تسجيل الدخول
แคว้นจ้าว ปกครองโดยราชวงศ์จ้าวมาหลายสมัยตั้งแต่ปฐมราชวงศ์จ้าวเจี้ยนหลงฮ่องเต้ผู้รวบรวมแคว้นจ้าวให้เป็นปึกแผ่น แคว้นนี้พร้อมพรั่งไปด้วยทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น พืชพรรณ เหมืองแร่ แหล่งน้ำทุกแห่งล้วนอุดมสมบูรณ์ทำให้แคว้นจ้าวเป็นที่ที่หลายแคว้นอยากเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วย
ปัจจุบันแคว้นจ้าวปกครองโดยจ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ ซึ่งเป็นฮ่องเต้ที่ผู้คนขนานนามว่าเป็นฮ่องเต้หน้าหยก เนื่องจากพระองค์มีใบหน้างามเทียบเคียงอิสตรีที่ได้มาจากพระมารดาที่เป็นถึงอดีตหญิงงามล่มแคว้นที่ปัจจุบันคือหวงไท่โฮ่ว ผิดกับผู้เป็นพระอนุชาชินอ๋องจ้าวเฟยหลง ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ที่มีใบหน้าคมเข้มของบิดาผสมกับความงามเป็นเอกของมารดาที่เป็นถึงหวงกุ้ยเฟยในรัชสมัยก่อน ทำให้คุณหนูชั้นสูงทั่วแคว้นหรือแม้แต่องค์หญิงต่างแคว้นหมายปอง แต่เนื่องด้วยนิสัยดุดัน เคร่งขรึม เย็นชา คลุกอยู่แต่กับกองทัพจึงไม่มีสตรีนางใดกล้าเข้าใกล้จนมีข่าวลือลับๆว่าพระองค์รังเกียจสตรี
ณ จวนเสนาบดี
“คุณหนูเจ้าคะได้เวลาตื่นแล้วเจ้าค่ะ ปลายยามเหม่า1แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันไปรับท่านรองแม่ทัพนะเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวจูสาวใช้ตัวน้อยรีบเร่งปลุกคุณหนูของตัวเองตามคำสั่งนายหญิงของจวน
“ขออีกครึ่งเค่อได้หรือไม่เสี่ยวจู” ไป๋เฟิ่งหรือเยี่ยไป๋เฟิ่ง คุณหนูแห่งจวนเสนาบดีบอกสาวใช้ตัวน้อยอย่างเกียจคร้าน นางลืมตามาครู่เดียวแล้วทำท่าจะหลับต่อ
“ไม่ได้เจ้าค่ะ ฮูหยินสั่งมาว่าคุณหนูต้องไปที่โรงเตี๊ยมหน้าประตูเมืองหลวงยามซื่อ2” เสี่ยวจูรีบเอ่ยก่อนคุณหนูของนางจะหลับไปอีกรอบ
“อืมมมม ข้าจะลุกแล้วเจ้าไปเตรียมตัวเถอะ” ดวงตาหงส์ลืมขึ้นอย่างเกียจคร้านกระพริบตาอยู่หลายทีกว่าจะตื่นเต็มตา แล้วค่อยๆลุกจากที่นอนไปยังอ่างอาบน้ำหลังฉากกั้นที่ถูกเตรียมโดยบ่าวรับใช้
กลิ่นหอมของดอกเหมยที่เจ้าตัวชื่นชอบลอยขึ้นมาจากผิวน้ำที่มีความอุ่นในระดับที่พอดีทำให้ไป๋เฟิ่งรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง
บรรดาคุณหนูทั่วไปที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสสมกับเป็นสตรีวัยแรกแย้ม แต่นั่นไม่ใช่สำหรับคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีที่เลือกสวมชุดสีสันค่อยข้างราบเรียบ
“คุณหนูให้บ่าวช่วยประทินโฉมให้นะเจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยเมื่อคุณหนูแต่งกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางอยากให้คุณหนูของนางประทินโฉมบ้าง เพราะคุณหนูของนางวันๆนอกจากเรียนศาสตร์ทั้งสี่แล้ว ก็มีแค่การนั่งอ่านตำราการศึก ตำราฝึกวรยุทธ ตำราบัณฑิตในห้องหนังสือของนายท่าน ซึ่งไม่มีคุณหนูจวนใดเขาทำกัน คุณหนูของนางไม่สนใจบำรุงความงามของตนเอง แต่ถึงอย่างไรคุณหนูของนางก็งามมากอยู่ แต่นางอยากให้คุณหนูของนางงดงามไม่มีที่ติใดๆ
“ไม่ล่ะ แค่ทำผมให้ข้าก็พอ” ไป๋เฟิ่งบอกปัดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนางไม่ชอบกลิ่นเครื่องแป้งใดๆทั้งสิ้น
เสี่ยวจูแทบจะร่ำไห้เมื่อไม่มีโอกาสที่จะทำอย่างที่หวัง นางมองไป๋เฟิ่งอย่างตัดพ้อ เพราะนางพยายามจะประทินโฉมให้คุณหนูของนางทุกครั้งเมื่อมีเหตุให้ออกไปข้างนอกจวนแต่คุณหนูของนางก็ไม่ให้ความร่วมมือสักครั้ง
เมื่อไป๋เฟิ่งเห็นสายตาของสาวใช้ตัวน้อยก็ถอนหายใจพร้อมเอ่ยปากให้สาวใช้ตัวน้อยทำตามใจซักครั้งโดยไม่ได้ไม่พอใจอันใด
“เอาเถอะๆ แค่นิดเดียวเท่านั้นนะ ข้าไม่ชอบกลิ่นแป้ง”
“ได้เจ้าค่ะ คุณหนูเชื่อมือเสี่ยวจูได้เลย” เสี่ยวจูเอ่ยอย่างยินดีในที่สุดคุณหนูของนางก็ยอมให้นางประทินโฉมให้เสียที ถึงจะแค่นิดเดียวก็เถอะ แค่นี้เหล่าคุณชายที่ได้ยินถึงความล่ำลือในความงามก็หมายตาคุณหนูของนางกันทั่วแคว้นแล้ว นางบรรจงวาดคิ้วอย่างเบามือพร้อมทั้งพินิจมองใบหน้าของคุณหนูของนางอย่างชื่นชม ใบหน้ารูปไข่ขาวนวลดั่งดวงจันทร์ยามราตรี คิ้วโก่งเหมือนกิ่งหลิว ดวงตาหงส์ตวัดโค้งขึ้น นัยน์ตาสีนิลสนิทเป็นประกายเจิดจ้าเหมือนดวงดารา จมูกเรียวยาวปลายเชิดขึ้น ริมฝีปากเล็กสีสดเหมือนผลอิงเถา รูปร่างสูงโปร่งระหงเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณขาวราวหิมะ ผมสีดำสนิทเช่นเดียวกันนัยน์ตา งามแม้ยามที่ไม่ประทินโฉม ชายใดได้สบตาคู่งามต่างกล่าวว่าราวกับได้ตกไปในบ่วงลึกที่ยากแก่การถอนตัว สิ่งที่พรรณนามานั้นล้วนเป็นผู้คนที่เล่าลือถึงหาใช่ตัวคุณหนูของนางเยินยอตนเอง
“เสร็จหรือยังเสี่ยวจู” ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามพร้อมลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกว่าสาวใช้ของนางหยุดนิ่งไป
“สะ..เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูสะดุ้งเมื่อคุณหนูของนาง
“ไปกันเถิด ท่านแม่คงรอนานแล้ว” ไป๋เฟิ่งบอกพร้อมหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นมาใส่แล้วเดินนำสาวใช้ออกไปจากเรือนของตนเพื่อไปหามารดาที่รออยู่ เหตุที่ว่ามีเพียงท่านแม่ที่รอนางนั้นเพราะว่าท่านพ่อของนางติดราชการในวังยังไม่กลับมา จึงเหลือแค่นางและท่านแม่ที่ไปรอรับพี่ชายที่เป็นถึงรองแม่ทัพของแคว้นที่กลับมาจากชายแดนพร้อมชัยชนะสงครามระหว่างแคว้นจ้าวและเผ่านอกด่าน
1ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
“แม่นาง คุณหนูของเจ้าเป็นคุณหนูจวนใดหรือข้าเองไม่เคยเห็นมาก่อน” เมื่อมีคนหนึ่งถามหลายๆคนก็อยากรู้มากยิ่งขึ้น“นั้นสิๆ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” ชาวบ้านที่มาซื้อขนมเริ่มต่างพากันถาม"คุณหนูของข้าคือคุณหนูเยี่ยไป๋เฟิ่ง"ชาวบ้านที่ได้ยินต่างพากันนิ่งไป คุณหนูเยี่ยไป๋เฟิ่งบุตรีขององค์หญิงแคว้นอ้ายและท่านเสนาบดีเยี่ยที่ผู้คนเคยเห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมขนานนามว่างามราวจิ้งจอกตั้งแต่อายุสิบหนาวน่ะหรือ ผ่านมาหกปีคงมิอาจจินตนาการได้ว่านางจะงดงามมากขึ้นเพียงใด ในขณะที่ผู้คนกำลังนิ่งคิดผู้ที่ถูกกล่าวถึงยืนนิ่งพิงใต้ต้นไม้ใหญ่แทบจะหลับไปด้วยความง่วง โดยมีสายตาคมคู่หนึ่งมองลงมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมตรงข้ามร้านขนมด้วยแววตาเรียบเฉย“หลีกไป! คุณหนูของข้าจะซื้อขนมร้านนี้ พวกเจ้าหลีกทางให้คุณหนูข้าเดี๋ยวนี้!” เสียงแหลมของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นพร้อมผลักชาวบ้านที่กำลังต่อแถวซื้อขนมหน้าร้านออกไปให้พ้นทางด้านหลังของสตรีที่เอ่ยไล่คนที่ขวางปรากฏสตรีที่หน้าตางดงามหมดจดไร้ที่ติ รูปร่างบอบบาง ผิวพรรณนวลเนียน บ่งบอกถึงว่าเป็นคุณหนูชั้นสูงผู้หนึ่ง ด้านหลังของนางมีเหล่าผู้คุ้มกันยืนอยู่ทำให้ไม่มีใครกล้าขวางทาง หาง
เมื่อทั้งสองลงจากรถม้าก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหลายในบริเวณนั้นเนื่องจากตัวเยี่ยไป๋เฟิ่งนั้นน้อยนักที่จะออกจากจวนและถ้าออกไปร่วมงานต่างๆด้านนอกจวนก็มักจะสวมผ้าคลุมหน้าไว้เสมอ ถึงจะเห็นใบหน้าเพียงครึ่งเดียวก็ตามแต่ก็ทำให้ผู้คนเหลียวมองได้อย่างไม่อาจละสายตา ใครๆต่างก็อยากเห็นใบหน้าที่ปราศจากผ้าคลุมของเยี่ยไป๋เฟิ่งสักครั้ง ใบหน้าของผู้คนที่ขนานนามให้ว่างามราวกับจิ้งจอก“เชิญฮูหยินกับคุณหนูชั้นบนเลยขอรับ ข้าน้อยเตรียมห้องประจำของตระกูลให้เรียบร้อย นายท่านได้สั่งเอาไว้ขอรับ” หลงจู้ประจำโรงเตี๊ยมรีบเข้ามาเชิญนางกับมารดาเข้าไปอย่างรวดเร็ว“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าขอตัวไปดูตำราสักครู่นะเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่งเอ่ยกับมารดา ไหนๆนางก็ได้ออกจากจวนทั้งทีก็อยากไปเดินดูของใหม่ๆบ้าง นางอยากลองชิมขนมชนิดใหม่ที่ร้านชื่อดังของเมืองหลวงที่ได้ยินมาจากเสี่ยวจู“ถ้าอย่างนั้นอย่าไปนานล่ะ อีกเดี๋ยวพี่ใหญ่เจ้าก็มาแล้ว ห้ามช้าเด็ดขาดนะรู้ไหมเดี๋ยวไม่ทันขบวนของพี่ชายเจ้า ” อ้ายเหม่ยหลินบอกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะไม่อยากพลาดชมขบวนกองทัพหลวงที่มีบุตรชายตนอยู่ในนั้น“เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว” ไป๋เฟิ่งตอบรับคำมารดาเมื่อรับคำม
ร่างบางเดินผ่านด้านหน้าเรือนของตนที่ประดับไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่เจ้าของเรือนเป็นคนปลูกเองจนถูกผู้เป็นมารดากล่าวตักเตือนไปหลายรอบ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์และที่เจ้าของเรือนชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นต้นเหมยต้นใหญ่ที่ท่านพ่อของนางลงทุนปลูกเพื่อเอาใจท่านแม่เมื่อวันครบเดือนของท่านพี่ไป๋เทียนพี่ชายคนเดียวของนาง เมื่อนางเกิดมาพอรู้ความนางก็ขอให้ท่านพ่อสร้างเรือนของนางใกล้กับต้นเหมยต้นนี้มารดาของไป๋เฟิ่งเป็นอดีตองค์หญิงแคว้นอ้ายที่ได้รับมอบหมายให้มาอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น โดยครานั้นมารดาของนางแอบหนีเหล่าองครักษ์ที่เสด็จตานางมอบให้ดูแลมารดาไปเที่ยวที่ตลาดในเมืองหลวงกับนางกำนัลรับใช้เพียงสองคนก่อนวันเข้าเฝ้าจ้าวเหวินหลงฮ่องเต้ (ฮ่องเต้รัชกาลก่อน) มารดานางถูกโจรล้วงถุงเงิน ทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารจนเกือบจะโดนเจ้าของร้านเรียกคนของทางการมาจัดการ ท่านพ่อของนางตอนนั้นมีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสองไปจัดการตรวจตรากิจการโรงเตี๊ยมของตระกูลเยี่ยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเข้าไปชวนเหลืออย่างสุภาพโดยไม่ทราบว่าเป็นมารดานางเป็นถึงองค์หญิง จึงทำให้มารดาของนางประทับใจและรักปักใจตั้งแต่แรกพบจวบจนถ
แคว้นจ้าว ปกครองโดยราชวงศ์จ้าวมาหลายสมัยตั้งแต่ปฐมราชวงศ์จ้าวเจี้ยนหลงฮ่องเต้ผู้รวบรวมแคว้นจ้าวให้เป็นปึกแผ่น แคว้นนี้พร้อมพรั่งไปด้วยทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น พืชพรรณ เหมืองแร่ แหล่งน้ำทุกแห่งล้วนอุดมสมบูรณ์ทำให้แคว้นจ้าวเป็นที่ที่หลายแคว้นอยากเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยปัจจุบันแคว้นจ้าวปกครองโดยจ้าวหมิงหลงฮ่องเต้ ซึ่งเป็นฮ่องเต้ที่ผู้คนขนานนามว่าเป็นฮ่องเต้หน้าหยก เนื่องจากพระองค์มีใบหน้างามเทียบเคียงอิสตรีที่ได้มาจากพระมารดาที่เป็นถึงอดีตหญิงงามล่มแคว้นที่ปัจจุบันคือหวงไท่โฮ่ว ผิดกับผู้เป็นพระอนุชาชินอ๋องจ้าวเฟยหลง ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ที่มีใบหน้าคมเข้มของบิดาผสมกับความงามเป็นเอกของมารดาที่เป็นถึงหวงกุ้ยเฟยในรัชสมัยก่อน ทำให้คุณหนูชั้นสูงทั่วแคว้นหรือแม้แต่องค์หญิงต่างแคว้นหมายปอง แต่เนื่องด้วยนิสัยดุดัน เคร่งขรึม เย็นชา คลุกอยู่แต่กับกองทัพจึงไม่มีสตรีนางใดกล้าเข้าใกล้จนมีข่าวลือลับๆว่าพระองค์รังเกียจสตรีณ จวนเสนาบดี“คุณหนูเจ้าคะได้เวลาตื่นแล้วเจ้าค่ะ ปลายยามเหม่า1แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันไปรับท่านรองแม่ทัพนะเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวจูสาวใช้ตัวน้อยรีบเร่งปลุกคุณหนูของตัวเองตามคำสั่งนาย







