Mag-log inถูกสามีชั่วสังหารให้ตายอย่างน่าอนาถ ได้โอกาสให้หวนกลับไปยังอดีตเพื่อแก้ไข นางจะใช้ชีวิตใหม่ให้ดีและย่อมไม่พลาดที่จะเอาคืนให้สาสม ชาติก่อนข้าหลงคารมและเลือกคนผิด ชาตินี้เจ้าจะไม่มีวันสมหวัง การย้อนกลับมาอยู่ในร่างตนเองในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้วนี่คือการเกิดใหม่ หากจะเรียกสิ่งที่ผ่านมาว่าชาติก่อนก็คงไม่ผิดนัก และชาตินี้มีหรือว่านางจะยอมโง่อีกครั้ง
view moreณ จวนหลังใหม่ของแม่ทัพหลี่ เมืองอี้โจว ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียงกระทบบนหลังคา ฉู่อวี่หนิงในวัยสิบเก้านั่งคุกเข่าอยู่หน้าห้องหอตามคำสั่งสามีที่กำลังเข้าหอหญิงอื่นที่เพิ่งแต่งงานเข้าสกุลหลี่
น้ำตาที่ไหลอาบแก้มถูกกลบด้วยหยาดฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน แม้อยากจะลุกหนีไปให้พ้นแต่ก็ถูกทหารในจวนใช้ไม้พองกดไหล่เอาไว้ทั้งสองข้าง
“ฮูหยิน พวกข้าทำตามคำสั่ง อย่าได้โกรธเคืองเลย” น้ำเสียงที่ฟังดูรู้สึกผิดนั้นไม่ได้ทำให้คนที่คุกเข่ามาครึ่งชั่วยามรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย
ฮูหยินของแม่ทัพปราบอุดรต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวช เมื่อสามีเสร็จการศึกแล้วพาบุตรีเจ้าเมืองต่างแคว้นกลับมาแต่งงาน รับเป็นฮูหยินรอง สวมชุดแต่งงานสีแดงที่หรูหราเข้าทางประตูหน้าเรือนอย่างเอิกเกริก
ทั้งที่ยังไม่ได้รับคำยินยอมจากฮูหยินอย่างตน ทว่าก็รับสตรีนางอื่นเข้าบ้านอย่างเปิดเผยและจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ พ่อแม่สามีก็เห็นดีเห็นงาม ต้อนรับลูกสะใภ้ที่เป็นถึงบุตรีเจ้าเมืองของแคว้นหานอย่างออกหน้าออกตา และที่เจ็บปวดคือหลี่โม่เทียนสามีของนางบังคับให้อยู่หน้าห้องหอ เป็นพยานในการเข้าหอที่แสนหวานชื่นของเขาและอันเหม่ยหรง
หลายปีก่อนใครกันที่พร่ำบอกรักนาง ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้นางมาเป็นภรรยา บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นคนไร้หัวใจ
“ข้าหลี่โม่เทียนขอสัญญาว่าจะมีเพียงเจ้าผู้เดียว ไม่คิดมีอนุให้ต้องช้ำใจ จะไม่มีหญิงใดในใจนอกจากเจ้า” คำสัญญานั้นนางไม่ได้บีบให้เขาพูดเสียเมื่อไหร่ เป็นเขาเองที่เอ่ยวาจาสัตย์นั้นออกมา และทำลายมันลงด้วยการกลืนน้ำลายตัวเอง
นับจากประตูห้องหอปิดลงและมีเงาของคนสองคนตระกองกอดกันผ่านแสงจากเทียนที่สว่างจ้าออกมาทางหน้าต่าง บัดนี้ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วและประตูก็ถูกเปิดออก แม่ทัพวัยยี่สิบหกและเจ้าสาวที่โอบกอดแนบกายเดินมาที่หน้าประตู สายฝนที่ตกหนักกำลังซาลงไป เหลือเพียงละอองฝนที่ยังคงโปรยปรายเล็กน้อยเหมือนน้ำตาของฉู่อวี่หนิงที่กำลังเหือดแห้ง
สายตาคมกริบมองภรรยาที่เนื้อตัวเปียกโชกด้วยความเย็นชา หากแต่มือโอบเอวอรชรของฮูหยินรองเอาไว้อย่างทะนุถนอม
“เสียดายที่ฝนตกหนัก เจ้าจึงไม่ได้ยินเสียงของข้ากับเหม่ยหรงว่ามีความสุขกันแค่ไหน”
“ท่านพี่ เหตุใดจึงใจร้ายกับข้าเยี่ยงนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ข้าอยากให้เจ้าเห็นว่าข้ารักเหม่ยหรงมากเพียงใด และต้องการให้เจ้าหย่ากับข้า” น้ำเสียงนั้นเย็นชาและไร้ซึ่งความรัก
“ข้าทำผิดต่อท่านหรือไม่ ข้าดูแลท่านพ่อท่านแม่ท่านไม่เคยบกพร่องแม้แต่น้อย ช่วงที่ท่านออกรบข้าดูแลบ่าวไพร่และเรือนสกุลหลี่ให้สงบร่มเย็นเสมอมา บอกข้าสิว่าท่านจะหย่ากับข้าด้วยเหตุผลอันใดกัน” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ มองสามีด้วยความเจ็บปวด แต่หากจะให้คุกเข่าอ้อนวอนทั้งที่ไม่ใช่ความผิดนางไม่สามารถทิ้งศักดิ์ศรีสกุลฉู่ลงได้
“เพราะข้าไม่รักเจ้าแล้ว และไม่ต้องการเห็นหน้าเจ้าอีก ทั้งชีวิตข้าจะมีเพียงเหม่ยหรงผู้เดียว ไม่มีสตรีนางใดให้นางต้องช้ำใจ รวมถึงเจ้าที่ข้าจำใจต้องแต่งงานตั้งแต่แรกเพราะเจ้าใช้มารยายั่วยวนข้า ข้าหาได้มีใจให้เจ้าตั้งแต่แรกไม่” คำพูดที่เห็นแก่ตัว เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้ผู้อื่นนั้นทำให้หัวใจฉู่อวี่หนิงแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
ไม่รักกับไม่เคยรักความหมายต่างกันแต่เจ็บปวดไม่ต่างกัน ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการคือการหย่าเพื่อยกย่องสตรีนางอื่นมาแทนที่ แล้วเหตุใดนางจะต้องอ้อนวอนให้ตนเองต้องเสียศักดิ์ศรี
ร่างอรชรลุกขึ้นด้วยขาที่สั่นเทา เสี่ยวชิ่งที่ยืนร้องไห้อยู่ไกล ๆ รีบวิ่งมาประคองนายหญิงของตน
“ได้ ข้าจะหย่ากับท่าน และไปจากจวนนี้พร้อมกับสินเดิมของข้า” นางกล่าวเสียงเบา สินเดิมที่นางมีใช้เลี้ยงดูสกุลหลี่ช่วงที่เขาออกรบ หากไม่ได้นางมีหรือว่าสกุลหลี่จะลืมตาอ้าปากได้จนถึงทุกวันนี้
พอสร้างคุณงามความดีได้รับจวนหลังใหม่และบ่าวรับใช้ที่มากขึ้น ข้ามแม่น้ำสำเร็จคิดจะรื้อสะพานทิ้ง พอนางหมดประโยชน์แล้วก็คิดผลักไส
“สินเดิมเพียงหยิบมือของเจ้า ขนกลับไปสกุลฉู่ให้หมด ข้าไม่ได้อยากได้สักนิด… ฮูหยิน เราเข้าห้องหอต่อเถิด” น้ำเสียงกร้าวพูดอย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปพูดเสียงนุ่มกับอันเหม่ยหรงที่ยืนยิ้มร่า แล้วประคองกันเข้าไปในห้อง
“กลับห้องเถิดเจ้าคะ” เสี่ยวชิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ประคองผู้เป็นนายกลับไปเปลี่ยนอาภรณ์ที่ห้องพัก แล้วออกไปต้มยามาให้แก้อาการหนาวและป้องกันหวัด
“ข้าจะหย่า” เมื่อเสี่ยวชิ่งกลับมาก็พูดในสิ่งที่ตัดสินใจดีแล้ว
“ท่านเป็นฮูหยินตราตั้ง หากจะเอาเรื่องท่านแม่ทัพที่แต่งอนุโดยไม่ยินยอมก็ย่อมได้ เหตุใดจึงยอมหย่าด้วยเจ้าคะ” เสี่ยวชิ่งถามด้วยความโมโหแทน
“หน้าต่างมีรู ประตูมีช่อง อันเหม่ยหรงมิใช่อนุ นางคือฮูหยินรองและเป็นว่าที่ฮูหยินคนใหม่ จะพูดสิ่งใดเจ้าต้องระวังอย่าให้ภัยมาถึงตัว” น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความประชดประชันถึงสถานะของเจ้าสาวในวันนี้
“ท่านจะปล่อยวางจริงหรือเจ้าคะ”
“ดั่งคำกล่าวที่ว่า วิกาลยาวนาน ฝันยุ่งเหยิง…ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อต่อไปอาจเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นได้ ในเมื่อเขาต้องการหย่าข้าก็จะหย่าให้ เจ้าส่งข่าวบอกท่านพ่อให้ส่งรถม้ามารับข้า หากจะไปจากที่นี่ข้าไม่ต้องการให้คนของจวนสกุลหลี่ไปส่ง ข้ากลับเองได้” น้ำเสียงนั้นสงบลง ในเมื่อสุดจะสอยก็ต้องยอมปล่อยมือไป
ความรักที่ผ่านมาแม้จะเสียดาย แต่นางไม่ใช่สตรีที่อ่อนแอจนต้องยอมอ้อนวอนขอความเมตตาจากสามีที่จิตใจอำมหิตผู้นี้ อันเหม่ยหรงก็เหลือทน รู้ทั้งรู้ว่าหลี่โม่เทียนมีภรรยา แต่ก็ยังอุตส่าห์ติดตามมาแต่งงานถึงแคว้นฉี
ทั้งเมืองอี้โจวต่างรู้ว่านางทำหน้าที่ภรรยาที่เฝ้ารอการกลับมาของสามีที่ออกรบได้ดีเพียงใด แม้ไม่มีใครกล้าพูดให้ร้ายบุตรีเจ้าเมืองแคว้นหานผู้นี้ แต่ก็รู้แก่ใจว่าอันเหม่ยหรงก็ไม่ต่างจากอนุผู้หนึ่ง เพียงแต่ได้รับความรักจากหลี่โม่เทียนจนได้เป็นฮูหยินรอง และกำลังจะขึ้นมาแทนที่นางในไม่ช้านี้ ช่างหน้าหนาเกินทน
ในขณะเดียวกันในห้องหอของบ่าวสาว ร่างอรชรโยกกายบดเบียดสะโพกลงหาสะโพกสอบพร้อมครางเสียงหวานกระเส่า พร่ำร้องถึงความสุขสมที่ได้รับ
หลี่โม่เทียนเพลิดเพลินไปกับลีลาร่อนสวาทที่แสนเย้ายวน ราวกับว่านางขนท่วงท่าจากตำราวสันต์มาใช้กับเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เสียงหายใจหอบกระเส่าและเสียงครางผสานกันไม่นานฝ่ายเจ้าสาวก็ส่งเสียงหวีดแหลมขึ้น พร้อมกับเจ้าบ่าวที่ส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำ สองร่างกระตุกเกร็งเข้าหากันแล้วกอดรัดด้วยความรักใคร่
“ข้าไม่อยากให้นางมีชีวิตอยู่เป็นหนามตำใจข้า” น้ำเสียงนั้นเอาแต่ใจ มือวางลูบที่หน้าอกของสามี
“หย่าแล้วนางก็จะไปจากที่นี่ ไม่ให้รบกวนสายตาเจ้าอีกแน่” หลี่โม่เทียนพูดเอาใจ
“ไม่ มีข้าต้องไม่มีนาง ไม่ว่าเมืองนี้ แคว้นนี้ หรือชาตินี้ ข้าไม่ต้องการอยู่ร่วมกับนาง” น้ำเสียงนั้นกล่าวจริงจัง หลี่โม่เทียนพยักหน้ารับกอดเจ้าสาวแสนงามไว้ในอ้อมแขน นางจะให้ทำอะไรเขาก็ยอมทั้งนั้น
************************
“โปรดระวังขอรับนายน้อย” เสียงอาไฉ่ที่รับหน้าที่พี่เลี้ยงที่วิ่งตามหลังหยวนเหลียงเจี๋ยบุตรชายคนโตของหยวนไป๋เยี่ยนโหวทำให้ฉู่อวี่หนิงหันไปมองอย่างสนใจซื่อจื่อน้อยสกุลหยวนบัดนี้อายุได้สามขวบปีแล้วกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน หลบหลีกพี่เลี้ยงที่กำลังวิ่งตามอยู่ ข้างกายของนางคือเสี่ยวชิ่งที่กำลังอุ้มท้องได้หกเดือน แม้จะแต่งงานออกเรือนไปแล้วแต่ก็ยังขอมารับใช้ที่จวนสกุลหยวนไม่ยอมห่างจากตนไปไหนท่านโหววัยหนุ่มกำลังอุ้มบุตรีวัยขวบเศษยืนมองบุตรชายที่วิ่งเล่นอยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะถูกมือน้อย ๆ หยิกเข้าที่แก้มของบิดาให้หันมาสนใจตน“หนิงหนิง ดูลูกเจ้าสิ หยิกข้าอีกแล้ว”“ลูกข้าคนเดียวที่ไหน ลูกท่านพี่ก็ด้วย” นางกล่าวพลางหัวเราะเสียงเบา วางสะดึงปักผ้าลงแล้วยื่นมือไปอุ้มบรรพชนน้อยจากสามีนับจากที่หวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเอง บัดนี้ก็ผ่านมาแปดปีแล้ว ชะตาของนางได้เปลี่ยนไป ได้อยู่กับสามีที่แสนดีมีครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ นับว่าเป็นวาสนานักอาไฉ่ที่รับหน้าที่พี่เลี้ยงจำเป็นเดินหอบกลับมา บนหลังคือหยวนเหลียงเจี๋ยที่ทำท่าควบม้าอย่างสนุกสนาน“เยว่เอ๋อร์ ลี่เอ๋อร์ พวกเจ้าพาซื่อจื่อและคุณหน
ในห้องโถง ณ จวนแม่ทัพมู่ตง ห้องโถงซ้ายขวาถูกแยกฝั่งบุรุษกับสตรีโดยมีฉากกั้นเพียงอกเสี่ยวชิ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ แล้วแอบไปกระซิบนายหญิงของตนที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ใน เมื่อนางรับรู้แล้วก็มีสีหน้าที่งงงวยเล็กน้อย ก่อนที่จะหันไปมองมู่ฮูหยินที่ยิ้มแย้มทักทายแขกเหรื่ออยู่ตรงหน้า แล้วหันไปเห็นอาเหรินสาวใช้คนสนิทของนางที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์จึงยิ้มออกมาที่มุมปากโดยยังไม่ได้กล่าวอะไรเมื่อเวลาผ่านไปสักครู่หนึ่งจึงได้หันไปรอบ ๆ แล้วมองโต๊ะที่ว่างเปล่าที่อยู่ข้างมู่ฮูหยิน เป็นโต๊ะสำรับของอันเหม่ยหรงที่เจ้าของโต๊ะยังไม่มาถึง จึงได้เอ่ยถามขึ้นมา“ได้ข่าวว่าท่านแม่ทัพพาสาวงามกลับมา และจะแต่งงานในเดือนหน้านี้แล้ว ข้ายังไม่ได้เจอหน้านางเลย นางไม่สบายหรือไม่” ฉู่อวี่หนิงหันไปถามมู่ฮูหยินนางมองมาที่โต๊ะของว่าที่ฮูหยินรองฉู่ด้วยสายตาที่ลำบากใจ นี่เป็นงานเลี้ยงสำคัญของมู่ตงแท้ ๆ แต่นางก็ยังมาสายเสียได้“นางคงกำลังแต่งตัวอยู่ เดี๋ยวข้าจะให้คนไปตามนาง” กล่าวแล้วมู่ฮูหยินก็เรียกสาวใช้ให้ไปตามอันเหม่ยหรงออกมา เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการขายหน้าสกุลมู่ แม้นางจะยังไม่แต่งเป
ณ จวนแม่ทัพมู่ ฉู่อวี่หนิงมาเยี่ยมหลิวอิงลั่วภรรยาของแม่ทัพมู่ตง ทั้งสองพบรักกันตอนที่เขากำลังสืบเรื่องคดีที่ซีโจวอยู่ และได้แต่งงานกันก่อนที่จะไปรบที่ชายแดนทางเหนือ แต่งงานเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นก็ต้องห่างกัน เมื่อสามีกลับมาก็ยังพาอนุกลับมาด้วย ใบหน้าของนางจึงเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง “สีหน้าของเจ้าดูไม่ดีเลย มีอะไรระบายให้ข้าฟังได้” เมื่อมองใบหน้าเศร้าหมองของมู่ฮูหยินที่วัยไล่เลี่ยกันแล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ชาตินี้คนที่รับเคราะห์แต่งงานกับหลี่โม่เทียนก็คือคุณหนูจาง แล้วคนที่รับเคราะห์ให้สามีมีอนุแทนนางก็คือมู่ฮูหยินผู้นี้ การเปลี่ยนแปลงชะตาของนางทำให้สตรีทั้งสองคนต้องมารับเคราะห์แทน แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้างแต่นางก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว“ข้าสบายดี นี่เทียบเชิญมางานเลี้ยงฉลองที่จวนในอีกหกวัน ข้ากำลังจะให้คนนำไปส่งอยู่พอดี ส่วนงานแต่งงานรับฮูหยินรองเข้าสกุลมู่ ใกล้ถึงวันนั้นข้าจะส่งเทียบเชิญไปให้ท่านอีกที” มู่ฮูหยินกล่าวพร้อมกับนำเทียบเชิญงานฉลองให้“กล่าวเช่นนี้หมายความว่าท่านยินยอมรับนางเข้ามาฮูหยินรองเช่นนั้นหรือ” ฉู่อวี่หนิงถามด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจ เรื่องนี้ใครจะยอมโดยง่าย
หลังจากที่นักโทษกบฏที่หลบหนีถูกสังหารคดีนี้ก็ถูกปิดลงโดยยังไม่มีการไต่สวน สกุลหลี่ที่เหลือถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่ชายแดนไม่ให้กลับมาที่แคว้นฉีอีกส่วนจางเยี่ยนฟางถูกตัดสินไม่ให้ได้รับบทลงโทษ เนื่องจากหยวนไป๋เยี่ยนได้ให้เหตุผลว่านางได้ทำทุกอย่างทำไปเพื่อป้องกันตัวจากภัยที่มาถึง และทุกคนต่างเห็นด้วยกับการตัดสินนั้นก่อนที่จะเดินกลับที่เสียนเป่ย นางร่ำลาฉู่อวี่หนิงและหยวนไป๋เยี่ยน กล่าวขอบคุณจากใจจริง สีหน้านั้นแม้จะดูสดใสขึ้นบ้างแล้วแต่แววตาก็ยังเต็มไปด้วยความเศร้า ก่อนนางจะจากไปฉู่อวี่หนิงได้กระซิบอะไรบางอย่างที่ทำให้นางเผยรอยยิ้มออกมา ก่อนจะขึ้นรถม้าของสกุลจางที่มารับบุตรีพากลับไปโดยมีขบวนทหารไปส่งจนถึงประตูเมืองหยวนไป๋เยี่ยนได้รับความดีความชอบ แม้จะคดีนี้จะจบลงด้วยการที่นักโทษกบฏเสียชีวิตระหว่างการจับกุม แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ทำให้ได้รับการแต่งตั้งยศโหวให้ พร้อมทั้งจวนหลังใหม่ที่พระราชทานให้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างทุกอย่างเป็นไปตามที่ฉู่อวี่หนิงเคยกล่าวเอาไว้ จนเขาเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อ แต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นจริง ในคืนนั้นนางนอนกอดสามีด้วยความสบายใจหลังจากพ้นเร












Rebyu