LOGINย่ำรุ่งวันเทศกาลไหว้พระจันทร์กลางฤดูสารทมาเยือน บรรยากาศภายในจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินดูคึกคักกว่าปกติ ทว่าที่เรือนไผ่หยกท้ายจวนกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อสาวใช้หลายสิบชีวิตเดินเรียงแถวเข้ามาพร้อมกับหีบบรรจุอาภรณ์ล้ำค่าและเครื่องประดับทองคำหยกรุ้งมากมาย
เซียวรั่วเวยมองดูชุดกระโปรงสีแดงปักลายวิหคบนเตียงด้วยความประหลาดใจ หญิงสาวแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนก ถอยกรูดไปชิดมุมห้องราวกับกระต่ายน้อยตื่นตูม
“พะ... พวกเจ้าเอาสิ่งใดมาให้ข้าหรือ? ข้าทำผิดอันใด ทำไมจึงต้องให้ข้าสวมชุดสีแดงเช่นนี้ หรือท่านอุปราชจะประทานสุราพิษให้ข้าแล้ว” ดรุณีน้อยเอ่ยเสียงสั่นเครือ บีบน้ำตาให้รื้นขึ้นมาอย่างแนบเนียน
หัวหน้าสาวใช้รีบยอบกายลงอย่างนอบน้อม
“อนุเซียวโปรดวางใจเถิดเจ้าค่ะ ท่านอุปราชมีคำสั่งให้บ่าวมาปรนนิบัติท่านแต่งกาย เพื่อเตรียมตัวเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงชมจันทร์ในค่ำคืนนี้เจ้าค่ะ”
เข้าวัง?
โฉมงามลอบขมวดคิ้วในใจ นึกทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เยี่ยนสิงโจวเพิ่งจับได้ว่าตระกูลเซียวส่งนักฆ่ามาลอบสังหารเขา ทว่าแทนที่บุรุษผู้นั้นจะลงทัณฑ์นาง กลับสั่งให้แต่งกายงดงามเพื่อพาไปเย้ยหยันบิดาถึงในงานเลี้ยงหลวง ช่างเป็นทรราชที่รับมือยากและมีรสนิยมวิปริตเสียจริง
“ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าช่วยข้าแต่งตัวเถิด” นางแสร้งถอนหายใจอย่างจำยอม
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม การประทินโฉมก็เสร็จสิ้น ร่างบางในชุดกระโปรงสีแดงขับเน้นผิวขาวผ่องให้ดูเย้ายวนและสูงศักดิ์ ปิ่นปักผมระย้าทองคำประดับทับทิมหยดน้ำสั่นไหวตามจังหวะก้าวเดิน แม้แต่นางกำนัลที่แต่งหน้าให้ยังต้องลอบกลืนน้ำลาย
.
ดวงตะวันคล้อยต่ำ ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีส้มอมม่วง
หน้าประตูจวน รถม้าลากด้วยม้าเหงื่อโลหิตสายพันธุ์ดีสี่ตัวจอดเทียบรออยู่แล้ว เยี่ยนสิงโจวยืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมบันไดหิน ชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีดำปักดิ้นทองลายพยัคฆ์เหิน เกล้าผมครอบด้วยกวานหยกดำ กลิ่นอายรอบกายเปี่ยมไปด้วยอำนาจบาตรใหญ่ที่กดข่มผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ร่างสูงจึงปรายตามองไปเบื้องหลัง นัยน์ตาวูบไหวไปชั่วขณะเมื่อเห็นดรุณีน้อยก้าวเดินออกมา ทว่าเพียงพริบตาเดียวเขาก็ซ่อนเร้นความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา
“หม่อมฉันคารวะท่านอุปราชเพคะ” โฉมงามยอบกายลงอย่างอ่อนช้อย กิริยามารยาทงดงามไร้ที่ติ
“ขึ้นรถม้าเสีย อย่าชักช้าให้เปิ่นหวางต้องเสียเวลา” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยห้วนจัด ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าไปก่อนโดยไม่คิดจะส่งมือประคองนางแม้แต่น้อย
หญิงสาวแอบเบ้ปากไล่หลัง ‘ชิ หน้าตาหล่อเหลาปานเทพเซียน แต่นิสัยเสียยิ่งกว่าสุนัข!’
เมื่อเข้ามานั่งในห้องโดยสารอันกว้างขวางและบุด้วยพรมขนจิ้งจอก บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบ เซียวรั่วเวยนั่งตัวลีบอยู่มุมหนึ่ง ส่วนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนั่งหลับตาพิงพนักอยู่ฝั่งตรงข้าม รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่พระราชวังหลวง ล้อไม้บดเบียดกับถนนหินจนเกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นระยะ
ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลง โรคตาบอดกลางคืนของนางเริ่มออกฤทธิ์ ทัศนวิสัยรอบกายกลายเป็นเพียงเงาเลือนราง ร่างอรชรจึงเริ่มดำเนินแผนการมารยาขั้นต่อไป นางจงใจปล่อยให้ร่างกายเอนเอียงไปตามแรงเหวี่ยงของรถม้า
ตึง!
ศีรษะทุยโขกเข้ากับผนังรถม้าอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง รั่วเวยสูดปากด้วยความเจ็บปวดจริง ๆ ก่อนจะร้องอุทานออกมา
“โอ๊ย!”
ดวงตาคมของบุรุษหนุ่มลืมขึ้น เขามองสตรีที่กำลังลูบหน้าผากตนเองปอย ๆ ด้วยแววตาระอาใจ “เจ้าตั้งใจจะพังรถม้าของเปิ่นหวางด้วยศีรษะงี่เง่าของเจ้าหรืออย่างไร?”
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ” เสียงหวานสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า “เพลาพลบค่ำเช่นนี้สายตาของหม่อมฉันฝ้าฟางจนมองไม่เห็นสิ่งใดเลย รถม้าก็สั่นสะเทือนหนัก หม่อมฉันทรงตัวไม่อยู่จริง ๆ เพคะ”
เยี่ยนสิงโจวแค่นเสียงหยัน
“มารยาหญิงของเจ้ามีเพียงท่าไม้ตายเดียวคือความอ่อนแอหรือ? ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง”
“หม่อมฉันมิได้มารยาเลยนะเพคะ” หญิงสาวเถียงเสียงอ้อมแอ้ม แสร้งทำเป็นขยับตัวด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปกอดท่อนแขนแกร่งของเขาไว้แน่น “ท่านอุปราชให้หม่อมฉันเกาะท่านไว้เถิดนะเพคะ หม่อมฉันกลัวว่าหากรถม้ากระเทือนอีก หม่อมฉันอาจจะกระเด็นตกรถตายได้”
ชายหนุ่มก้มมองมือนุ่มนิ่มที่รัดแขนเขาไว้แน่น กลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาวลอยแตะจมูก ผิวเนื้อที่แนบชิดส่งผ่านไออุ่น เขาตั้งใจจะสะบัดนางทิ้ง ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มที่ซุกอยู่กับต้นแขน มุมปากก็กระตุกยิ้ม
“เกาะไว้ให้แน่นเล่า หากเจ้าหลุดมือไปเปิ่นหวางจะไม่หยุดรถม้ารับเจ้าเด็ดขาด” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากลับปล่อยให้นางเกาะแขนเขาไปตลอดทางโดยไม่ปัดป้อง
.
อุทยานหลวงในพระราชวังบรรยากาศของงานเลี้ยงชมจันทร์เต็มไปด้วยความวิจิตรตระการตา โคมไฟหลากสีสันแขวนประดับตามกิ่งไม้และศาลาริมน้ำ เสียงดนตรีบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหู ขุนนางน้อยใหญ่พร้อมด้วยฮูหยินและบุตรีต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง ทว่าภายใต้รอยยิ้มและจอกสุราที่ชนกัน กลับแฝงไปด้วยการชิงไหวชิงพริบและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน
ที่นั่งฝั่งซ้ายอันเป็นตำแหน่งของขุนนางฝ่ายบุ๋น มหาเสนาบดี ❛เซียวจางเหว่ย❜ นั่งจิบสุราด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วที่เริ่มมีรอยย่นขมวดเข้าหากัน
ป่านนี้แล้ว เหตุใดจึงยังไม่มีข่าวคราวจากหน่วยเงา หรือว่าการลอบสังหารเมื่อคืนจะล้มเหลว เสนาบดีเฒ่าคิดในใจ หากแผนพลาดรั่วเวยที่ถูกส่งไปเป็นแพะรับบาปคงถูกทรราชผู้นั้นสับเป็นหมื่นชิ้นไปแล้ว ซึ่งนั่นก็ตรงตามที่เขาวางแผนไว้กำจัดบุตรีไร้ค่าผู้นี้ให้พ้นทาง
“ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเดินทางมาถึงแล้ว!”
เสียงประกาศของขันทีดังกังวาน บรรยากาศที่เคยครึกครื้นพลันเงียบสงัด ขุนนางทุกคนรีบวางจอกสุราและลุกขึ้นยืนทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
เยี่ยนสิงโจวก้าวเข้ามาในอุทยานด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนเบิกตากว้างไม่ใช่ความน่าเกรงขามของเขา แต่เป็นสตรีร่างอรชรในชุดสีแดงที่เดินเคียงข้าง ซ้ำยังเกาะกุมแขนแกร่งของทรราชหนุ่มไว้แน่น
เซียวจางเหว่ยเบิกตากว้าง จอกสุราในมือร่วงหล่นลงพื้นกระแทกแตกกระจาย
‘รั่วเวย! นังเด็กตาบอดนั่นยังไม่ตาย! ซ้ำยังเดินควงคู่มากับเยี่ยนสิงโจ!’
เซียวรั่วเวยมองเห็นภาพลาง ๆ ของผู้คนมากมาย แต่เมื่อสายตาของนางปะทะเข้ากับเงาร่างของบิดาที่ยืนแข็งทื่ออยู่ไม่ไกล ริมฝีปากอวบอิ่มก็ลอบยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยม ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวนางก็ปรับสีหน้าให้กลายเป็นดรุณีน้อยผู้น่าสงสารที่กำลังหวาดกลัวคนแปลกหน้า ซุกกายเข้าหาแผงอกของอุปราชหนุ่มมากขึ้น
“ท่านอุปราช คนเยอะเหลือเกิน หม่อมฉันมองไม่เห็นทาง หม่อมฉันกลัวเพคะ” เสียงหวานกระซิบแผ่วเบา ทว่าจงใจให้ขุนนางรอบข้างได้ยิน
เยี่ยนสิงโจวปรายตามองบิดาของนาง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบเรือนผมของอนุภรรยาตัวน้อยอย่างอ่อนโยน ซึ่งเป็นการกระทำที่จงใจแสดงละครตบตาคนทั้งงาน
“ไม่ต้องกลัว มีเปิ่นหวางอยู่ทั้งคน หากใครกล้าแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ เปิ่นหวางจะสับมือมันผู้นั้นไปโยนให้สุนัขกิน” น้ำเสียงของเขาดังฟังชัด สายตาคมจงใจจดจ้องไปยังมหาเสนาบดีเซียวอย่างท้าทาย “จริงหรือไม่ ท่านราชครูและท่านเสนาบดีเซียว?”
เหล่าขุนนางต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เซียวจางเหว่ยหน้าซีดเผือด รีบก้าวออกมาประสานมือคารวะด้วยมือที่สั่นเทา
“ทะ... ท่านอุปราชกล่าวถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ บารมีของท่านปกแผ่แผ่นดินย่อมไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินคนของท่าน”
บุรุษร่างสูงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขาจับจูงมือของเซียวรั่วเวยเดินตรงเข้าไปหาบิดาของนางอย่างช้า ๆ แรงบีบที่ฝ่ามือทำให้นางรู้ว่าเขากำลังบังคับให้นางเผชิญหน้ากับความจริง
“อนุเซียว บิดาของเจ้าอยู่ตรงหน้าแล้ว เหตุใดจึงไม่ทักทายเล่า?” เยี่ยนสิงโจวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความนัย
ดรุณีน้อยแสร้งทำตัวสั่นเทา นางช้อนสายตาที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองเงาเลือนรางของบิดา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของคนฟัง
“ท่านพ่อ ท่านอุปราชเมตตาข้ายิ่งนัก ท่านพ่อ... ท่านคงดีใจใช่หรือไม่เจ้าคะ ที่เห็นข้ายังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย?”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนตบหน้ามหาเสนาบดีเซียวกลางงานเลี้ยง ขุนนางรอบข้างต่างลอบมองหน้ากันด้วยความสงสัย เซียวจางเหว่ยกัดฟัน พยายามปั้นหน้ายิ้มแย้มทั้งที่ในใจร้อนรุ่ม
“ยะ... ย่อมต้องดีใจสิ รั่วเวยเอ๋ย เจ้าได้ปรนนิบัติท่านอุปราช ถือเป็นวาสนาของตระกูลเซียวแล้ว”
ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะตึงเครียดไปมากกว่านี้ เสียงแตรสังข์ก็ดังขึ้นยาวเหยียด ตามมาด้วยเสียงประกาศของหัวหน้าขันที
“ฮ่องเต้เสด็จแล้วววววววว”
ทุกคนรีบคุกเข่าลงทำความเคารพ ยกเว้นเพียงเยี่ยนสิงโจวที่ยืนตระหง่านอย่างผ่าเผย ซ้ำยังรั้งเอวบางของเซียวรั่วเวยไว้ไม่ให้นางคุกเข่าลงไป การกระทำอันโอหังนี้ทำให้โอรสสวรรค์วัยเยาว์ที่เพิ่งก้าวเข้ามาถึงกับชะงัก พระพักตร์ของฮ่องเต้น้อยบิดเบี้ยวด้วยความคั่งแค้น
“ท่านอุปราช สตรีผู้นี้คือใครกัน เหตุใดจึงกล้ายืนหยัดต่อหน้าเจิ้นโดยไม่คุกเข่า!” เสียงตวาดของยุวกษัตริย์ดังก้อง ทว่าแฝงไปด้วยความหวาดหวั่น
มุมปากของเยี่ยนสิงโจวเหยียดยิ้มร้ายกาจ เขาจงใจโอบกระชับเอวคอดของสตรีข้างกายให้แนบชิดขึ้นไปอีก ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของคน
“ฝ่าบาท สตรีผู้นี้คือคนของกระหม่อม” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างเนิบนาบ ทว่าทรงอำนาจจนสะกดกั้นทุกลมหายใจ “และคนของเยี่ยนสิงโจวไม่จำเป็นต้องคุกเข่าให้ผู้ใดในใต้หล้า แม้แต่พระองค์ก็มิข้อยกเว้นพ่ะย่ะค่ะ”
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค
ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท
รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล
ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ
จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข







