ANMELDENด้วยความเมื่อยล้าจากการอยู่ในป่ามาหลายวันทำให้นางนอนหลับเป็นตายไปหนึ่งวันเต็ม เนื่องจากอาการแสบท้องเพราะอดอาหารปลุกให้นางตื่นขึ้นมา เวลาที่หลี่หลิงเฟิ่งลุกนั่งจากเตียงก็เหลือบเห็นพวกเสี่ยวเซียงทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างประตู หญิงสาวจึงเอ่ยเรียกอย่างเนิบๆ
“เสี่ยวเซียง เสี่ยวเฉิน” เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเจ้านาย ร่ายกายทั้งสองก็สะดุ้งทันที
“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องอย่างหวาดๆ
“พวกเจ้ากลัวอะไรกัน ข้าได้ดุด่าพวกเจ้าซักคำหรือไม่” หลี่หลิงเฟิ่งคร้านจะสนใจกับนิสัยพวกนาง
“คุณหนูเจ้าขา บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่คิดว่าจะท่านออกจากป่าอัศดงมาครบสามสิบสอง ที่นั่นอันตรายมากนะเจ้าคะ มีสัตว์อสูรดุร้ายเต็มไปหมด” เสี่ยวเซียงคุกเข่าคลานเข้ามาจับขาหลี่หลิงเฟิ่งแน่น ก้มหน้าหงอยๆ ยอมรับความผิด
“เจ้าคิดว่าข้าจะออกมาไม่ได้ซะมากกว่า ข้าก็เดินออกมาน่ะสิ” หลี่หลิงเฟิงประหลักปะเหลือกใส่เสี่ยวเซียง
มุมปากเสี่ยวเฉินกระตุกครั้งหนึ่ง ทว่ายังคงยืนเงียบไม่กล้าขยับ
“เจ้าจะถามอะไรนักหนา ข้าหิวแล้ว มีอะไรให้กินหรือไม่” มือขวานางเลื่อนลงไปลูบท้องที่ร้องประท้วงหาอาหารอยู่ตอนนี้
“รอสักครู่เจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดเตรียมให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” หัวใจดวงน้อยของหญิงรับใช้นามเสี่ยวเซียงพองโตขึ้น คุณหนูไม่โกรธนางแล้ว ดียิ่ง ใบหน้าสะอาดสะอ้านที่หม่นหมองพลันแย้มรอยยิ้มกว้าง ลุกออกไปอย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวเฉิน เจ้าเอาสมุนไพรพวกนี้ไปขายที่โรงหมอในหมู่บ้าน ข้าไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ เจ้าลองไปถามผู้ดูแลฉินดู” หลี่หลิงเฟิ่งหยิบสมุนไพรจำนวนหนึ่งออกมาจากมิติส่งให้เสี่ยวเฉิน
ช่วงที่อยู่ใต้หุบเหวนางพบสมุนไพรหลากหลายชนิด ถึงแม้จะยังไม่รู้สรรพคุณต่างๆ ของมัน แต่ด้วยพรสวรรค์ในการรับรู้ธรรมชาติและสรรพสัตว์ของนางนั้น ความรู้สึกนี้บอกกับนางว่าเป็นของดี
“ขอรับ”
“อ้อ เจ้าเคยทำงานในร้านยามาก่อนน่าจะพอรู้ราคามาบ้าง อย่าให้โรงหมอกดราคาเอาได้เล่า” สมุนไพรเหล่านี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสมุนไพรหายาก แต่ก็เป็นสมุนไพรที่ไม่ได้พบเห็นได้ง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดานแห่งนี้ สิ่งพวกนี้ถือเป็นสิ่งขาดแคลน
“คุณหนูวางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้คุณหนูผิดหวัง” เสี่ยวเฉินเป็นคนที่หนักแน่นคนหนึ่ง เวลารับปากสิ่งใดย่อมเป็นไปตามนั้น นางจึงไว้วางใจให้เด็กหนุ่มไปจัดการเรื่องราวต่างๆ แทนอยู่เสมอ
ระยะเวลาสามปีมานี้ ตระกูลหลี่ไม่เคยส่งเงินมาให้พวกนางเลยสักอีแปะเดียว ช่วงแรกๆ พวกนางอาศัยเงินห้าร้อยตำลึงที่พี่ชายใหญ่นำมาให้รวมกับทรัพย์สินเดิมของท่านแม่ที่จิ่นอวี้แอบเอามาให้ก่อนออกจากจวน ต่อมาเพราะการซื้อตัวเสี่ยวเฉิน เงินในกระเป๋าของนางเลยแทบไม่เหลือ
หลังบ้านของนางอยู่ใกล้ป่าอัศดง ในระแวกนั้นจึงมีสมุนไพรมากมายให้พอเก็บเอาไปขายได้ และเพราะมีเสี่ยวเฉินที่เคยรับจ้างที่โรงหมอมาก่อน จึงนำสมุนไพรเหล่านั้นไปขาย ทำให้ช่วงสองปีมานี้พวกนางไม่ได้อยู่อย่างย่ำแย่แต่อย่างใด
หลังจากเสี่ยวเฉินจากไปไม่นาน เสี่ยวเซียงก็ยกสำรับอาการเข้ามา หลี่หลิงเฟิ่งรีบปืนลงมาจากเตียงตรงไปนั่งที่โต๊ะ หยิบจับอาหารเข้าปาก ไม่ห่วงภาพพจน์ใดๆ ทั้งสิ้น
“เออนี่ เสี่ยวเซียง เหตุใจพวกเจ้าถึงคิดว่าข้าตายแล้วล่ะ ข้าหายไปนานขนาดนั้นเลยรึ” พอเริ่มอิ่ม นางก็หันไปถามเสี่ยวเซียงอย่างสงสัย ข้าหายไปไม่กี่วันเองนะ ราวๆ หนึ่งเดือนได้
“คุณหนูเจ้าขา แค่คุณหนูเข้าไปเจ็ดวัน ก็เท่ากับเจ็ดปีแล้วเจ้าค่ะ พวกข้าคิดว่า...คิดว่าคุณหนูโดนสัตว์อสูรจับกินไปแล้วเจ้าค่ะ” พอเห็นเจ้านายอิ่มแล้ว นางก็เริ่มเก็บสำรับบนโต๊ะ ในขณะที่หลี่หลิงเฟิ่งเองก็ดื่มน้ำและกลั้วปาก
พรูดด
น้ำที่อยู่ในปากหลี่หลิงพลันพ่นออกมาโดนหน้าจิ้มลิ้มของสาวใช้เสี่ยวเซียงเต็มๆ เสี่ยวเซียงน้อยผู้น่าสงสาร ทำได้เพียงยกผ้าเช็ดหน้าใต้เขียนเสื้อขึ้นมาเช็ด
“ข้าขอโทษๆ ข้าเพียงแค่ตกใจไปหน่อย แค่กๆ” หญิงสาวไอจนตัวโยน เส้นประสาทบนใบหน้าของนางกระตุกเล็กน้อย ใครเลยจะคาดคิด ขนาดสาวใช้ตัวเองยังดูถูกความสามารถของนางขนาดนั้น หลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้องไห้
หลังจากปรับอารมณ์ได้ หลี่หลิงเฟิ่งก็ถามต่อทันที “แล้วเจ้าพอรู้บ้างหรือไม่ ที่นี่เขาฝึกพลังยุทธ์กันยังไง”
“คุณหนู ท่านไม่สบายตรงไหรรึเปล่าเจ้าคะ ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาได้” สายตาไร้เดียงสาราวกับกระต่ายน้อยส่งมาหาอย่างสงสัยใครรู้
หลี่หลิงเฟิ่งส่งสายตาค้อนประหลักปะเหลือกมองกลับไป “ข้าอยากรู้ไม่ได้รึ”
สาวน้อยยืนงุงงงอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงเอ่ยตอบ “ข้าเองก็ไม่รู้เจ้าค่ะ ข้าไม่เคยฝึกพลังยุทธ์ แต่คุณหนูเจ้าคะ ปกติท่านศึกษาอยู่เป็นประจำ ไฉนถึงลืมไปได้ล่ะเจ้าคะ”
นางลืมไปได้อย่างไรว่าเจ้าของร่างเดิมเคยลองฝึกพลังยุทธ์มาก่อน สะเพร่าเกินไปแล้ว
“บอกเจ้าตามตรง วันนั้นหลังจากที่ข้าได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก ข้าก็ลืมสิ้นทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อข้าเอง ยังต้องถามเจ้า” เหตุผลนี้คงจะพอถูไถกับคนซื่อๆ อย่างสาวน้อยตรงหน้านี้ได้
“คุณหนู...” เสี่ยวเซียงมองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างสงสารจับใจ คุณหนูของนางคงตกใจและเสียใจมากจากเหตุการณ์วันนั้น เลยทำให้นางลืมเรื่องราวแย่ๆ ไปสินะ แต่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน คุณหนูจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขขึ้น
“เจ้าไม่ต้องเสียใจไป คุณหนูของเจ้าก็ยังสบายดีอยู่ไม่ใช่หรือ” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มอย่างอ่อนใจ เห้อ ช่างหลอกง่ายเสียจริง
“เจ้าค่ะ”
“อืม ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าจะพักผ่อน” ว่าแล้วนางก็โบกมือไล่เสี่ยวเซียงให้ออกไป นางควรจะศึกษาคัมภีร์โอสถสวรรค์สักหน่อย เผื่อสมุนไพรที่นางเก็บมาเหล่านั้นจะใช้ประโยชน์ได้
แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร เสียงเสี่ยวเซียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง” คุณหนูเจ้าคะ ข้าคิดออกแล้วเจ้าค่ะ สัมภาระที่พวกเรานำติดตัวมาด้วยมีพวกตำราฝึกพลังยุทธ์ด้วยเจ้าค่ะ”
“รีบไปนำมาให้ข้า” เสียงตื่นเต้นของเสี่ยวเซียงพลอยทำนางตื่นเต้นตามไปด้วย ต้องยอมรับว่าสาวใช้ของนางคนนี้มีพลังบวกมากมายมหาศาล จนบางทีนางยังแทบไม่อยากเชื่อว่าในโลกที่โหดร้ายนี้จะมีคนใสซื่อไร้เดียงสาหลงเหลืออยู่อีก เห็นทีนางคงต้องขัดเกลาอีกเยอะ
“นี่เจ้าค่ะ เมื่อก่อนคุณหนูหวงมันมาก ต่อให้โดนทุบตี คุณหนูก็ไม่ยอมให้ใครแตะมันเป็นอันขาด ข้าเห็นว่ามันเป็นของรักของท่าน ข้าจึงหยิบติดมือมาด้วย” เสี่ยวเซียงก็กลับมาพร้อมตำราเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่ง ด้านในอธิบายวิธีฝึกพลังยุทธ์และสิ่งจำเป็นในการฝึกต่างๆ ร่องรอยขีดเขียนมีอยู่เต็มทุกหน้า และยังมีการเขียนขยายความให้เข้าใจง่ายในบางจุดอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร่างเดิมพยายามมากแค่ไหน
ไม่มีใครหรอก อยากจะเป็นตัวไร้ค่า ตัวตลกในสายตาคนอื่น
นางคงต้องศึกษามันอย่างจริงจังแล้ว ไม่ใช่เพื่อใครอื่น แต่เพื่อตัวนางเอง ถ้าอยากจะอยู่รอดในแผ่นดินนี้ มีแค่สิ่งเดียวเท่านั้น คือนางต้องแข็งแกร่งกว่าศัตรู
“เสี่ยวเซียงมานี่ เจ้ามาฟังพร้อมกับข้า นับจากนี้ไปพวกเราจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้จงได้” หลี่หลิงเฟิ่งดึงเสี่ยวเซียงมานั่งบนเตียงด้วยกัน จากนั้นก็เริ่มอ่าน
“การฝึกพลังยุทธ์นั้น มีอยู่สามวิธี วิธีที่ผู้ฝึกพลังยุทธ์จะรับพลังได้มากที่สุดคือจำเป็นต้องมีไขแร่ถึงจะสามารถฝึกได้ ซึ่งไขแร่ได้มาจากการนำหินแร่แช่ในน้ำแร่ ยิ่งไขแร่มีความใสแวววาวมากเท่าไหร่ พลังที่ผู้ฝึกยุทธ์จะซึมซับได้ก็มีมากขึ้นเท่านั้น โดยหินแร่มีทั้งหมดห้าสี อันได้แก่ สีเทา สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง โดยหินสีเทามีพลังต่ำที่สุด หรือผู้ฝึกยุทธ์ใช้ยาลูกกลอนประสานกายแทนไขแร่ก็สามารถดูดซับพลังได้เร็วขึ้นเช่นกัน และสุดท้ายผู้ฝึกพลังยุทธ์สามารถฝึกฝนด้วยตนเองก็อาจสามารถเพิ่มพลังยุทธ์ให้กับผู้ฝึกได้”
“อืม เท่าที่ข้าจับใจความได้ คือต้องใช้ไขแร่ถึงจะดูดซับพลังดีที่สุด แต่น้ำแร่คงต้องบริสุทธ์อย่างมากถึงจะมีผลลัพท์ที่ดี หรือไม่ก็ใช้ลูกกลอนประสานกายเป็นตัวช่วย”
“หมายความว่าเราทุกคนฝึกพลังยุทธ์ได้หรือเจ้าคะ” เสี่ยวเซียงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ไม่อยากให้คุณหนูของนางเสียใจ จึงถามออกไปประโยคหนึ่ง
หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก “ถูกต้อง แต่ที่พวกเจ้าไม่ได้ฝึกยุทธ์ นั่นเป็นเพราะพวกเจ้าไม่รู้วิธีฝึก อีกอย่างการมุ่งมั่นฝืนฝึกด้วยตนเองนั้นคงจะแข็งแกร่งยากยิ่ง ไม่แน่ว่าตลอดชีวิตของพวกเจ้าอาจไม่พ้นขั้นกำเนิดใหม่เลยด้วยซ้ำ”
“จำเอาไว้นะเสี่ยวเซียง บนโลกนี้ไม่มีใครที่เป็นเศษสวะมาตั้งแต่เกิด ทุกคนเกิดมาก็มีผ้าขาวห่อตัวด้วยกันทั้งนั้น ดีหน่อยตรงที่บางคนมีพรสวรรค์มากกว่าคนอื่น”
“ต่อให้เจ้าไม่มี แต่ถ้าเจ้าอดทนฝึกมากกว่าคนพวกนั้นหลายเท่า คำว่าพรสวรรค์ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย”
หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องนางอย่างไม่วางตา แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากสาวน้อยด้านข้าง ก็ให้หงุดหงิดใจ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็เห็นเสี่ยวเซียงมองนางตาไม่กระพริบ
“เจ้ามองข้าทำไม ที่ข้าบอกไปเจ้าจำได้หรือไม่” หางคิ้วสวยเลิกขึ้นอย่างสงสัย
“เปล่าเจ้าค่ะ เอ่อ...จำได้เจ้าค่ะ ข้าแค่รู้สึกไม่ชินตา ดูเหมือนคุณหนูจะเปลี่ยนไป” เสียงไม่มั่นใจเปล่งออกมาจากปากสาวใช้ตัวน้อย
ได้ยินดังนั้น หลี่หลิงเฟิ่งจึงเอนกายนอนตะแคงบนเตียง เท้าคางมองนางอย่างเกียจคร้าน “อ้อ ข้าเปลี่ยนแปลงอย่างไร”
“ท่านดู ดูงดงามขึ้นเจ้าค่ะ” หลังพูดจบใบหน้าพลันเห่อร้อน เสี่ยวเซียงก้มหน้างุดซ่อนความเขินอายไว้ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวอีกเลย
“เสี่ยวเซียงเอ๋ย ข้าก็งดงามของข้าอยู่ทุกวัน ไหนเลยจะงามแค่วันนี้” เสียงหัวเราะทรงเสน่ห์ของหญิงดังขึ้นเบาๆ
เสี่ยวเซียงปราศจากคำพูดใดๆ ลุกขึ้นเดินออกจากห้องอย่างใจลอย พึมพำกับตัวเองอย่างฉงน
“หรือเมื่อก่อนข้าไม่เคยสังเกตความงามของคุณหนูมาก่อนจริงๆ”
หลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา
อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้
“ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน
ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”
ยิ่งเข้าใกล้เขตกำเนิดหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ หมอกมรณะโดยรอบก็ยิ่งบางเบาลงเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ลดทอนลงเลยณ กลางท้องนภา เหล่าเฒ่าประหลาดต่อสู้กันเป็นวงกว้าง พื้นละแวกใกล้เคียงเสียหายรุนแรง“ถึงแล้ว” ธิดาเทพผละตัวจากไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลาหลี่หลิงเฟิ่งสองคนถูกการต่อสู้ของยอดฝีมือดึงดูดสายตาเช่นกัน“ส่งหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มา”“สารเลว ยังคิดหนีอีกหรือ”“ระวังตัว บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่คนธรรมดา”เสียงตะโกนดังระงมทั่วผืนฟ้าหลี่หลิงเฟิ่งมองบุรุษที่ถูกรุมยำแล้วถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจถึงกับเป็นเขาอีกฝ่ายแปลงโฉมไม่เหลือเค้าเดิม เนื้อด้วยนางมีถิงถิง วิชาอำพรางเหล่านี้ไร้ความหมาย มองทะลุได้หมดหลี่หลิงเฟิ่งละสายตา ถามหลี่เจี้ยน“พี่ชายท่าน ตอนนี้แข็งแกร่งระดับใดแล้ว”หลี่เจี้ยนฉงน จากนั้นความยินดีแล่นริ้วเต็มหน้า นางเอ่ยถามถึงหลี่เฟยหยาง หรือว่าในใจยังมีพวกเขาอยู่ ไม่ได้ไร้เยื่อใยอย่างที่แสดงออกสีหน้าของเขาอ่อนลงไม่น้อย “ข้าเองก็ไม่แน
เมื่อเห็นว่าเป็นเขา หลี่หลิงเฟิ่งก็เบนสายตาไปอีกทาง หมุนตัวเตรียมไปจากตรงนี้ไม่ทันจะหนี หลี่เจี้ยนขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “น้อง...หลี่หลิงเฟิ่ง ช่วงนี้แดนศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ๆ ก็คลั่งขึ้นมา สังหารกันเป็นผักปลา ร่วมทางกันเถอะ อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่า”หลี่หลิงเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง มองจนหลี่เจี้ยนอึดอัด แววตาเฉยเมยยากจะอ่านความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นนางพยักหน้า เขาจึงถอนใจออกมา“เอาสิ” พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้า หลี่เจี้ยนมองแผ่นหลังของนาง ก่อนตามไปเงียบๆระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศวังเวงอย่างประหลาด เสี่ยวจูจูและเสี่ยวไป๋มองซ้ายทีขวาที ชวนอึดอัดจนมันไม่กล้าร้องสุ่มสี่สุ่มห้าพักใหญ่ หลี่เจี้ยนเริ่มทนไม่ไหว กำมือแน่นอยู่หลายครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เรื่องปีนั้นในจวนหลี่ ข้า...”เปิดปากสองสามก็พูดต่อไม่ออก คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ เขาเดิมคิดไว้มากมายคิดจะอธิบายเรื่องในอดีต อยากเล่าความรู้สึกในช่วงหลายปีมานี้ แต่พอมองหลี่หลิงเฟิ่งแล้วก็ได้แต่หุบปากคำพูดนับพันรวมไว้เพีย
หลี่หลิงเฟิ่งเดินลึกเข้าไปในป่าอีกหลายร้อยจั้งจนแน่ใจว่าปลอดภัย นางหยุดอยู่ใต้ร่มเงาสูดหายใจลึกเพื่อปรับสมดุลร่างกายพาตนเองเข้าสู่มิติมายา หยิบผลึกสีแดงพลังงานบริสุทธิ์และทำความเข้าใจการทำงานของมันโดยเร็วที่สุด เริ่มโคจรพลังยุทธ์เข้าสู่ผลึกเพื่อวิเคราะห์โครงสร้าง ตั้งใจจะดูดซับพลังงานส่วนหนึ่งเพื่
หลี่หลิงเฟิ่งใช้เชือกที่ทำจากรากพิษอเวจีมัดร่างหมีดำเอาไว้ ก่อนจะลากมันกลับมายังด้านหลังถ้ำ นางหยิบลูกกลอนสีเหลืองเข้มที่เพิ่งปั้นได้ออกมาหมีดำที่ถูกตรึงไว้หวาดกลัวเมื่อเห็นยาลูกกลอนในมือนาง มันพยายามดิ้นอย่างสุดกำลัง“จะได้ผลหรือไม่นะ” หลี่หลิงเฟิ่งยื่นลู
ปลายนิ้วของชายหนุ่มแตะลงบนผิวน้ำแข็งเบา ๆ เท่านั้นเองเสียง “แครก” ดังลั่นก้อง รอยร้าวสีฟ้าเข้มแล่นออกจากจุดสัมผัสอย่างรวดเร็ว ราวกับใยแมงมุมขยายครอบคลุมทั้งแท่งน้ำแข็งในพริบตา“ถอยออกมา!” เป่ยเหยียนคว้าตัวหลานชายดึงกลับแทบไม่ทัน คลื่นพลังเย็นจัดระเบิดออกมาจากแท่นน้ำแข็งทันทีแสงสีน้ำเงินสว่างวาบไป
คืนนั้น หลังเหตุโกลาหลกลางวันสิ้นสุดลง จวนตระกูลเป่ยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งเสียงฝีเท้าผู้คนจางหาย เหลือเพียงแสงโคมที่ไหวระริกอยู่ตามเฉลียง กลิ่นควันจากยันต์ที่เผาเพื่อซ่อมค่ายกลยังลอยอ้อยอิ่งในอากาศ แฝงกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ จากเรือนของหลี่หลิงเฟิ่งที่ยังไม่ดับไฟหลี่หลิงเฟิ่งนั่งอยู่ต







