยาตนเองได้ถึงเพียงนี้
“นางเป็นสตรีในเรือนหลัง เป็นพระชายารองที่เจ้าแต่งเข้าจวน! เจ้ากล่าวหาว่านางคบชู้สู่ชายโดยไร้หลักฐานเช่นนี้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ราชสำนักจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”
“แล้วข้าต้องสนหน้าตาอันใดพ่ะย่ะค่ะ?” ลี่อ๋องแค่นเสียงหัวเราะในคอ
“สตรีหน้าเนื้อใจเสือที่วางแผนทำลายชื่อเสียงข้าครั้งแล้วครั้งเล่า หากพระองค์อยากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนาง ก็ส่งคนของพระองค์ไปพลิกเรือนหลังชันสูตรเอาเองเถิด ข้ามีราชการที่สำนักตรวจการต้องสะสาง... ขอทูลลา”
เฉินอี้เทียนประสานมือคารวะอย่างขอไปที ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุม หมุนตัวก้าวออกจากห้องทรงพระอักษรไปโดยไม่รอให้องค์เหนือหัวอนุญาต ทิ้งให้ฮ่องเต้ยืนหอบหายใจด้วยความกริ้วจัด กัดฟันสั่งการองครักษ์เงาเสียงต่ำ
“ไปสั่งคนสืบ... สืบให้รู้ชัดว่าในเรือนหลังจวนลี่อ๋องมันเกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้นกันแน่!”
ทว่า คำพูดเพียงประโยคเดียวของลี่อ๋องที่หลุดออกมาจากห้องทรงพระอักษร กลับรั่วไหลเร็วยิ่งกว่าสายลม ไม่รู้ว่ามีคนที่คอยจ้องปล่อยข่าวเรื่องในวังกันมากมายตั้งแต่เมื่อไหร่ เพียงลี่อ๋องหันหลังให้ห้องทรงพระอักษร เรื่องที่คุยกันส่วนพระองค์กับฮ่องเต้ก็แพร่งพรายรวดเร็ว
“ท่านอ๋อง...”น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ทว่ากลับเยือกเย็นจนบรรยากาศในศาลาลดฮวบลงทันตา“วาง... ไม้... ขน... ไก่... ลง... เดี๋ยว... นี้... เพคะ”คำสั่งห้วน ชัด ทุกพยางค์!เฉินอี้เทียนชะงักกึกประหนึ่งถูกฟ้าผ่ากลางกบาล!เท้าที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าแข็งค้าง สันกรามกระตุกกึก พญามัจจุราชแห่งแคว้นหลงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครในสนามรบ บัดนี้กลับยืนกะพริบตาปริบ ๆ สบตากับภรรยาตัวน้อยที่แผ่รังสีข่มขวัญออกมาอย่างน่าครั่นคร้าม“อี้เอ๋อร์... เจ้าฟังข้าก่อน” ลี่อ๋องพยายามกดเสียงให้อ่อนลง ชี้ไม้ไปที่หลังคาไกล ๆ “หมิงเอ๋อร์แอบเอาค้อนไปทุบกระเบื้องหลังคาห้องหนังสือแตกไปครึ่งแถบ! หากปล่อยไว้ วันหน้าไม่วางเพลิงจวนเลยรึ!”“หมิงเอ๋อร์เพิ่งจะสามขวบ” หยางอี้เอ่ยเสียงนิ่ง สองมือยังคงลูบหัวลูกน้อย “หากหลังคาพัง ท่านก็สั่งช่างมาซ่อมสิเพคะ เหตุใดต้องถือไม้วิ่งไล่ตีลูกจนหกล้มหกลุกเช่นนี้ หากลูกตกใจจนเสียขวัญขึ้นมาจะทำอย่างไร”“ข้า...”เฉินอี้เทียนอ้าปากค้าง พลันเห็นประกายตาเด็ดขาดของภรรยา มือหนาที่เคยฟาดฟันศัตรูตายเป็นเบือ... ก็ ค่อย ๆ ลดไม้ขนไก่ลงแนบข้างลำตัว ก่อนจะแอบไพล่มือซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว!ลี่อ๋อง
เพล้ง!เสียงกระเบื้องหลังคาหนาหนักตกลงมากระแทกพื้นลานหินหน้าห้องหนังสือแตกกระจาย เศษกระเบื้องดินเผากระเด็นเฉียดปลายรองเท้าปักลายเมฆาของลี่อ๋องไปเพียงคืบเดียว!บรรดาองครักษ์และบ่าวไพร่ที่ยืนเฝ้าเวรยามต่างสะดุ้งตัวโยน ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง พากันกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกแล้วถอยร่นไปชิดกำแพงอย่างพร้อมเพรียงบนหลังคาเรือนไม้แกะสลักสูงสองชั้น...เด็กชายวัยสามขวบเศษในชุดผ้าไหมสีครามตัวเล็ก ใบหน้าจิ้มลิ้มขาวผ่องทว่าแก้มและจมูกเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำ กำลังยืนเท้าสะเอว ยิ้มแฉ่งโชว์ฟันน้ำนมอย่างไม่สะทกสะท้าน ในมือน้อยข้างหนึ่งกำค้อนเหล็กด้ามสั้นที่แอบไปขโมยมาจากโรงช่างไม้ไว้แน่นข้างล่างตรงลานหิน...เฉินอี้เทียนยืนกางขา สันกรามคมสันบดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเข้มจัดยามนี้ดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ ควันแทบจะพวยพุ่งออกจากรูหูทั้งสองข้างในมือขวาของพญามัจจุราชผู้เคยถือทวนทะลวงทัพศัตรูนับแสน บัดนี้กลับถือไม้ขนไก่ด้ามยาวเอาไว้แน่น!ร่างสูงเงยหน้าขึ้น ชี้ปลายไม้ขนไก่ตรงไปยังเจ้าก้อนแป้งบนหลังคา แผดเสียงคำรามลั่นจนกิ่งไผ่สะเทือนไปทั้งจวน!“เฉินหยางหมิง! เจ้าลูกตัวแสบ! สามวั
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าสีเทาหม่น หนาวเหน็บจนบาดลึกถึงกระดูกม้าศึกสีดำควบตะบึงฝ่าลมหนาวนำหน้ากองทัพเกราะเหล็กที่เพิ่งกรำศึกชนะกลับมายังเมืองหลวง บนหลังม้าคือแม่ทัพใหญ่ผู้มีฉายาพญามัจจุราช ใบหน้าคมคายกร้านศึกเรียบเฉย นัยน์ตาสีรัตติกาลเย็นชา คาวเลือดศัตรูยังไม่ทันแห้งกรังบนคมทวนทว่าสายตาคมปลาบกลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กจ้อยร่างหนึ่งข้างกำแพงเด็กสาวในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบบางเฉียบ กำลังขดตัวสั่นเทาอยู่บนกองหิมะหนา ริมฝีปากแห้งแตกซีดขาวจนแทบไร้สีเลือด แววตากลมโตที่จ้องมองมายังขบวนทัพเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง...นางถูกแม่เลี้ยงสารเลวทอดทิ้งไว้กลางพายุหิมะ หวังยืมความหนาวเหน็บพรากชีวิตน้อย ๆ นี้ไปให้พ้นทาง เพราะนางดันเกิดมาขวางความสุขของฮูหยินใหญ่หลิว!ในใจของเฉินอี้เทียนยามนั้นกระตุกวูบ ความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านบีบหัวใจอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนยามเมื่อมองไปยังร่างนั้นฟึ่บ!มือหนากระชากเสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มของตนเองออก สะบัดโยนลงไปคลุมร่างบอบบางที่แทบจะแข็งตายนั้นไว้อย่างแม่นยำ“ใส่เสื้อตัวนี้ไว้...”สุรเสียงห้วนสั้นไร้ความอบอุ่นเอ่ยขึ้นก่อนจะกระตุกบังเหียนม้าศึก
“ปัง!”เฉินอี้เทียนสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนกว้าง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังหนา ลมหายใจหอบกระชั้นถี่ สองตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องบรรทมด้วยความระแวง สัญชาตญาณนักรบตื่นตัวเต็มที่ข้างกาย... หลิวหยางอี้ยังคงนอนหลับพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อนจากศึกหนักเมื่อคืน โดยมีเจ้าแฝดชายหญิงวัยขวบเศษนอนกอดก่ายอยู่ซ้ายขวายามนี้สองแฝดเติบโตแล้วเขาสามารถอุ่นเตียงกับนางได้แต่ก็ต้องทำกันเบา ๆ ไม่ให้รบกวนการนอนของเจ้าสองแฝดในความฝันเมื่อครู่... ใบหน้าบึ้งตึงของเด็กชายตัวน้อยที่เอามือกอดอกจ้องเขม็งมาที่เขา พร้อมเสียงประกาศกร้าว“บิดาสารเลว... ท่านจะไม่ยอมให้ท่านแม่ตั้งครรภ์ข้าหรือ... คอยดูเถอะ ข้าจะเกิดมาเพื่อล้มท่าน!”ภาพนั้นทำเอาพญามัจจุราชผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดถึงกับขนลุกซู่!“ฝันบ้าอันใด...”เฉินอี้เทียนพึมพำเสียงแหบพร่า สันกรามขบเข้าหากันแน่นด้วยความเคืองแค้นลูกแฝดชายหญิงปัจจุบันนี้ก็ปั่นป่วนจวนอ๋องจนแทบพลิกคว่ำแล้ว หากมีเจ้าตัวแสบในฝันโผล่มาอีกคน มีหวังจวนลี่อ๋องคงได้ลุกเป็นไฟเป็นแน่!ทว่า... ด้วยความรักและห่วงใยที่มีต่อภรรยา เฉินอี้เทียนไม่มีวันยอมให้หยางอี้ต้องทนทุกข์ทรมานกับการตั้งครร
เฉินอี้เทียนโน้มตัวลงจุมพิตหน้าผากชื้นเหงื่อ จูบซับเปลือกตาที่สั่นระริกของนางซ้ำ ๆ ถ่ายทอดไออุ่นและพลังใจทั้งหมดที่มี“มองหน้าข้า... ห้ามหลับตาเด็ดขาดนะเด็กดี เจ้าบอกว่าจะอยู่กับข้าไปจนแก่เฒ่ามิใช่หรือ อดทนเพื่อข้า... อดทนเพื่อลูกของเรา!”หยางอี้ปรือตาขึ้น สัมผัสได้ถึงหยาดน้ำตาอุ่นร้อนและฝ่ามือแกร่งที่กุมนางไว้แน่น ความหวาดกลัวในจิตใจพลันมลายสิ้น ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต บีบมือเขาแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“พระชายา! เห็นศีรษะทารกแล้วเพคะ ออกแรงเบ่งอีกครั้งเพคะ!” หมอตำแยร้องบอกเสียงหลง“กรี๊ดดด!”อุแว้! อุแว้!เสียงร้องไห้จ้าดังกึกก้องกังวานทะลุผ่านม่านน้ำตา!“ออกแล้วเพคะ! ท่านชายน้อยออกแล้ว!”ทว่ายังไม่ทันที่หยางอี้จะได้พักหายใจ ความเจ็บปวดระลอกสองก็โถมซัดเข้ามาดั่งระลอกคลื่นยักษ์ นางกัดฟันกรีดร้องอีกคราพร้อมกับออกแรงเบ่งจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปนอุแว้! อุแว้!เสียงร้องใสกระจ่างระลอกที่สองดังรับกันอย่างพอดิบพอดี!“ท่านหญิงน้อยเพคะ! คลอดตามมาติด ๆ แล้ว! มังกรคู่หงส์! พระชายาให้กำเนิดทารกแฝดมังกรหงส์เพคะท่านอ๋อง!”หมอตำแยและสาวใช้ต่างร่ำไห้ด้วยความตื่นตัน รีบนำผ้าเนื้อนุ่มมารอง
เฉินอี้เทียนกดเสียงดุ ทว่าฝ่ามือหนากลับค่อย ๆ ช้อนประคองแผ่นหลังของนางให้นั่งพิงหมอนนุ่มอย่างทะนุถนอมประหนึ่งสัมผัสฟองสบู่ ร่างสูงทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้นพรมข้างตั่ง แนบใบหน้าคมคายเข้ากับหน้าท้องกลมโตของนางเบา ๆ“เจ้าแฝดสองคนนี้ตัวหนักขึ้นทุกวัน เจ้าแบกรับไว้คนเดียวก็เหนื่อยพอแล้ว ยังจะริอ่านขยับตัวซุกซนอีกหรือ”เขายกยิ้มบางเบา ยื่นปลายนิ้วไปลูบไล้หน้าท้องผ่านเนื้อผ้าแพรอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวระยับ“เจ้าก้อนแป้งทั้งสอง ฟังพ่อเจ้าให้ดี... ห้ามดิ้นแรง ห้ามถีบท้องแม่ของพวกเจ้า หากออกมาแล้วใครกล้าดื้อ ข้าจะจับตีก้นให้ลายทั้งคู่!”ตุบ!ราวกับรับรู้คำขู่ สัมผัสเบา ๆ ปูดนูนขึ้นมาตอบรับฝ่ามือหนาของเขาทันควัน“อุ๊ย...” หยางอี้สะดุ้งเบา ๆ แล้วหลุดขำคิก “ดูท่าลูกจะไม่กลัวคำขู่ของท่านพ่อเสียแล้วเพคะ”เฉินอี้เทียนมองรอยยิ้มสดใสของนาง หัวใจที่เคยแห้งแล้งดั่งทะเลทรายกลับชุ่มฉ่ำไปด้วยความสุขเป็นล้นพ้น เขายกมือน้อยของนางขึ้นมาจุมพิตที่หลังมืออย่างหลงใหลทว่า... ช่วงเวลาอันแสนหวานกลับคงอยู่ได้ไม่นานเพล้ง!จู่ ๆ จอกน้ำชาในมือของหยางอี้ก็ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นแตกกระจาย!ใบหน้างดงามที่เคยมีเลือดฝาด







