LOGINผลจากการปลดผนึกและเลื่อนระดับขั้นพลังยุทธ์ ทำให้ร่างกายของนางมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ความรู้สึกเมื่อยล้าอ่อนแรงง่ายจากการขาดสารอาหารมานานปี กลับไม่ปรากฏให้เห็นอีกแล้ว ตลอดทั้งร่างเต็มแน่นไปด้วยความมีชีวิตชีวา ผิวพรรณจากที่เคยซีดหมองกลับมีน้ำมีนวลขึ้นมาทันตา
แต่เดิมใบหน้าของเด็กน้อยมีความคล้ายคลึงกับใบหน้าของนางในชาติก่อนอยู่ประมาณเจ็ดแปดส่วน แต่ตอนนี้นางค้นพบว่าใบหน้านี้ไม่เพียงคล้ายนางเต็มสิบส่วนแต่ยังอ่อนเยาว์เปร่งปรั่งนวลเนียนกว่าเดิมหลายเท่า
หลี่หลิงเฟิ่งกลับเข้าไปสำรวจในมิติอีกครั้ง นางสัมผัสได้ว่ามิติของนางมีการเปลี่ยนแปลง
ทันใดนั้นมุมปากของนางยกยิ้มกว้าง ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ เป็นดังคาด มิติมายาสัมพันธ์กับความแข็งแกร่งของผู้ครอบครอง พื้นที่จากเดิมที่แห้งแล้งเหมือนทะเลทรายค่อยๆ ฟื้นฟู ถึงจะแค่นิดเดียวแต่ก็เพียงพอให้นางกู่ร้องในใจได้แล้ว
ไหนจะพื้นที่ที่ขยายใหญ่ขึ้นอีกล่ะ
การค้นพบครั้งนี้ทำเอาหลี่หลิงเฟิ่งแทบคลั่ง
“เพราะมันดีแบบนี้สินะ ผู้ฝึกพลังยุทธ์ธาตุมิติมายาถึงได้มีน้อยยิ่งกว่าขนนก ไม่รู้ว่าเพราะว่าหายากอยู่แล้ว หรือถูกตามไล่ล่าสังหารเพราะพรสวรรค์ที่โดดเด่นกันแน่” หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจอย่างน่าเวทนา
“ยังดีที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้” นางอดที่จะตัวสั่นไม่ได้เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ของข้อสันนิษฐานอย่างหลัง
“หืม” เมื่อหลี่หลิงเฟิ่งสงบอาการหวาดหวั่นในใจลงได้ ขณะที่เตรียมตัวออกไปนั้น นางเหลือบสายตาไปเห็นตำราสองเล่มวางอยู่มุมห้องพอดี
หลี่หลิงเฟิ่งหยิบขึ้นมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว “หืม ตำราควบคุมพลังธาตุไฟและธาตุมิติมายาอย่างนั้นหรือ โอ้!” นางหยิบอีกเล่มขึ้นมาทันที “ยังมีนี่อีก คัมภีร์โอสถสวรรค์ นี่มัน...” แต่ที่น่าแปลก ตำราทั้งสองเล่มไม่มีชื่อเจ้าของระบุเอาไว้
คัมภีร์โอสถสวรรค์ เป็นตำราที่หายสาบสูญไปนานแล้ว ด้านในเป็นบันทึกตำรับโอสถโบราณหายาก ไม่เพียงแต่การหลอมยาลูกกลอน แต่ยังมีการรักษาโรคต่างๆ อีกด้วย แต่โรคที่บันทึกไว้ในนี้ออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อย นางไม่เคยได้ยินโรคพวกนี้เลยสักครั้ง ถ้านางจำไม่ผิด กล่าวกันว่าคัมภีร์โอสถสวรรค์คือตำรับโอสถของปฐมาจารย์แพทย์โอสถเมื่อพันปีก่อนได้บันทึกไว้
สิ่งนี้เป็นของที่นักแพทย์โอสถทุกท่านใฝ่ฝันถึง ใครเลยจะคิดว่าคัมภีร์ที่ทุกคนทั่วหล้าตามหาแทบพลิกแผ่นดินจะอยู่เพียงใต้จมูกตัวไร้ค่าอย่างนาง
หลี่หลิงเฟิ่งเก็บคัมภีร์โอสถสวรรค์ไว้ที่เดิม และหันมาสนใจตำราควบคุมพลังธาตุที่อยู่อีกมือหนึ่งแทน
เป็นแพทย์โอสถก็สำคัญ แต่ตอนนี้ควบคุมพลังธาตุให้ได้ก่อนนั้นสำคัญกว่า เมื่อจัดระเบียบความคิดของตัวเองได้แล้วนางก็ตั้งใจศึกษามันจนลืมวันลืมคืน
เวลาเคลื่อนคล้อยไปอีกหลายวัน หลี่หลิงเฟิ่งเก็บตำราไว้ที่เดิม นวดคลึงขมับอย่างเหนื่อยล้า หลี่หลิงเฟิ่งทบทวนสิ่งที่อ่านเจอนอกเหนือจากการฝึกควบคุมพลังธาตุ
“จากที่ข้าเข้าใจ ผู้ครอบครองธาตุมิติทั่วไปจะมีมิติมายาอยู่ด้วยเท่านั้น ไม่มีอันใดพิเศษ แต่ผู้ครอบครองธาตุมิติมายาที่มีพรสวรรค์รับรู้ถึงสรรพสัตว์ สัมผัสกับธรรมชาติได้ ยังไม่เคยมีมาก่อนหรืออาจพูดได้ว่าหมื่นปีมานี้จะมีสักคนหนึ่ง เมื่อผู้ฝึกพลังยุทธ์มีพลังจิตขั้นสูงจะสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้อีกด้วย และธาตุทั้งสองสามารถแยกหรือรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างอิสระ”
“อืม...แต่วิธีฝึกพลังจิตไม่ได้มีบอกไว้ในตำรา อาจเพราะผู้เขียนไม่ได้มีพรสวรรค์ในส่วนนี้ก็เป็นได้ การมีพรสวรรค์แบบนี้นับเป็นเรื่องดี แต่ก็ถือเป็นเรื่องร้ายเหมือนกัน”
“จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าข้าครอบครองสิ่งเหล่านี้อยู่ ถ้าเกิดมีใครรู้เข้า มีหวังข้าคงถูกฆ่าตายก่อนที่จะแกร่งขึ้นแน่ๆ” นางทั้งตระหนกตกใจทั้งดีใจในเวลาเดียวกัน แต่ก่อนที่นางจะแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถปกป้องตนเองได้ นางจะให้คนอื่นล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด หลี่หลิงเฟิ่งตัดสินใจเก็บซ่อนความสามารถของตนไว้
นางคงต้องใช้แต่พลังธาตุไฟเท่านั้นแล้ว
“ไม่รู้ว่าสองคนนั้นจะตื่นตระหนกแค่ไหนที่ข้าหายไปหลายวัน” หลี่หลิงเฟิ่งกวาดตามองในมิติอีกหน เมื่อพบว่าไม่มีอะไรที่ผ่านสายตานางไปได้แล้ว ก็ออกจากมิติเตรียมกลับทันที
“คงไม่ได้จัดงานศพให้ข้าไปแล้วหรอกนะ เด็กพวกนั้นยิ่งขี้ตกใจง่ายซะด้วย ถ้าเป็นในชาติก่อน คนหายเกิน 24 ชั่วโมงก็แจ้งความได้แล้ว เห้อ...ข้าอยากกลับไปจังเลย” พอคิดถึงชีวิตในชาติที่ผ่านมาก็ให้เศร้าใจ การใช้ชีวิตที่นั่นง่ายดายกว่าที่นี่มาก แตกต่างจากกันโดยสิ้นเชิง อิทธิพลอันยิ่งใหญ่คือเงินตรา ทุกคนมีความเท่าเทียม คุณภาพของชีวิตไขว่คว้าได้ง่าย
นางแค่อยากจะใช้ชีวิตเรียบง่าย สงบสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น สิ่งที่นางไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสเลยทั้งสองชาติคือคำว่าครอบครัว ชาติก่อนของนาง คนในครอบครัวก็ขายนางให้กับองค์กรอัจริยะในประเทศ ทุกคืนวันของนางไร้สีสัน ไร้ความรู้สึก ในหัวมีแต่คำว่าฝึก...ฝึก...และก็ฝึก ทุกวินาทีคืออันตรายของชีวิต นางต้องเอาตัวรอดจากอันตรายต่างๆ ระแวดระวังจากการลอบสังหารของเพื่อนร่วมรุ่น
จนในที่สุดนางได้เป็นยอดอัจริยะหนึ่งในสิบคนขององค์กร นักเรียนที่ได้รับฝึกฝนทุกคนมีความใฝ่ฝันที่จะออกจากขุมนรกนั่น ออกไปปฏิบัติหน้าที่ข้างนอก ได้เห็นโลกอันกว้างใหญ่ สัมผัสชีวิตที่เรียบง่าย แต่ก่อนที่นางจะทำสำเร็จนั้น ก็ดันมาตายซะก่อน แล้วไฉนนางถึงมาอยู่ที่ดินแดนอันตรายรอบด้านแห่งนี้ด้วย มันน่าแค้นเคืองยิ่งนัก
นางแค่อยากมีชีวิตรอด มันยากขนาดนั้นเลยหรือ
เวลาที่หลี่หลิงเฟิ่งได้เห็นบ้านที่ตัวเองอาศัยอยู่อีกครั้ง นางถึงกลับอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปนาน ผ้าขาวที่ผูกอยู่ตามรั้วตามเสานั่นมันยังไงกัน ยิ่งนางเดินเข้าไปข้างในยิ่งให้รู้สึกถึงความเศร้าโศกยิ่งนัก
“เสี่ยวเซียง...” หลี่หลิงเฟิ่งขบกรามแน่นระงับความโกรธที่กำลังปะทุขึ้นมา เสียงร้องไห้สะอื้นสองเสียงจากด้านในดังออกมาไม่ยอมหยุด ภาพที่เห็นคือมีโถงศพตั้งอยู่กลางบ้าน เด็กสาวกับเด็กผู้ชายสองคนในชุดผ้าฝ้ายสีขาวกำลังนั่งร้องไห้อยู่หน้าโลงศพ
หลี่หลิงเฟิ่งโกรธจนอยากจะหัวเราะออกมา
“ฮึก คุณหนูเจ้าคะ บ่าวผิดเองเจ้าค่ะที่วันนั้นบ่าวไม่ได้ตามคุณหนูไปด้วย ฮึก บ่าวไม่น่าทิ้งให้คุณหนูอยู่ตามลำพังเลย” เสี่ยวเซียง สาวใช้ส่วนตัวของนางที่ถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลเช่นเดียวกัน กำลังร้องไห้ตัวโยนอย่างน่าสาร
“อาเซียง เจ้าอย่าโทษตัวเองอีกเลย มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า ถ้าคุณหนูรู้เข้าคงต้องห่วงเป็นแน่ แล้วนางจะไปสบายได้อย่างไร” เด็กหนุ่มข้างกายพูดปลอบใจ ขณะที่เจ้าตัวก็สะอื้นไห้ไม่ต่างกัน
เหลียงเฉิน คือคนที่นางช่วยชีวิตไว้เมื่อสองปีก่อน ปีนั้นเสี่ยวเฉินอายุราวสิบสามปีถูกเด็กในหมู่บ้านรุมทำร้าย เนื่องจากเขาตัวเล็กที่สุดและผอมแห้ง พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก อาศัยอยู่กับครอบครัวของลุง แต่ตาลุงนั่นโหดร้ายเป็นอย่างมาก ให้เด็กอายุสิบสามไปหาเงิน ใช้แรงงานยังไม่พอแถมยังไม่ให้ข้าวกินอีกต่างหาก เด็กน้อยจึงอดมื้อกินมื้อมาตลอด
ยามที่นางมองเสี่ยวเฉินมันทำให้สะท้อนเห็นตัวเองตอนที่อยู่ในค่ายฝึก ยามที่นางถูกคนอื่นรังแก ต่อมความสงสารของนางจึงบังเกิด ตัดสินใจซื้อชีวิตของเด็กคนนั้นมา
“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร หลายปีมานี้คุณหนูคงเศร้าเสียใจที่ถูกขับออกจากตระกูล ไม่งั้นคุณหนูของข้าคง ฮึก ไม่คิดสั้นแบบนี้หรอก”
เสี่ยวเฉินเกาหัว ยิ้มแหยส่งให้เสี่ยวเซียง “คุณหนูอาจจะไม่อยากตายก็ได้ แค่อาจจะออกมาไม่ได้”
“เจ้าจะพูดตอกย้ำให้ได้อะไร ทำไมข้าจะไม่รู้ ใครเข้าไปในนั้นก็ไม่รอดออกมาซักคน ฮึก” เสี่ยวเซียงโกรธขึ้ง หันไปตะโกนใส่หน้าเสี่ยวเฉินอย่างเหลืออด
“ข้า...ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น บางที...บางทีคุณหนูอาจจะยังมีชีวิตอยู่”
“หมายความว่าอย่างไร เจ้าเห็นใครเข้าไปแล้วออกมาได้บ้างมั้ย ขนาดนั้นพวกคนที่มีพลังยุทธ์ยังไม่รอด แล้วคุณหนูของข้าที่ไม่มีอะไรเลย ฮือ จะออกมาได้ยังไง” หลี่หลิงเฟิ่งมุมปากกระตุกเมื่อได้ยินคำพูดของสาวใช้ตัวน้อย
“แล้วที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นผีงั้นหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งกรอกตามองทั้งสองคนอย่างเหนื่อยหน่าย พลางเดินเข้าไปใกล้จ้องมองอย่างขุ่นเคือง
“เสี่ยวเซียง นิสัยตื่มตูมของเจ้าเมื่อไหร่จะหายสักที และเจ้าก็อีกคน แทนที่จะห้ามปรามกลับช่วยนางจัดงานศพให้ข้าอย่างนั้นหรือ เสี่ยวเฉิน” นางไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี จนใจกับนิสัยของผู้ใต้บังคับบัญชา
“คะ...คุณหนู ท่าน...” ทั้งสองเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง “อาเฉิน หรือข้าคิดถึงคุณหนูมากไป ที่ข้าเห็นเป็นแค่ภาพลวงตาใช่หรือไม่”
“นี่พวกเจ้ามองจนโง่งมไปแล้วหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งพูดอย่างขบขัน “ไปรื้อออกเดี๋ยวนี้ เจ้าจัดงานศพให้ใครกัน ข้ายังไม่ตายนะ” เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของสองคนนี้ อารมณ์ขุ่นมัวของนางก็หายไปสิ้น ไม่รอให้ทั้งสองได้สติกลับมา นางเดินเข้าไปในห้องนอน เอนตัวนอนพักผ่อนบนเตียง
“นี่ นี่คุณหนูจริงๆ หรือ” มือทั้งสองของเสี่ยวเซียงเขย่าเสี่ยวเฉินไม่หยุด นางหันมองตามทางที่หลี่หลิงเฟิ่งเดินผ่าน
“ถ้าไม่ใช่คุณหนูแล้วจะเป็นใคร เป็นเจ้าที่ตื่นตระหนกไปเอง ฮึ่ม มาช่วยกันเก็บโลงนี่ไปทิ้งเสีย อัปมงคลยิ่งนัก” เสี่ยวเฉินทนไม่ไหว พูดอย่างโมโห กระนั้นก็ไม่ได้สะบัดแขนจากมือที่จับแน่นของเสี่ยวเซียงออก
“ฮึก ฮืออ คุณหนูของข้ายังไม่ตาย! ยังมีชีวิตอยู่! ขอบคุณสวรรค์” หลังจากเด็กสาวได้สติ พลันเปล่งเสียงร้องไห้อย่างยินดีออกมาดังลั่น ทำให้คนบางคนที่กำลังพักผ่อนหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง
“เงียบ!”
สาวน้อยหุบปากฉับลงทันที
ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา
ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง
หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ
หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ
กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง
“เร็ว รีบไปแจ้งผู้อาวุโสสามให้มาที่นี่โดยเร็ว” ศิษย์สำนักแพทย์โอสถที่เห็นเหตุการณ์รีบไปแจ้งทันที ไม่นานนักพลังยุทธ์อันแข็งแกร่งขุมหนึ่งหยุดยั้งฝ่ามือหลี่หลิงเฟิ่งที่กำลังจะทำร้ายคนอีกรอบ“องค์ชายรองโม่ แม่นางท่านนี้โปรดยั้งมือ ทำเช่นนี้ไม่ดีต่อแคว้นหลิวอวิ๋นเอาเสียเลย ท่านคงไม่อยากเป็นศัตรูกับสำนัก
ที่ใดที่หนึ่ง ณ ตีนเขาทมิฬกาล หลี่หลิงเฟิ่งและโม่จื่อหลิงยังไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย เป็นเวลาหลายชั่วยามที่พวกนางติดอยู่วังวนนี้ แรกเริ่มตอนย่างเท้าเข้ามาพวกนางยังไม่พบสิ่งผิดปกติใด สัตว์เล็กๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณตีนเขายังมีให้เห็นประปรายจนเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ที่พวกนางรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
หลี่หลิงเฟิ่งสองพี่น้องเดินทางมาถึงหอแพทย์โอสถก็ไม่รอช้ารีบขอพบเหยาจี้ทันที เจ้าหน้าที่หอแพทย์โอสถคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลพาพวกนางไปพบเหยาจี้ที่กำลังตรวจคนไข้อยู่บนชั้นสอง เนื่องด้วยพวกเขาสองพี่น้องไม่ต้องการรบกวนเหยาจี้ขณะกำลังรักษาคนเจ็บอยู่จึงขอให้เจ้าหน้าที่ท่านนั้นพาพวกเขาไปนั่งรอที่ห้องรับแขก
อีกทางด้านหนึ่ง ในห้องใต้ดินเย็นเยียบและชื้นแฉะ รอบด้านมืดมิด ร่างหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้เขรอะฝุ่นหลังหนึ่ง มือขาวซีดยื่นออกไปทางประตู บุรุษผู้หนึ่งพยายามดิ้นรนลงจากเตียง เขาค่อย ๆ คลานไปยังแสงสว่างหนึ่งเดียวในห้องอันมืดมิดแห่งนี้ ฉับพลันแสงสว่างจากด้านนอกที่เล็ดลอดเข้ามาพลันหายไป เงาดำทะมึนส







