เข้าสู่ระบบเมื่ออีกราตรีมาถึงพระธิดาจางลี่ก็เริ่มหัวใจไม่เป็นสุข หลังอาหารมื้อเย็นที่เหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ของปาอ๋องแคว้นหลี่นำมาถวายจางลี่ทำตัวตามปกติแม้เห็นว่านางกำนัลคนสนิทมีท่าทีลุกลี้ลุกลนนางจึงเอ่ยถามเมื่ออยู่กันสองต่อสอง
“หลินเจิน...เจ้าบอกข้าว่าคืนนี้จะออกไปหาราชองครักษ์เจ้า แล้วเจ้าจะออกไปจากตำหนักนี้ได้อย่างไรในเมื่อเหล่าทหารขององค์ชายเฝ้าเวรยามเต็มไปหมดเช่นนี้”
“ใจเย็นก่อนเจ้าค่ะท่านหญิง”
หลินเจินขยับเข้ามาใกล้พระธิดา นางชะเง้อมองซ้ายขวาแล้วหันมากระซิบว่า
“ทหารของหลู่อ๋องเฝ้าอยู่มากมายก็จริง นั่นเพราะทหารเหล่านี้ต้องทำการเฝ้ายามมิให้พวกเราคลาดสายตาหรือออกจากตำหนักแห่งนี้ได้ แต่หากเราทำให้ทหารเหล่านั้นกลับไปสนใจอย่างอื่นก็มีหนทางที่ข้าจะออกไปพบกับราชองครักษ์เจ้าได้นะเจ้าคะท่านหญิง”
“สนใจอย่างอื่นกระนั้นหรือ...เจ้าจะทำอย่างไร”
“ฟังหลินเจินนะเจ้าคะ ข้ามีวิธีการที่จะทำให้ทหารเหล่านั้นเบี่ยงเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่น แต่สัญญากับข้าก่อนว่าหากเกิดอะไรขึ้นท่านหญิงต้องไม่ตกใจและต้องร่วมมือกับข้าด้วย”
“เจ้าจะทำอะไร”
“ตามมาทางนี้เจ้าค่ะ”
หลินเจินดึงมือพระธิดาให้เดินตามนางไปในห้องนอน ไปหยุดข้างเตียงชั่วครู่ จางลี่ย่นคิ้วแล้วถามว่า
“พาข้ามาในห้องนี้ทำไม เจ้าจะทำอะไรหรือหลินเจิน”
“ห้องนี้เหมาะแล้วที่เราจะวางแผนเพื่อได้ออกจากตำหนักร้อยไหม ท่านหญิงต้องเข้มแข็งนะเจ้าคะ เพราะวิธีการของข้าอาจรุนแรงและก่อความวุ่นวายมากสักหน่อย”
“หลินเจิน”
จางลี่มองตามนางสนมที่เดินไปหยิบเชิงเทียนซึ่งมีเทียนสว่างวามด้วยเปลวไฟก่อนนางกำนังคนสนิทจะโยนมันลงตรงกลางฟูกหนาบนเตียง เท่านั้นยังไม่พอ หลินเจินดึงผ้าม่านบนเสาทั้งสี่ด้านแล้วโยนมันลงไปบนเชิงเทียน ใช้เวลาเพียงอึดใจเปลวไฟก็ลามไหม้ยังความตกใจแก่พระธิดา
“หลินเจิน...นี่เจ้า...”
“ท่านหญิง...ออกไปจากห้องนี้ก่อนเจ้าค่ะ”
นางสนมคนสนิทดึงมือพระธิดาวิ่งออกจากห้องนอนที่ไฟเริ่มลามไหม้จนควันลอยโขมงออกมา จางลี่หน้าตื่นด้วยคาวมตระหนก
“เพลิงไหม้มากแล้วหลินเจิน แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป”
“ทำอย่างนี้เจ้าค่ะ”
ว่าแล้วหลินเจินก็ปรี่ไปเปิดประตูห้องแล้วตะโกนออกไปว่า
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! เพลิงไหม้ในห้องของพระธิดา...เหล่าทหารรีบมาช่วยที”
เสียงของนางก้องสะท้อนและทำให้นายทหารที่ยืนเวรยามตกตื่นและรีบวิ่งเข้ามาในทันใด หนึ่งในนั้นคือโม่โฉว นายทหารเอกของปาอ๋องแคว้นหลู่
“เกิดอะไรขึ้น! เพลิงไหม้ที่ใด”
“ในห้องของพระธิดา พวกท่านรีบเข้าไปดูและช่วยดับไฟให้ที”
โม่โฉวชะเง้อข้ามไหล่หลินเจ้าเข้าไปในห้องก็เห็นควันไฟลอยคลุ้งออกมา กลิ่นไหม้ตลบอบอวลจนเขาต้องหันไปตะโกนว่า
“ทหาร!...รีบเข้ามาดับเพลิงในห้องพระธิดา ตักน้ำใต้ตำหนักขึ้นมา ไม่อย่างนั้นตำหนักนี้วอดแน่!”
คำสั่งของโม่โฉวทำให้ทหารเกือบยี่สิบนายที่ยืนเวรยามหน้าตำหนักกรูกันเข้ามา ส่วนหนึ่งเข้าไปในห้องขององค์ชายาช่วยกันใช้ผ้าดับเปลวเพลิงและอีกส่วนหนึ่งวิ่งลงไปตักน้ำใต้ตำหนักขึ้นมาสาดลงในกองเพลิงที่ลามไหม้ จางลี่วิ่งออกไปยืนดูความโกลาหลนั้นหน้าห้องขณะโม่วโฉวรีบเข้าไปคุกเข่าและถามว่า
“องค์ชายา...กระหม่อมโม่โฉว เป็นราชองครักษ์ของหลู่อ๋อง พระองค์ทรงบาดเจ็บหรือมีบาดแผลบ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ”
“มะ...ไม่...ท่านโม่โฉว ข้ามิเป็นอะไร ข้าผิดเองที่มิระวังทำให้พวกท่านต้องเดือดร้อนเช่นนี้”
“หามิได้พระองค์...ได้โปรดทรงรออยู่ตรงนี้ ข้าจะรีบจัดการดับไฟให้เร็วที่สุด”
โม่โฉวรีบลุกขึ้น แต่เมื่อเขาเดินไปหยุดที่หน้าประตูห้องกลับฉุกใจนึกอะไรบางอย่าง ด้วยปฏิภาณของนักรบทำให้เขาเหลียวกลับไปยังองค์ชายาและเห็นว่าจางลี่กำลังให้ความสนใจกับอะไรบางอย่าง เขามองออกไปที่สะพานทอดข้ามจากตำหนักร้อยไหมก็เห็นใครคนหนึ่งสวมผ้าคลุมวิ่งสวนกลับออกไปท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายของเหล่าทหาร โม่โฉวนึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ เขาเพียงหันกลับไปออกคำสั่งกับนายทหารนับสิบที่วุ่นวายกับการดับเพลิงในห้องที่อบอวนด้วยควัน
“รีบดับไฟให้เร็วที่สุด ให้การอารักขาพระธิดา ข้า...จะไปช่วยพวกทหารที่ตักน้ำใต้ตำหนัก!”
ตลอดทั้งคืนที่เหล่าทหารช่วยกันดับเพลิงในห้องบรรทมของพระธิดาจางลี่และกว่าจะจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อยก็ใช้เวลาจนถึงรุ่งสางของอีกทิวา นางต้องย้ายไปอยู่ที่ห้องอีกด้านหนึ่งของพระตำหนักซึ่งได้ชื่อว่างดงามยิ่งนัก และใช่แต่เหล่าทหารที่ต้องช่วยกันคุมเพลิงมิให้ไหม้ลามตลอดทั้งคืน
คืนนั้นเว่ยเซวียนเฉินนั่งอยู่ในห้องทรงงานแต่กลับอ่านฎีกาไม่รู้เรื่อง ไม่ว่าจะเปิดเอกสารกี่ครั้งภาพของฉีเยว่หนิงก็ยังปรากฏขึ้นมาในความคิด รอยยิ้มของนาง น้ำตาของนาง และความอ่อนโยนที่นางมีต่อผู้อื่น แม้กระทั่งต่อคนอย่างเขา เขาหลับตาลง ก่อนเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ"ข้ากำลังทำอะไรอยู่"เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นเริ่มเกินกว่าความสงสารและเกินกว่าความสนใจธรรมดาจนแม้แต่ตัวเขาเองก็เริ่มหวาดกลัวขณะที่เว่ยเซวียนเฉินกำลังสับสนกับหัวใจของตนเอง หานเฟิงก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องทรงงาน สีหน้าตื่นตระหนก"ฝ่าบาท!"เว่ยอ๋องลืมตาขึ้นทันที "เกิดอะไรขึ้น"หานเฟิงคุกเข่าลงก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด"คนของเงาโลหิตพบจดหมายลับอีกฉบับ...เป็นจดหมายที่มหาเสนาบดีเจียงส่งถึงฉีหวนกงก่อนศึกผิงหยวน"เว่ยเซวียนเฉินรับจดหมายมาเปิดอ่านและเพียงบรรทัดแรกสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที"เรื่ององค์หญิงเยว่หนิงเป็นไปตามแผนแล้ว อีกไม่นานนางจะกลายเป็นกุญแจสำคัญของทั้งสองแคว้น"มือของเว่ยอ๋องกำกระดาษแน่น หัวใจเย็นวาบเพราะนั่นหมายความว่าการอภิเษกระหว่างเขากับฉีเยว่หนิงอาจถูกวางแผนเอาไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วความเข้าใจครั้งแรกหลังจากวัน
"ข้าไม่ได้ร้องไห้...เพียงรู้สึกเจ็บปวดแทนเขา"หลิงเอ๋อร์เงียบลงก่อนนั่งข้าง ๆ"พระองค์ไม่จำเป็นต้องรับภาระนั้นก็ได้""แต่ข้าอยากรับ"ฉีเยว่หนิงตอบทันที ดวงตาคู่งามทอดมองไปไกล"หากสิ่งที่ฝ่าบาทเชื่อมาตลอดเป็นความจริง...เขาคงอยู่กับความทุกข์นั้นมาหลายปี" น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย "ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าการเห็นคนที่รักตายต่อหน้าต่อตาจะเจ็บปวดเพียงใด"หลิงเอ๋อไม่รู้จะปลอบอย่างไรจึงได้แต่นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างกายคืนนั้นฉีเยว่หนิงนอนไม่หลับ ในหัวเต็มไปด้วยภาพที่เว่ยเซวียนเฉินเล่าให้ฟัง ภาพของเว่ยเซวียนหลง ชายผู้เสียชีวิตในสนามรบ ภาพของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่ต้องกอดร่างพี่ชายเอาไว้ท่ามกลางกองเลือดและคำสุดท้ายที่เอ่ยชื่อฉีหวนกง นางหลับตาลงช้า ๆ ก่อนน้ำตาจะไหลออกมาอีกครั้งเพราะแม้นางจะไม่ใช่ผู้กระทำ แต่ฉีหวนกงคือบิดาของนางคือคนที่มีสายเลือดเดียวกัน ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไรนางก็ไม่อาจตัดขาดจากความรับผิดชอบทางใจได้เช้าวันต่อมาฉีเยว่หนิงเดินทางไปยังศาลาริมสระบัวอีกครั้ง นางรู้ว่าเว่ยเซวียนเฉินมักมาที่นี่ในช่วงเช้าและวันนี้นางมีบางอย่างอยากพูด เมื่อมาถึง บุรุษในชุดดำก็ยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ กำ
ฉีเยว่หนิงเงียบลงทันที"เขาชื่อเว่ยเซวียนหลง" เว่ยอ๋องกล่าวช้า ๆ สายตาทอดมองไปไกลราวกับกำลังมองเห็นอดีต"เป็นรัชทายาทแห่งแคว้นเว่ยและเป็นคนที่ดีที่สุดที่ข้าเคยรู้จัก"น้ำเสียงนั้นทำให้นางสัมผัสได้ถึงความรักและความเคารพที่เขามีต่อพี่ชาย"ตอนเด็ก ๆ" เว่ยเซวียนเฉินกล่าวต่อ "ข้าเป็นคนหัวแข็งชอบก่อเรื่องแต่ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ใหญ่จะคอยปกป้องข้าเสมอ"ดวงตาคมเข้มอ่อนลงเล็กน้อย"เขาเคยบอกข้าว่า...'หากวันหนึ่งพี่ไม่อยู่แล้ว เจ้าต้องปกป้องแคว้นเว่ยแทนพี่'"ฉีเยว่หนิงนิ่งฟังไม่ขัดจังหวะ สายลมพัดผ่านอีกครั้งก่อนที่น้ำเสียงของเว่ยอ๋องจะเปลี่ยนไป เย็นลงและเจ็บปวดขึ้น"จากนั้นศึกผิงหยวนก็เกิดขึ้น" มือของเขากำแน่น"กองทัพเว่ยพ่ายแพ้ พี่ใหญ่ถูกลอบโจมตี และตายต่อหน้าต่อตาข้า"ฉีเยว่หนิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดแม้เพียงได้ฟังก็ยังรู้สึกถึงความเจ็บปวด แล้วสำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงจะทุกข์ทรมานเพียงใด"ก่อนตาย" เว่ยเซวียนเฉินกล่าวต่อเสียงแผ่วลง "เขาเอ่ยชื่อคนผู้หนึ่ง"ฉีเยว่หนิงรู้คำตอบอยู่แล้วแต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้น"ฉีหวนกง"ทันทีที่ชื่อของบิดานางถูกเอ่ยออกมาบรรยากาศรอบตัวก็เงียบงัน เว่ยอ๋องหัวเร
เว่ยอ๋องหัวเราะเย็น "ทุกคนบอกว่าพี่ใหญ่ตายเพราะสงคราม...แต่ข้าไม่เคยเชื่อ"หานเฟิงเงียบเพราะนี่คือเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูดแม้กระทั่งในราชสำนัก เว่ยเซวียนเฉินกล่าวต่อ"ข้าจำสายตาของพี่ใหญ่ได้...ก่อนตายเขามองบางอย่าง และเอ่ยชื่อฉีหวนกง"ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความเจ็บปวด"ข้าไม่เคยลืม...แม้แต่วันเดียว"ภายในใจของเขาภาพวันนั้นยังคงชัดเจน ฉีหวนกง กษัตริย์แห่งแคว้นฉี บุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแต่สำหรับเขาอีกฝ่ายคือคนที่พรากพี่ชายไป คือศัตรู และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่อาจเปิดใจให้ฉีเยว่หนิงได้เต็มที่ แม้นางจะไม่เคยทำอะไรผิด แม้นางจะอ่อนโยน แม้นางจะช่วยเหลือผู้คนแต่ทุกครั้งที่มองนางเขายังคงเห็นเงาของฉีหวนกงขณะเดียวกันภายในตำหนักท้ายวัง ฉีเยว่หนิงกำลังนั่งอ่านตำราอยู่เพียงลำพัง ไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกันเว่ยเซวียนเฉินกำลังต่อสู้กับอดีตของตนเอง สายลมพัดผ่านหน้าต่างจนเปลวเทียนไหววูบนางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนจะรู้สึกแปลก ๆ ในใจราวกับมีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นรุ่งสาง เว่ยเซวียนเฉินยังไม่ได้นอน เขายังคงนั่งอยู่ในห้องทรงงาน รายงานลับเกี่ยวกับมหาเสนาบดีเจียงวางอยู่ตรงหน้ารวมถึงเอกสารใหม่อี
นางหันกลับมาและพบเว่ยเซวียนเฉินยืนอยู่ สายลมพัดชายอาภรณ์สีดำของเขาเบา ๆ"ฝ่าบาท"ฉีเยว่หนิงค้อมกาย เว่ยอ๋องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ"ครั้งหน้า...อย่าโง่จนถูกใส่ร้ายอีก"ฉีเยว่หนิงชะงักก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ "เพคะ"เว่ยเซวียนเฉินขมวดคิ้ว "เจ้าหัวเราะอะไร""หม่อมฉันเพียงดีใจที่ครั้งนี้มีคนเชื่อหม่อมฉัน"คำตอบนั้นทำให้เว่ยอ๋องนิ่งไปชั่วขณะคืนนั้นภายในจวนมหาเสนาบดีเจียง ชายชุดดำคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเจียงฉางเหอ"ท่านอาจารย์ ...เว่ยอ๋องเริ่มปกป้องพระชายาแล้ว"เสียงหมากในมือชายชราหยุดลง ดวงตาเย็นเยียบอย่างน่ากลัว"เช่นนั้นหรือ"เขายิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้ผู้พบเห็นหนาวสั่น"ดูเหมือน...เราจะปล่อยนางไว้ไม่ได้อีกต่อไป"จากนั้นเขาจึงหยิบม้วนฎีกาลับออกมา ด้านบนประทับตราของฉีหวนกงและข้อความหนึ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้มานานหลายปี ความลับที่สามารถทำลายทั้งฉีเยว่หนิงและเว่ยเซวียนเฉินได้ในคราวเดียวพายุลูกใหม่กำลังใกล้เข้ามาแล้วตอนที่ 28บาดแผลในอดีตราตรีนั้นเงียบงันกว่าทุกคืน สายลมหนาวพัดผ่านกำแพงวังหลวงของแคว้นเว่ย เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความมืดภายในตำหนักใหญ่ เว่ยเซว
ยามบ่ายตำหนักชิงอันเต็มไปด้วยสตรีในวังหลวง เหล่าสนมต่างแต่งกายอย่างงดงามอวดฐานะและความโปรดปรานของตน หลันเฟยนั่งอยู่ด้านขวาของไทเฮาแม้พักหลังจะถูกลดบทบาทลงแต่นางยังคงเป็นสตรีที่โดดเด่นที่สุดในวังหลังเมื่อฉีเยว่หนิงก้าวเข้ามาสายตาหลายคู่ก็หันมาทันที หลังจากคดีวางยาพิษและข่าวที่เว่ยอ๋องส่งหมอหลวงไปดูแลด้วยตนเองผู้คนเริ่มมองนางแตกต่างออกไป"ถวายพระพรไทเฮา"ฉีเยว่หนิงค้อมกาย ไทเฮายิ้มบาง ๆ แต่แววตากลับเย็นชา"นั่งเถิด""เพคะ"ฉีเยว่หนิงนั่งลงอย่างสงบโดยไม่รู้เลยว่าสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่ เวลาผ่านไปไม่นาน งานดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งเสียงกรีดร้องดังขึ้น"สร้อยหยกมังกร!"สนมหวังเฟยลุกขึ้นยืน ใบหน้าซีดเผือด"สร้อยหยกมังกรของข้าหายไป!"ทั่วห้องเงียบลง ไทเฮาขมวดคิ้ว "ของสำคัญเช่นนั้นหายได้อย่างไร"หวังเฟยรีบคุกเข่า "เป็นของพระราชทานเพคะ...หม่อมฉันเพิ่งสวมอยู่เมื่อครู่"บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเพราะทุกคนรู้ดีว่าสร้อยหยกมังกรไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดาแต่เป็นของหลวงการขโมยถือเป็นความผิดร้ายแรง"จงค้นหาเดี๋ยวนี้"ไทเฮาสั่ง เหล่านางกำนัลเริ่มตรวจสอบพื้นที่ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้น"พบแล้วเพคะ
"แปลก" เขาพึมพำเบา ๆ หานเฟิงเงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทตรัสว่าอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ"เว่ยอ๋องไม่ได้ตอบเพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ เหตุใดสตรีผู้นั้นจึงแตกต่างจากที่คิดไว้มากนัก ตอนแรกเขาเชื่อว่านางเป็นเพียงองค์หญิงที่ถูกส่งมาเป็นหมากทางการเมืองนางดูอ่อนแอ ไร้เดียงสาและคงอยู่รอดในวังเว่ยได้ไม่นาน แต่ตอนนี้...
หลันเฟยสีหน้าแข็งขึ้นเล็กน้อย ฉีเยว่หนิงกล่าวต่อ"ทุกคนเห็น"ขุนนางหลายคนเริ่มพยักหน้า เพราะเป็นความจริง นางแทบไม่ได้ลุกไปไหน"และหากข้าต้องการขโมยจริง..."เหตุใดจึงซ่อนของไว้ในแขนเสื้อที่ทุกคนสามารถค้นพบได้ง่ายเช่นนี้"ทั่วห้องเงียบลง คำถามนั้นสมเหตุสมผลอย่างยิ่งแม้แต่ไทเฮายังขมวดคิ้ว ฉีเยว่หนิงยิ
นางกำนัลสาวกัดริมฝีปากแต่ยอมถอยกลับ ฉีเยว่หนิงเดินเข้าไปหาอาฉิงช้า ๆ สายตาสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาความคิด"เงยหน้าขึ้น"อาฉิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัว"เล่าให้ข้าฟังทั้งหมด"น้ำเสียงของฉีเยว่หนิงไม่ได้ดุดัน แต่กลับทำให้อาฉิงร้องไห้หนักกว่าเดิม"คนของไทเฮาจับมารดาของบ่าวไว้เจ้าค่ะ...พวกเขาบอกว่
แม้แต่ขุนนางอาวุโสบางคนยังพยักหน้าเพราะทุกคนเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ ดอกเหมยที่ถูกมองข้ามแต่ยังคงเบ่งบานไม่ต่างจากตัวนางเอง เว่ยเซวียนเฉินมองนางเงียบ ๆ ดวงตาคมเข้มลึกล้ำจนยากจะคาดเดาส่วนหลันเฟยนั้น ใบหน้ายังคงยิ้มอยู่ แต่เล็บกลับจิกฝ่ามือจนแทบเลือดออกหลังจากนั้นขุนนางหลายคนเริ่มเข้ามาพูดคุยกับฉี







