LOGINเสิ่นม่านอวี้ ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย เป็นพี่สาวของนางร้ายคลั่งรักที่กล้าลงมือทำร้ายนางเอกปางตาย จนพระเอกสั่งต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตร ส่วน จวินลู่เอิน นักเขียนนิยายเรื่องนี้ก็ทะลุมิติมาอีกคน เป็นองค์หญิงใหญ่เจ้าสำราญที่พระเอกต้องการสังหารล้มบัลลังก์ทั้งราชวงศ์ เพื่อสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่เคียงคู่กับนางเอก เมื่อคนหนึ่งต้องตาย ส่วนอีกคนกำลังจะตาย... สองสาวถึงได้ร่วมมือกัน เป็นเพื่อนหญิงพลังหญิง! แล้วหาทางล้มพระเอกของเรื่องลงซะ! แต่ทว่าในระหว่างแผนการนั้นเอง... เพราะความเมาเหล้าในงานบาร์โฮสที่จัดขึ้นในจวนองค์หญิงใหญ่ เสิ่นม่านอวี้ได้ไปขึ้นเตียงของจวินหลิงชาง น้องชายของจวินลู่เอิน ผู้สำเร็จราชการจอมโหดแห่งราชวงศ์! “พี่หญิงเสิ่น! ท่านต้องรับผิดชอบข้าด้วย!” เจ้าหมาเด็กร้องโวยวายอย่างไม่ยินยอมที่ตนถูกฟันแล้วทิ้ง เสิ่นม่านอวี้กลอกตามองบนอย่างจนใจ “คนจะตายอยู่แล้ว ยังจะให้มารับผิดชอบอะไรอีก! ถ้าอยากจะให้ข้ายกขบวนสินสอดไปขอ เจ้าก็ไปจัดการพระเอกให้พวกข้าก่อนสิ!” “ได้!” จวินหลิงชางยกยิ้มมุมปาก “ถ้าข้าทำสำเร็จ ท่านต้องยกขบวนสินสอดยาวสิบลี้ไปขอข้านะ พี่หญิงเสิ่น!”
View More“อ่า... อืม... แสงจันทร์นวลผ่อง... เอิ้ก...” เสียงครางหงุงหงิงสลับเสียงเรอดังลอดมาจากริมฝีปากบางของ เสิ่นม่านอวี้ หญิงสาวจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นต้าเยี่ยนได้หกปีแล้ว
ยามนี้ ใบหน้านวลกำลังแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราจากงานเลี้ยงชมบุปผาราตรีของ จวินลู่เอิน ที่จวนองค์หญิงใหญ่ ซึ่งเป็นจวนส่วนตัวนอกวังหลวง
ส่วนสาเหตุที่บุตรีพ่อค้าอย่างนางสามารถมาร่วมงานเลี้ยงส่วนตัวของราชวงศ์เช่นนี้ได้ก็เป็นเพราะว่าองค์หญิงใหญ่ จวินลู่เอิน เองก็เป็นคนทะลุมิติเข้ามาเช่นเดียวกัน!
สองสาวสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว นั่นจึงทำให้เสิ่นม่านอวี้ได้รู้ตัวด้วยว่าตัวเองทะลุเข้ามาในนิยายพร้อมฐานะพี่สาวของนางร้ายที่จะต้องมาตายในตอนจบ ส่วนจวินลู่เอินเองก็ดันเป็นองค์หญิงใหญ่ของราชวงศ์ที่พระเอกของเรื่องต้องการโค่นล้ม ล้างบางทั้งราชวงศ์ด้วยเช่นเดียวกัน!
สองสาวจึงต้องร่วมมือกันหาทางบิดเนื้อเรื่อง เพื่อเอาชีวิตรอด!
แต่ทว่า... ยามนี้ พระเอกของเรื่องยังมาไม่ถึงเมืองหลวง พวกนางจึงได้ใช้ชีวิตกันอย่างเต็มที่ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด!
ด้วยฐานะ เงินทองและอำนาจที่มีอยู่ในมือ จวินลู่เอินจึงได้ตัดสินใจจัดบาร์โฮสต์ขึ้นมาในจวนองค์หญิงใหญ่ โดยใช้ชื่อเรียกสวยหรูว่างานเลี้ยงชมบุปผาราตรี!
และแน่นอนว่าเสิ่นม่านอวี้ได้กลายเป็นแขกประจำของงานเลี้ยงนี้ไปเสียแล้ว อีกทั้งยังเป็นสปอนเซอร์หลักของงานเลี้ยงด้วยการขนสุราเลิศรสจากโรงเหล้าเสิ่นเชียน โรงเหล้าประจำตระกูลของนางเองมาเลี้ยงอย่างไม่อั้นเหมือนอย่างในค่ำคืนนี้
เสิ่นม่านอวี้เดินเมามายไปตามทางภายในจวนองค์หญิงใหญ่อย่างคนคุ้นเคย ด้วยทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยง นางก็มักจะพักค้างคืนที่เรือนรับรองของจวนเสมอ ก่อนจะเดินทางกลับจวนสกุลเสิ่นในเช้าวันรุ่งขึ้น
ครืน...
เสียงบานประตูเรือนรับรองเลื่อนเปิดอย่างแผ่วเบา ร่างบางหยุดชะงักไปชั่วครู่ เมื่อได้กลิ่นกำยานหอมฉุนลอยเข้ามาปะทะจมูกอย่างจัง
หรือว่าเอินเอินจะสั่งให้คนมาจุดกำยานสงบจิตเตรียมไว้ให้...
อืม... อืม... ช่างเป็นสหายที่ดีเสียจริง!
แต่ดูเหมือนว่ากลิ่นมันจะฉุนไปสักหน่อย... สงสัยต้องบอกเอินเอินให้เปลี่ยนสักหน่อยแล้ว...
เสิ่นม่านอวี้เลื่อนบานประตูปิดอย่างไม่คิดสิ่งใด ยามนี้ นางแค่ต้องการจะล้มลงไปนอนบนฟูกนุ่ม ๆ ก็เท่านั้น ดวงตาราวผลซิ่งของนางแทบจะปิดปรือด้วยฤทธิ์สุราอยู่แล้ว
แต่ทว่า เมื่อเดินมาถึงเตียงกว้างที่เคยนอนเป็นประจำกลับพบว่ามีผู้มานอนรออยู่ก่อนแล้ว
“เอ๊ะ...” เสิ่นม่านอวี้ลากเสียงยาวอย่างสงสัย พยายามถ่างตาขึ้นดูว่าใครกันที่บังอาจมาแย่งที่นอนของนางในคืนนี้
ภาพบุรุษใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกแกะสลัก คิ้วหนาดั่งกระบี่คมขมวดมุ่นดูคล้ายกับกำลังสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์บางอย่างภายในตัวจนใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ
และที่ทำให้เสิ่นม่านอวี้แทบจะสร่างเมาจนตื่นเต็มตาก็คือท่วงท่าของบุรุษผู้นั้นที่นอนเหยียดกายด้วยชุดชั้นในสีขาวบางเบาที่ปกปิดแผงอกหนาแน่นอย่างรำไร สองข้อมือหนาถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือ... กุญแจมือ!
เสิ่นม่านอวี้ “!!!”
เหตุใดจึงได้มีบุรุษมานอนบนเตียงของข้าได้ล่ะ!?
นี่เจ้าเปิดบาร์โฮสต์ในจวนองค์หญิงใหญ่ยังไม่พอให้เขาเล่าลือกันอีกรึ? เอินเอิน!
เสิ่นม่านอวี้ไม่นึกแปลกใจสิ่งใดทั้งสิ้นว่าจวินลู่เอินจะกล้าหาญชาญชัยทำเรื่องเช่นนี้ เพราะแคว้นต้าเยี่ยนในยามนี้ ล้วนแต่ตกอยู่ในมือของนางและน้องชายทั้งสิ้น
โดยจวินลู่เอินมีน้องชายทั้งหมดสามคนคือจวินหลิงชาง ผู้เป็นแฝดพี่ชายที่ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในยามนี้ จวินเหยียนสือ แฝดน้องชายที่เป็นเพียงท่านอ๋องอ่อนแอ และจวินอี๋เทียนหรือฮ่องเต้หย่งอานที่มีอายุเพียงสิบพรรษา
สาเหตุที่ฮ่องเต้หย่งอานได้ขึ้นครองราชย์เนื่องจากพระองค์คือสายเลือดของฮ่องเต้ฮั่นเฉิงและมู่อวี่ฮองเฮา ในขณะที่จวินลู่เอิน จวินหลิงชาง และจวินเหยียนสือเป็นเพียงองค์หญิงองค์ชายที่ประสูติจากเฉียวเต๋อเฟยที่เคยเป็นนางกำนัลคนสนิทของมู่อวี่ฮองเฮามาก่อน
ครั้นดวงตาเมล็ดซิ่งเบิกกว้างขึ้น เสิ่นม่านอวี้จึงได้เห็นภาพวาดยามลมวสันต์ของชายหญิงในหลากหลายท่วงท่าอิริยาบถที่แขวนไว้อย่างเรียงรายนับสิบภาพภายในห้องนั้น
ดวงหน้านวลที่แดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราก็ยิ่งแดงลามไปถึงใบหู
อะไรกันล่ะเนี่ย เอินเอิน!?
ไหนตกลงกันแล้วไงว่าแค่ดริ้งค์ในงานพอเป็นพิธี แต่ไม่มีเรื่องอย่างว่าไง แล้วนี่มันอะไรกัน?
ไม่ได้ต้องกลับไปคุยกับเอินเอินให้รู้เรื่อง!
เสิ่นม่านอวี้สะบัดใบหน้าไปมาด้วยความมึนงงทั้งจากฤทธิ์สุราในกายกับกลิ่นหอมฉุนจากกำยานภายในเรือนรับรอง ร่างบางโงนเงนไปมา เตรียมจะหมุนตัวกลับออกไป “อ๊ะ!”
จู่ ๆ คลื่นความร้อนก็พลุ่งพล่านตีรวนขึ้นมาในกายจนร่างบางซวนเซจนมือบางต้องเอื้อมไปค้ำกับเสาเตียง ลมหายใจเริ่มร้อนระอุหอบกระชั้น
เพียงแค่ฤทธิ์กำยานปลุกกำหนัดก็ทำให้สตรีบอบบางอย่างนางสติหลุดลอยได้แล้ว และเมื่อผสมผสานไปกับฤทธิ์สุราเข้มข้นในร่างกายอีก นั่นจึงทำให้สติของเสิ่นม่านอวี้หลุดลอยได้ไม่ยาก!
“ร้อนจัง...” เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา มือหนึ่งเลื่อนขึ้นขึ้นมาสะบัดสาบเสื้อเพื่อสร้างลมเย็น ส่วนอีกมือก็ถกแขนเสื้อให้สูง เพื่อหวังระบายลมร้อนที่ปะทุอยู่ในภายใน “ทำไม... มันรู้สึกอัดอึดแบบนี้นะ...”
ร่างบางบิดแอ่นไปมาอย่างอุธัจ กลิ่นกำยานหอมฉุนยังคงลอยอบอวลไปทั่วเรือนกว้าง ดวงตาราวผลซิ่งที่เคยทอประกายสดใสอย่างชัดเจนกลับค่อย ๆ เลื่อนลอยด้วยฤทธิ์ยา
สมองของเสิ่นม่านอวี้ค่อย ๆ พร่าเลือนไปทีละน้อย จากความตั้งใจที่จะพุ่งตัวออกจากเรือนรับรอง เพื่อหลบหนีไปนอนพักที่เรือนอื่น แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดสองขาของนางกลับก้าวตรงไปทางเตียงเสียอย่างนั้น!
ปลายเท้าเล็กก้าวพลางหยุดชะงักราวกับว่าจิตสำนึกสุดท้ายของนางกำลังต่อสู้กับความมึนเมาอย่างสุดชีวิต ศีลธรรมในใจร้องลั่นว่าให้นางหมุนตัวออกจากเรือนไปเสียเดี๋ยวนี้
แต่ทว่าร่างกายของนางกลับร่ำร้องบอกว่าความอึดอัดทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นนี้ มีเพียงคนบนเตียงนี้เท่านั้นที่สามารถดับมันลงได้!
“ไม่...” เสิ่นม่านอวี้ร้องครางเบาหวิวพลางสะบัดศีรษะ สองตาหลับแน่น พยายามยื้อยุดสติสุดท้ายกับสัญชาตญาณของร่างกาย “อึก! อื้อ!”
ราวกับถูกร่างกายลงโทษ ยิ่งนางฝืนปฏิเสธ ความร้อนรุ่มที่ซุกซ่อนอยู่ก็ระเบิดออกมาจนร่างบางสั่นสะท้าน ภายในท้องน้อยรู้สึกได้ถึงผีเสื้อนับร้อยตัวที่กระพือปีกหมุนวนอยู่ในนั้น
ดวงตาราวผลซิ่งเปิดปรือคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เมื่อสุดท้ายแล้ว นางก็ไม่อาจฝืนอดทนอีกต่อไปได้!
“ช่วยข้าด้วย...”
เพราะในระหว่างนั้น หลังจากที่บิดามารดาของนางเสียชีวิต เสิ่นม่านอวี้ก็ต้องผันตัวมาเป็นหัวเรือใหญ่ในการพยุงโรงเหล้าเสิ่นเชียนและดูแลน้องสาวอีกสองคนแทนนางจึงได้ใช้ความรู้ความสามารถจากอนาคตมาปรับปรุงสูตรเหล้าของที่บ้านอย่างสุราขาวและสุราข้าวหมักให้สะอาด ใส และรสชาติคงที่ แล้วจึงสร้างเหล้าบุปผาแดงที่มีรสชาติละมุนลิ้นถูกใจคนทุกชนชั้น จนสามารถกวาดเงินได้หลายหมื่นตำลึงทันทีที่วางจำหน่ายภายในสามปี โรงเหล้าเสิ่นเชียนก็ก้าวขึ้นมาเป็นพ่อค้ารายใหญ่ในการจำหน่ายเหล้าสุราในแคว้นต้าเยี่ยน แต่เดิมที่เป็นเพียงโรงกลั่นและโรงบ่มขนาดใหญ่ที่ส่งเหล้าให้แก่ร้านค้ารายย่อยทั่วเมืองหลวงเสิ่นม่านอวี้จัดการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ย้ายโรงบ่มเหล้าให้ไปอยู่ที่นอกเมืองเน้นผลิตและส่งออกเป็นไห ๆ ให้คู่ค้ารายใหญ่อย่างโรงเตี๊ยมและหอนางโลม ปรับเปลี่ยนหน้าร้านในเมืองหลวงให้กลายเป็นโชว์รูมหรือห้องชิมเหล้าสุดหรู โดยยังคงเน้นการขายส่งเป็นหลัก แต่ใช้หน้าร้านไว้สำหรับการสร้างแบรนด์โดยเฉพาะกิจการของโรงเหล้าเสิ่นเชียนดีวันดีคืน จนเสิ่นม่านอวี้คิดค้นนำเอาสูตรเหล้าในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดออกมาอีกหลายรา
‘ตู้ซื่อจื่อกล่าวว่านางแต่งเข้ามาเป็นพี่สะใภ้ แล้วเหตุใดเมื่อครู่จึงพูดว่าแต่งเป็นชายาเอกเท่าเทียมเล่า?’ หางคิ้วของเสิ่นม่านอวี้เลิกขึ้นสูงอย่างแปลกใจ ‘เท่าที่ข้าทราบ แม้แต่ราชวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงยังมีฮูหยินเอกเพียงคนเดียวเท่านั้นเลยมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดตู้ซื่อจื่อจึงกล้าฉีกศีลธรรมของบ้านเมืองเช่นนี้ มิใช่ถือว่าตนสูงศักดิ์กว่าหรือ จึงไม่เห็นกฎของแคว้นอยู่ในสายตา!’ตู้เหวินเจี๋ย ‘!!!’‘และถ้าหากข้าจำไม่ผิด... ข้าขอหนังสือหมั้นของข้าและคุณหนูหยางหน่อย’ เสิ่นม่านอวี้วางมาดคุณหนูสูงศักดิ์แบมือไปทางหวงหมัวมัวที่รีบหยิบส่งให้ แล้วหวงหมัวมัวก็เดินไปกระชากหนังสือหมั้นของหยางเพ่ยเจินจากมือแม่สื่อมาส่งให้เจ้านายอย่างนอบน้อมเสิ่นม่านอวี้กวาดสายตาอ่านเนื้อหาข้างในอย่างรวดเร็ว และก็เป็นอย่างที่นางคิด สองมือสะบัดคลี่หนังสือหมั้นที่ลงนามและประทับตราถูกต้องอย่างเป็นทางการทั้งสองฉบับออก หันไปให้ชาวบ้านที่กำลังมุงดูอยู่ช่วยอ่านในทันที‘ตามหนังสือหมั้นของข้ามีการระบุชัดเจนเมื่อวันที่สี่เดือนแปดของปีที่แล้ว แต่หนังสือหมั้นของคุณหนูหยางคือวันที่ยี่สิบเดือนสามของปีนี้ นั่นหม
รถม้าจวนสกุลเสิ่นเคลื่อนตัวออกจากจวนองค์หญิงใหญ่อย่างเงียบ ๆ ในขณะที่เสิ่นม่านอวี้เอนกายนอนพิงพนัก สองขาทอดเหยียดยาวกางออกกว้าง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่หน่วงหนึบขึ้นมา สองดวงตาค่อย ๆ ปิดลงด้วยต้องการพักผ่อนสมองของเสิ่นม่านอวี้ล่องลอยไปถึงวันแรกที่ทะลุมิติมาที่เมืองหลวงของแคว้นต้าเยี่ยนเมื่อหกปีก่อนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เสิ่นม่านอวี้เป็นนักออกแบบเครื่องดื่มระดับแนวหน้าของโรงแรมห้าดาว เป็นการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการดีไซน์รสชาติ มีความเชี่ยวชาญในการดึงกลิ่นอายของสมุนไพรและผลไม้มาจับคู่กันจนกลายเป็นเครื่องดื่มชั้นสูงและเพราะความสามารถเฉพาะตัวนั้น ทำให้นางต้องหักโหมร่างกายคิดค้นเครื่องดื่มสูตรใหม่ ๆ เพื่อรับรองแขกกิตติมศักดิ์ให้กับโรงแรมหลายวันติดต่อกัน จึงได้หมดสติและเสียชีวิตไปครั้นกะพริบตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เสิ่นม่านอวี้ก็เห็นเพียงผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงชาด ด้วยความตกใจ นางจึงเลิกผ้าคลุมขึ้นทันที แล้วจึงได้สังเกตเห็นตัวเองในชุดเจ้าสาวสวยหรูในเกี้ยวขนาดสี่คนหามที่กำลังมุ่งตรงไปยังจวนเจ้าบ่าวจากการอ่านนิยายและดูซีรีส์เอไอมามาก ทำให้นางทำความเข้าใจ
“โอย...” เสียงครางแหบพร่าดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่บวมช้ำของนางเสิ่นม่านอวี้ค่อย ๆ กะพริบตาตื่นตามเวลาตื่นนอนของร่างกาย ครั้นได้เห็นเพดานเรือนรับรองที่คุ้นตา จึงจำได้ทันทีว่าเมื่อคืนตนมาร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาราตรีที่จวนองค์หญิงใหญ่อีกแล้วแต่ความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับว่าร่างกายกำลังจะแตกสลายก็ผุดขึ้นมาในทันที นั่นจึงทำให้นางจำได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ... ท่ามกลางความมึนงง เหมือนว่านางจะได้ข้ามเส้นต้องห้ามไปเสียแล้ว!ข้าทำเรื่องอย่างว่าไปจริง ๆ รึ!?“!!!” ดวงตาเมล็ดซิ่งของเสิ่นม่านอวี้พลันเบิกกว้าง รู้สึกสร่างเมาขึ้นมาในทันทีความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นานาไหลวนอยู่ในหัว นอกจากสัมผัสรวดร้าวในทุกส่วนของร่างกายแล้ว นางยังรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของศีรษะใครบางคนที่ซุกซบอยู่บนไหล่บอบบางของนาง อีกทั้งแขนกำยำก็ยังพาดทับลงบนหน้าท้องของนางอีกด้วยเดี๋ยวนะ! ข้ากับเอินเอินเคยตกลงกันไว้แล้วนี่ว่าจะแค่เรียกเด็กมานั่งดริ้งค์ด้วยกันเฉย ๆ น่ะ ไม่มีทางทำผิดจารีตกันอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น เถียนหมัวมัวคงไม่ยืนหน้าตึงคอยกำกับพวกนางอย่างใกล้ชิดเช่นนั้นหรอก!แต่ว่า... ถ้าไ





