Home / รักโบราณ / ชายาตาบอดของทรราช / ห้วงที่ ๒๒ ลบเหลี่ยมมังกร

Share

ห้วงที่ ๒๒ ลบเหลี่ยมมังกร

last update publish date: 2026-09-24 21:14:13

เสียงควบตะบึงของอาชาศึกดังห่างออกไปจนลับ ภายในห้องหนังสือซวี่เยี่ยที่เคยอบอวลด้วยไออุ่น บัดนี้เหลือเพียงความเงียบและแสงเทียนที่วูบไหว เซียวรั่วเวยยืนทอดสายตามองบานประตูที่เปิดอ้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ร่างบางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินเข้าหากันแน่นราวกับต้องการกักเก็บไออุ่นจากอ้อมกอดของบุรุษผู้นั้นเอาไว้ให้เนิ่นนานที่สุด

หัวใจของดรุณีน้อยสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ความหวาดระแวงที่เคยตั้งเป็นกำแพงสูงตระหง่านถูกทำลายลงจนราบคาบเหลือเพียงความห่วงหาอาทร

“ขอให้ท่านรักษาสัจจะด้วยเถิด สามีของข้า” นงคราญรำพึงกับสายลมเหมันต์แผ่วเบา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าสู่เรือนหลานซินเพื่อรอคอยการกลับมาของพยัคฆ์ร้ายตามคำสั่งอย่างว่าง่าย

.

ณ หุบเขาเหมยหู่ เส้นทางสายเอกที่ทอดยาวสู่ชายแดนทิศอุดร

ลมหนาวพัดกระหน่ำพัดพาเศษใบไม้แห้งปลิวว่อน ขบวนรถม้าหลวงที่ถูกดัดแปลงให้ดูซอมซ่อเพื่อตบตาผู้คนกำลังเร่งฝีเท้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าเพียงแค่ล้อรถม้าเคลื่อนผ่านช่องเขาแคบ กองเพลิงสีแดงฉานก็สว่างขึ้นล้อมรอบทุกทิศทาง ประกายไฟสะท้อนเกราะเหล็กสีนิลของกองกำลังเสื้อแพรและทัพเจาอวี่ยนับหมื่นนายที่ดักซุ่มรออยู่อย่างเงียบเชียบปิดกั้นเส้นทางหนี

“หยุดเดี๋ยวนี้! หากผู้ใดขัดขืน สังหารไร้ปรานี!” เสียงตวาดกร้าวของนายกองดังกังวาน

ม้าลากรถสะดุ้งจนหน้าคะมำ ขันทีและองครักษ์เงาหลวงนับสิบคนที่คุ้มกันขบวนต่างชักอาวุธออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด บานหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้นอย่างรวดเร็ว ปรากฏพระพักตร์ตื่นตระหนกของยุวกษัตริย์และสตรีผู้สูงศักดิ์

ท่ามกลางวงล้อมอันแน่นหนา อาชาศึกสีนิลตัวใหญ่ก้าวเดินอาด ๆ แหวกวงล้อมออกมาเบื้องหน้า เยี่ยนสิงโจวประทับอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย นัยน์ตาลึกล้ำทอดมองเหยื่อในกำมือด้วยประกายวาวโรจน์ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านกดทับชั้นบรรยากาศจนองครักษ์หลวงบางคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น

“ดึกดื่นป่านนี้ฝ่าบาทและไทเฮาจะเสด็จไปเยือนชายแดนเพื่อทอดพระเนตรแสงอุษาหรือพ่ะย่ะค่ะ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ “หนทางข้างหน้ามีแต่ภัยพาล เกรงว่าพระวรกายจะบอบช้ำ กระหม่อมจึงมารอรับเสด็จกลับพระราชวังหลวง”

“เยี่ยนสิงโจว! เจ้าคนโอหัง!” เหยาไทเฮาแผดเสียงลอดไรฟัน พระหัตถ์ที่ประดับปลอกเล็บทองคำสั่นระริก “เจ้านำกำลังทหารมาขวางขบวนเสด็จ บังอาจล่วงละเมิดเบื้องสูง โทษทัณฑ์นี้คือประหารเจ็ดชั่วโคตร!”

“ประหารเจ็ดชั่วโคตรกระนั้นหรือ?”

บุรุษเหนือคนแค่นเสียงขึ้นจมูก ชายหนุ่มตวัดขาลงจากหลังม้าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวที่เดินเข้าหารถม้ากลับหนักแน่น

“ผู้ที่สมควรต้องรับโทษทัณฑ์คือผู้ที่ลอบขโมยพระราชลัญจกรหนีออกจากวังหลวงเพื่อซ่องสุมกำลังพลไปก่อกบฏต่างหากเล่า ส่งของคืนมาแต่โดยดีเถิดพ่ะย่ะค่ะ แล้วกระหม่อมจะถือเสียว่าฝ่าบาทเพียงแค่ออกมาประพาสป่า”

ฮ่องเต้ฉีหยวนพระพักตร์บิดเบี้ยวด้วยความคั่งแค้น โอรสสวรรค์ก้าวลงจากรถม้าชี้พระดัชนีมายังร่างสูง

“เจิ้นคือโอรสสวรรค์! ตราหยกแผ่นดินย่อมเป็นของเจิ้น! ทหาร! สับร่างทรราชผู้นี้ให้กลายเป็นหมื่นชิ้น!”

องครักษ์เงาหลวงนับสิบพุ่งทะยานเข้าใส่เป้าหมายพร้อมกัน ประกายดาบสะท้อนแสงหมายปลิดชีพ ทว่าพยัคฆ์ร้ายหาได้สะทกสะท้านไม่ ชายหนุ่มเพียงแค่ขยับฝ่ามือตวัดกระบี่คู่กายออกจากฝัก ปราณเกราะน้ำแข็งอันดุดันระเบิดออกมารอบทิศทาง

เคร้ง! อ๊าก!

เพียงชั่วพริบตาเดียวดาบขององครักษ์เงาถูกกระแทกหักสะบั้น ร่างนับสิบลอยกระเด็นไปกระแทกโขดหินกระอักเลือดสิ้นใจโดยที่ปลายกระบี่ของอุปราชหนุ่มยังไม่ทันเปื้อนเลือดเสียด้วยซ้ำ ทว่าในจังหวะที่คมดาบเล่มหนึ่งตวัดผ่าน มีดสั้นซัดของหัวหน้าองครักษ์ที่แฝงมาในเงามืดได้เฉียดผ่านหลังมือแกร่งไปเพียงนิด ทิ้งรอยริ้วสีชาดบางเบาเอาไว้

เยี่ยนสิงโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมมองผู้ลอบกัด ก่อนจะสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว ปราณกระบี่ไร้รูปก็บั่นคอหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นจนขาดสะบั้น

“หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว”

ร่างสูงก้าวประชิดตัวยุวกษัตริย์ที่ทรุดกองอยู่กับพื้นด้วยความหวาดกลัว มือหนายื่นออกไปเบื้องหน้า

“จงส่งพระราชลัญจกรมาให้กระหม่อมแต่โดยดี หรือจะให้กระหม่อมค้นตัวพระองค์เอง?”

เหยาไทเฮากรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง พระนางจำต้องล้วงเอาห่อผ้าแพรสีเหลืองทองที่บรรจุตราหยกแผ่นดินโยนให้ชายหนุ่มอย่างจำยอม แผนการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่อุตส่าห์วาดหวังไว้พังทลายลงไม่เป็นท่าด้วยน้ำมือของบุรุษเพียงผู้เดียว

“ทหาร! คุ้มครองฝ่าบาทและไทเฮากลับวังหลวง กักบริเวณไว้ที่ตำหนัก ห้ามผู้ใดเข้าออกจนกว่าเปิ่นหวางจะมีคำสั่ง!” เสียงทรงอำนาจประกาศกร้าว ก่อนที่เขาจะหมุนตัวขึ้นหลังม้าศึก ควบทะยานฝ่าความมืดมิดกลับสู่เมืองหลวงด้วยหัวใจที่โบยบินไปหาสตรีที่รอคอยอยู่นานแล้ว

แสงสีทองแห่งทิวาเบิกฟ้ากระจ่าง ตัดผ่านม่านหมอกเหมันต์ที่ปกคลุมหนาแน่นลงมาสู่จวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอย่างโอ่อ่า

เซียวรั่วเวยนั่งกระสับกระส่ายอยู่ริมหน้าต่างเรือนหลานซินมาตลอดทั้งคืน ดวงตาคู่สวยหม่นหมองลงเล็กน้อยด้วยความกังวล จนกระทั่งเสียงฝีเท้าม้าอันคุ้นเคยดังขึ้นตรงหน้าจวน หญิงสาวผุดลุกขึ้นยืนโดยพลัน ไม่สนใจเสียงทัดทานของสาวใช้ ร่างอรชรรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปยังลานหน้าเรือนด้วยหัวใจที่เต้นรัว

ทันทีที่บานประตูเรือนถูกผลักออก ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะคุ้นตาก็ก้าวอาด ๆ เข้ามาพอดี เยี่ยนสิงโจวชะงักฝีเท้า นัยน์ตาที่เคยดุดันบนสนามรบพลันอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นโฉมงามยืนรออยู่

“ท่านสิงโจว!”

ดรุณีน้อยส่งเสียงเรียก รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม นางถลาตัวเข้าไปหาชายหนุ่ม ทว่าอ้อมแขนแกร่งที่อ้าออกรับกลับชะงักไปเล็กน้อย ร่างสูงเบี่ยงตัวหลบไม่ให้นางสัมผัสโดนเกราะเหล็กที่เปื้อนฝุ่นดินและคราบโลหิต

“อย่าเพิ่งเข้ามาใกล้เปิ่นหวาง ฮูหยิน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้ม “ชุดเกราะเปิ่นหวางสกปรกนัก ซ้ำยังมีกลิ่นคาวเลือด เดี๋ยวจะพาลทำให้ชุดสวย ๆ ของเจ้าต้องเปื้อนไปด้วย”

“ใครสนเรื่องชุดเปื้อนกันเล่าเพคะ!” หญิงสาวทำหน้างอเง้า ไม่ฟังเสียงทัดทานใด ๆ นางพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดเอวสอบของเขาไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับแผงอกแข็งแกร่งอย่างแสนรัก “หม่อมฉันสนเพียงแค่ว่าท่านกลับมาอย่างปลอดภัยหรือไม่ต่างหาก”

อุปราชหนุ่มหัวเราะแผ่วเบาในลำคอด้วยความขบขันระคนเอ็นดู มือใหญ่ที่ปราศจากอาวุธลูบเรือนผมของนางอย่างเบามือ

“เปิ่นหวางบอกแล้วอย่างไรว่าจะกลับมาหาเจ้า พระราชลัญจกรก็อยู่ในมือเปิ่นหวางแล้ว กบฏถูกปราบราบคาบ แผ่นดินนี้ไม่มีสิ่งใดให้เจ้าต้องหวาดกลัวอีกต่อไป”

นงคราญเงยหน้าขึ้นสบตา แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ทว่าทันใดนั้นสายตาของนางก็ปะทะเข้ากับรอยแผลริ้วสีแดงตรงหลังมือซ้ายของเขา หัวใจของร่างบางหล่นวูบ นางรีบคว้าข้อมือหนาขึ้นมาดูด้วยความตกใจ

“นี่มันอันใดกันเพคะ! ท่านสัญญากับหม่อมฉันแล้วว่าจะไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่รอยเดียว!” เสียงหวานตวาด ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสแห่งความห่วงใย

“อ้อ รอยแมวข่วนเล็กน้อยเท่านั้น” พยัคฆ์ร้ายไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ แสร้งทำหน้าตาย “องครักษ์เงาพวกนั้นดิ้นรนหนีตาย จึงเผลอตวัดมีดสั้นโดนเข้าเพียงถาก ๆ ไม่ได้เจ็บปวดอันใดเลย”

“แมวข่วนที่ใดกัน! เลือดซึมถึงเพียงนี้!”

โฉมสะคราญเอ็ดตะโรเสียงเขียว นางจูงมือบุรุษตัวโตให้เดินตามเข้าสู่ห้องนอนภายในเรือนอย่างรวดเร็ว สั่งให้สาวใช้นำกล่องยาและน้ำสะอาดเข้ามา ก่อนจะลงมือทำแผลให้เขาด้วยตนเองอย่างขะมักเขม้น

ภายในห้องที่เงียบสงบ เยี่ยนสิงโจวนั่งมองสตรีร่างน้อยที่กำลังบรรจงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเลือดบนหลังมือเขาอย่างทะนุถนอม คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันด้วยความตั้งใจ ท่าทางแง่งอนและห่วงใยนั้นช่างน่ารักน่าใคร่จนชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยื่นมืออีกข้างไปบีบปลายจมูกรั้นของนางเบา ๆ

“โอ๊ย ท่านทำอะไรน่ะเพคะ หม่อมฉันกำลังทำแผลให้อยู่นะ!” นางตวัดสายตาใส่

“เปิ่นหวางเพียงแต่หมั่นเขี้ยวฮูหยินของตนเอง” ร่างสูงกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาทอประกายหวานล้ำ “เวลาเจ้าทำหน้ายุ่งเช่นนี้ช่างดูมีเสน่ห์เสียจริง หากรู้ว่ามีแผลเล็กน้อยแล้วจะได้เห็นเจ้าปรนนิบัติเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ เปิ่นหวางคงยอมให้พวกมันฟันสักสองสามดาบไปแล้ว”

“ห้ามพูดจาเหลวไหลเช่นนี้นะเพคะ!”

ดรุณีน้อยตีลงบนท่อนแขนล่ำสัน ทว่าไม่ได้ลงน้ำหนักแรงนัก “ชีวิตท่านเป็นของหม่อมฉันแล้ว หากหม่อมฉันไม่อนุญาตท่านก็ไม่มีสิทธิ์มาทำให้ร่างกายนี้มีบาดแผล คราวนี้หม่อมฉันจะทำโทษท่านโทษฐานที่ผิดสัญญา”

“โอ้? ฮูหยินจะทำโทษเปิ่นหวางเช่นไรหรือ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจรินรดพวงแก้มเนียน “จะลงทัณฑ์ด้วยการให้เปิ่นหวางนอนกอดเจ้าทั้งวันทั้งคืน หรือจะลงทัณฑ์ด้วยการจุมพิตเปิ่นหวางจนกว่าเปิ่นหวางจะขาดใจตายดีเล่า?”

“เยี่ยนสิงโจว! ท่านมันคนหน้าหนา!”

ใบหน้าหวานซับสีเลือดแดงก่ำจนถึงใบหู รั่วเวยรีบพันผ้าพันแผลจนเสร็จแล้วผละตัวออกห่าง ทว่าพยัคฆ์ร้ายกลับไวกว่า เขารวบเอวคอดกิ่วดึงนางให้ล้มลงมาทาบทับบนตักกว้าง แขนแกร่งกอดรัดแน่นหนา

“ใช่ เปิ่นหวางมันหน้าหนา และหน้าหนาเฉพาะกับเจ้าเพียงผู้เดียว” เยี่ยนสิงโจวกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าแฝงความใคร่รักและหวงแหนอย่างลึกซึ้ง “รั่วเวย เปิ่นหวางจัดการทุกเสี้ยนหนามหมดแล้ว ต่อจากนี้ไปเปิ่นหวางจะยกย่องเจ้าเป็นสตรีที่ยิ่งใหญ่ จะไม่มีใครกล้าดูแคลนหรือแตะต้องเจ้าได้อีก แม้แต่ตระกูลเซียวของเจ้าเปิ่นหวางก็จะเหยียบย่ำให้จมดินเพื่อชดใช้ในสิ่งที่พวกมันทำกับเจ้า”

คำบอกรักที่ไม่ได้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาตรง ๆ ทว่ากลับหนักแน่นและจริงใจยิ่งกว่าคำหวานใดในใต้หล้า โฉมงามซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง ปล่อยให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านอาบชโลมจิตใจ สองมือเล็กโอบกอดตอบบุรุษผู้เป็นดั่งแผ่นฟ้าของนาง

“หม่อมฉันไม่ต้องการความยิ่งใหญ่ใด ๆ เพคะ” นางกระซิบตอบเสียงหวานหู “หม่อมฉันขอเพียงแค่ได้อยู่เคียงข้างท่าน ได้เป็นจิ้งจอกน้อยที่คอยกวนใจท่านไปตลอดชีวิตก็เพียงพอแล้ว”

ชายหนุ่มหัวเราะ รั้งท้ายทอยทุยให้แหงนเงยขึ้น ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนกลีบปากนุ่มอย่างดูดดื่มและเนิ่นนาน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงพิเศษที่ ๐๓ จอมทรราชศิโรราบ

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงพิเศษที่ ๐๒ โคมประทีปส่องสว่าง

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงพิเศษที่ ๐๑ วสันต์รัญจวน

    ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงที่ ๓๐ บัลลังก์เคียงพยัคฆ์

    รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงที่ ๒๙ วิวาห์สะท้านแผ่นดิน

    ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงที่ ๒๘ วสันต์เบ่งบาน เตรียมงานมงคล

    จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status