تسجيل الدخولร่างบางเดินผ่านด้านหน้าเรือนของตนที่ประดับไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่เจ้าของเรือนเป็นคนปลูกเองจนถูกผู้เป็นมารดากล่าวตักเตือนไปหลายรอบ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์และที่เจ้าของเรือนชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นต้นเหมยต้นใหญ่ที่ท่านพ่อของนางลงทุนปลูกเพื่อเอาใจท่านแม่เมื่อวันครบเดือนของท่านพี่ไป๋เทียนพี่ชายคนเดียวของนาง เมื่อนางเกิดมาพอรู้ความนางก็ขอให้ท่านพ่อสร้างเรือนของนางใกล้กับต้นเหมยต้นนี้
มารดาของไป๋เฟิ่งเป็นอดีตองค์หญิงแคว้นอ้ายที่ได้รับมอบหมายให้มาอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น โดยครานั้นมารดาของนางแอบหนีเหล่าองครักษ์ที่เสด็จตานางมอบให้ดูแลมารดาไปเที่ยวที่ตลาดในเมืองหลวงกับนางกำนัลรับใช้เพียงสองคนก่อนวันเข้าเฝ้าจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้ (ฮ่องเต้รัชกาลก่อน) มารดานางถูกโจรล้วงถุงเงิน ทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารจนเกือบจะโดนเจ้าของร้านเรียกคนของทางการมาจัดการ ท่านพ่อของนางตอนนั้นมีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสองไปจัดการตรวจตรากิจการโรงเตี๊ยมของตระกูลเยี่ยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเข้าไปชวนเหลืออย่างสุภาพโดยไม่ทราบว่าเป็นมารดานางเป็นถึงองค์หญิง จึงทำให้มารดาของนางประทับใจและรักปักใจตั้งแต่แรกพบ
จวบจนถึงวันที่เข้าเฝ้าจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้มารดานางทูลเรื่องที่เกิดขึ้นต่อฮ่องเต้และร้องขอเลือกบิดานางเป็นคู่สมรส ฮ่องเต้จ้าวเหวินหลงเห็นว่าทั้งสองมีวาสนาต่อกันก็ไม่อยากขัดแต่ติดตรงที่จะให้ผู้เป็นถึงองค์หญิงขั้นหนึ่งของต่างแคว้นสมรสกับขุนนางธรรมดาสามัญนั้นย่อมไม่เหมาะสม จึงได้ส่งสารไปทางฮ่องเต้แคว้นอ้ายให้ได้รับทราบถึงความปรารถนาขององค์หญิงอ้ายเหม่ยหลิน ก่อนที่จะส่งสารไปอ้ายเหม่ยหลินได้มอบจดหมายของตนอีกหนึ่งฉบับแนบไปด้วย
เมื่อทางแคว้นอ้ายได้อ่านจดหมายของฮ่องเต้แคว้นจ้าวในคราแรกก็ออกจะไม่เชื่อสิ่งที่ได้รับรู้อีกทั้งยังรู้สึกกริ้วไม่น้อยที่อีกฝ่ายจะให้ธิดาตนสมรสกับขุนนางเล็กๆของแคว้นจนได้อ่านจดหมายที่แนบมาอีกฉบับที่เขียนด้วยลายมือที่คุ้นเคย สิ่งที่ได้รับรู้คือธิดาตนเป็นผู้ร้องขอเรื่องนี้ด้วยตนเองตามที่ฮ่องเต้แคว้นจ้าวได้ระบุไว้ในจดหมายฉบับแรก แม้จะหายกริ้วไปบ้างแต่ก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้สุดท้ายจึงได้ส่งคนไปสืบความเรื่องขุนนางที่ธิดาตนเกิดรักปักใจถึงขั้นยอมทิ้งบรรดาศักดิ์องค์หญิงไปเป็นเพียงฮูหยินของคนผู้หนึ่ง สืบสาวเรื่องราวจนเป็นที่พอใจก็รู้สึกพึงพอใจในตระกูลของคนที่กำลังจะได้มาเป็นราชบุตรเขยไม่น้อยจึงได้ตอบตกลงในการสมรสครั้งนั้น แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดนักเพราะบิดานางรักเพียงมารดาไม่มีหญิงอื่นใดอย่างบุรุษผู้อื่น
“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านแม่” ไป๋เฟิ่งทักทายมารดาที่นั่งรอนางที่ห้องโถงใหญ่ของจวน
“อรุณสวัสดิ์เฟิ่งเอ๋อร์ ใยเจ้าถึงช้านัก” อ้ายเหม่ยหลินเอ่ย พร้อมมองบุตรีของนางที่งามล้ำนางไปหลายส่วนด้วยแววตารักใคร่ นางรู้ว่าบุตรสาวตนเองนั้นไม่อยากออกนอกจวนไปไหนนักเนื่องจากข่าวลือที่ล่ำลือถึงความงามของนางที่กระจายไปทั่วเมืองหลวงหลังจากตอนที่นางาบุตรสาวไปร่วมงานชมดอกไม้ของฮูหยินจวนขุนนางท่านหนึ่งจนมีฮูหยินขุนนางหลายท่านเอ่ยทาบทามบุตรสาวนางให้บุตรชายตนเอง
พอผู้เป็นสามีของนางทราบก็ออกอาการหวงบุตรสาวอย่างหนัก สั่งปิดประตูจวนไม่ต้อนรับแม่สื่อจากจวนใดทั้งสิ้น ไม่เคยคิดจะให้บุตรสาวออกนอกจวนแต่อย่างใด ตามใจบุตรสาวด้วยการให้ฝึกวรยุทธแลกกับการไม่ออกไปนอกจวนหรือหากจะไปก็ต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆเท่านั้น จนบัดนี้บุตรสาวนางอายุสิบหกเลยวัยปักปิ่นมาปีกว่าแล้ว ยังไม่มีแม่สื่อจากที่ใดที่สามารถเข้ามาในเขตจวนเพื่อเป็นตัวแทนสู่ขอบุตรสาวนางซักที
“ขออภัยท่านแม่ด้วยเจ้าค่ะ เฟิ่งเอ๋อร์อ่านตำราดึกไปหน่อย ลืมไปว่าวันนี้พี่ใหญ่กลับมาจากชายแดน แต่ถึงจะรีบไปพี่ใหญ่ก็ยังมาไม่หรอกเจ้าค่ะ” นางพูดพร้อมหาวเล็กน้อย จนมารดานางเห็นกิริยาไม่งามของนางยื่นมือมาตีแขนเรียวบาง
เพี๊ยะ!
“โอ๊ย! ท่านแม่ข้าเจ็บนะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งสะดุ้งจากแรงฝ่ามือของมารดาร้องออกมา
“ก็ตีให้เจ้าเจ็บ เป็นถึงคุณหนูจวนเสนาบดี ทำกิริยาแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน” เหม่ยหลินเอ็ดบุตรสาวเบาๆ บุตรสาวนางเวลาออกไปข้างนอกก็กิริยาเรียบร้อย สงบเยือกเย็น สมกับเป็นคุณหนูจวนเสนาบดีอยู่หรอก แต่พอกลับมาจวนก็กลายเป็นซะแบบนี้จะไม่ให้นางกังวลได้อย่างไร แต่งออกไปกลัวจะโดนทางบ้านสามีว่าเอาได้ ตัวตนที่แท้จริงของบุตรสาวนางเป็นอย่างไรนางย่อมรู้ดี
“ไปกันเถิดเจ้าค่ะ ขบวนกองทัพพี่ใหญ่คงใกล้ถึงประตูเมืองแล้ว” ไป๋เฟิ่งรีบกล่าวก่อนที่มารดานางจะเริ่มอบรมนางยาวไปมากกว่านี้
ทั้งสองคนพากันนั่งรถม้าของจวนเสนาบดีมาถึงโรงเตี๊ยมตระกูลเยี่ยที่ใกล้กับประตูเมืองมากที่สุดเพื่อรอกองทัพหลวงที่กำลังเดินทางมาถึง
“แม่นาง คุณหนูของเจ้าเป็นคุณหนูจวนใดหรือข้าเองไม่เคยเห็นมาก่อน” เมื่อมีคนหนึ่งถามหลายๆคนก็อยากรู้มากยิ่งขึ้น“นั้นสิๆ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” ชาวบ้านที่มาซื้อขนมเริ่มต่างพากันถาม"คุณหนูของข้าคือคุณหนูเยี่ยไป๋เฟิ่ง"ชาวบ้านที่ได้ยินต่างพากันนิ่งไป คุณหนูเยี่ยไป๋เฟิ่งบุตรีขององค์หญิงแคว้นอ้ายและท่านเสนาบดีเยี่ยที่ผู้คนเคยเห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมขนานนามว่างามราวจิ้งจอกตั้งแต่อายุสิบหนาวน่ะหรือ ผ่านมาหกปีคงมิอาจจินตนาการได้ว่านางจะงดงามมากขึ้นเพียงใด ในขณะที่ผู้คนกำลังนิ่งคิดผู้ที่ถูกกล่าวถึงยืนนิ่งพิงใต้ต้นไม้ใหญ่แทบจะหลับไปด้วยความง่วง โดยมีสายตาคมคู่หนึ่งมองลงมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมตรงข้ามร้านขนมด้วยแววตาเรียบเฉย“หลีกไป! คุณหนูของข้าจะซื้อขนมร้านนี้ พวกเจ้าหลีกทางให้คุณหนูข้าเดี๋ยวนี้!” เสียงแหลมของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นพร้อมผลักชาวบ้านที่กำลังต่อแถวซื้อขนมหน้าร้านออกไปให้พ้นทางด้านหลังของสตรีที่เอ่ยไล่คนที่ขวางปรากฏสตรีที่หน้าตางดงามหมดจดไร้ที่ติ รูปร่างบอบบาง ผิวพรรณนวลเนียน บ่งบอกถึงว่าเป็นคุณหนูชั้นสูงผู้หนึ่ง ด้านหลังของนางมีเหล่าผู้คุ้มกันยืนอยู่ทำให้ไม่มีใครกล้าขวางทาง หาง
เมื่อทั้งสองลงจากรถม้าก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหลายในบริเวณนั้นเนื่องจากตัวเยี่ยไป๋เฟิ่งนั้นน้อยนักที่จะออกจากจวนและถ้าออกไปร่วมงานต่างๆด้านนอกจวนก็มักจะสวมผ้าคลุมหน้าไว้เสมอ ถึงจะเห็นใบหน้าเพียงครึ่งเดียวก็ตามแต่ก็ทำให้ผู้คนเหลียวมองได้อย่างไม่อาจละสายตา ใครๆต่างก็อยากเห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมของเยี่ยไป๋เฟิ่งสักครั้ง ใบหน้าของผู้คนที่ขนานนามให้ว่างามราวกับจิ้งจอก“เชิญฮูหยินกับคุณหนูชั้นบนเลยขอรับ ข้าน้อยเตรียมห้องประจำของตระกูลให้เรียบร้อย นายท่านได้สั่งเอาไว้ขอรับ” หลงจู้ประจำโรงเตี๊ยมรีบเข้ามาเชิญนางกับมารดาเข้าไปอย่างรวดเร็ว“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าขอตัวไปดูตำราสักครู่นะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยกับมารดา ไหนๆนางก็ได้ออกจากจวนทั้งทีก็อยากไปเดินดูของใหม่ๆบ้าง นางอยากลองชิมขนมชนิดใหม่ที่ร้านชื่อดังของเมืองหลวงที่ได้ยินมาจากเสี่ยวจู“ถ้าอย่างนั้นอย่าไปนานล่ะ อีกเดี๋ยวพี่ใหญ่เจ้าก็มาแล้ว ห้ามช้าเด็ดขาดนะรู้ไหมเดี๋ยวไม่ทันขบวนของพี่ชายเจ้า ” อ้ายเหม่ยหลินบอกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะไม่อยากพลาดชมขบวนกองทัพหลวงที่มีบุตรชายตนอยู่ในนั้น“เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว” ไป๋เฟิ่งตอบรับคำมารดาเมื่อรับคำม
ร่างบางเดินผ่านด้านหน้าเรือนของตนที่ประดับไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่เจ้าของเรือนเป็นคนปลูกเองจนถูกผู้เป็นมารดากล่าวตักเตือนไปหลายรอบ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์และที่เจ้าของเรือนชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นต้นเหมยต้นใหญ่ที่ท่านพ่อของนางลงทุนปลูกเพื่อเอาใจท่านแม่เมื่อวันครบเดือนของท่านพี่ไป๋เทียนพี่ชายคนเดียวของนาง เมื่อนางเกิดมาพอรู้ความนางก็ขอให้ท่านพ่อสร้างเรือนของนางใกล้กับต้นเหมยต้นนี้มารดาของไป๋เฟิ่งเป็นอดีตองค์หญิงแคว้นอ้ายที่ได้รับมอบหมายให้มาอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น โดยครานั้นมารดาของนางแอบหนีเหล่าองครักษ์ที่เสด็จตานางมอบให้ดูแลมารดาไปเที่ยวที่ตลาดในเมืองหลวงกับนางกำนัลรับใช้เพียงสองคนก่อนวันเข้าเฝ้าจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้ (ฮ่องเต้รัชกาลก่อน) มารดานางถูกโจรล้วงถุงเงิน ทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารจนเกือบจะโดนเจ้าของร้านเรียกคนของทางการมาจัดการ ท่านพ่อของนางตอนนั้นมีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสองไปจัดการตรวจตรากิจการโรงเตี๊ยมของตระกูลเยี่ยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเข้าไปชวนเหลืออย่างสุภาพโดยไม่ทราบว่าเป็นมารดานางเป็นถึงองค์หญิง จึงทำให้มารดาของนางประทับใจและรักปักใจตั้งแต่แรกพบจวบจนถ
แคว้นจ้าว ปกครองโดยราชวงศ์จ้าวมาหลายสมัยตั้งแต่ปฐมราชวงศ์จ้าวเจี้ยนหลงฮ่องเต้ผู้รวบรวมแคว้นจ้าวให้เป็นปึกแผ่น แคว้นนี้พร้อมพรั่งไปด้วยทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น พืชพรรณ เหมืองแร่ แหล่งน้ำทุกแห่งล้วนอุดมสมบูรณ์ทำให้แคว้นจ้าวเป็นที่ที่หลายแคว้นอยากเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยปัจจุบันแคว้นจ้าวปกครองโดยจ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ ซึ่งเป็นฮ่องเต้ที่ผู้คนขนานนามว่าเป็นฮ่องเต้หน้าหยก เนื่องจากพระองค์มีใบหน้างามเทียบเคียงอิสตรีที่ได้มาจากพระมารดาที่เป็นถึงอดีตหญิงงามล่มแคว้นที่ปัจจุบันคือหวงไท่โฮ่ว ผิดกับผู้เป็นพระอนุชาชินอ๋องจ้าวเฟยหลง ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ที่มีใบหน้าคมเข้มของบิดาผสมกับความงามเป็นเอกของมารดาที่เป็นถึงหวงกุ้ยเฟยในรัชสมัยก่อน ทำให้คุณหนูชั้นสูงทั่วแคว้นหรือแม้แต่องค์หญิงต่างแคว้นหมายปอง แต่เนื่องด้วยนิสัยดุดัน เคร่งขรึม เย็นชา คลุกอยู่แต่กับกองทัพจึงไม่มีสตรีนางใดกล้าเข้าใกล้จนมีข่าวลือลับๆว่าพระองค์รังเกียจสตรีณ จวนเสนาบดี“คุณหนูเจ้าคะได้เวลาตื่นแล้วเจ้าค่ะ ปลายยามเหม่า1แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันไปรับท่านรองแม่ทัพนะเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวจูสาวใช้ตัวน้อยรีบเร่งปลุกคุณหนูของตัวเองตามคำสั่งนาย







