เข้าสู่ระบบ"เจ้าอยากแต่งเข้าจวนสกุลหยางถึงเพียงนี้เชียวหรือเวินซูฉี ข้ามิขาดแคลนสตรี หากต้องแต่งงานกับสตรีทุกคนที่ข้าหลับนอนด้วยเช่นนั้นวันๆ ข้าคงมิต้องทำอันใดแล้วกระมังนอกจากแต่งงาน" หยางเวยหมิงเอ่ยวาจาถากถางสตรีตรงหน้าอย่างไม่ปราณี สตรีงูพิษกล้าวางยาเขาเพื่อปีนขึ้นเตียง แพศยาเช่นนี้เขาไม่มีทางแต่งงานกับนางแน่นอน แวนด้าที่รวบรวมความทรงจำเรียบร้อยแล้วก็มองไอ้หน้าหล่อตรงหน้า อืมหน้าตาดี รูปร่างดีเสียดายปากไม่ดี มันน่าตบด้วยเปลือกทุเรียนจริงๆ ก่อนจะตอกกลับอย่างไม่สนใจ "ไม่แต่งก็ไม่แต่งสิ ท่านคงผ่านผู้หญิงมาเยอะจริงๆ นั่นแหละ พอวนมาถึงข้าถึงไม่มีแรงจะทำเอาเสียเลย ไก่อ่อนชะมัด...เฮ้อ...ข้าเสียดายเงินที่ซื้อยามาวางท่านจริงๆ เหอะไอ้คนไม่ได้เรื่อง" หยางเว่ยหมิงกำมือแน่นจนกระดูกนิ้มขาวโพลน สตรีแพศยากล้าดีอย่างไรมาว่าเขาไม่ได้เรื่อง ทั้งๆนางครวญครางร้องขอเขาไม่หยุด "เป็นเจ้าที่ปีนเตียงข้ายังกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้อีกหรือ" "ก็นึกว่าทำเป็น ที่ไหนได้ใครจะรู้ว่าไม่ได้เรื่อง รู้งี้เอาเงินที่ซื้อยางวางท่านไปเที่ยวหอชายงามยังคุ้มกว่า ไอ้ไก่อ่อนเอ๊ย"
ดูเพิ่มเติม"ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนอะไรรัดคอเลยนะ ตอนนอนก็ปกตินี่หว่า แค่กๆๆ"
แวนด้ารู้สึกเหมือนกับถูกเชือกรัดคอ เมื่อขยับเหมือนเชือกจะแน่นขึ้น เธอได้สติทันทีพยายามดิ้นรน
โอ๊ย...ไอ้บ้าเอ๊ยฉันถูกใครจับแขวนคอวะ คู่แข่งร้านบะหมี่เหรอ แล้วยายนี่ใครอีกเนี่ย"
แวนด้าพยายามเอาตัวรอดจากการถูกเชือกรัดคอยก่อนจะได้เห็นบางอย่างผ่านคลื่นในสมอง ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะผูกคอตายประชดคนในครอบครัว ห้องไม้ห้องหนึ่ง เดี๋ยวนะนี่มันฉากเดียวกับที่อยู่ตรงหน้าเธอนี่หว่า เฮ้ยเธอกำลังผูกคอตายหรือ บ้าสิร้านฉันกำลังขยับขยายนะใครจะโง่ตายตอนนี้
"นี่มันอะไรกันวะเนี่ย แล้วฉันละเมอมาผูกคอตัวเองตอนไหน ที่ห้องพักมีผีหรือวะ โอ๊ยแล้วจะแกะยังไงล่ะเนี่ย"
เธอพยายามแกะเชือกที่คอออก เธอมองเห็นเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกลจากใต้ฝ่าเท้าจึงพยายามใช้มือคว้าเส้นเชือกที่เหนือห่วงก่อนจะพยายามเหวี่ยงตัวเองให้ไปยืนบนเก้าอี้
"อ่า..ฮึบ อ่า ฮึบ แอ่กๆๆ อีกที อ่าฮึบ"
ตึง...สองเท้ายืนมั่นคงจากนั้นก็แกะห่วงที่รัดคอออกสำเร็จ ร่างผอมแห้งลงมาจากเก้าอี้นั่งวแหมะก่อนจะมีเสียงดังมาจากด้านนอก ประตูเปิดออกเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง สวมชุดจีนโบราณสีเหลือซีด เสื้อผ้าตื้นเขินไม่พอดีตัว ดูแล้วอายุน่าจะไม่เกินสิบสี่วิ่งมาหาเมื่อเห็นเธอก็สวมกอดร้องไห้ออกมา
"ฮือๆๆพี่สาม ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ ท่านอย่าทำข้าตกใจสิ"
"พะ.พี่สามหรือ อุ๊บ!!!"
"ทำไมฉันพูดภาษาจีนล่ะ เดี๋ยวนะฉันบินมามูที่แผ่นดินใหญ่ หลังจากมูเสร็จฉันก็จะกลับโรงแรม แวะซื้อสร้อยหินจากคุณยายข้างทางมาหนึ่งเส้น ถึงโรงแรมก็กินข้าวแล้วเข้านอน แล้วมากองถ่ายได้ไงฉันละเมอไกลขนาดนี้หรือ"
แวนด้าคิดในใจก่อนจะคิดอะไรออกก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก มีคนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดโบราณเข้ามาในห้อง หนึ่งในนั้นเป็นเด็กสาวรุ่นๆเดียวกันหลายคน คนที่สวมชุดน่าจะเป็นสาวใช้ในละครเดินมาหาเธอ
"คุณหนู..ฮือๆๆท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ บ่าวตกใจแทบแย่แล้วฮึกๆๆ"
เธอกำลังจะพูดว่าไม่เป็นไรก็มีเสียงชายชราดังมา
"ไร้ยางอาย รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้ท่านราชครูจะมาปรึกษาเรื่องงานกลับทำเรื่องขายหน้า เวินซูฉีข้าใจดีกับเจ้าเกินไปหรือไม่ เด็กๆไปเอาแส้มาวันนี้ข้าจะสั่งสอนนางเด็กอกตัญญูคนนี้"
"นี่คุณลุง ถ่ายละครกันอยู่หรือฉันไม่ได้มาเป็นเอกซ์ตร้านะ ขอตัวก่อนพวกคุณตามสบายเลย"
แวนด้าหลีกให้พวกเขาแต่กลับมีเสียงดังมาเป็นเสียงผู้หญิง
"น้องสาม ถึงเจ้าจะเป็นบุตรฮูหยินเอกแล้วอย่างไร เจ้าทำตัวเสื่อมเสียทำเรื่องไร้ยางอายจนสกุลเวินมิอาจมองหน้าผู้ใดได้อีก วันนี้ยังเสแสร้งผูกคอตายเพื่อจะแต่งเข้าจวนหยางให้ได้ ท่านพ่อเจ้าค่ะ...ท่านราชครูอาจจะไม่พอใจได้นะเจ้าคะ"
"ไปเอาแส้มาให้ข้า"
เวินหนิงได้แส้มาจากบ่าวรับใช้ก็สั่งให้บุตรสาวคุกเข่าทันที
"คุกเข่าลง วันนี้ข้าจะสั่งสอนนางเด็กไร้ยางอายอย่างเจ้าเวินซูฉี"
แวนด้ายืนอึ้ง ตาลุงนี่แสดงสมบทบาทจังวะ ก่อนที่จะมีมือมาจับบ่าเธอแล้วกดลงให้คุกเข่า แวนด้าที่ไม่ชอบให้ใครมาถูกตัวก็สะบัดออก เสียงปลายแส้แหวกอากาศมาฟาดลงที่กลางหลังของเธอเจ็บจนน้ำตาซึม
"เฟี้ยว ฟรึ่บ!!
"อ๊า..เจ็บจัง ตาแก่ที่แค่ถ่ายละครต้องจริงจังขนาดนี้หรือไงวะ!!?"
"ยังกล้าปากดีอีก จับนางกดลงให้นางคุกเข่าวันนี้ข้าจะตีนางลูกไม่รักดีนี่ให้ตาย"
คนเป็นบิดาฟาดแส้ลงมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้เด็กสาวที่เรียกเธอว่าพี่สามมากอดเธอเอาไว้แล้วร้องไห้อ้อนวอน
"ท่านพ่อ อย่าตีอีกเลยเจ้าค่ะ พี่สามนางกำลังเสียใจอาจจะเอ่ยล่วงเกินท่านไปบ้าง อ๊า.."
นางยังพูดไม่ทันจบปลายแส้ก็ฟาดลงมาอีกครั้ง พร้อมเสียงก่นด่า
"เจ้ามันก็เหมือนมารดาของเจ้า ไร้ยางอายวันนี้ข้าจะตีให้ตายทั้งพี่ทั้งน้องเลยเชียว"
แวนด้าที่เห็นเด็กสาวโดนดีก็ลุกขึ้นรอจังหวะจับปลายแส้ที่จะฟาดลงมาก่อนจะกระตุกเข้าหาและยกเท้ายันหน้าอกชายสูงวัยจนลิ้มหลายหลังท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนรวมถึงคนที่มาใหม่ด้วย
"ตาแก่ ถ้ายังไม่หยุดฟาดงวงฟาดงาล่ะก็ เดี๋ยวเจอจระเข้ฟาดหางแน่ คิดว่าเจ๊ไม่สู้คนหรือไง"
เอ่ยจบก็ลงไปประคองร่างที่รับแส้แทนเธอจนได้เลือด แวนด้าที่กำลังจะประคองเด็กสาวอยู่ๆก็มึนหัว เธอนั่งลงทันทีจากนั้นก็มีความทรงจำของอีกคนเข้ามา สมอมือยกขึ้นกุมขมับก่อนจะส่ายศีรษะไปมาด้วยความเจ็บปวด
"อ่าห์..ใครวะสองรอบแล้วนะยายเนี่ย อ่าห์ ปวดหัว"
หยิงสาวคนหนึ่งถูกรังแกบ่อยครั้ง ยายเด็กนี่คลั่งรักผู้ชายคนหนึ่งถึงขั้นวางยาจนมีอะไรกับเขา แต่เขากลับรังเกียจถึงขนาดยอมเป็นเพียงเมียน้อยเขาก็ยังประกาศลั่นไม่ต้องการเธอ จากนั้นเธอก็ประชดด้วยการแขวนคอเพื่อให้เขามาหาเพราะรู้ว่าวันนี้เขาต้องมาบ้าน ทุกอย่างพี่สาวคนรองเป็นคนหลอกล่อให้เธอทำ
"ขอกระจกหน่อย"
"พี่สามท่านจะเอากระจกหรือ"
"คะ..คุณหนูต้องการกระจกไปทำไมหรือเจ้าคะ"
แวนด้าถอนหายใจก็จะพิสูจน์ว่าไอ้ที่คิดอยู่มันถูกต้องนะสิยะ
"ไปเอากระจกมา กระโถนฉี่หรืออะไรที่ส่องหนังหน้าได้อ่ะ ไปเอามาที"
คนที่เรียกเธอว่าคุณหนูรีบไปเอากระจกทองเหลืองมาให้ เมื่อส่องดูแวนด้าก็ถึงกลับมืออ่อน เธอนั่งสงบนิ่ง ส่วนบิดาเวินหนิงกระชับแส้ในมือเตรียมจะฟาดอีกครั้ง แต่บุตรสาวเวินเหยียนจับมือเขาเอาไว้เพราะว่าท่านราชครูมา หากเห็นว่าเขาลงโทษบุตรสาวตนเองจะไม่ดี เวินหนิงเอ่ยเสียงดัง
"เวินซูฉี....เจ้าไร้ยางอายเพียงนี้ สกุลเวินของข้าคงมิอาจเลี้ยงดูเจ้าได้ จากนี้ไปเจ้าจงไสหัวไปจากเมืองหลวงเสีย"
แวนด้าหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้น หลับลงแล้วลืมขึ้นห้ารอบ เธอแน่ใจแล้วว่าตอนนี้เธออยู่ในโลกคู่ขนาดที่ไหนสักแห่งและอยู่ในร่างยายหนูที่ชื่อเวินซูฉี ไอ้แก่ตรงหน้าคือพ่อของร่างนี้ ใส่ร้ายแม่เธอคบชู้เพื่อฮุบสมบัติ พี่ใหญ่พิการเดินไม่ได้ พี่รองคนนี้เป็นลูกเมียน้อยตาแก่นี่ที่แอบไปมีสัมพันธ์กันก่อนจะรับพวกนางเข้ามา
ฤดูกาลเปลี่ยนผันไปยามนี้เมืองหลวงมีการเปลี่ยนแปลง ฮ่องเต้ยกบัลลังก์ให้รัชทายาท พระองค์นั่งเลี้ยงเจ้าก้อนแป้งทั้งสี่อย่างสบายพระทัย ไท่ซ่างหวงทรงมีงานอดิเรกคือเลี้ยงพระนัดดา ส่วนฮ่องเต้พระองค์ใหม่ยังคงรักใคร่กลมเกลียวกับพี่สาวดีเนื่องจากเป็นบุตรฮองเฮาพระองค์ก่อนทั้งคู่ผ่านไปสี่ปีเสิ่นซูฉีกลายเป็นแม่ลูกห้า เนื่องจากท้องสองได้บุตรสาว ท้องสามได้คู่แฝดชายสองคนและนางกำลังท้องคนที่หก เพราะคนทำขยันไม่หยุดจริงๆแม้วัยจะล่วงเลยไปสามสิบหกปีแล้ว เสิ่นซูหานแต่งงานเมื่อสองปีที่แล้ว หยางซินอวี้ให้กำเนิดบุตรชายยามนี้ได้หนึ่งขวบเสิ่นซูเจินแต่งงานกับหนานกงซวีได้เกือบปีเพิ่งจะมีข่าวดีนางตั้งครรภ์แล้วเช่นกัน มีเพียงเสิ่นเพ่ยเพ่ยที่เพิ่งจะแต่งได้สามเดือนเท่านั้น หลังจากงานแต่งเสิ่นเพ่ยเพ่ยกับเซียวอี้ เสิ่นซูเหิงได้ขึ้นเป็นราครูแทนน้องเขย เพราะเขาขึ้นเป็นมหาราชครู เสิ่นซูเหิงส่งสินสอดกว่า288หีบไปสกุลเซียวเพื่อสู่ขอหมั้นหมายเซียวเซียวให้กับเสิ่นจวินไท่ ยามนี้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นหมอหลวงขึ้นหนึ่ง ถวายงานแต่ฮ่องเต้และไท่ซ่างหวงเท่านั้น ไทฮวงไทเฮายังทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงเฝ้าดูลูกหลานเติบโตสกุลเสิ่นทั
ทางด้านเซียวอี้กำลังช่วยคนรักดูร้านที่เพิ่งจะให้นางมา มารดาเขาแม้จะแพ้ท้องแต่กลับห่วงสะใภ้ยิ่งนัก เสิ่นเพ่ยเพ่ยออยากได้ร้านค้าที่มีขนาดสามห้อง นานหน้าขายถึงหนึ่งแสนสามหมื่นตำลึง แม้จะมีเงินแต่เสิ่นเพ่ยเพ่ยคิดว่าแพงไป หวังชิงเหยียนรู้เรื่องจึงให้บุตรชายเอาร้านค้าสกุลหวังที่กำลังจะหมดสัญญาเช่าห้าห้องให้ว่าที่สะใภ้"เพ่ยเพ่ยหัวดี การค้าย่อมรุ่งเรือง อี้เอ๋อร์ ลูกสอบได้ขุนนางแล้วภายหน้าหากมีคนบอกว่าฮูหยินเจ้าเป็นเพียงแม่ค้าเจ้าจะอายหรือไม่""ท่านแม่ขอรับ สกุลเสิ่นล้วนมีแต่คนฉลาด เพ่ยเพ่ยเองก็เลือกที่จะเป็นภรรยาข้าตั้งแต่ยังไม่เห็นของหมั้น นางรู้ว่าเรายากจนเพียงใดพวกเขายังรับหมั้น ข้าแต่งกับนางย่อมไม่มีอะไรไม่ดี ที่สำคัญในใจนางมีข้านั่นย่อมดีแล้ว คำคนอื่นมิได้ทำให้เราอิ่มท้อง""เช่นนั้นก็ดี"เซียวอี้นึกถึงคำมารดาเสร็จก็เดินมาหาดรุณีน้อยก่อนจะกอดจากทางด้านหลัง แม้ว่าเสิ่นเพ่ยเพ่ยจะสิบสี่แล้วแต่เซียวอี้นั้นสูงมากนางจึงอยู่แค่ใต้ราวนมเขาเท่านั้น เขาแทบจะบังนางจนมิด น้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยถาม"ชอบหรือไม่คนดี""ชอบเจ้าค่ะ แต่ว่าพี่เซียวอี้ท่านจะไม่คิดค่าเช่าหรือเจ้าคะ ห้าห้องนี้หากปล่อยเช่าเดือนหนึ่
หลังจากที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้หยางเวยหมิงจึงได้มาส่งสินสอดที่สกุลเสิ่น เวินจู๋ชิงและเผยเซียวเหยียนท่านลุงใหญ่และปู่บุญธรรมมารอรับขบวนสินสอด ครั้งนี้สินสอดกว่า288หีบถูกแบกมาอย่ายิ่งใหญ่ เมื่อเปิดออกก้พบว่าเป็นเงินตำลึงแวววาว และตั๋วเงินกว่าสามลิ้นตำลึง อีกทั้งโฉนดที่ดินหนึ่งหมื่นสองพันหมู่เสิ่นซูฉียิ้มให้กับคนที่กำลังลงจากหลังม้าเดินมาหานาง ภายนอกที่ดินเหล่านี้อาจเป็นสินสอดที่มากมายแต่ความนัยคือที่ดินเหล่านี้ฝ่บาทพระราชทานมาให้ไว้ทดลองเพาะปลูก เพราะหาเป็นที่ดินทางการขุนนางมักไม่ใส่ใจแต่หากมีผลได้เกินผลเสียต่างเข้ากอบโกยทันที สิ่งของในหีบมีทั้งผ้าไหมชั้นดี ธัญพืช ขนมและแก้วแหวนเงินทองมากมาย หยางเวินหมิงในชุดขุนนางภูมิฐานเดินมาหานาง ก่อนจะเคารพผู้อาวุโสที่ยืนอยู่"หลายเขยคารวะท่านลุงใหญ่ คารวะท่านปู่เผยขอรับ""ดีๆๆ ท่านชายช่างสง่างามยิ่งนักว่าไหมจู๋ชิง""ขอรับท่านลุงเผย เมื่อยืนคู่กันกับหลานรองแล้วช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมยิ่งนักขอรับ""ท่านลุง หลานเตรียมอาหารไว้สำหรับคนแบกสินสอดด้วย อย่างไรรบกวนป้าสะใภ้เป็นธุระให้สักหน่อยได้ไหมเจ้าคะ หลานไม่เคยทำงานใหญ่เกรงจะทำได้ไม่ดี ท่านลุงกับท่านปู่
จากนั้นเฉากงกงก็สั่งเลิกประชุม ฮ่องเต้อุ้มหยางหมิงฮ่าวส่วนหยางเวยหมิงอุ้มหยางหลิงเฟย ทั้งสองไปนั่งที่อุทยานเพื่อรับลม เสิ่นซูฉีเข้าวังไปหาไทเฮา จางกุ้ยเฟยท่านน้าของหนานกงซวีที่กำลังจะมาเข้าเฝ้าไทเฮาเช่นกันก็เห็นเสิ่นซูเจินที่กำลังนั่งรอพี่สาว เสิ่นซูเจินไม่รู้ว่านางคือใครได้แต่ทำความเคารพ จางกุ้ยเฟยเอ่ยถามนาง"เจ้าคือคุณหนูสามสกุลเสิ่น""เพคะเป็นหม่อมฉันเอง""เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร""ขอทรงประทานอภัย หม่อมฉันเข้าวังครั้งแรกตามพี่สาว มิอาจทราบว่าพระสนมคือผู้ใด แต่หากล่วงเกินหวังว่าพระนางจะทรงเมตตาเพคะ"กิริยามารยาทถือว่าดีงาม จางกุ้ยเฟยยิ้มก่อนจะเดินมาหา พระนางดึงปิ่นปักผมที่แกะสลักดอกท้อสวยงามออกมาแล้วเสียบที่มวยผมของเสิ่นซูเจิน ก่อนจะทรงตรัส"ความหมายของดอกท้อเจ้ารู้ใช่หรือไม่""ทูลพระสนมบางคนอาจคิดว่าดอกท้อสื่อถึงความรักอย่างเดียว แต่อีกนัยหนึ่งดอกท้อยังสื่อถึงความอดทนและความยั่งยืนเพคะ”"ความอดทนและความยั่งยืนงั้นหรือ..."พระนางเอื้อมหัตถ์ไปแตะที่ปลายปิ่นดอกท้อบนศีรษะของซูเจินเบาๆ"เจ้าฉลาดนักที่มองเห็นเช่นนั้น เพราะก่อนที่ดอกท้อจะเบ่งบานอวดโฉมในฤดูใบไม้ผลิ มันต้องผ่านลมหนาวที่ก
ในห้องคุยกันด้วยเหตุผลแต่ด้านนอกนั้นหยางเว่ยหมิงด้านหนึ่งดีใจที่นางไม่ได้รังเกียจเขา แต่อีกด้านนางก็บอกมิได้รักเขาเช่นกัน เดิมทีนางคลั่งไคล้เขามิใช่หรือ ทำไมรู้สึกว่าบางครั้งนางก็เป็นตัวเองจนเหินห่าง หนานกงซวีที่ตอนนี้ใจแทบจะขาด อีกปีกว่าๆเสิ่นซูเจินก็ปักปิ่น ถ้ากฎหมายออกมาเขาต้องรอไปอีกเกือบสี่ปีเ
หยางลี่รีบมาพาเจ้านายตนเองไปขึ้นรถม้าทันที ส่วนเผยเซียวหยวนกับหยางเวยหลงก็ไปพบฮ่องเต้ เมื่อเข้ามาก็เห็นฮ่องเต้ทรงนั่งหลับพระเนตรท่าทางดูทรงเหนื่อย"ฝ่าบาทกระหม่อมทั้งสองคนมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ""อืม..พวกท่านไปลี่โจวหาหมิงเอ๋อร์ ตามเขากลับมาทำงานก่อน"หยางเวยหลงเอ่ยกับฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียงมั่นใจในตัวหลานชาย
บ้านเสิ่นยามเฉินแล้วเสิ่นซูฉีกำลังนึ่งซาลาเปาเจ วันนี้นางทำข้าวผัดห้าสีใส่ในกระบอกไม้ไผ่อีกด้วย ไทเฮาให้คนมาช่วยงานเลยไวขึ้น มีผู้ประสบภัยจากภัยแล้งเพิ่มขึ้นและอดอยาก ไทเฮาทำได้เพียงแจกอาหาร เสิ่นซูฉีเห็นว่าพวกเขาอดอยากมานานหากให้กินเนื้อจะไม่ดีต่อระบบย่อยจึงทำของเจแต่มีประโยชน์ให้กิน"อาไท่ ฟืนหม
เสิ่นซูฉีเอ่ยจบก็ยังเห็นหนางกงซวีที่ยังไม่ปล่อยมือเสิ่นซูเจิน นางผลักหยางเวยหมิงออกไปแล้วมายืนเท้าเอวหน้าเขาก่อนจะเอ่ย"ใต้เท้า ...ก่อนหน้าท่านหลงทาง แต่ตอนนี้ก็กลับมาถึงแล้ว ยังต้องจูงมือน้องสาวข้าอีกหรือ ข้าว่าอย่างท่านนี่ไม่ต้องจูงมือหรอก จุดโคมขาวนำทางน่าจะดีกว่ากระมัง"หยางซินอวี้ที่มาตามพี่สะ












ความคิดเห็น