LOGINระหว่างทางมีหลายคนหันมาสนใจจื่อหราน แต่คนถูกมองเลือกเมินทุกสายตา แสร้งมองออกไปนอกรถ
“เด็กคนนี้ออกจากบ้านคนเดียวเช่นนี้ได้ด้วยหรือ ? ไม่ใช่ว่าหนีออกจากบ้าน?”
“ใครจะไปรู้เล่า ปกติไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้ไม่ค่อยพูดหรือ ? ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกแม่เลี้ยงเอาเปรียบมากขนาดนี้”
“นั้นสิ คนอะไรก็ไม่รู้ยอมให้เอาเปรียบมาตั้งหลายปี แถมยังไม่ค่อยพูดจาใช้ชีวิตอย่างกับคนไม่มีตัวตน”
“เช่นนั้นคงไม่ได้หนีออกจากบ้าน ไม่อย่างนั้นคงนำห่อผ้ามาด้วยไม่ใช่มาแต่ตัว”
“ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรให้หรือ ? เจ้าก็รู้ว่าจิ้นจูปฏิบัติต่อลูกสาวคนโตอย่างไร น้องคนอื่นมักได้ของสวย ๆ งาม ๆ มากมายแต่เด็กคนนี้กับไม่ได้อะไรเลย คิดไปแล้วก็สงสาร แต่ทำยังไงได้เรื่องบ้านคนอื่น ข้าไม่สะดวกใจจะเข้าไปยุ่ง”
รถเทียมลาเคลื่อนตัวไปช้า ๆ มุ่งหน้าสู่ในเมือง ระหว่างเดินทางจื่อหรานได้ยินชาวบ้านหันไปซุบซิบกันเสียงเบาทว่าได้ยินกันทั้งคันรถ ทำเอานางอยากหันกลับไปหาแล้วเอ่ยว่า
ไม่จำเป็นต้องกระซิบก็ได้ข้าได้ยินที่พวกท่านพูดทุกคำ
ทว่าหญิงสาวก็ได้แต่คิด ไม่ได้พูดออกไปจริง ๆ
ผ่านไปราวสองเค่อในที่สุดรถเทียมลาก็หยุดลงเสียที
จื่อหรานก้าวลงจากรถเทียมลาเป็นคนแรก สองขาก้าวยาว มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่คึกคัก
สายตามุ่งมั่นกวาดตามองหาสถานที่เป้าหมาย ก่อนจะเหลือบไปเห็นป้ายประกาศขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
จื่อหรานก้าวเข้าไปใกล้ด้วยใจคาดหวัง และเมื่อสายตามองเห็นตัวอักษรหนักแน่น กวาดตาอ่านอักษรจีนตัวเต็มครบหนึ่งครั้งถึงได้มั่นใจ
มาถูกที่แล้ว
“ข้าต้องการสมัครด้วย”น้ำเสียงใสกระจ่างเอ่ยถามคนนั่งหน้าจวน อีกฝ่ายเหลือบตามองสีหน้าเฉยชา
“ลงข้อมูลตรงนี้ไม่มีการเขียนให้ ต้องเขียนเองทั้งหมด”
หญิงสาวไม่สนใจท่าทางดูถูกกลาย ๆ ของอีกฝ่าย ถึงอย่างไรสาเหตุหลักที่มาสมัครเพราะต้องการหลุดพ้นจากบ้านจื่ออยู่แล้ว แต่หากไม่สามารถหลุดพ้นได้อย่างน้อยก็ได้เงินไปตั้งตัว ถึงตอนนั้นจะทำยังไงต่อไว้คิดหาทางเอาทีหลังอีกที
เจ้าของมือหยาบกร้านหยิบพู่กันบนโต๊ะขึ้นมา ตวัดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษ สิ่งที่ต้องเขียน มีชื่อ อายุ และที่อยู่อาศัย ท่าทางการตวัดพู่กันแสนลื่นไหลของนางทำชายตรงหน้าตาเบิกโพลงตกตะลึงเล็กน้อย
ไม่คิดว่าหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาจะสามารถเขียนตัวอักษรได้ และยิ่งสายตาเหลือบไปเห็นความแน่นหนักของตัวอักษร ยิ่งทำให้เขาตกใจมากกว่าเดิม
นี่ใช่ตัวอักษรที่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดาเขียนขึ้นจริง ๆ หรือ ? ขนาดลูกหลานผู้มีดีฐานะ กระทั่งเหล่าขุนนางบางคนยังไม่สามารถสะท้อนความหนักแน่นเช่นนี้บนตัวอักษรออกมาได้
“เสร็จแล้ว ไม่ทราบว่าคนรับสมัครจะมีจดหมายไปส่งถึงบ้านหรือไม่ ?”
คนถูกถามมัวแต่เหม่อมองตัวอักษรงดงาม ไม่ได้ฟังว่าอีกฝ่ายพูดอะไร
จื่อหรานเลิกคิ้วมองเอ่ยขึ้นมาว่า
“เกี่ยวกับการรับสมัคร”
อีกฝ่ายถึงได้มีสติเข้าใจ ขยับปากเอ่ยอธิบาย ครั้งนี้สีหน้าเขาไม่ได้ดูถูกดูแคลนนางอีกแล้ว
ถึงจะเป็นคนธรรมดาแต่ก็เป็นคนมีความสามารถ อีกอย่างคนธรรมดาที่ไหนจะสามารถสะท้อนความเป็นตัวเองออกมาทางตัวอักษรได้ขนาดนี้
บางทีหญิงสาวตรงหน้าเขาอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด
เขาคิดเองเออเองพลางอธิบายว่า
“หลังปิดรับสมัคร ทางจวนแม่ทัพจะส่งจดหมายเรียกสตรีทุกคนมายังจวน จากนั้นการคัดเลือกจะเริ่มขึ้น”
จื่อหรานพยักหน้าเข้าใจ
“ขอบใจท่านมาก ข้าขอตัวก่อน”
พูดจบก็หันหลังเดินออกมา ไม่ได้สนใจมองเข้าไปในจวน
จื่อหรานจึงไม่รู้ว่ามีคนสองคนกำลังให้ความสนใจในการกระทำของนางอยู่
ดูเหมือนพวกเขาจะพบสตรีผู้แตกต่างเข้าให้แล้ว
ซุนเทียนหยูก้าวมายืนตรงหน้าหญิงสาวผู้มีบรรยากาศแตกต่างจากคนอื่น ทั้งที่ถูกเมินเฉยจากคนมากมาย แต่กับสามารถคงสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ทำเอาเขาที่แอบมองอยู่นานรู้สึกสนใจขึ้นมา จนเกิดเป็นความคาดหวังว่านางจะสามารถผ่านการทดสอบรอบแรกไปได้“ถึงคราเจ้าแล้ว”น้ำเสียงซุนเทียนหยูยังคงนิ่งสงบเช่นเดิม ทว่าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อดี มือทั้งสองข้างของเขากับกำเข้าหากันแน่นนัยน์ตาลุ่มลึกหลุบมองสบนัยน์ตาดำขลับเป็นประกายงดงามชั่วขณะที่สายตาสองคู่ประสานกัน ชายหนุ่มพลันรู้สึกเสมือนรอบข้างหยุดชะงัก เป็นความรู้สึกราวกับจิตวิญญาณถูกดูดให้ตกลงไปในหลุมลึกอันยากจะปีนป่ายเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สัญชาติญาณสัตว์ร้ายกู่ร้องบอกให้เขาระวังเอาไว้ให้ดี“ท่านแม่ทัพ ?”ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเพราะหลังได้สบตาคู่นี้การรับรู้ของเขาพลันบิดเบี้ยวไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของคนข้าง ชายหนุ่มถึงได้มีสติขึ้นมา“เจ้าผ่านแล้ว”เขาเอ่ยออกมาทั้งที่ยังไม่ยอมหลบสายตา“อ่ะ...อื้ม”หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจเผยยิ้มเล็กน้อยส่งไปให้รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยทำซุนเทียนหยูประหลาดใจนางคือคนแรกจากสตรีนับร้อยที่เผยสีหน้าสงสัย แถมยังส่
บรรยากาศเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงใบไม้ไหวเอนตามการพัดผ่านของสายลมซุนเทียนหยูก้าวมาด้านหน้าเผชิญหน้ากับสตรีมากมายผู้มีใจต้องการอยากเกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพ หากไม่ใช่ว่ามารดาขอร้องเขาคงไม่คิดจะมองหาสตรีมาอยู่ข้างกายหญิงสาวแสนบอบบางเหล่านี้ไม่เหมาะกับตนเลยสักนิด มีเรื่องอะไรกระทบจิตใจเพียงเล็กน้อยก็หลั่งน้ำตาแล้วไม่ใช่ว่าซุนเทียนหยูไม่ต้องการแต่งงานเพียงแค่ไม่อยากแต่งงานกับสตรีที่เพียงสบตากันก็หวาดกลัว ภรรยาที่แม้คิดจะมองหน้ายังไม่ได้เขาจะมีไปทำไมกันคนเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องหรือ ? เป็นคู่คอยคิด คอยให้กำลังใจกัน เหมือนเช่นมารดาและบิดาของตนซุนเทียนหยูต้องการคู่ชีวิต ไม่ใช่ไม้ประดับข้างกาย“สิ่งที่ข้าอยากให้พวกเจ้าพิสูจน์มีเพียงอย่างเดียว ทนต่อการจ้องมองของข้าให้ได้ คนที่ทนได้จะถือว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก แล้วหลังจากนั้นข้าจะเลือกสตรีที่เหลือมาแต่งงานกับข้า”จื่อหรานถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจง่ายไปไหม เลือกภรรยานะพี่ไม่ใช่เลือกของใช้ทว่าถึงจะแปลกใจก็หาได้เอ่ยออกไป จื่อหรานคิดว่าดีเสียอีก ไม่ต้องลงแรงทั้งยังไม่ต้องใช้สมองอะไรมากขอแค่จ้องตากับเขาได้ก็พ
การคัดเลือกจวนแม่ทัพไม่ง่ายอย่างที่คิดจริง ๆจื่อหรานนั่งอยู่กลางลานกว้างมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว ทว่านอกจากเหล่าสตรีมากมายที่ก้าวเข้ามา ยังไม่พบเจ้าบ้านเลยสักครั้งมีเพียงนายทหารยืนนิ่งตามจุดต่าง ๆ ของจวน และเหล่าบ่าวรับใช้เดินทำงานกันไปมา บรรดาบ่าวรับใช้จวนแม่ทัพจะเดินยกสำรับของว่างและน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะแต่ละตัวทุกครั้งที่น้ำชาเย็นหรือไม่ก็ของว่างหมดลง ซึ่งโต๊ะหนึ่งตัวนั่งล้อมวงได้ถึงสิบคน นับจากสายตาแล้วมีโต๊ะทั้งหมดสิบสามตัว และมีเพียงหนึ่งตัวที่มีคนนั่งเพียงคนเดียวเป็นโต๊ะของจื่อหรานไม่มีใครอยากเข้าใกล้ รวมถึงไม่มีใครอยากเข้ามาทำความรู้จักหญิงสาวมากมายต่างหลีกหนีด้วยกลัวว่าการเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับคนฐานะต่ำต้อยจะทำให้ตนถูกมองไม่ดี...การต้องมานั่งรอไปนาน ๆ ทำให้ความตื่นเต้นของหญิงสาวมากมายลดน้อยลง มีหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย ไม่ก็เอ่ยพูดคุยซุบซิบกันเสียงเบาถึงสาเหตุที่ปล่อยให้พวกนางรอ ถึงขั้นมีคนกล่าวขึ้นมาว่า“จวนแม่ทัพจะให้พวกเรารอไปจนถึงเมื่อใด ? นี่ไม่ใช่ว่าทุกคนมากันครบแล้วหรือ ? ควรเริ่มการคัดเลือกได้แล้ว”เสียงของนางไม่ดังมากนักจึงมีเพียงคนโต๊ะข้าง ๆ ไม่กี่คน
“เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้”คนเอ่ยถามคือชายส่งจดหมาย วันนี้เขาได้รับหน้าที่ตรวจสอบผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดจื่อหรานยิ้มให้คนเอ่ยทัก หยิบจดหมายแสดงตัวให้อีกฝ่ายชายหนุ่มตรงหน้าตรวจดูทั้งที่จำหน้าจื่อหรานได้ ที่ทำเช่นนี้เพื่อป้องกันคำครหาจากผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆหลังยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จื่อหรานถึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปในจวน เพียงฝีเท้าก้าวผ่านธรณีประตูสายตาไม่เป็นมิตรมากมายพลันมุ่งตรงมาผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆ ต่างแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ออกมาอย่างชัดเจน และยังมีหลายคนจับกลุ่มพูดคุยกันคนที่อยู่เป็นกลุ่มคงจะรู้จักกันมาก่อนสินะหญิงสาวคิดใจในพลางมองหาที่นั่งเมื่อพบแล้วจึงเดินเข้าไปหวังหย่อนตัวนั่ง“มีคนไม่เจียมตัวกล้ามารับการคัดเลือกด้วยหรือนี่ คงไม่ได้หลงระเริงในตัวเองคิดว่าจะได้รับเลือกด้วยสภาพเช่นนั้นใช่ไหม”“คงเป็นสตรีบ้านยากจนอยากได้เงินหนึ่งตำลึงทองนะสิ ไม่เช่นนั้นคงไม่ใจกล้าเข้ามาในสถานที่สูงส่งเช่นนี้”“หึ คนบางคนก็น่าสงสารเกิดมาคงไม่เคยเจอเงินหนึ่งตำลึงทอง ถึงได้พยายามขวานขวายให้ได้มาแม้จะต้องแลกด้วยความอับอายของตนก็ตาม”จื่อหรานทำเมินเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น
ด้วยความช่วยเหลือจากหญิงชาวบ้านวัยสามสิบตอนต้น จื่อหรานจึงมีที่ให้ซุกหัวนอนสำหรับหนึ่งคืนและคนรู้จักเพิ่มขึ้นมาสองคนบ้านของหวังซานซือมีอยู่ด้วยกันสองคน คือตัวนางและบุตรชายตัวน้อยวัยหกปี เด็กน้อยขี้อายที่พึ่งเสียบิดาไปเมื่อต้นปีที่แล้วการใช้ชีวิตร่วมกันหนึ่งคืนทำให้จื่อหรานได้รู้ว่าใจจริงของหวังซานซือไม่ใช่คนเลวร้าย อีกฝ่ายสงสารและเห็นใจนางจริง ส่วนสาเหตุของความสงสารนั้นไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมาจากความเห็นใจซึ่งเกิดหลังจากสามีตายแล้วบุตรชายต้องกำพร้าพ่อ หรือเป็นเพราะคาดหวังหลังได้เห็นจดหมายจากจวนแม่ทัพกันแน่ทว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จื่อหรานก็รู้สึกขอบคุณในความมีน้ำใจของหวังซานซือ“รับไปสิถือว่าเป็นความช่วยเหลือเล็กน้อยจากข้า”จื่อหรานมองเงินจำนวนหนึ่งร้อยอีแปะตรงหน้า เงยหน้ามองหวังซานซือคล้ายเข้าใจความหมายจากสายตาหวังซานซือจึงยิ้มบางพลางเอ่ย“ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ข้าเพียงต้องการมอบให้ไม่คิดถือเป็นบุญคุณ”จื่อหรานดึงสายตากลับมามองมืออีกครั้งหนึ่ง เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นการหยิบยื่นสิ่งที่ต้องการในยามยาก ตัวนางต้องการเงินจริง ๆ เพราะเงินที่ได้จากการฉกฉวยจิ้นจูหมดลงไปกับการเดินทางในครั้งน
คราวนี้เป็นพวกเขาที่พูดไม่ออก หญิงสาวไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เอ่ยขึ้นมาอีกว่า“เพียงคำพูดประโยคเดียวของลูกในไส้ บอกว่าข้ารังแกท่านก็ติดป้ายหาว่าข้าเป็นคนใจร้าย ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แถมยังไม่รู้ด้วยว่าข้ารังแกนางจริงหรือไม่ แต่ขอแค่เป็นคำพูดจากปากลูกของท่าน ท่านถึงเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา และตราหน้าว่าข้าไม่ดี”“ข้าขอถามหน่อย ข้าเคยทำอะไรไม่ดีด้วยหรือ ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่มีเพียงพวกท่านหรือที่เอาเปรียบข้า กินข้าวก็กินเหมือนกัน แต่เหตุใดงานที่ข้าได้รับถึงได้มากมายและหนักกว่าลูก ของพวกท่าน โตจนสุนัขกัดตูดไม่ถึงแล้วยังเอาเปรียบข้าไม่หยุดอีก จะรักลูกตัวเองมากกว่าลูกคนอื่นก็ขอมีขอบเขตเสียบ้าง ไม่ใช่ว่าเพราะข้าไม่พูดอะไรถึงได้เอาเปรียบกันไม่หยุด”จื่อหรานหันไปหาจื่อเกา จ้องมองอีกฝ่าย เอ่ยคำพูดที่ทำให้คนฟังใจกระตุก“ข้าขอถามท่านหน่อยเถิด ท่านยังคิดว่าข้าเป็นลูกท่านหรือไม่ ?”“...”จื่อเกาพูดไม่ออก สายตาของบุตรสาวในวันนี้ทำชายวัยกลางคนใจหวิว รู้สึกได้ถึงความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความเงียบของเขาคือคำตอบจื่อหรานหัวเราะในลำคอ จ้องมองพวกเขา“พวกท่านรู้จักคำนี้ไหม สุนัขที่มันจนตรอกม







