LOGINเลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างมนต์นภาถูกแช่แข็งในบัดดลเมื่อเผชิญหน้าเขา ร่างทั้งร่างโงนเงนจนต้องยันแขนไว้กับก้อนหินใหญ่ ใช้มันเป็นหลักพึ่งพิงแต่ก็รู้สึกว่ากำลังทรุดฮวบลง ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงนั้น มนต์นภาพบว่าตนเองถูกแรงกดดันมหาศาลจนคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว
มนต์นภามองเห็นมัดกล้ามบึกบึนเมื่อเขาวาดทวนขึ้น มองตามทุกอิริยาบทอย่างไม่อาจคลาดสายตา
และหินก้อนใหญ่เบื้องหลังนางก็ถูกทวนมังกรฟันขาดเป็นสองท่อน ผิวหน้าตัดเรียบ ง่ายดายราวกับว่าเขาฟันเต้าหู้ สายลมที่วูบผ่านกรีดใบหน้าของนางเป็นรอยบาดเล็กๆ บนแก้ม และบัดนี้ทวนมังกรนั้นก็วางพาดอยู่บนบ่าเล็กๆ ของนางแล้ว
“โฮ่... ไม่นึกว่าจะมีหนูตัวใหญ่เข้ามาป้วนเปี้ยนในสนามรบเช่นนี้”
น้ำเสียงของเขาดังและแหบห้าว เป็นคำเตือนถึงอันตรายยิ่งยวดให้นางระมัดระวังคำตอบ ดวงตาฉายแววทระนงเย็นเยียบ ฉายอารมณ์ดุร้ายของเจ้าตัวอย่างกระจ่างชัด มนต์นภาอ้าปากพะงาบ พยายามจะพูดอะไรสักอย่างก่อนที่จะเตลิดไปไกลกว่านี้ แต่นางพูดอะไรไม่ออกเลย ทำได้แค่ตัวสั่นเทา เบิกตากว้างและตะลึงมองเขาอยู่อย่างนั้น
ปลายนิ้วที่มีด้ายแดงของเฒ่าจันทราร้อนวูบราวกับไฟเผา ร้อนลวกเนื้อเหมือนมันกลายเป็นลวดเผาไฟอย่างไรอย่างนั้น
หากเตะหน้าแข้งของผู้ชายคนนี้แล้ววิ่งหนีสุดชีวิตก็อาจจะได้ผล แต่มนต์นภาไม่กล้าพอ เพราะสัญชาตญาณของนางบอกว่าหากขยับเพียงนิด ทวนคมกริบหนักแปดสิบชั่งนั่นจะตัดศีรษะของนางในพริบตา
“คนที่อยู่ในบริเวณจะถือว่าเป็นทหารทั้งสิ้น มีแต่คนโง่เท่านั้นที่แต่งตัวเช่นนั้นและไม่ถืออาวุธ...”
เอี้ยนซ่านฉีหรุบตาจ้องบุคคลที่เขายังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นชายหรือหญิง รู้แต่ว่าเจ้าคนตัวเล็กเปราะบางผู้นี้ช่างงามนัก ใบหน้าสวยราวกับแบ่งภาคอันงามที่สุดของพระจันทร์ ผิวกายขาวละเอียด โดดเด่นท่ามกลางท้องทุ่งซากศพ ดวงตาคมกร้าวจึงกวาดมองชุดกระโปรงรัดรูปและกางเกงประหลาด มันร้อยรัดแนบเนื้อเรียวขาเล็กๆ นั่นอย่างน่าละอาย แต่สิ่งที่สะดุดตาเขามากที่สุดคือจุดกึ่งกลางร่างกายซึ่งมองดูเผินๆ แล้วใหญ่เกินตัว มันกำลังทำมุมตั้งฉากกับร่างเพรียวบางนั่น
“กระบี่น้อยนั่นน่ะหรือ อาวุธของเจ้า”
“ไม่ใช่” มนต์นภารีบเลื่อนมือปิดบังมันไว้ทันที ใบหน้าแดงก่ำราวกับจะระเบิดเสียให้ได้ นางไม่เข้าใจกลไกร่างกายของผู้ชายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ อีกอย่างวาจาของเขาช่างร้ายกาจนัก แต่ถึงจะอย่างนั้นนางก็ไม่อาจโต้ตอบได้แม้ครึ่งคำ สติเอ๋ย มาหาฉันเถิด
“เจ้าชื่ออะไร ไอ้หนุ่ม? เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
“ชะ...ชื่อ ชื่อ...”
“นี่แหละ ว่าที่สามีของเจ้า บอกไปเลยว่าข้ามาเป็นเมียท่าน” เทพเสวียนอู่กระซิบอย่างตื่นเต้น พอใจที่สองหนุ่มสาวจ้องตากันไม่กะพริบ ไม่สิ ต้องเรียกว่าสองหนุ่ม คนหนึ่งแกร่งกร้าวดุจมังกรราชัน ใบหน้าดูทรงพลัง สันกรามมีรอยเคราเขียวครึ้มซึ่งทำให้เขาดูคมเข้ม หล่อเหลาอย่างเถื่อนๆ ส่วนอีกคนอ่อนหวานนุ่มนิ่ม ไม่ว่าจะดูมุมไหนก็เหมาะสมกันอย่างยิ่ง
“ไปสิ วิ่งโผเข้าสู่อ้อมกอดของสามีเจ้าเลย”
เทพเสวียนอู่กระตุ้น แอบซ่อนตนเองอยู่ใต้พวงผมหางม้าของนาง “ไปเลยๆๆๆ โผกอดเข้าหากันด้วยความรักและมอบจุมพิตดูดดื่ม ไปสิจ๊ะ”
“ไปกะผีสิ” นางคำรามใส่เต่า
“หื้ม??” เสียงคำรามของเอี้ยนซ่านฉีดังกระหึ่มและมีรอยยิ้มเย็นเยียบ “ข้าสังหารหน่วยแทรกซึมของแคว้นหลี่สิบเจ็ดคนเมื่อเช้านี้ และเจ้าคือคนที่สิบแปด เจ้าหนุ่มน้อย หลับตาไว้ กัดฟันให้แน่น ข้าสัญญาว่าเจ้าจะไม่ทันรู้สึกเจ็บ”
“ฉะ...ฉัน เอ้อ ข้า... ข้า ข้าหมายถึง... ข้าต้องการเจรจา ท่านเทพ ช่วยหน่อยสิ ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
มนต์นภาพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่เทพเสวียนอู่กับปีศาจงูอันตรธานหายไปเสียแล้ว นางคิดอะไรไม่ออก หัวสมองขาวโพลนไม่มีอะไรเลย ใบหน้าหวานสวยซีดเผือด เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโตซึมตามไรผม ตอนนี้นางเหมือนตัวประหลาดท่ามกลางทหารชุดเกราะโบราณ แต่ละคนดวงตาแดงก่ำและเพิ่งจะเชือดคอศัตรูคนสุดท้ายล้มลง เหลือเพียงแต่นางที่ไม่อาจระบุที่มาที่ไปได้
“เฮ้อ เสียเวลาจริงๆ” ร่างสูงใหญ่ไม่คิดสนใจอยากรู้อีก ดังนั้นจึงเงื้อทวนหนักแปดสิบชั่งขึ้นสูงด้วยแขนข้างเดียวดุจพญามัจจุราช
มนต์นภาหลับตาแน่นปี๋ในจังหวะที่ทวนฟาดลงมา
ตาย...
“พี่รอง” เสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยลึกลับผู้นั้นฉุดนางออกจากความตาย หยุดคมทวนห่างจากลำคอเล็กๆ เส้นยาแดงผ่าแปด
มนต์นภาเพิ่งจะเข้าใจความหมายคำว่าเฉียดตายก็คราวนี้เอง สองเข่าของนางหมดเรี่ยวแรง ทรุดฮวบลงไปกองที่พื้น น้ำตานองหน้า คนคนนี้ลงมือฆ่าได้โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว!
“องค์หญิง... องค์หญิงหย่งอาน...” บรรดาทหารองครักษ์พากันถลามาทรุดตัวเบื้องหน้าเด็กน้อยหน้าตาน่ารักผู้นั้น แต่ละคนมีสีหน้าเหมือนเพิ่งกลับจากนรกเช่นเดียวกัน “องค์หญิงทรงปลอดภัยดีหรือไม่ ได้โปรดอย่าทรงทำอย่างนี้อีกเลยนะพ่ะย่ะค่ะ แอบหนีหายจากพวกกระหม่อม ฮือ... ท่านแม่ทัพเกือบจะบั่นคอพวกกระหม่อมอยู่แล้ว ฮือ”
“ข้าขอโทษที่ทำให้พวกเจ้าเดือดร้อน”
ที่แท้เด็กคนนั้นไม่ใช่เด็กผู้ชาย หนำซ้ำยังมีฐานะเป็นถึงองค์หญิงหย่งอาน นางเหลือบมองมนต์นภาแวบหนึ่ง เม้มริมฝีปากแน่นเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ยั้งปากไว้ นางเดินตรงมาที่มนต์นภาแต่ถูกหิ้วคอเสื้อลอยวืดขึ้นเสียก่อน ชายน่ากลัวผู้นั้นก้าวลงจากหลังม้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือรวดเร็วและเงียบกริบผิดกับขนาดตัว เขานั่งลงที่โขดหินใกล้ๆ จับเด็กหญิงนอนคว่ำพาดบนตักแล้วลงมือตีก้นไม่ยั้ง ตามด้วยบีบขมับ องค์หญิงเป็นเด็กหน้านิ่งแค่ไหนยังร้องไห้โฮ
“ฮวาเอ๋อร์ ข้าย้ำเจ้าครั้งที่สามสิบแปดว่า ให้.รอ.อยู่.ที่.ค่าย!!”
“พี่รอง... ข้ารู้เพคะ แต่ว่า...”
“แต่อะไรไม่ทราบ เจ้าจงใจฝ่าแนวปะทะเข้าไปในเขตของศัตรูเช่นนั้นทำไม?!” ภาพแม่ทัพเอี้ยนซ่านฉีเท้าเอวดุเด็กหญิงตัวเล็กๆ ดูขัดแย้งจากเมื่อครู่อย่างรุนแรง มนต์นภาลูบคลำลำคอของตนเอง ร่างกายยังสั่นสะท้านจากรังสีเข่นฆ่าของชายผู้นี้ไม่หาย แต่ดูนั่นสิ... แม่ทัพผู้มีกลิ่นอายมัจจุราชคนนั้นกลับกลายเป็นพี่ชายของน้องสาวคนหนึ่ง มนต์นภามองเขาทำโทษเด็กหญิงตัวน้อย ปากก็ดุไปแต่สีหน้าแววตาเป็นห่วงน้องสาวยิ่งนัก
“คนผู้นี้” องค์หญิงชี้ไปที่มนต์นภา “พี่รองห้ามฆ่าเด็ดขาดนะ”
“ทำไมถึงฆ่าไม่ได้”
องค์หญิงก้มหน้าลงมองพื้น ท่าทางอึกอักผิดวิสัย หัวเด็ดตีนขาดองค์หญิงอย่างนางก็ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ เนื่องด้วยประสบการณ์ในวัยเด็กไม่น่ารื่นรมย์เท่าไหร่นัก นางจึงปฏิเสธที่จะเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย แต่เหตุการณ์ที่นางเห็นกับตาเมื่อครู่นั้นสั่นคลอนความคิดอย่างร้ายแรง องค์หญิงจึงพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าตาฝาดไป
แต่...
แต่ถ้า...
องค์หญิงเอาแต่อึกอัก จะพูดก็ไม่พูด เอี้ยนซ่านฉีจึงกระทุ้งทวนมังกรใส่พื้นดังตึง! เด็กหญิงถึงยอมอ้อมแอ้มตอบ “พี่รองจะฆ่าไม่ได้... เพราะว่าคนคนนี้เป็นเมียพี่รอง”
มนต์นภาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกคืนหนึ่ง หัวใจเต้นระทึกยากจะสงบใจจนต้องคลำมือแตะแขนของเอี้ยนซ่านฉีไว้แน่น นางไม่เคยสะดุ้งตื่นเช่นนี้มาก่อนจึงลูบมือบนครรภ์นูนใหญ่ของตน ในใจหวาดวิตกสับสนไปหมด ‘อุ้ย... อีกแล้ว’ร่างบางก้มมองครรภ์ของตนเอง มือที่ลูบครรภ์อยู่นั้นสัมผัสได้ถึงแรงถีบจากภายใน นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกในครรภ์ส่งสัญญาณ ทำให้มนต์นภาตระหนักถึงอีกชีวิตที่ถือกำเนิด เด็กคนนี้มีชีวิตของเขาเอง เคลื่อนไหวทีละนิดซึ่งนางมิได้เป็นผู้กำหนด หัวใจของผู้เป็นแม่จึงพลอยเต้นระทึกด้วยความปิติ ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้งและค่อยๆ ปลุกพระสวามีให้ตื่น เขางัวเงีย เอื้อมมือมาลูบครรภ์“เจ็บท้องหรือ?”“อย่าเอะอะไปเพคะ เดี๋ยวลูกตื่น” มนต์นภาวางมือของตนทาบบนมือของเขา นิ่งสักพักเอี้ยนซ่านฉีก็รู้สึกชัดเจน เขาตาสว่าง หายง่วงในทันใด “หม่อมฉันเพิ่งจะรู้สึกครั้งแรกว่าซีกวาดิ้น”“ดิ้นเก่งเสียด้วย” เอี้ยนซ่านฉีหายใจแรง เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ “ลูกชายเป็นแน่ เจ้าหนูซีกวาของพ่อ”“ลูกสาวต่างหาก”“ข้าแน่ใจว่าต้องเป็นลูกชายแน่นอน” เอี้ยนซ่านฉีทุบกำปั้นบนแผงอกของตนเองอย่างมาดมั่น “ข้าเป็นคนทำ ข้ารู้”และห
บทส่งท้าย ลูกคนแรกฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายผ่านพ้นไปพร้อมสงคราม อากาศอุ่นขึ้นจนหิมะละลายเหลือเพียงกองหย่อม ทั่วทั้งเมืองเจียนหยางเต็มไปด้วยโบตั๋นดอกตูมซึ่งพร้อมจะผลิบานในเร็ววัน ถึงแม้ว่าองค์ชายเอี้ยนเซินจะถล่มแคว้นฉู่จนราบคาบอย่างรวดเร็ว สร้างผลงานความโหดร้ายเกรี้ยวกราดในสนามรบจนเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาไปทุกทิศ แต่แววตาของเขาก็หาได้ยินดีในชัยชนะไม่ ความเจ็บปวดที่ฝังในใจทำให้เขาปฏิเสธการแต่งงานครั้งใหม่และทุ่มเทตัวเองให้ใช้ชีวิตหมดไปวันๆ กับสงครามแย่งชิงดินแดน เมื่อมนต์นภาในฐานะน้องสะใภ้มีโอกาสพบเอี้ยนเซินอีกครั้ง สิ่งแรกที่นางจ้องมองคือปลายนิ้วก้อยของเขาเอี้ยนซ่านฉียืนอยู่ข้างๆ เขากอดเอวนางแล้วดึงเข้าแนบอก“เจ้าเห็นเหมือนอย่างที่ข้าเห็นใช่ไหม”“เห็นสิเพคะ” มนต์นภาหัวเราะคิกคักอยู่กับเอี้ยนซ่านฉีสองคน พลางพยักพเยิดให้องค์หญิงหย่งอานดูด้วย “ไม่ต้องห่วงว่าองค์ชายใหญ่จะปิดกั้นตนเองไปตลอดชีวิตหรอกเพคะ ด้ายแดงขององค์ชายเส้นใหญ่กว่าเดิมอีกนะ รับรองว่าเนื้อคู่ขององค์ชายใหญ่ต้องสดใสน่ารักมากแน่ๆ”“ใครอยู่ที่ปลายด้ายอีกฝั่งหรือ” องค์หญิงมองไม่เห็นด้ายแดงจึงชะเง้อมองอยากรู้อยากเห็น “ข้ามีด้ายแดงของข้า
จังหวะที่จงเป่ากำลังลุกขึ้น คุณหนูจ้าวหลานก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมาพอดี ทั้งคู่สบตากันนิ่งนานเหมือนลืมทุกสิ่ง เอี้ยนซ่านฉีจึงปรบมือเรียกสติ จงเป่าสะดุ้งรู้สึกตัวแต่ยังไม่อาจถอนสายตาจากคุณหนูจ้าวหลานได้ หัวหูมันอื้ออึง นางเองก็หน้าแดงก่ำ มือไม้อ่อนแรงไปหมด“พรุ่งนี้ข้าจะเป็นธุระจัดการงานแต่งให้พวกเจ้า”“หา? เอ่อ... คงไม่... เอ่อ... ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” จงเป่ายังมึนงงแต่หัวใจพองโต รีบร้องขอบพระทัยด้วยความยินดี คุณหนูจ้าวหลานเริ่มได้สติจึงเหลียวมองไปรอบๆ อย่างสับสนว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นางพูดอะไรไม่ออกเมื่อลืมตาฟื้นขึ้นมาพบนายทหารหนุ่มท่าทางองอาจ หัวใจของนางก็แอบกระเด็นกระดอนออกมาจากอก เอี้ยนซ่านฉีจึงสบตามนต์นภาอย่างรู้กัน ก่อนจะออกคำสั่ง“สีหน้าของแม่นางจ้าวหลานยังคงซีดเซียว ฝากเจ้าดูแลนางด้วยนะจงเป่า”“ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”แม้แต่เด็กสามขวบยังเห็นความรักของจงเป่า คิวปิดเข่นเขี้ยวพลางร้องเชอะ ถึงแม้ว่าศรแห่งวีนัสจะจับคู่รักได้สำเร็จ แต่คิวปิดก็ยังรู้สึกโดนลูบคมอยู่ดี ขืนหันหลังกลับไปตอนนี้ พวกเทพตะวันออกจอมป่าเถื่อนจะต้องเยาะเย้นทับถมไปชั่วกาลนานเป็นแน่ ดังนั้นคิวปิดจึงยังไม่ยอมรามือง่าย
อาวุธของทั้งสองนั้นก็คือด้ายแดงที่ถักทอจากหัวใจนั่นเอง“นี่แหละรักแท้ พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์” หงส์แดงกับคณะโป๊ยเซียนต่างทอดถอนหายใจ คิวปิดกับเฒ่าจันทราน่าจะเข้าใจความรักมากกว่าผู้ใดแท้ๆ แต่กลับมองไม่ออก“มันจบแล้ว!”กามเทพร่างอวบง้างคันศรจนสุดแล้วปล่อยมือในทันใด ศรแห่งวีนัสพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็วรุนแรงปานสายฟ้าฟาด เกิดประกายไฟลูกโตพุ่งทะยานจนมองตามแทบไม่ทัน ตามด้วยเสียงดังสนั่นสะเทือนฟ้าดิน“ช่างโง่นัก ด้ายแดงเส้นเล็กๆ ของพวกเจ้าจะถูกทำลายในพริบตา” คิวปิดหัวเราะเยาะ ลูกศรแห่งวีนัสพุ่งปักทะลุหัวใจของคุณหนูจ้าวหลาน ก่อนจะมุ่งตรงไปหาเอี้ยนซ่านฉี เขาจับมือมนต์นภาไว้แล้วยกด้ายแดงขึ้นมาต้านทานศรแห่งวีนัสปะทะด้ายแดงของทั้งคู่ด้วยพลังงานมหาศาล และต่อให้คิดต่อต้านเพียงใด ผู้ที่ต้องศรแห่งวีนัสไม่ว่าจะเป็นชายชราหงำเหงือกหรือนางชีเข้มงวด คนผู้นั้นจะร้อนรุ่มโหยหารักและต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความรักเจ็ดภพเจ็ดชาติไม่มีวันดิ้นหลุด เฒ่าจันทราหน้านิ่วคิ้วขมวดมานาน ความรู้สึกเบื้องลึกนั้นเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่ากำลังทำเรื่องไม่ถูกต้อง มนต์นภากับท่านฉีอ๋องรักกันจากหัวใจ แต่ศรแห่งวีนัสได้ถูกยิงออกมาแ
“เฒ่าจันทราแห่งตะวันออกทำหน้าที่ล้มเหลว กามเทพแห่งตะวันตกอย่างข้าก็จะออกโรงจัดการให้ ในเมื่อเจ้าปฏิเสธโชคชะตาครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ข้าจะกำจัดบาปอันน่ารังเกียจไปจากที่นี่ให้เอง”“ข้าเพียงแต่ต้องการลิขิตชะตาของตนเอง ข้าต้องการอยู่ครองคู่กับคนที่ข้ารัก ไม่ใช่คนที่พวกท่านลิขิตผูกพันให้ตามใจชอบ”“น่าละอาย! เจ้าควรยอมรับบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าต่างหาก”คิวปิดชี้หน้าร้องตะโกนเหมือนโกรธใครมา แต่ยังไม่ทันทำอะไร ไหสุราและของเซ่นมากมายก็ลอยละลิ่วมาถล่มใส่คิวปิดชนิดที่เรียกว่าเละตุ้มเปะ“ไอ้ลูกแหง่คิวปิดมาซ่าแถวนี้อีกแล้วว้อย ห้าวนักนะ แถวนี้เขตใครเขตมัน นังหนูไม่ใช่ลูกหมาตามพระเจ้าต้อยๆ พวกเราสอนให้ตัดสินใจเลือกแล้วรับผลที่จะตามมาเองต่างหากว้อย ไปสาระแนที่อื่นไป๊” เทพเสวียนอู่พร้อมด้วยปวงเทพและเซียนน้อยใหญ่รวมตัวกันบนหลังคาอีกฟากหนึ่ง เสียงร้องด่าดังแจ้วๆ ใครมีเกราะมีฉาบก็บรรเลงเคาะเรียกพวกมารุมฝรั่งมีปีก“จัดจ้านนักเหรอไอ้อ้วน”“แน่จริงมาตัวต่อตัวกันสิวะ เด็กมันรักกัน ไปรังแกเด็กมันทำไม”“กลับไปดูแลเมียของเจ้าให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยมาวุ่นวายกับความรักของผู้อื่น แส่ไม่เข้าเรื
ตอนที่มนต์นภาติดตามพระสวามีกลับมายังเมืองชายแดน หิมะกำลังโปรยปรายปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างจนขาวโพลน อากาศหนาวเย็นเสียจนเวลาพูดจะมีควันออกจากปาก ดอกเหมยสีแดงสดที่ปลูกตามบ้านเรือนกำลังผลิบานท้าทายความหนาวอย่างน่าชื่นชม แต่งแต้มให้เมืองงดงามราวกับหยุดเวลาไว้ กองฟางอันแสนวุ่นวายในโรงเลี้ยงม้ายังคงอยู่เหมือนเดิม แม้แต่จวนเจ้าเมืองที่เคยดูน่าเกรงกลัวในวันวาน มนต์นภาก็รู้สึกผูกพันและใจหายอย่างบอกไม่ถูก ช่วงสาย แดดแรงกล้าพอให้ออกมาเล่นสนุกผ่อนคลาย เอี้ยนซ่านฉีหงุดหงิดเล็กน้อยที่แคว้นหลี่มีการเคลื่อนไหวเพื่อก่อกวน เขาไม่ต้องการให้พี่ชายเสียสมาธิจึงตั้งใจหาทางสยบแคว้นหลี่ให้อยู่นิ่งๆ ระหว่างที่กำลังเดินกลับเข้ามาจากข้างนอกจวน ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาก็พลันเปลี่ยนไปมีรอยยิ้มน้อยๆ ร่างกายที่ตึงๆ มาตั้งแต่เช้าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง มนต์นภากำลังมัดเจ้าเทียนเทียน สุนัขตัวโปรดที่งามที่สุดของเขา เทียนเทียนทั้งดิ้นทั้งร้อง ต้องใช้คนช่วยกันจับถึงสามคนกว่าจะยกตัวเทียนเทียนขึ้นไปวางบนโต๊ะในศาลาได้ เอี้ยนซ่านฉีจึงก้าวเข้าไปดูว่าเมียของเขากำลังจะทำอะไร “เจ้านาย ช่วยด้วยๆๆ นางจะเชือดกระหม่







