Mag-log inด้วยความเมื่อยล้าจากการอยู่ในป่ามาหลายวันทำให้นางนอนหลับเป็นตายไปหนึ่งวันเต็ม เนื่องจากอาการแสบท้องเพราะอดอาหารปลุกให้นางตื่นขึ้นมา เวลาที่หลี่หลิงเฟิ่งลุกนั่งจากเตียงก็เหลือบเห็นพวกเสี่ยวเซียงทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างประตู หญิงสาวจึงเอ่ยเรียกอย่างเนิบๆ
“เสี่ยวเซียง เสี่ยวเฉิน” เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเจ้านาย ร่ายกายทั้งสองก็สะดุ้งทันที
“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องอย่างหวาดๆ
“พวกเจ้ากลัวอะไรกัน ข้าได้ดุด่าพวกเจ้าซักคำหรือไม่” หลี่หลิงเฟิ่งคร้านจะสนใจกับนิสัยพวกนาง
“คุณหนูเจ้าขา บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่คิดว่าจะท่านออกจากป่าอัศดงมาครบสามสิบสอง ที่นั่นอันตรายมากนะเจ้าคะ มีสัตว์อสูรดุร้ายเต็มไปหมด” เสี่ยวเซียงคุกเข่าคลานเข้ามาจับขาหลี่หลิงเฟิ่งแน่น ก้มหน้าหงอยๆ ยอมรับความผิด
“เจ้าคิดว่าข้าจะออกมาไม่ได้ซะมากกว่า ข้าก็เดินออกมาน่ะสิ” หลี่หลิงเฟิงประหลักปะเหลือกใส่เสี่ยวเซียง
มุมปากเสี่ยวเฉินกระตุกครั้งหนึ่ง ทว่ายังคงยืนเงียบไม่กล้าขยับ
“เจ้าจะถามอะไรนักหนา ข้าหิวแล้ว มีอะไรให้กินหรือไม่” มือขวานางเลื่อนลงไปลูบท้องที่ร้องประท้วงหาอาหารอยู่ตอนนี้
“รอสักครู่เจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดเตรียมให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” หัวใจดวงน้อยของหญิงรับใช้นามเสี่ยวเซียงพองโตขึ้น คุณหนูไม่โกรธนางแล้ว ดียิ่ง ใบหน้าสะอาดสะอ้านที่หม่นหมองพลันแย้มรอยยิ้มกว้าง ลุกออกไปอย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวเฉิน เจ้าเอาสมุนไพรพวกนี้ไปขายที่โรงหมอในหมู่บ้าน ข้าไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ เจ้าลองไปถามผู้ดูแลฉินดู” หลี่หลิงเฟิ่งหยิบสมุนไพรจำนวนหนึ่งออกมาจากมิติส่งให้เสี่ยวเฉิน
ช่วงที่อยู่ใต้หุบเหวนางพบสมุนไพรหลากหลายชนิด ถึงแม้จะยังไม่รู้สรรพคุณต่างๆ ของมัน แต่ด้วยพรสวรรค์ในการรับรู้ธรรมชาติและสรรพสัตว์ของนางนั้น ความรู้สึกนี้บอกกับนางว่าเป็นของดี
“ขอรับ”
“อ้อ เจ้าเคยทำงานในร้านยามาก่อนน่าจะพอรู้ราคามาบ้าง อย่าให้โรงหมอกดราคาเอาได้เล่า” สมุนไพรเหล่านี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสมุนไพรหายาก แต่ก็เป็นสมุนไพรที่ไม่ได้พบเห็นได้ง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดานแห่งนี้ สิ่งพวกนี้ถือเป็นสิ่งขาดแคลน
“คุณหนูวางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้คุณหนูผิดหวัง” เสี่ยวเฉินเป็นคนที่หนักแน่นคนหนึ่ง เวลารับปากสิ่งใดย่อมเป็นไปตามนั้น นางจึงไว้วางใจให้เด็กหนุ่มไปจัดการเรื่องราวต่างๆ แทนอยู่เสมอ
ระยะเวลาสามปีมานี้ ตระกูลหลี่ไม่เคยส่งเงินมาให้พวกนางเลยสักอีแปะเดียว ช่วงแรกๆ พวกนางอาศัยเงินห้าร้อยตำลึงที่พี่ชายใหญ่นำมาให้รวมกับทรัพย์สินเดิมของท่านแม่ที่จิ่นอวี้แอบเอามาให้ก่อนออกจากจวน ต่อมาเพราะการซื้อตัวเสี่ยวเฉิน เงินในกระเป๋าของนางเลยแทบไม่เหลือ
หลังบ้านของนางอยู่ใกล้ป่าอัศดง ในระแวกนั้นจึงมีสมุนไพรมากมายให้พอเก็บเอาไปขายได้ และเพราะมีเสี่ยวเฉินที่เคยรับจ้างที่โรงหมอมาก่อน จึงนำสมุนไพรเหล่านั้นไปขาย ทำให้ช่วงสองปีมานี้พวกนางไม่ได้อยู่อย่างย่ำแย่แต่อย่างใด
หลังจากเสี่ยวเฉินจากไปไม่นาน เสี่ยวเซียงก็ยกสำรับอาการเข้ามา หลี่หลิงเฟิ่งรีบปืนลงมาจากเตียงตรงไปนั่งที่โต๊ะ หยิบจับอาหารเข้าปาก ไม่ห่วงภาพพจน์ใดๆ ทั้งสิ้น
“เออนี่ เสี่ยวเซียง เหตุใจพวกเจ้าถึงคิดว่าข้าตายแล้วล่ะ ข้าหายไปนานขนาดนั้นเลยรึ” พอเริ่มอิ่ม นางก็หันไปถามเสี่ยวเซียงอย่างสงสัย ข้าหายไปไม่กี่วันเองนะ ราวๆ หนึ่งเดือนได้
“คุณหนูเจ้าขา แค่คุณหนูเข้าไปเจ็ดวัน ก็เท่ากับเจ็ดปีแล้วเจ้าค่ะ พวกข้าคิดว่า...คิดว่าคุณหนูโดนสัตว์อสูรจับกินไปแล้วเจ้าค่ะ” พอเห็นเจ้านายอิ่มแล้ว นางก็เริ่มเก็บสำรับบนโต๊ะ ในขณะที่หลี่หลิงเฟิ่งเองก็ดื่มน้ำและกลั้วปาก
พรูดด
น้ำที่อยู่ในปากหลี่หลิงพลันพ่นออกมาโดนหน้าจิ้มลิ้มของสาวใช้เสี่ยวเซียงเต็มๆ เสี่ยวเซียงน้อยผู้น่าสงสาร ทำได้เพียงยกผ้าเช็ดหน้าใต้เขียนเสื้อขึ้นมาเช็ด
“ข้าขอโทษๆ ข้าเพียงแค่ตกใจไปหน่อย แค่กๆ” หญิงสาวไอจนตัวโยน เส้นประสาทบนใบหน้าของนางกระตุกเล็กน้อย ใครเลยจะคาดคิด ขนาดสาวใช้ตัวเองยังดูถูกความสามารถของนางขนาดนั้น หลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้องไห้
หลังจากปรับอารมณ์ได้ หลี่หลิงเฟิ่งก็ถามต่อทันที “แล้วเจ้าพอรู้บ้างหรือไม่ ที่นี่เขาฝึกพลังยุทธ์กันยังไง”
“คุณหนู ท่านไม่สบายตรงไหรรึเปล่าเจ้าคะ ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาได้” สายตาไร้เดียงสาราวกับกระต่ายน้อยส่งมาหาอย่างสงสัยใครรู้
หลี่หลิงเฟิ่งส่งสายตาค้อนประหลักปะเหลือกมองกลับไป “ข้าอยากรู้ไม่ได้รึ”
สาวน้อยยืนงุงงงอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงเอ่ยตอบ “ข้าเองก็ไม่รู้เจ้าค่ะ ข้าไม่เคยฝึกพลังยุทธ์ แต่คุณหนูเจ้าคะ ปกติท่านศึกษาอยู่เป็นประจำ ไฉนถึงลืมไปได้ล่ะเจ้าคะ”
นางลืมไปได้อย่างไรว่าเจ้าของร่างเดิมเคยลองฝึกพลังยุทธ์มาก่อน สะเพร่าเกินไปแล้ว
“บอกเจ้าตามตรง วันนั้นหลังจากที่ข้าได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก ข้าก็ลืมสิ้นทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อข้าเอง ยังต้องถามเจ้า” เหตุผลนี้คงจะพอถูไถกับคนซื่อๆ อย่างสาวน้อยตรงหน้านี้ได้
“คุณหนู...” เสี่ยวเซียงมองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างสงสารจับใจ คุณหนูของนางคงตกใจและเสียใจมากจากเหตุการณ์วันนั้น เลยทำให้นางลืมเรื่องราวแย่ๆ ไปสินะ แต่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน คุณหนูจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขขึ้น
“เจ้าไม่ต้องเสียใจไป คุณหนูของเจ้าก็ยังสบายดีอยู่ไม่ใช่หรือ” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มอย่างอ่อนใจ เห้อ ช่างหลอกง่ายเสียจริง
“เจ้าค่ะ”
“อืม ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าจะพักผ่อน” ว่าแล้วนางก็โบกมือไล่เสี่ยวเซียงให้ออกไป นางควรจะศึกษาคัมภีร์โอสถสวรรค์สักหน่อย เผื่อสมุนไพรที่นางเก็บมาเหล่านั้นจะใช้ประโยชน์ได้
แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร เสียงเสี่ยวเซียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง” คุณหนูเจ้าคะ ข้าคิดออกแล้วเจ้าค่ะ สัมภาระที่พวกเรานำติดตัวมาด้วยมีพวกตำราฝึกพลังยุทธ์ด้วยเจ้าค่ะ”
“รีบไปนำมาให้ข้า” เสียงตื่นเต้นของเสี่ยวเซียงพลอยทำนางตื่นเต้นตามไปด้วย ต้องยอมรับว่าสาวใช้ของนางคนนี้มีพลังบวกมากมายมหาศาล จนบางทีนางยังแทบไม่อยากเชื่อว่าในโลกที่โหดร้ายนี้จะมีคนใสซื่อไร้เดียงสาหลงเหลืออยู่อีก เห็นทีนางคงต้องขัดเกลาอีกเยอะ
“นี่เจ้าค่ะ เมื่อก่อนคุณหนูหวงมันมาก ต่อให้โดนทุบตี คุณหนูก็ไม่ยอมให้ใครแตะมันเป็นอันขาด ข้าเห็นว่ามันเป็นของรักของท่าน ข้าจึงหยิบติดมือมาด้วย” เสี่ยวเซียงก็กลับมาพร้อมตำราเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่ง ด้านในอธิบายวิธีฝึกพลังยุทธ์และสิ่งจำเป็นในการฝึกต่างๆ ร่องรอยขีดเขียนมีอยู่เต็มทุกหน้า และยังมีการเขียนขยายความให้เข้าใจง่ายในบางจุดอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร่างเดิมพยายามมากแค่ไหน
ไม่มีใครหรอก อยากจะเป็นตัวไร้ค่า ตัวตลกในสายตาคนอื่น
นางคงต้องศึกษามันอย่างจริงจังแล้ว ไม่ใช่เพื่อใครอื่น แต่เพื่อตัวนางเอง ถ้าอยากจะอยู่รอดในแผ่นดินนี้ มีแค่สิ่งเดียวเท่านั้น คือนางต้องแข็งแกร่งกว่าศัตรู
“เสี่ยวเซียงมานี่ เจ้ามาฟังพร้อมกับข้า นับจากนี้ไปพวกเราจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้จงได้” หลี่หลิงเฟิ่งดึงเสี่ยวเซียงมานั่งบนเตียงด้วยกัน จากนั้นก็เริ่มอ่าน
“การฝึกพลังยุทธ์นั้น มีอยู่สามวิธี วิธีที่ผู้ฝึกพลังยุทธ์จะรับพลังได้มากที่สุดคือจำเป็นต้องมีไขแร่ถึงจะสามารถฝึกได้ ซึ่งไขแร่ได้มาจากการนำหินแร่แช่ในน้ำแร่ ยิ่งไขแร่มีความใสแวววาวมากเท่าไหร่ พลังที่ผู้ฝึกยุทธ์จะซึมซับได้ก็มีมากขึ้นเท่านั้น โดยหินแร่มีทั้งหมดห้าสี อันได้แก่ สีเทา สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง โดยหินสีเทามีพลังต่ำที่สุด หรือผู้ฝึกยุทธ์ใช้ยาลูกกลอนประสานกายแทนไขแร่ก็สามารถดูดซับพลังได้เร็วขึ้นเช่นกัน และสุดท้ายผู้ฝึกพลังยุทธ์สามารถฝึกฝนด้วยตนเองก็อาจสามารถเพิ่มพลังยุทธ์ให้กับผู้ฝึกได้”
“อืม เท่าที่ข้าจับใจความได้ คือต้องใช้ไขแร่ถึงจะดูดซับพลังดีที่สุด แต่น้ำแร่คงต้องบริสุทธ์อย่างมากถึงจะมีผลลัพท์ที่ดี หรือไม่ก็ใช้ลูกกลอนประสานกายเป็นตัวช่วย”
“หมายความว่าเราทุกคนฝึกพลังยุทธ์ได้หรือเจ้าคะ” เสี่ยวเซียงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ไม่อยากให้คุณหนูของนางเสียใจ จึงถามออกไปประโยคหนึ่ง
หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก “ถูกต้อง แต่ที่พวกเจ้าไม่ได้ฝึกยุทธ์ นั่นเป็นเพราะพวกเจ้าไม่รู้วิธีฝึก อีกอย่างการมุ่งมั่นฝืนฝึกด้วยตนเองนั้นคงจะแข็งแกร่งยากยิ่ง ไม่แน่ว่าตลอดชีวิตของพวกเจ้าอาจไม่พ้นขั้นกำเนิดใหม่เลยด้วยซ้ำ”
“จำเอาไว้นะเสี่ยวเซียง บนโลกนี้ไม่มีใครที่เป็นเศษสวะมาตั้งแต่เกิด ทุกคนเกิดมาก็มีผ้าขาวห่อตัวด้วยกันทั้งนั้น ดีหน่อยตรงที่บางคนมีพรสวรรค์มากกว่าคนอื่น”
“ต่อให้เจ้าไม่มี แต่ถ้าเจ้าอดทนฝึกมากกว่าคนพวกนั้นหลายเท่า คำว่าพรสวรรค์ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย”
หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องนางอย่างไม่วางตา แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากสาวน้อยด้านข้าง ก็ให้หงุดหงิดใจ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็เห็นเสี่ยวเซียงมองนางตาไม่กระพริบ
“เจ้ามองข้าทำไม ที่ข้าบอกไปเจ้าจำได้หรือไม่” หางคิ้วสวยเลิกขึ้นอย่างสงสัย
“เปล่าเจ้าค่ะ เอ่อ...จำได้เจ้าค่ะ ข้าแค่รู้สึกไม่ชินตา ดูเหมือนคุณหนูจะเปลี่ยนไป” เสียงไม่มั่นใจเปล่งออกมาจากปากสาวใช้ตัวน้อย
ได้ยินดังนั้น หลี่หลิงเฟิ่งจึงเอนกายนอนตะแคงบนเตียง เท้าคางมองนางอย่างเกียจคร้าน “อ้อ ข้าเปลี่ยนแปลงอย่างไร”
“ท่านดู ดูงดงามขึ้นเจ้าค่ะ” หลังพูดจบใบหน้าพลันเห่อร้อน เสี่ยวเซียงก้มหน้างุดซ่อนความเขินอายไว้ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวอีกเลย
“เสี่ยวเซียงเอ๋ย ข้าก็งดงามของข้าอยู่ทุกวัน ไหนเลยจะงามแค่วันนี้” เสียงหัวเราะทรงเสน่ห์ของหญิงดังขึ้นเบาๆ
เสี่ยวเซียงปราศจากคำพูดใดๆ ลุกขึ้นเดินออกจากห้องอย่างใจลอย พึมพำกับตัวเองอย่างฉงน
“หรือเมื่อก่อนข้าไม่เคยสังเกตความงามของคุณหนูมาก่อนจริงๆ”
ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา
ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง
หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ
หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ
กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง
ราตรีกาลมืดมิด ดวงจันทร์เอียงอายหลบหายไม่เห็นเงา สายลมพัดแผ่วเบา คลื่นน้ำสงบนิ่ง กลิ่นอายรอบด้านสดชื่นปะทะเข้าใบหน้าหนึ่งบุรุษสองสตรี เรือลำเล็กลำหนึ่งแล่นอยู่กลางผืนน้ำด้านหน้าคือหุบเขาขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลังหออวิ๋นหลิ่วกั้นกลางด้วยแม่น้ำสายเล็กๆ คาดว่าแหล่งกำเนิดหินแร่คงอยู่ในนั้น หลี่หลิงเฟิ่งหลับ
หลี่หลิงเฟิ่งวิ่งมาถึงทางแยกสี่สาย ยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจเลือกเดินต่อทางไหนได้ เวลาไม่คอยท่า ช้าลงอีกนิดหมายถึงชีวิตของนางสั้นลงทุกขณะ หากแต่นางไม่อยากวกกลับไปที่เดิมอีกแล้ว นางต้องหาพวกหลี่เจี้ยนให้พบโดยเร็ว จากนั้นทำลายเหมืองแห่งนี้ทิ้งเสีย อย่างไรเสีย ก็ไม่มีทางรักษาไว้ได้อยู่
ความเปียกชื้นปนความสากเหมือนโดนกระดาษทรายถูบนใบหน้าปลุกหลี่หลิงเฟิ่งที่กำลังนอนหลับใหลตื่นขึ้นมา ดวงตาเรียวสวยลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า กะพริบตาถี่ปรับสายตาให้ชินกับแสงที่เริ่มสลัวสัมผัสแรกที่หลี่หลิงเฟิ่งได้รับคือความหนักอึ้งบนหน้าอก ขนสีเงินยวงสะบัดวนบนหน้าของนาง อุ้งเท้าน้อยๆ ข้างหนึ่งเหยียบลงบนแก้
“หึ คิดว่าแค่นี้จะขู่พวกข้าได้อย่างนั้นรึ โชคไม่ดีที่พวกเจ้าเลือกมาคืนนี้ จงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียเถอะ” ชายชุดดำทั้งห้าหน้าตาถมึงทึง ไม่ลังเลอีก บุกโจมตีอย่างดุดัน ทว่า สะเปะสะปะจับตำแหน่งทั้งสามคนไม่ได้ ทำให้พวกหลี่หลิงเฟิ่งหลบการปะทะครั้งนี้ได้อย่างง่ายดายหลี่เจี้ยนสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาหลายส่ว







