เข้าสู่ระบบวันเวลาไม่คอยท่า ในเมื่อมีหนทางเปิดให้นางเดินแล้วมีหรือคนอย่างนางจะไม่เลือกเดิน หลี่หลิงเฟิ่งกัดผลจิตวิญญาณพร้อมกับวักน้ำทิพย์ในแอ่งขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก
จู่ๆ ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวทั้งกายก็ถาโถมเข้ามาใส่ร่างของนางราวกับมีดนับพันเล่มเฉือนเนื้อนางออกเป็นชิ้นๆ กระดูกของนางราวกับถูกค้อนทุบจนแหลกละเอียด นอกจากความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านี้แล้ว นางยังรู้สึกถึงพลังรุนแรงสองขุมต้องการจะทะลักทะลวงออกมาจากอก ทั้งร้อนรุ่มทั้งเย็นสบาย
ช่างทุกข์ทรมานจริงหนอ นางอยากละทิ้งความตั้งใจที่มีแต่เดิม แต่ก็รู้ถึงผลแห่งความล้มเหลวว่าจะเป็นอย่างไร
หลี่หลิงเฟิ่งรู้ดี ถ้าพลาดโอกาสในครั้งนี้นางก็คงเป็นได้แค่เศษสวะไปชั่วชีวิต ในเมื่อนางเลือกแล้วว่าจะไม่ยอมเป็นตัวไร้ค่าอีกต่อไป ก็ได้แต่กัดฟันทนสู้กับมัน
“จะอย่างไรข้าก็ต้องทน เมื่อผ่านจุดนี้ไปได้ อยากจะไปจะอยู่ที่ใดก็ไม่มีใครขวางข้าได้ทั้งนั้น” หลี่หลิงเฟิ่งตัดสินใจนั่งสมาธิทันที เหงื่อกาฬผุดขึ้นทั่วทั้งร่าง ทั้งยังรู้สึกเหมือนธาตุไฟเข้าแทรก พลังสองขุมนั้นกำลังปะทะกันอย่างดุเดือดภายในกายของนาง นิ้วทั้งสิบจิกลงบนฝ่ามือจนเลือดซิบ นางพยายามประคองสติตนเอง กดขุมพลังที่ร้อนรุ่มไปยังจุดตันเถียน
บ้าจริง เสี่ยวมู่ไม่ได้บอกข้าว่าจะมีผลข้างเคียงที่ทรมานเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นข้าคงกลับไปเตรียมตัวให้ดีกว่านี้ก่อน
“ไม่รู้ว่าร่างนี้จะสามารถทนรับความเจ็บปวดเจียนตายได้นานแค่ไหน ถ้าเกิดข้าหมดสติไปก่อนที่จะสำเร็จ แล้วข้าจะทำอย่างไร” หลี่หลิงเฟิ่งหงุดหงิดที่นางทำอะไรมากไม่ได้ คงได้แต่ต้องทนไปอย่างนี้แล้ว
ความสามารถอย่างเดียวในชาติก่อนที่นางภาคภูมิใจที่สุดก็คือความอดทนที่มากกว่าคนอื่น ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะยากลำบากแค่ไหนก็ต้องแพ้พ่ายให้กับความอุตสาหะของนาง
ร่างกายที่เดิมทีไม่ได้สมบูรณ์นักค่อยๆ หมดเรี่ยวแรง เมื่อเห็นดังนั้น มือของนางวักน้ำทิพย์ที่อยู่ในแอ่งขึ้นมาดื่มเพื่อยันร่างกายนางให้ยังรับไหว ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปเกรงว่าคงจะหมดสติไปนานแล้ว
แต่ไม่ว่าอย่างไร คนทุกคนย่อมมีขีดจำกัด ผ่านไปหลายชั่วยามแล้วยังไม่มีวี่แววว่าขุมพลังที่ส่งเข้ามาจะกดทับพลังในกายนางได้หรือไม่ สติของหลี่หลิงเฟิ่งค่อยๆ เลือนราง
ทว่าในจังหวะนั้นเองความเจ็บปวดรุนแรงตรงศีรษะแทบจะระเบิดออกมา กระตุ้นให้สติของนางแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง ภาพเคลื่อนไหวหลากหลายพรั่งพรูเข้ามาในสมองของนางราวกับความทรงจำที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จบ กระท่อนกระแท่น กลับไปกลับมา ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้
“เจ้าเป็นใคร เจ้าเห็นสิ่งใดหรือไม่”
“ในเมื่อข้ามอบมันให้ท่านแล้ว มันย่อมเป็นของท่าน ไม่รับหรือ อย่างนั้นข้าฝากเอาไว้ก่อนละกัน ถ้าข้าต้องการจะใช้ ข้าจะมาเอากับท่าน”
“เจ้าไม่ควรมา ที่นี่มีที่ให้ยืนกับคนไม่มีคุณสมบัติอย่างเจ้าด้วยหรือ กลับไปซะ”
“นางมารน้อย เจ้าควรรู้ว่าข้าให้โอกาสแก่เจ้าแล้ว แต่เจ้าเลือกผิดเอง”
“เจ้าเป็นใคร...ข้าไม่ไป...เจ้าเป็นใคร...ข้าเป็นใคร”
“อย่าไป!”
หลี่หลิงเฟิ่งไม่อาจควบคุมร่างกายตนเองได้ ปากของนางพึมพำไม่ได้ศัพท์ ร่างกายสั่นเทาไม่หยุดน้ำตาหลั่งรินเป็นสายน้ำออกมาจากนัยน์ตาที่กำลังหลับอยู่ทั้งสองข้าง หัวใจพลันบีบรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เจ็บปวดทรมานราวกับนางได้สูญเสียสิ่งสำคัญไป
“ข้าชื่อ...”
เฮือก!
โพล๊ะ
หลี่หลิงเฟิ่งสะดุ้งสุดตัวตื่นขึ้นมา ตามลำตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ ดวงนางของนางฉายแววสับสนอย่างหนัก หัวใจประหวั่นคิดถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัว ความเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสยังคงหลงเหลืออยู่ นางยกมือขึ้นแตะใบหน้าพบว่ามันเปียกโชกไปด้วยคราบน้ำตา
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าถึงเห็นภาพพวกนั้นได้ แล้วคนพวกนั้นเป็นใครกัน หรือว่าจะเป็นความทรงจำของร่างเดิมงั้นหรือ
จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ความทรงจำของร่างนี้ถูกผนึกเอาไว้เหมือนกับที่ผนึกพลังยุทธ์
แต่เมื่อขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วนางพลันส่ายศีรษะ ไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องราวของเจ้าของร่างเดิม เด็กสาวผู้ไม่เคยย่างเท้าออกจากจวนเลยสักครั้ง จะรู้จักกับคนมากมายเหล่านั้นได้ยังไง
แล้วมันเป็นของใครกัน
ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว คิดไปก็ไม่มีคำตอบ ก็หยุดคิดมันซะเลย ยิ่งตอนนี้นางรู้สึกถึงกระแสพลังทั้งสองขุมภายในร่างกายของนางรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แล้ว นางก็รีบโคจรพลังยุทธ์ให้กระจายไปทั่วร่าง ยังจะมีเวลาอะไรเหลือให้นางขบคิดเรื่องอื่นอีกเล่า
ตอนนี้พลังยุทธ์ของนางถูกปลดผนึกโดยสมบูรณ์แล้ว มุมปากหลี่หลิงเฟิ่งยกยิ้ม
หลังจากนั้นไม่นานพลันมีกระแสพลังใหม่ทะลักเข้ามาอีกระลอก แต่ไม่ได้เจ็บเจียนตายเหมือนครั้งก่อน กระแสพลังนี้ออกจะทำให้นางหายใจไม่ออกอยู่บ้าง นางรีบโคจรลมปราณให้คงที่ ค่อยๆ ซึมซับพลังทีละน้อย เมื่อครั้งรู้สึกหมดเรี่ยวแรง มือของนางก็จะวักน้ำในบ่อดื่มโดยอัตโนมัติ
การมีน้ำทิพย์มันช่างวิเศษจริงๆ!
เวลาหมุนผ่านไปเรื่อยๆ เพียงไม่นานก็ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว หลี่หลิงเฟิ่งลืมตาขึ้นมาช้าๆ ผลไม้จิตวิญญาณที่นางกินเข้าไปนั้นทำให้นางมีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นกำเนิดใหม่ ไม่เพียงเท่านั้นผลจากการดื่มน้ำทิพย์ตลอดทั้งวันร่วมกับการค่อยๆดูดซับพลังยุทธ์ ประสิทธิภาพที่ได้รับ ทำให้ระดับความแข็งแกร่งก้าวกระโดดขึ้นพรวดพราดจนนางเองก็อดตกใจไม่ได้
หลี่หลิงเฟิ่งไม่ใช่ตัวไร้ค่าอีกต่อไป นางในตอนนี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกำเนิดใหม่ระดับกลาง
นอกจากนี้ไม่เพียงแค่นางเป็นผู้ครอบครองธาตุมิติมายา แต่นางยังครอบครองธาตุไฟอีกด้วย ในแคว้นหลิวอวิ๋นผู้ครอบครองสองธาตุนั้นมีน้อยเท่าหยิบมือ และไม่มีใครที่เป็นผู้ครอบครองธาตุมิติมายาแบบนางเลยสักคน
หลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา
อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้
“ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน
ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”
ยิ่งเข้าใกล้เขตกำเนิดหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ หมอกมรณะโดยรอบก็ยิ่งบางเบาลงเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ลดทอนลงเลยณ กลางท้องนภา เหล่าเฒ่าประหลาดต่อสู้กันเป็นวงกว้าง พื้นละแวกใกล้เคียงเสียหายรุนแรง“ถึงแล้ว” ธิดาเทพผละตัวจากไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลาหลี่หลิงเฟิ่งสองคนถูกการต่อสู้ของยอดฝีมือดึงดูดสายตาเช่นกัน“ส่งหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มา”“สารเลว ยังคิดหนีอีกหรือ”“ระวังตัว บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่คนธรรมดา”เสียงตะโกนดังระงมทั่วผืนฟ้าหลี่หลิงเฟิ่งมองบุรุษที่ถูกรุมยำแล้วถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจถึงกับเป็นเขาอีกฝ่ายแปลงโฉมไม่เหลือเค้าเดิม เนื้อด้วยนางมีถิงถิง วิชาอำพรางเหล่านี้ไร้ความหมาย มองทะลุได้หมดหลี่หลิงเฟิ่งละสายตา ถามหลี่เจี้ยน“พี่ชายท่าน ตอนนี้แข็งแกร่งระดับใดแล้ว”หลี่เจี้ยนฉงน จากนั้นความยินดีแล่นริ้วเต็มหน้า นางเอ่ยถามถึงหลี่เฟยหยาง หรือว่าในใจยังมีพวกเขาอยู่ ไม่ได้ไร้เยื่อใยอย่างที่แสดงออกสีหน้าของเขาอ่อนลงไม่น้อย “ข้าเองก็ไม่แน
เมื่อเห็นว่าเป็นเขา หลี่หลิงเฟิ่งก็เบนสายตาไปอีกทาง หมุนตัวเตรียมไปจากตรงนี้ไม่ทันจะหนี หลี่เจี้ยนขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “น้อง...หลี่หลิงเฟิ่ง ช่วงนี้แดนศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ๆ ก็คลั่งขึ้นมา สังหารกันเป็นผักปลา ร่วมทางกันเถอะ อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่า”หลี่หลิงเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง มองจนหลี่เจี้ยนอึดอัด แววตาเฉยเมยยากจะอ่านความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นนางพยักหน้า เขาจึงถอนใจออกมา“เอาสิ” พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้า หลี่เจี้ยนมองแผ่นหลังของนาง ก่อนตามไปเงียบๆระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศวังเวงอย่างประหลาด เสี่ยวจูจูและเสี่ยวไป๋มองซ้ายทีขวาที ชวนอึดอัดจนมันไม่กล้าร้องสุ่มสี่สุ่มห้าพักใหญ่ หลี่เจี้ยนเริ่มทนไม่ไหว กำมือแน่นอยู่หลายครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เรื่องปีนั้นในจวนหลี่ ข้า...”เปิดปากสองสามก็พูดต่อไม่ออก คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ เขาเดิมคิดไว้มากมายคิดจะอธิบายเรื่องในอดีต อยากเล่าความรู้สึกในช่วงหลายปีมานี้ แต่พอมองหลี่หลิงเฟิ่งแล้วก็ได้แต่หุบปากคำพูดนับพันรวมไว้เพีย
หลี่หลิงเฟิ่งหมดคำพูดอันนี้เป็นตรรกะใหม่ที่นางเพิ่งพบในสองชาติหญิงชรามองด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อหูตัวเองของนาง แล้วหัวเราะดังกว่าเดิม“ไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาหรอก อันที่จริง เจ้ามีจิตสำนึกนิ่ง ไม่แปรปรวนง่ายมีสติยามเจออันตราย ใจแข็งดั่งหินผา ทระนงตนแต่ไม่เย่อหยิ่ง”นางยิ้มน้อย ๆ “นิสัยแบบนี้ ข้าชอบ”
หลี่หลิงเฟิ่งเดินลึกเข้าไปในป่าอีกหลายร้อยจั้งจนแน่ใจว่าปลอดภัย นางหยุดอยู่ใต้ร่มเงาสูดหายใจลึกเพื่อปรับสมดุลร่างกายพาตนเองเข้าสู่มิติมายา หยิบผลึกสีแดงพลังงานบริสุทธิ์และทำความเข้าใจการทำงานของมันโดยเร็วที่สุด เริ่มโคจรพลังยุทธ์เข้าสู่ผลึกเพื่อวิเคราะห์โครงสร้าง ตั้งใจจะดูดซับพลังงานส่วนหนึ่งเพื่
หลี่หลิงเฟิ่งใช้เชือกที่ทำจากรากพิษอเวจีมัดร่างหมีดำเอาไว้ ก่อนจะลากมันกลับมายังด้านหลังถ้ำ นางหยิบลูกกลอนสีเหลืองเข้มที่เพิ่งปั้นได้ออกมาหมีดำที่ถูกตรึงไว้หวาดกลัวเมื่อเห็นยาลูกกลอนในมือนาง มันพยายามดิ้นอย่างสุดกำลัง“จะได้ผลหรือไม่นะ” หลี่หลิงเฟิ่งยื่นลู
ปลายนิ้วของชายหนุ่มแตะลงบนผิวน้ำแข็งเบา ๆ เท่านั้นเองเสียง “แครก” ดังลั่นก้อง รอยร้าวสีฟ้าเข้มแล่นออกจากจุดสัมผัสอย่างรวดเร็ว ราวกับใยแมงมุมขยายครอบคลุมทั้งแท่งน้ำแข็งในพริบตา“ถอยออกมา!” เป่ยเหยียนคว้าตัวหลานชายดึงกลับแทบไม่ทัน คลื่นพลังเย็นจัดระเบิดออกมาจากแท่นน้ำแข็งทันทีแสงสีน้ำเงินสว่างวาบไป







