تسجيل الدخولเมื่อทั้งสองลงจากรถม้าก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหลายในบริเวณนั้นเนื่องจากตัวเยี่ยไป๋เฟิ่งนั้นน้อยนักที่จะออกจากจวนและถ้าออกไปร่วมงานต่างๆด้านนอกจวนก็มักจะสวมผ้าคลุมหน้าไว้เสมอ ถึงจะเห็นใบหน้าเพียงครึ่งเดียวก็ตามแต่ก็ทำให้ผู้คนเหลียวมองได้อย่างไม่อาจละสายตา ใครๆต่างก็อยากเห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมของเยี่ยไป๋เฟิ่งสักครั้ง ใบหน้าของผู้คนที่ขนานนามให้ว่างามราวกับจิ้งจอก
“เชิญฮูหยินกับคุณหนูชั้นบนเลยขอรับ ข้าน้อยเตรียมห้องประจำของตระกูลให้เรียบร้อย นายท่านได้สั่งเอาไว้ขอรับ” หลงจู้ประจำโรงเตี๊ยมรีบเข้ามาเชิญนางกับมารดาเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าขอตัวไปดูตำราสักครู่นะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยกับมารดา ไหนๆนางก็ได้ออกจากจวนทั้งทีก็อยากไปเดินดูของใหม่ๆบ้าง นางอยากลองชิมขนมชนิดใหม่ที่ร้านชื่อดังของเมืองหลวงที่ได้ยินมาจากเสี่ยวจู
“ถ้าอย่างนั้นอย่าไปนานล่ะ อีกเดี๋ยวพี่ใหญ่เจ้าก็มาแล้ว ห้ามช้าเด็ดขาดนะรู้ไหมเดี๋ยวไม่ทันขบวนของพี่ชายเจ้า ” อ้ายเหม่ยหลินบอกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะไม่อยากพลาดชมขบวนกองทัพหลวงที่มีบุตรชายตนอยู่ในนั้น
“เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว” ไป๋เฟิ่งตอบรับคำมารดา
เมื่อรับคำมารดาเสร็จไป๋เฟิ่งก็แยกตัวไปกับสาวใช้คนสนิททันทีระหว่างทางที่เดินผ่านก็ได้ชาวเมืองพูดคุยกันถึงเรื่องบางอย่างเข้า
“นี่ๆ ข้างามพอรึยัง พอที่ชินอ๋องทอดพระเนตรมาแล้วสนใจหรือไม่” เสียงสตรีสาวแรกรุ่นที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคุณหนูของทางจวนใดซักจวนเอ่ยขึ้นกับสหายที่ยืนอยู่ด้วยกัน
“งามอย่างไรก็แค่นั้นแหละชินอ๋องทรงไม่โปรดสตรี แถมดุดัน หน้ากลัวปานนั้น สาวงามทั้งหลายที่จ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ประทานให้ต่างถูกจับโยนออกมาจากจวนอ๋องของพระองค์เจ้าไม่เคยได้ข่าวเลยหรือไร” สตรีที่ยืนอยู่ด้วยกันเอ่ยขึ้น
“แล้วอย่างไรเล่า หากเพียงพระองค์ยอมชายตามองเพียงนิดก็อาจมีสิทธิ์ได้เข้าไปอยู่ในตำหนังอ๋องแม้ว่าได้เป็นเพียงอิ้งซื่อ3 ก็ถือว่าชาตินี้ข้าตายตาหลับแล้ว” สตรีคนเดิมเอ่ยอย่างเพ้อฝัน
ชินอ๋องอย่างนั้นหรือ เท่าที่นางทราบ ชินอ๋องหรือจ้าวเฟยหลง ทรงเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นจ้าวและเป็นเจ้านายของพี่ชายของนาง พระองค์ทรงพระปรีชาในหลายด้าน และเป็นผู้มีวรยุทธสูงส่งถึงขั้นแปดปลาย จ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐาและหวงไท่โฮ่วทรงไว้วางพระทัยเป็นอย่างมาก
หวงไท่โฮ่วทรงรักและโปรดปรานพระโอรสเลี้ยงองค์นี้ยิ่ง เนื่องจากจางกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดาของจ้าวเฟยหลงคือสตรีที่พระนางทรงเลือกเข้ามาด้วยตัวเอง ทรงช่วยกันดูแลพระสวามีเป็นอย่างดี จนกระทั่งจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้และจางกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์ด้วยโรคไข้ป่าหลังกลับมาจากพิธีล่าสัตว์เมื่อสิบปีก่อน หลังจากพระเชษฐาขึ้นครองราชย์จ้าวเฟยหลงจึงขอพระราชทานอนุญาตไปอยู่กับท่านตาซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อยู่ที่ชายแดน หวงไท่โฮ่วที่ทราบเรื่องทรงออกปากคัดค้านมิยินยอมให้พระโอรสเลี้ยงที่ทรงรักดั่งลูกไป แต่จ้าวเฟยหลงยืนยันหนักแน่นจนทรงยินยอมแต่มีข้อแม้ว่าจะต้องกลับมาทุกๆปี ชินอ๋องจ้าวเฟยหลงฝึกวรยุทธอย่างหนัก ไต่เต้าตั้งแต่นายกองเล็กๆจนได้ขึ้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่โดยใช้เวลาไม่นาน
“คุณหนูรีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเอ่ยกับคุณหนูของตนเมื่อเห็นคุณหนูยืนเหม่อลอยไปครู่หนึ่งราวกับกำลังขบคิดบางอย่าง
“เสี่ยวจู ชินอ๋องทรงเป็นคนเช่นไรหรือ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยพร้อมก้าวเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบ
“ชินอ๋องนั้นรูปงามจนเหล่าสตรีที่เคยพบพระพักตร์ถึงกับเอาไปเพ้อฝันแต่ถึงก็ทรงเป็นคนดุดัน เจ้าระเบียบ เด็ดขาด และเย็นชามากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเล่าด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวเล็กน้อย นางได้ยินถึงกิตติศัพท์ชินอ๋องพระองค์นี้อีกอย่างหนึ่งว่าทรงโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก
“เจ้าเคยเห็นอย่างนั้นหรือ”
“แหะๆ ไม่เคยเจ้าค่ะบ่าวก็ได้ยินมาจากชาวบ้านที่พากันไปค้าขายแถวชายแดนเล่าลือมาอีกที” เสี่ยวจูพูดยิ้มเจื่อนเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำพูดของคนแถวชายแดนที่ล่ำลือถึงความโหดเหี้ยมในการจัดการกับศัตรูที่มาแฝงตัวหาข่าวในกองทัพของพระองค์
ไป๋เฟิ่งไม่กล่าวอะไรอีกเนื่องจากเดินมาถึงร้านขนมชื่อดังของเมืองหลวง ดวงตาหงส์กวาดมองไปรอบร้านเห็นคนมาซื้อมากมาย นางจะได้ลองชิมขนมชื่อดังแบบใหม่บ้างไหมนะ ทุกครั้งนางให้บ่าวรับใช้มาซื้อให้ก็ได้กลับไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะขนมที่ร้านนี้จะไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด ทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ว่าอย่างไรวันนี้นางต้องได้ลิ้มรสขนมร้านนี้มากที่สุดให้ได้ เพราะเหมือนจะได้ยินมารดานางพูดว่าจะคุยกับพ่อบ้านของจวนให้ลดจำนวนขนมของนางลง
“คุณหนูรอตรงนี้นะเจ้าคะเดี๋ยวบ่าวจะไปต่อแถวซื้อให้” เสี่ยวจู บอกคุณหนูของตนเองให้รอใต้ต้นไม้หน้าร้านและรีบไปต่อแถวทันที
ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นที่จ้องมองทั้งสองนายบ่าวตั้งแต่เดินเข้ามาบริเวณหน้าร้านต่างก็อยากรู้ว่าเป็นคุณหนูจวนใด เพียงแค่มองทั้งที่มีผ้าคลุมหน้าเห็นแค่ดวงตาหงส์ที่เป็นประกายเจิดจ้าก็ว่าสะกดผู้คนได้แล้วชวนให้อยากเห็นใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งยิ่งนัก
3อิ้งซื่อ ตำแหน่งพระชายารองในอ๋อง ขั้น 6 ชั้นเอก
“แม่นาง คุณหนูของเจ้าเป็นคุณหนูจวนใดหรือข้าเองไม่เคยเห็นมาก่อน” เมื่อมีคนหนึ่งถามหลายๆคนก็อยากรู้มากยิ่งขึ้น“นั้นสิๆ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” ชาวบ้านที่มาซื้อขนมเริ่มต่างพากันถาม"คุณหนูของข้าคือคุณหนูเยี่ยไป๋เฟิ่ง"ชาวบ้านที่ได้ยินต่างพากันนิ่งไป คุณหนูเยี่ยไป๋เฟิ่งบุตรีขององค์หญิงแคว้นอ้ายและท่านเสนาบดีเยี่ยที่ผู้คนเคยเห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมขนานนามว่างามราวจิ้งจอกตั้งแต่อายุสิบหนาวน่ะหรือ ผ่านมาหกปีคงมิอาจจินตนาการได้ว่านางจะงดงามมากขึ้นเพียงใด ในขณะที่ผู้คนกำลังนิ่งคิดผู้ที่ถูกกล่าวถึงยืนนิ่งพิงใต้ต้นไม้ใหญ่แทบจะหลับไปด้วยความง่วง โดยมีสายตาคมคู่หนึ่งมองลงมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมตรงข้ามร้านขนมด้วยแววตาเรียบเฉย“หลีกไป! คุณหนูของข้าจะซื้อขนมร้านนี้ พวกเจ้าหลีกทางให้คุณหนูข้าเดี๋ยวนี้!” เสียงแหลมของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นพร้อมผลักชาวบ้านที่กำลังต่อแถวซื้อขนมหน้าร้านออกไปให้พ้นทางด้านหลังของสตรีที่เอ่ยไล่คนที่ขวางปรากฏสตรีที่หน้าตางดงามหมดจดไร้ที่ติ รูปร่างบอบบาง ผิวพรรณนวลเนียน บ่งบอกถึงว่าเป็นคุณหนูชั้นสูงผู้หนึ่ง ด้านหลังของนางมีเหล่าผู้คุ้มกันยืนอยู่ทำให้ไม่มีใครกล้าขวางทาง หาง
เมื่อทั้งสองลงจากรถม้าก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหลายในบริเวณนั้นเนื่องจากตัวเยี่ยไป๋เฟิ่งนั้นน้อยนักที่จะออกจากจวนและถ้าออกไปร่วมงานต่างๆด้านนอกจวนก็มักจะสวมผ้าคลุมหน้าไว้เสมอ ถึงจะเห็นใบหน้าเพียงครึ่งเดียวก็ตามแต่ก็ทำให้ผู้คนเหลียวมองได้อย่างไม่อาจละสายตา ใครๆต่างก็อยากเห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมของเยี่ยไป๋เฟิ่งสักครั้ง ใบหน้าของผู้คนที่ขนานนามให้ว่างามราวกับจิ้งจอก“เชิญฮูหยินกับคุณหนูชั้นบนเลยขอรับ ข้าน้อยเตรียมห้องประจำของตระกูลให้เรียบร้อย นายท่านได้สั่งเอาไว้ขอรับ” หลงจู้ประจำโรงเตี๊ยมรีบเข้ามาเชิญนางกับมารดาเข้าไปอย่างรวดเร็ว“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าขอตัวไปดูตำราสักครู่นะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยกับมารดา ไหนๆนางก็ได้ออกจากจวนทั้งทีก็อยากไปเดินดูของใหม่ๆบ้าง นางอยากลองชิมขนมชนิดใหม่ที่ร้านชื่อดังของเมืองหลวงที่ได้ยินมาจากเสี่ยวจู“ถ้าอย่างนั้นอย่าไปนานล่ะ อีกเดี๋ยวพี่ใหญ่เจ้าก็มาแล้ว ห้ามช้าเด็ดขาดนะรู้ไหมเดี๋ยวไม่ทันขบวนของพี่ชายเจ้า ” อ้ายเหม่ยหลินบอกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะไม่อยากพลาดชมขบวนกองทัพหลวงที่มีบุตรชายตนอยู่ในนั้น“เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว” ไป๋เฟิ่งตอบรับคำมารดาเมื่อรับคำม
ร่างบางเดินผ่านด้านหน้าเรือนของตนที่ประดับไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่เจ้าของเรือนเป็นคนปลูกเองจนถูกผู้เป็นมารดากล่าวตักเตือนไปหลายรอบ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์และที่เจ้าของเรือนชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นต้นเหมยต้นใหญ่ที่ท่านพ่อของนางลงทุนปลูกเพื่อเอาใจท่านแม่เมื่อวันครบเดือนของท่านพี่ไป๋เทียนพี่ชายคนเดียวของนาง เมื่อนางเกิดมาพอรู้ความนางก็ขอให้ท่านพ่อสร้างเรือนของนางใกล้กับต้นเหมยต้นนี้มารดาของไป๋เฟิ่งเป็นอดีตองค์หญิงแคว้นอ้ายที่ได้รับมอบหมายให้มาอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น โดยครานั้นมารดาของนางแอบหนีเหล่าองครักษ์ที่เสด็จตานางมอบให้ดูแลมารดาไปเที่ยวที่ตลาดในเมืองหลวงกับนางกำนัลรับใช้เพียงสองคนก่อนวันเข้าเฝ้าจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้ (ฮ่องเต้รัชกาลก่อน) มารดานางถูกโจรล้วงถุงเงิน ทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารจนเกือบจะโดนเจ้าของร้านเรียกคนของทางการมาจัดการ ท่านพ่อของนางตอนนั้นมีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสองไปจัดการตรวจตรากิจการโรงเตี๊ยมของตระกูลเยี่ยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเข้าไปชวนเหลืออย่างสุภาพโดยไม่ทราบว่าเป็นมารดานางเป็นถึงองค์หญิง จึงทำให้มารดาของนางประทับใจและรักปักใจตั้งแต่แรกพบจวบจนถ
แคว้นจ้าว ปกครองโดยราชวงศ์จ้าวมาหลายสมัยตั้งแต่ปฐมราชวงศ์จ้าวเจี้ยนหลงฮ่องเต้ผู้รวบรวมแคว้นจ้าวให้เป็นปึกแผ่น แคว้นนี้พร้อมพรั่งไปด้วยทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น พืชพรรณ เหมืองแร่ แหล่งน้ำทุกแห่งล้วนอุดมสมบูรณ์ทำให้แคว้นจ้าวเป็นที่ที่หลายแคว้นอยากเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยปัจจุบันแคว้นจ้าวปกครองโดยจ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ ซึ่งเป็นฮ่องเต้ที่ผู้คนขนานนามว่าเป็นฮ่องเต้หน้าหยก เนื่องจากพระองค์มีใบหน้างามเทียบเคียงอิสตรีที่ได้มาจากพระมารดาที่เป็นถึงอดีตหญิงงามล่มแคว้นที่ปัจจุบันคือหวงไท่โฮ่ว ผิดกับผู้เป็นพระอนุชาชินอ๋องจ้าวเฟยหลง ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ที่มีใบหน้าคมเข้มของบิดาผสมกับความงามเป็นเอกของมารดาที่เป็นถึงหวงกุ้ยเฟยในรัชสมัยก่อน ทำให้คุณหนูชั้นสูงทั่วแคว้นหรือแม้แต่องค์หญิงต่างแคว้นหมายปอง แต่เนื่องด้วยนิสัยดุดัน เคร่งขรึม เย็นชา คลุกอยู่แต่กับกองทัพจึงไม่มีสตรีนางใดกล้าเข้าใกล้จนมีข่าวลือลับๆว่าพระองค์รังเกียจสตรีณ จวนเสนาบดี“คุณหนูเจ้าคะได้เวลาตื่นแล้วเจ้าค่ะ ปลายยามเหม่า1แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันไปรับท่านรองแม่ทัพนะเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวจูสาวใช้ตัวน้อยรีบเร่งปลุกคุณหนูของตัวเองตามคำสั่งนาย







