LOGINบรรยากาศที่เคยอบอวลด้วยเสียงดนตรีพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วงหล่น เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นต่างก้มหน้าต่ำจนคางแทบชิดอก เหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมตามแผ่นหลัง ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจแรง
ฮ่องเต้น้อย ❛ฉีหยวน❜ กำหมัดแน่น พระพักตร์ที่เพิ่งแตกพานบิดเบี้ยวด้วยความคั่งแค้นปนหวาดหวั่น แม้จะเป็นถึงโอรสสวรรค์ ทว่าอำนาจที่แท้จริงกลับตกอยู่ในกำมือของบุรุษชุดดำเบื้องหน้าอย่างเบ็ดเสร็จ การถูกหักหน้ากลางธารกำนัลเช่นนี้นับเป็นการเหยียบย่ำพระเกียรติยศอย่างรุนแรง
“ท่านอุปราชช่างรักหยกถนอมบุปผายิ่งนัก” ยุวกษัตริย์เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาสีหน้าให้ดูราบเรียบ “เจิ้นเพียงแปลกใจที่ไม่เคยเห็นสตรีผู้นี้มาก่อน ในเมื่อนางคือคนของท่าน เจิ้นย่อมไม่ถือสาหาความ ทุกท่านลุกขึ้นตามสบายเถิด!”
เมื่อสิ้นกระแสรับสั่ง เหล่าขุนนางจึงค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นกลับเข้าประจำที่ ทว่าสายตานับร้อยคู่กลับลอบมองมายังสตรีในชุดแดงเป็นตาเดียว
เซียวรั่วเวยก้มหน้างุด ซุกใบหน้าจิ้มลิ้มเข้ากับแผงอกกว้างของบุรุษข้างกายอย่างแนบเนียน ร่างอรชรแสร้งสั่นเทา ทว่าภายในใจกลับกำลังลอบสบถด่าทอชายหนุ่มอย่างสาดเสียเทเสีย
‘เจ้าทรราชบัดซบ เจ้าอยากประกาศศักดาข่มขู่ฮ่องเต้ก็เรื่องของเจ้าสิ เหตุใดต้องลากข้าเข้ามาเป็นเป้านิ่งให้คนทั้งราชสำนักรุมสาปแช่งด้วยเล่า!’
เยี่ยนสิงโจวก้มมองเรือนผมหอมกรุ่นที่ซุกอยู่ตรงอก มุมปากปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ ชายหนุ่มโอบประคองร่างบางให้เดินเคียงคู่กันไปทรุดตัวลงนั่งยังโต๊ะฝั่งขวา ซึ่งตั้งอยู่สูงกว่าขุนนางทั่วไปและอยู่ในระดับเดียวกับพระที่นั่งขององค์ฮ่องเต้ บ่งบอกถึงสถานะอันไร้เทียมทานของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
“เลิกสั่นได้แล้วอนุเซียว งานเลี้ยงเพิ่งจะเริ่มต้น หากเจ้าชิงอกแตกตายไปเสียก่อน เปิ่นหวางคงหมดสนุก” เสียงทุ้มกระซิบชิดใบหูเล็ก ลมหายใจที่เป่ารดทำเอาโฉมงามขนลุกซู่
“หม่อมฉันหวาดกลัวนี่เพคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาด้วยนัยน์ตาที่คลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำใส “รังสีอำมหิตรอบกายพุ่งเป้ามาที่หม่อมฉันจนแทบจะพรุนไปทั้งร่างแล้ว หากสายตาของคนเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นคมหอกคมดาบได้ หม่อมฉันคงถูกสับเป็นหมื่นชิ้นไปแล้ว”
“มีเปิ่นหวางอยู่ ใครกล้าแตะต้องเจ้า” ร่างสูงแค่นเสียงขึ้นจมูก เอื้อมมือไปหยิบจอกสุราขึ้นจิบด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน “นอกจากบิดาผู้ประเสริฐของเจ้าที่บัดนี้หน้าซีดไปแล้ว”
โฉมงามปรายตามองฝั่งตรงข้ามผ่านม่านสายตาที่แสร้งทำเป็นพร่ามัว มหาเสนาบดีเซียวจางเหว่ยกำลังนั่งกระสับกระส่าย มือที่ถือตะเกียบสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่บิดายังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ยิ่งยืนยันได้ว่าตระกูลเซียวหมดสิ้นหนทางที่จะคุ้มครองนางแล้วจริง ๆ
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม นางรำหลวงกรีดกรายร่ายรำอยู่กลางลาน ทว่าไม่มีผู้ใดมีแก่ใจจะชื่นชมความงามนั้น จวบจนกระทั่ง ❛จินอ๋อง❜ พระปิตุลาของฮ่องเต้ ซึ่งเป็นหัวหอกของขุนนางฝ่ายขวาลุกขึ้นยืนพร้อมจอกสุราในมือ
“ค่ำคืนสารทฤดูจันทร์กระจ่างฟ้า นับเป็นนิมิตหมายอันดี” จินอ๋องแย้มยิ้มจอมปลอม “เปิ่นหวางขอเป็นตัวแทนขุนนางทั้งปวงดื่มอวยพรให้ท่านอุปราชที่ทุ่มเทแรงกายเพื่อแว่นแคว้น และได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวผู้นี้เชี่ยวชาญการชงชาและรินสุราไม่เป็นรองผู้ใด ไฉนเลยท่านอุปราชไม่ให้นางรินสุรามงคลจอกนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเราเล่า?”
ถ้อยคำนั้นดูคล้ายการยกย่อง ทว่าแท้จริงแล้วคือการทดสอบและหักหน้า ขุนนางทั้งกระดานต่างรู้ดีว่าบุตรีคนโตของตระกูลเซียวป่วยเป็นโรคตาบอดกลางคืน การให้นางรินสุราในที่แสงสลัวเช่นนี้ย่อมหวังให้นางทำพลาดและสร้างความอับอายแก่เยี่ยนสิงโจว
เซียวจางเหว่ยสะดุ้ง รีบผุดลุกขึ้นหมายจะกล่าวทัดทาน ทว่าสายตาคมของอุปราชหนุ่มกลับตวัดมาสะกดไว้เสียก่อน
“จินอ๋องช่างรู้ใจข้านัก” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเย็นเยียบ เขาหันมามองดรุณีน้อยข้างกาย “อนุเซียว ในเมื่อท่านอ๋องเอ่ยปากขอ เจ้าก็รินสุราให้ข้าสักจอกเถิด”
เซียวรั่วเวยลอบกัดฟันกรอด
‘จินอ๋องหน้าเหม็น ผู้ใดเชี่ยวชาญการรินสุรากัน ข้าถูกขังอยู่ในเรือนซอมซ่อ จับแต่ด้ามไม้กวาดต่างหากเล่า’
ทว่าในเมื่อหมากถูกเดินมาถึงขั้นนี้ หญิงสาวจึงต้องรับสมอ้าง นางค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย สองมือบางเอื้อมไปประคองกาดินเผาเคลือบที่บรรจุสุรารสเลิศไว้ นางกะพริบตาถี่ ๆ แสร้งทำเป็นเพ่งมองหาจอกสุราตรงหน้าบุรุษหนุ่มอย่างยากลำบาก
“แสงโคมสลัวเกินไป หม่อมฉันมองไม่ค่อยชัดเลยเพคะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างน่าเวทนา
นางขยับตัวเข้าไปใกล้โต๊ะ ทว่าจังหวะที่กำลังจะเอียงกาสุรา ร่างอรชรกลับสะดุดชายกระโปรงสีแดงของตนเองอย่างแนบเนียน
“ว้าย!”
กาสุราในมือหลุดลอย รั่วเวยแสร้งเสียหลักพุ่งตัวไปด้านหน้า ทว่าทิศทางที่กาสุราลอยไปนั้นไม่ใช่ทางเยี่ยนสิงโจว แต่กลับพุ่งตรงรี่ไปทางที่นั่งของจินอ๋องซึ่งอยู่ถัดไปเพียงไม่กี่ก้าว
เพล้ง! ซ่า!
กาดินเผาตกแตกกระจาย สุราฤทธิ์แรงสาดกระเซ็นรดชุดคลุมไหมทองคำของจินอ๋องจนเปียกชุ่มไปทั้งตัว กลิ่นละมุดคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ตกใจจนหงายหลังตกจากเก้าอี้ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของเหล่านางกำนัล
“โอ๊ย! หม่อมฉันสมควรตาย! หม่อมฉันสมควรตาย!” โฉมงามรีบทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร “สายตาหม่อมฉันฝ้าฟางนัก หม่อมฉันสะดุดชายกระโปรงจนทำกาสุราหลุดมือ ท่านอ๋องโปรดอภัยให้ความโง่เขลาของหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ!”
จินอ๋องตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยสภาพทุลักทุเล ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “นังเด็กตาบอด! เจ้าจงใจสาดสุรารดเปิ่นหวาง!”
“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเจือแววขบขันของเยี่ยนสิงโจวดังแทรกขึ้น ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วก้าวมาซ้อนอยู่เบื้องหลังสตรีที่กำลังคุกเข่า มือแกร่งวางแหมะลงบนลาดไหล่บางอย่างปกป้อง
“นางเป็นโรคตาบอดกลางคืน เรื่องนี้ขุนนางทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดี ท่านเป็นผู้ร้องขอให้นางรินสุราเอง ในเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะโทษว่านางจงใจได้อย่างไร หรือท่านอ๋องคิดว่าสตรีที่ตามองไม่เห็นจะสามารถเล็งเป้าหมายได้แม่นยำถึงเพียงนั้น?”
คำพูดของเขาปิดปากจินอ๋องจนมิด หากยอมรับว่านางเล็งแม่น ก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองโง่เขลาที่ถูกสตรีตาบอดหลอกลวง แต่หากบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ ก็ต้องกล้ำกลืนความอัปยศนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว
“เปิ่นหวางเพียงแค่ตกใจ มิได้มีเจตนาตำหนิคุณหนูเซียว” จินอ๋องกัดฟันตอบ ก่อนจะขอตัวไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ด้วยความเคียดแค้น
ฮ่องเต้น้อยทอดพระเนตรความพ่ายแพ้ของพระปิตุลาด้วยสายตาแข็งกร้าว พระองค์กำจอกสุราทองคำในมือแน่น ก่อนจะแย้มพระสรวล
“ในเมื่อเป็นอุบัติเหตุก็ช่างมันเถิด ขันทีนำสุราแสงจันทร์ร้อยปีที่เจิ้นเก็บรักษาไว้ออกมาประทานให้ท่านอุปราช เพื่อเป็นการปลอบขวัญอนุเซียวที่ต้องตื่นตระหนกก็แล้วกัน”
สิ้นเสียงรับสั่ง ขันทีคนสนิทก็นำถาดทองคำที่มีกาสุราหยกขาวงดงามเดินตรงมายังโต๊ะของเยี่ยนสิงโจว สุราสีใสถูกรินลงในจอกจันทราอย่างบรรจง กลิ่นหอมประหลาดลอยอวลเตะจมูก
ทว่าในขณะนั้นเอง เซียวรั่วเวยที่เพิ่งถูกพยุงให้ลุกขึ้นนั่งกลับประสาทสัมผัสตื่นตัว จมูกของนางที่ถูกฝึกฝนให้แยกแยะพิษได้นับร้อยชนิดสูดดมกลิ่นหอมหวานที่แฝงความขื่นปร่าบางเบาซึ่งปะปนอยู่ในกลิ่นสุรา
พิษสลายวิญญาณ!
ดรุณีน้อยเบิกตากว้าง พิษชนิดนี้ไร้สี ไร้รส แต่มีกลิ่นหอมคล้ายดอกหลานฮวา หากผู้มีวรยุทธ์ดื่มเข้าไป ลมปราณจะแตกซ่านและกระอักเลือดตายภายในเจ็ดก้าว ฮ่องเต้น้อยใจกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ กล้าวางยาพิษผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่อหน้าธารกำนัล
ชายหนุ่มผู้ถูกหมายหัวยกยิ้มมุมปาก เขาดูไม่ออกว่าสุรานี้มีพิษ ทว่าประสบการณ์เฉียดตายสอนให้เขาระแวดระวัง ทว่าหากเขาปฏิเสธสุราพระราชทานย่อมเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งหน้า และอาจเป็นข้ออ้างให้กองกำลังรักษาพระองค์ที่ซุ่มอยู่รอบนอกบุกเข้ามาจับกุมตัวเขาได้
มือหนาเอื้อมไปคว้าจอกหยกขาวขึ้นมาถือไว้ เตรียมจะยกขึ้นจรดริมฝีปาก
‘หากเขาตาย ข้าก็ต้องตายเป็นเพื่อนเขาแน่!’
ความรอดของชีวิตอยู่เหนือความกลัวใด ๆ ร่างบางตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นางแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกกับเสียงพลุไฟที่เพิ่งถูกจุดขึ้นบนท้องฟ้ากะทันหัน
“กรี๊ด! ฟ้าผ่าหรือเพคะ หม่อมฉันกลัว!”
โฉมงามแผดเสียงร้องลั่น พุ่งเข้าใส่แผงอกของบุรุษหนุ่มประดุจคนสติหลุด มือเรียวปัดป่ายเปะปะไปมากลางอากาศ และจงใจฟาดเข้าที่ข้อมือแกร่งของเขา
เพล้ง!
จอกร่วงหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย สุราพิษสาดกระเด็นลงบนพื้นหินเกิดเสียงฟู่เบา ๆ พร้อมควันสีขาวระเหยขึ้นมาเพียงชั่วครู่ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมงานเลี้ยงอีกครั้ง ฮ่องเต้น้อยผุดลุกขึ้นประทับยืนด้วยความกริ้วโกรธ
“บังอาจ! นังเด็กตาบอด เจ้ากล้าปัดสุราพระราชทานของเจิ้นทิ้งกระนั้นหรือ! ทหาร ลากตัวนางไปประหารเดี๋ยวนี้!”
เหล่าราชองครักษ์ชักกระบี่ออกจากฝักเกรียวกราว เตรียมพุ่งเข้าจับกุมตัวหญิงสาว ทว่าร่างสูงใหญ่ของเยี่ยนสิงโจวกลับตวัดแขนรวบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิดอก พร้อมกับแผ่รังสีสังหารอันดุดันออกมากดข่มทุกคนจนต้องชะงักฝีเท้า
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของทุกคน นงคราญกลับรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดลงมาบริเวณต้นคอ มือหนาของอุปราชหนุ่มที่รัดเอวนางอยู่เลื่อนขึ้นมาคว้าข้อมือเล็กที่เพิ่งปัดจอกสุราทิ้งเมื่อครู่ บีบเคล้นจุดชีพจรของนางอย่างแรง
นัยน์ตาของบุรุษเหนือคนทอประกายลึกล้ำและอันตรายยิ่งกว่าครั้งใด เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูของนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“มารยาหญิงแกล้งซุ่มซ่ามของเจ้าบังเอิญช่วยชีวิตข้าไว้ หรือเจ้าตั้งใจปัดสุราจอกนี้ทิ้งกันแน่ หืม? แม่กระต่ายน้อยจอมเจ้าเล่ห์?”
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค
ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท
รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล
ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ
จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข







