เข้าสู่ระบบ“จื่อหรานฉันทำผู้หญิงคนนี้ท้อง” คือคำพูดของชายที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้
ดูเพิ่มเติมหลินเซี่ยวอีนอนหลับไม่ได้สตินานสองวัน ตลอดสองวันที่ผ่านมาเย่ฝานช่วยป้อนยาให้ คอยอยู่เคียงข้างไม่ห่างกายทั้งเช้าเย็น เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการเช็ดตัวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แม่ทัพหนุ่มก็เต็มใจทำให้ทั้งที่ไม่คุ้นชินจวบจนเช้าวันที่สองคนซึ่งเป็นสาเหตุให้หัวใจของเย่ฝานห่วงพะวงก็ลืมตาขึ้นมาเสียที“ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว” เย่ฝานมีปฏิกิริยาทันที ขยับเข้ามานั่งขอบเตียงยื่นมือไปกุมมือหลินเซี่ยวอีเอาไว้คนป่วยมองสีหน้าห่วงหาเป็นกังวล ก็ได้แต่อมยิ้มเล็กน้อย ร่างกายยังเหนื่อยอ่อนไม่มีแรงอยู่บ้าง แต่ก็สามารถขยับกายได้เล็กน้อย“หิวน้ำหรือไม่?”หลินเซี่ยวอีพยักหน้า เย่ฝานพยุงคนรักให้กึ่งนั่งกึ่งนอนหันไปเทน้ำลงในถ้วยใบเล็กแล้วป้อนให้ถึงปากหลินเซี่ยวอีจ้องมองทุกการกระทำของสามี หัวใจดวงน้อยถูกอาบชโลมด้วยแสงแดดอ่อน ๆ“ข้าหลับไปนานหรือไม่”“เจ้าหลับไปสองวันเต็ม เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันที่ข้าเปิดประตูเข้ามาเห็นเจ้าเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ข้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกกระชากออกไปบีบจนแตกละเอียด ฮูหยินเจ้าอย่าได้เจ็บป่วยเช่นนี้อีก หัวใจดวงน้อย ๆ ของข้ายากจะรับไหว” เย่ฝานไม่ว่าเปล่า โอบประคองภรรยาเข้าสู่อ้อมกอด
“ท่านพี่ข้าหาได้หมายความเช่นนั้นข้าเพียงมิต้องการให้บุรุษอื่นเข้าเรือนนอนของข้ากับท่าน”“ท่านพี่เป็นเช่นที่พี่เวยอีซือกล่าว ท่านพี่มิควรหะ...”“หากพวกเจ้ายังมิเงียบปากข้าจะสั่งให้บ่าวนำผ้ามาอุดปากของพวกเจ้าเสีย”เวยอีซือก้มหน้า สองมือซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่น ปลายนิ้วจิกลงบนผิวเนื้อจนเลือดซึมออกมา แต่กลับไม่แสดงสีหน้าเจ็บปวดนางทำสิ่งใดผิดกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมานางทำหน้าที่ภรรยาได้เป็นอย่างดี ไม่เคยเข้าไปสร้างความรำคาญให้ ไม่แม้กระทั่งอ้อนวอนขอความรักจากเขา นางที่ไม่เคยทำอันใดผิด เหตุใดเย่ฝานถึงไม่เคยหันมามองนางสักครั้งความดีที่นางคอยดูแลจวนไม่มีผลต่อจิตใจบุรุษผู้นี้เลยหรือเวยอีซือเงียบคำไม่พูดจา แตกต่างจากหยางลู่ฉีที่มักจะแสดงอารมณ์ออกมาตรง ๆ นางถูกชายผู้เป็นที่รักดูหมิ่นครั้งแล้วครั้งเล่า ตัวนางไม่ยินยอม ตวัดสายตาโกรธเกรี้ยวมองกลับไป“ท่านพูดเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!! ข้ามิใช่ภรรยาท่านหรือ ข้าเองก็เป็นภรรยาท่านเช่นกัน เหตุใดท่านถึงได้ปฏิบัติต่อข้าแตกต่างจากสตรีผู้นั้น ท่านลำเอียง ไม่มีความยุติธรรม ทำไมถึงไม่รักข้าบ้าง ข้ารักท่านเพียงใดท่านเองก็รู้มิใช่หรือ แค่เพียงเล็กน้อย
คนในจวนทั้งหมดถูกเรียกให้มารวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ ตรงหน้าเหนือขึ้นไปคือเจ้าตระกูลผู้มีบรรยากาศกดดัน ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าขึ้นไปสบดวงตาสีดำราวกับหลุมลึกคู่นั้น คนที่รู้ว่าถูกเรียกมาเพราะเหตุใดเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ส่วนคนที่ไม่รู้ก็ได้แต่หวาดกลัวว่าแรงอารมณ์จะหลงมายังพวกตนข้างกันไม่ไกลมีชายฉกรรจ์ร่างกายสูงใหญ่สามคนถูกจับให้นั่งคุกเข่า พวกเขามีท่าทีไม่ยินยอมต้องการขัดขืนแต่พอดวงตาดำสนิทน่ากลัวหันมองมาเป็นต้องสะดุ้งตัวโยนก้มหน้าหงุดไม่กล้าสบตาสายตาคู่นั่นมีประกายต้องการฆ่าแต่งแต้มเอาไว้อยู่“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเรียกตัวพวกเจ้ามาด้วยเรื่องใด”“...”“ข้าจะถามอีกครั้ง รู้หรือไม่ว่าข้าเรียกมาด้วยเรื่องอันใด” ครานี้ไม่มีใครเงียบ แม้เสียงท่านแม่ทัพจะเรียบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์แต่กลับคนที่คุ้นเคยล้วนรับรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจาแค่บรรยากาศรอบตัวก็ทำเอาหายใจไม่ออก“ข้าไม่รู้ขอรับ / ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ” หลายเสียงประสานกัน แต่มีอยู่สองคนที่ไม่เอ่ยอะไรออกมา ทำเพียงก้มหน้ามองพื้นเย่ฝานหันไปมองพวกนางทั้งสอง“อนุทั้งสองพวกเจ้ารู้หรือไม่” คนถูกเรียกถึงกับสะดุ้ง“ไม่ทราบเจ้าค่ะ / ไม่ทราบเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นห
หลินเซี่ยวอีมองสำรับดวงตามีประกายอารมณ์วาบผ่าน มือเรียวสวยจับตะเกียบคีบอาหารเข้าปากเรื่อย ๆ ผ่านไปคำที่สามหลินเซี่ยวอีก็กระอักเลือดออกมาคำโต ข้าวของบนโต๊ะตกลงพื้น เกิดเสียงดังขึ้นในห้อง“ฮูหยินเป็นอันใดหรือไม่ขอรับ!!” องครักษ์หนุ่มเอ่ยถามแต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เขาคิดที่จะเรียกอีกครั้งแต่ถูกฝ่ามือหนาขวางเอาไว้ก่อนเย่ฝานที่พึ่งกลับจากว่าราชการทันได้ยินเสียงร้อนรนขององครักษ์ จังหวะการก้าวเดินจึงรวดเร็วขึ้น เพียงชั่วอึดใจก็เดินมาหยุดหน้าห้องขวางองครักษ์เอาไว้แล้วเป็นฝ่ายเปิดประตูเข้าไปภาพตรงหน้าทำแม่ทัพหนุ่มใจกระตุก สตรีผู้เป็นที่รักใบหน้าซีดเซียว มุมปากมีรอยเลือด มือข้างที่ยกขึ้นมามีเลือดกองอยู่ด้านใน ชุดสีฟ้าสวยงามถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงเป็นดวง ๆดวงตาซึ่งเคยเป็นประกายสดใสหม่นแสงลงเขาไม่สนใจถ้วยชามซึ่งหล่นลงพื้นแตกเป็นเสี่ยง สะเก็ดกระเด็นไปทั่ว สายตาจดจ้องเพียงใบหน้าสตรีผู้เป็นที่รัก ก้าวขาเข้าไปใกล้ เอ่ยเสียงเหี้ยม“ไปตามหมอมา และกักบริเวณคนในจวนให้หมดอย่าให้ใครออกไปด้านนอก!!!”“ขอรับ” องครักษ์รีบร้อนออกไป แต่ไม่นานก็มีคนวิ่งเข้ามาหาเย่ฝาน“มีอันใด”“ท่านแม่ทัพมีคนมาขอพบฮูหยินขอรั












ความคิดเห็น