LOGINชีวิตจื่อหรานนี่มันจื่อหรานจริง ๆ
ไม่กี่วันของการใช้ชีวิตในร่างนี้ หญิงสาวต้องตื่นแต่เช้าตรู่มาทำกับข้าวให้คนทั้งห้ากิน จากนั้นไปให้อาหารหมู เสร็จแล้วก็ต้อนไก่ลงทุ่งนาก่อนจะตามมาด้วยการขนผ้าไปซักข้างลำธาร แล้วกลับมาช่วยงานในไร่ในสวน ก่อนจะกลับบ้านไปทำกับข้าวกลางวันให้คนทั้งห้า แล้วกลับไปทำงานต่อ ตกเย็นก็ต้องเข้าครัวทำอาหารอีกครั้งทั้งที่เหนื่อยมากไม่ต่างจากคนอื่น
กว่าจะได้รับอนุญาตให้พักก็หลังจากเก็บถ้วยชามไปล้าง
เพียงไม่กี่วันนางก็รู้ซึ่งถึงความเหลื่อมล้ำอย่างมากของบ้านหลังนี้
ลูกมีสี่คน ชายสองหญิงสอง กับคนวัยกลางคนสองคน ทว่างานกับไม่ถูกเฉลี่ยให้ทั้งหกคนเท่ากัน มีเพียงจื่อหรานที่ทำงานหนักกว่าคนอื่น
บุตรชายสองคนทำงานในไร่อย่างเดียว บุตรสาวคนเล็กก็ทำงานในไร่แต่จำนวนงานของนางน้อยกว่าของคนอื่นอยู่มาก สาเหตุเพราะจิ้นจูไม่ต้องการให้บุตรสาวทำงานหนักมากเกินไป นางกลัวผิวพรรณจื่อลี่ไม่งดงาม มือด้าน ?
จื่อหรานค้นเจอสาเหตุนี้ในความทรงจำถึงกับหน้าแห้ง นางก็เป็นสตรีเหมือนจื่อลี่ไม่ใช่หรือยังไง งานที่นางทำจะมากกว่าจื่อลี่ก็ช่างเถิด อย่างไรอายุอีกฝ่ายก็ไม่เท่าใด แต่เหตุใดงานที่ทำถึงได้หนักกว่าน้องชายทั้งสองคน
ส่วนนี้ต่างหากที่ทำให้จื่อหรานงงกับตักกะของพวกเขา
รักลูกไม่เท่ากันยังพอทำเนา แต่ถึงกับลำเอียงอย่างเห็นได้ชัดทำเอาจื่อหรานพูดไม่ออกจริง ๆ
ทำเอาจื่อหรานอดสงสัยไม่ได้ว่า จื่อหรานคนก่อนทนการถูกเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ได้อย่างไร หรือเพราะคำว่าครอบครัวและกตัญญูค้ำคอนางถึงได้เก็บปากเงียบยอมทำตามทุกอย่างที่พวกเขาสั่ง ?
แต่ถึงจะโง่ขนาดไหนก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองถูกเอาเปรียบขนาดนี้ไม่ใช่หรือยังไง
“จะรักใครก็ให้มีขอบเขตบ้างเถอะไม่ใช่รักจนลืมมองความเป็นจริง”หญิงสาวพึมพำ มือหนึ่งตักอาหารเทลงไปในราง มือหนึ่งถือถังอาหารหมู นัยน์ตาหงุดหงิดเหลือบมองหมูเกือบสิบตัวก้มหน้ากินอาหารสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน
“พวกแกเนี่ยสบายจังเลยนะ ตื่นเช้ามาก็มีคนยกอาหารมาเสิร์ฟถึงที่ ดูฉันสิทำงานงก ๆ แทบไม่ได้พัก”
ถึงจะไม่เกี่ยงเรื่องงานหนักแต่งานจะหนักเกินไปไหม ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าของร่างป่วยบ่อย เล่นทำงานหนักเกินกว่าสารอาหารที่ได้กินแต่ละวัน ไม่ว่าจะแข็งแรงขนาดไหนคงไม่พ้นป่วยเข้าสักวัน
หลังให้ทำงานในส่วนช่วงเช้าหมดแล้ว หญิงสาวก็เดินไปไล่ไก่เข้าทุ่งเหมือนทุกวัน ก่อนจะทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิม
หลังต้อนไก่ลงทุ่งหญิงสาวไม่ได้หันหน้าเข้าไร่ แต่หันมาจัดแจงเสื้อผ้าให้ดูดีมากที่สุดแล้วเดินออกจากบ้าน ใช้ความทรงจำของเจ้าของร่างเดินไปยังทางเข้าหมู่บ้านเพื่อเดินทางเข้าเมือง
“จื่อหรานเจ้าคิดจะไปที่ใดไม่ใช่ว่าเวลานี้เจ้าต้องไปช่วยงานในไร่หรือ ?”
เพื่อนบ้านที่นางจำหน้าไม่ค่อยได้เอ่ยถาม
“พอดีท่านแม่ใช้ให้ข้าเข้าเมืองจึงไม่ได้เข้าไปช่วยงานในไร่เจ้าค่ะ”
“แม่เจ้าใช้เจ้าเข้าไปในเมือง ? เป็นไปได้ด้วยหรือ ปกติข้าเห็นแม่เจ้าเข้าไปในเมืองกับน้องสาวเจ้าสองคน”หญิงแต่งงานแล้วมีสีหน้าประหลาดใจ
คนถูกสงสัยรีบเอ่ยตัดบทออกไปว่า“ท่านน้าข้าต้องขอตัวก่อนแล้ว เกิดกลับบ้านช้าท่านแม่จะโกรธเอา”
นางมองจื่อหรานก่อนพยักหน้าเข้าใจ ด้วยนิสัยจิ้นจูคงไม่ยอมให้ลูกสาวภรรยาเก่าคนนี้สุขสบายมากนัก ที่บอกว่าให้รีบไปรีบกลับก็อาจจะจริง ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมให้เด็กคนนี้เข้าเมืองไปคนเดียว
จื่อหรานแสร้งยิ้มกว้างหันกลับมามองทาง ถอนหายใจโล่งอกมุ่งหน้าเข้าเมือง
ชักช้ากว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่ายังไงนางก็ต้องหาทางออกจากบ้านหลังนี้ให้ได้ !
ถึงจื่อหรานคนก่อนจะยอมให้พวกเขาเอาเปรียบ ทว่านางไม่ใช่ กับครอบครัวที่ไม่แม้แต่จะมีความรักความเห็นใจให้กัน สู้เดินออกมาจะดีกว่า
“จะเข้าเมืองสองอีแปะ”ชายชราเจ้าของรถเทียมลาเอ่ยหลังรู้ว่าจื่อหรานต้องการเข้าเมือง
หญิงสาวหยิบเงินสองอีแปะซึ่งได้จากการแอบขโมยเงินจิ้นจูส่งให้อีกฝ่าย ก้าวขึ้นรถเทียมลา รอให้คนอื่น ๆ ตามขึ้นมาจนครบจำนวนรถเทียมลาถึงออกเดินทาง
ซุนเทียนหยูก้าวมายืนตรงหน้าหญิงสาวผู้มีบรรยากาศแตกต่างจากคนอื่น ทั้งที่ถูกเมินเฉยจากคนมากมาย แต่กับสามารถคงสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ทำเอาเขาที่แอบมองอยู่นานรู้สึกสนใจขึ้นมา จนเกิดเป็นความคาดหวังว่านางจะสามารถผ่านการทดสอบรอบแรกไปได้“ถึงคราเจ้าแล้ว”น้ำเสียงซุนเทียนหยูยังคงนิ่งสงบเช่นเดิม ทว่าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อดี มือทั้งสองข้างของเขากับกำเข้าหากันแน่นนัยน์ตาลุ่มลึกหลุบมองสบนัยน์ตาดำขลับเป็นประกายงดงามชั่วขณะที่สายตาสองคู่ประสานกัน ชายหนุ่มพลันรู้สึกเสมือนรอบข้างหยุดชะงัก เป็นความรู้สึกราวกับจิตวิญญาณถูกดูดให้ตกลงไปในหลุมลึกอันยากจะปีนป่ายเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สัญชาติญาณสัตว์ร้ายกู่ร้องบอกให้เขาระวังเอาไว้ให้ดี“ท่านแม่ทัพ ?”ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเพราะหลังได้สบตาคู่นี้การรับรู้ของเขาพลันบิดเบี้ยวไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของคนข้าง ชายหนุ่มถึงได้มีสติขึ้นมา“เจ้าผ่านแล้ว”เขาเอ่ยออกมาทั้งที่ยังไม่ยอมหลบสายตา“อ่ะ...อื้ม”หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจเผยยิ้มเล็กน้อยส่งไปให้รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยทำซุนเทียนหยูประหลาดใจนางคือคนแรกจากสตรีนับร้อยที่เผยสีหน้าสงสัย แถมยังส่
บรรยากาศเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงใบไม้ไหวเอนตามการพัดผ่านของสายลมซุนเทียนหยูก้าวมาด้านหน้าเผชิญหน้ากับสตรีมากมายผู้มีใจต้องการอยากเกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพ หากไม่ใช่ว่ามารดาขอร้องเขาคงไม่คิดจะมองหาสตรีมาอยู่ข้างกายหญิงสาวแสนบอบบางเหล่านี้ไม่เหมาะกับตนเลยสักนิด มีเรื่องอะไรกระทบจิตใจเพียงเล็กน้อยก็หลั่งน้ำตาแล้วไม่ใช่ว่าซุนเทียนหยูไม่ต้องการแต่งงานเพียงแค่ไม่อยากแต่งงานกับสตรีที่เพียงสบตากันก็หวาดกลัว ภรรยาที่แม้คิดจะมองหน้ายังไม่ได้เขาจะมีไปทำไมกันคนเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องหรือ ? เป็นคู่คอยคิด คอยให้กำลังใจกัน เหมือนเช่นมารดาและบิดาของตนซุนเทียนหยูต้องการคู่ชีวิต ไม่ใช่ไม้ประดับข้างกาย“สิ่งที่ข้าอยากให้พวกเจ้าพิสูจน์มีเพียงอย่างเดียว ทนต่อการจ้องมองของข้าให้ได้ คนที่ทนได้จะถือว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก แล้วหลังจากนั้นข้าจะเลือกสตรีที่เหลือมาแต่งงานกับข้า”จื่อหรานถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจง่ายไปไหม เลือกภรรยานะพี่ไม่ใช่เลือกของใช้ทว่าถึงจะแปลกใจก็หาได้เอ่ยออกไป จื่อหรานคิดว่าดีเสียอีก ไม่ต้องลงแรงทั้งยังไม่ต้องใช้สมองอะไรมากขอแค่จ้องตากับเขาได้ก็พ
การคัดเลือกจวนแม่ทัพไม่ง่ายอย่างที่คิดจริง ๆจื่อหรานนั่งอยู่กลางลานกว้างมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว ทว่านอกจากเหล่าสตรีมากมายที่ก้าวเข้ามา ยังไม่พบเจ้าบ้านเลยสักครั้งมีเพียงนายทหารยืนนิ่งตามจุดต่าง ๆ ของจวน และเหล่าบ่าวรับใช้เดินทำงานกันไปมา บรรดาบ่าวรับใช้จวนแม่ทัพจะเดินยกสำรับของว่างและน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะแต่ละตัวทุกครั้งที่น้ำชาเย็นหรือไม่ก็ของว่างหมดลง ซึ่งโต๊ะหนึ่งตัวนั่งล้อมวงได้ถึงสิบคน นับจากสายตาแล้วมีโต๊ะทั้งหมดสิบสามตัว และมีเพียงหนึ่งตัวที่มีคนนั่งเพียงคนเดียวเป็นโต๊ะของจื่อหรานไม่มีใครอยากเข้าใกล้ รวมถึงไม่มีใครอยากเข้ามาทำความรู้จักหญิงสาวมากมายต่างหลีกหนีด้วยกลัวว่าการเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับคนฐานะต่ำต้อยจะทำให้ตนถูกมองไม่ดี...การต้องมานั่งรอไปนาน ๆ ทำให้ความตื่นเต้นของหญิงสาวมากมายลดน้อยลง มีหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย ไม่ก็เอ่ยพูดคุยซุบซิบกันเสียงเบาถึงสาเหตุที่ปล่อยให้พวกนางรอ ถึงขั้นมีคนกล่าวขึ้นมาว่า“จวนแม่ทัพจะให้พวกเรารอไปจนถึงเมื่อใด ? นี่ไม่ใช่ว่าทุกคนมากันครบแล้วหรือ ? ควรเริ่มการคัดเลือกได้แล้ว”เสียงของนางไม่ดังมากนักจึงมีเพียงคนโต๊ะข้าง ๆ ไม่กี่คน
“เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้”คนเอ่ยถามคือชายส่งจดหมาย วันนี้เขาได้รับหน้าที่ตรวจสอบผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดจื่อหรานยิ้มให้คนเอ่ยทัก หยิบจดหมายแสดงตัวให้อีกฝ่ายชายหนุ่มตรงหน้าตรวจดูทั้งที่จำหน้าจื่อหรานได้ ที่ทำเช่นนี้เพื่อป้องกันคำครหาจากผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆหลังยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จื่อหรานถึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปในจวน เพียงฝีเท้าก้าวผ่านธรณีประตูสายตาไม่เป็นมิตรมากมายพลันมุ่งตรงมาผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆ ต่างแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ออกมาอย่างชัดเจน และยังมีหลายคนจับกลุ่มพูดคุยกันคนที่อยู่เป็นกลุ่มคงจะรู้จักกันมาก่อนสินะหญิงสาวคิดใจในพลางมองหาที่นั่งเมื่อพบแล้วจึงเดินเข้าไปหวังหย่อนตัวนั่ง“มีคนไม่เจียมตัวกล้ามารับการคัดเลือกด้วยหรือนี่ คงไม่ได้หลงระเริงในตัวเองคิดว่าจะได้รับเลือกด้วยสภาพเช่นนั้นใช่ไหม”“คงเป็นสตรีบ้านยากจนอยากได้เงินหนึ่งตำลึงทองนะสิ ไม่เช่นนั้นคงไม่ใจกล้าเข้ามาในสถานที่สูงส่งเช่นนี้”“หึ คนบางคนก็น่าสงสารเกิดมาคงไม่เคยเจอเงินหนึ่งตำลึงทอง ถึงได้พยายามขวานขวายให้ได้มาแม้จะต้องแลกด้วยความอับอายของตนก็ตาม”จื่อหรานทำเมินเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น
ด้วยความช่วยเหลือจากหญิงชาวบ้านวัยสามสิบตอนต้น จื่อหรานจึงมีที่ให้ซุกหัวนอนสำหรับหนึ่งคืนและคนรู้จักเพิ่มขึ้นมาสองคนบ้านของหวังซานซือมีอยู่ด้วยกันสองคน คือตัวนางและบุตรชายตัวน้อยวัยหกปี เด็กน้อยขี้อายที่พึ่งเสียบิดาไปเมื่อต้นปีที่แล้วการใช้ชีวิตร่วมกันหนึ่งคืนทำให้จื่อหรานได้รู้ว่าใจจริงของหวังซานซือไม่ใช่คนเลวร้าย อีกฝ่ายสงสารและเห็นใจนางจริง ส่วนสาเหตุของความสงสารนั้นไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมาจากความเห็นใจซึ่งเกิดหลังจากสามีตายแล้วบุตรชายต้องกำพร้าพ่อ หรือเป็นเพราะคาดหวังหลังได้เห็นจดหมายจากจวนแม่ทัพกันแน่ทว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จื่อหรานก็รู้สึกขอบคุณในความมีน้ำใจของหวังซานซือ“รับไปสิถือว่าเป็นความช่วยเหลือเล็กน้อยจากข้า”จื่อหรานมองเงินจำนวนหนึ่งร้อยอีแปะตรงหน้า เงยหน้ามองหวังซานซือคล้ายเข้าใจความหมายจากสายตาหวังซานซือจึงยิ้มบางพลางเอ่ย“ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ข้าเพียงต้องการมอบให้ไม่คิดถือเป็นบุญคุณ”จื่อหรานดึงสายตากลับมามองมืออีกครั้งหนึ่ง เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นการหยิบยื่นสิ่งที่ต้องการในยามยาก ตัวนางต้องการเงินจริง ๆ เพราะเงินที่ได้จากการฉกฉวยจิ้นจูหมดลงไปกับการเดินทางในครั้งน
คราวนี้เป็นพวกเขาที่พูดไม่ออก หญิงสาวไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เอ่ยขึ้นมาอีกว่า“เพียงคำพูดประโยคเดียวของลูกในไส้ บอกว่าข้ารังแกท่านก็ติดป้ายหาว่าข้าเป็นคนใจร้าย ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แถมยังไม่รู้ด้วยว่าข้ารังแกนางจริงหรือไม่ แต่ขอแค่เป็นคำพูดจากปากลูกของท่าน ท่านถึงเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา และตราหน้าว่าข้าไม่ดี”“ข้าขอถามหน่อย ข้าเคยทำอะไรไม่ดีด้วยหรือ ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่มีเพียงพวกท่านหรือที่เอาเปรียบข้า กินข้าวก็กินเหมือนกัน แต่เหตุใดงานที่ข้าได้รับถึงได้มากมายและหนักกว่าลูก ของพวกท่าน โตจนสุนัขกัดตูดไม่ถึงแล้วยังเอาเปรียบข้าไม่หยุดอีก จะรักลูกตัวเองมากกว่าลูกคนอื่นก็ขอมีขอบเขตเสียบ้าง ไม่ใช่ว่าเพราะข้าไม่พูดอะไรถึงได้เอาเปรียบกันไม่หยุด”จื่อหรานหันไปหาจื่อเกา จ้องมองอีกฝ่าย เอ่ยคำพูดที่ทำให้คนฟังใจกระตุก“ข้าขอถามท่านหน่อยเถิด ท่านยังคิดว่าข้าเป็นลูกท่านหรือไม่ ?”“...”จื่อเกาพูดไม่ออก สายตาของบุตรสาวในวันนี้ทำชายวัยกลางคนใจหวิว รู้สึกได้ถึงความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความเงียบของเขาคือคำตอบจื่อหรานหัวเราะในลำคอ จ้องมองพวกเขา“พวกท่านรู้จักคำนี้ไหม สุนัขที่มันจนตรอกม







