LOGIN“จื่อหรานเจ้าทำอะไรของเจ้า หายป่วยแล้วไม่ใช่หรือ ออกมาทำอาหารให้คนอื่นในบ้านกินได้แล้ว จะได้ออกไปทำงาน”เสียงปวดแก้วหูของแม่เลี้ยงดังขึ้นพร้อมบานประตูเปิดออก จื่อหรานคนใหม่มองกลับไปด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
บ้านแบบนี้คงต้องหาช่องทางหนีออกไปจะได้ที่สุด ไม่อย่างนั้นชีวิตเธอได้วนเวียนอยู่กับการเอารัดเอาเปรียบไม่หยุดไม่หย่อนแน่ ๆ
หญิงสาวตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะพร้อมหยัดตัวลุกขึ้นยืน เดินออกไปทำอาหารให้คนทั้งบ้าน ภายใต้สายตาจับจ้องมาด้วยความสงสัย
...
“ท่านแม่เมื่อวานตอนข้าออกไปเล่นกับหลัวลั่วได้ยินแม่ของนางพูดว่าจวนแม่ทัพกำลังเปิดรับสมัครภรรยาให้บุตรชาย ท่านแม่ ท่านว่าข้าไปสมัครดีหรือไม่เจ้าคะ ?”เด็กสาวเอ่ยยิ้ม ๆ ใบหน้าขัดเขิน
“แม่ว่าก็ดีเหมือนกันนะ หน้าตาเจ้าออกจะสะสวย เกิดถูกตาต้องใจท่านแม่ทัพเข้าครอบครัวเราคงได้สบายกันทั้งบ้าน”
“ท่านแม่น้องพึ่งอายุสิบสิบสองอีกตั้งสามปีจะถึงวัยแต่งงานจวนแม่ทัพจะรับน้องหรือขอรับ”จื่อหมิงบุตรชายคนโตเอ่ยกับมารดา พวกเขานั่งพูดคุยกันบนแคร่หน้าบ้าน ซึ่งข้าง ๆ แคร่เป็นห้องครัวไว้ทำอาหาร จื่อหรานที่ยืนทำอาหารอยู่ข้างในเงี่ยหูฟังพวกเขาพูดคุยกัน
พึ่งอายุสิบสองแต่กับคิดเรื่องแต่งงานแล้ว คนสมัยนี้รวดเร็วกันจริง ๆ ทว่าคิดอีกมุมหนึ่งคงพูดได้ว่าเป็นปกติสำหรับคนยุคนี้
เด็กอายุสิบห้าถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว
หญิงสาวคิดพลางเงี่ยหูฟังต่อ บางทีอาจจะมีช่องทางให้นางหาโอกาสออกจากบ้านหลังนี้ปรากฏออกมา
“เจ้าก็อย่าพึ่งพูดขัดน้องให้มากนัก หากเข้าตาจริงก็ใช่ว่าจะหมั้นกันก่อนไม่ได้ นอกเสียจากว่าจวนแม่ทัพจะกำหนดช่วงอายุของคนรับสมัคร”
“แต่ท่านแม่ไม่ใช่ว่าท่านแม่ทัพมีข่าวว่าหน้าตาอัปลักษณ์หรอกหรือ ? ทั้งยังมีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต เกิดลี่เอ๋อร์ได้ตบแต่งกับท่านแม่ทัพจริงจะไม่เป็นอันตรายหรือ ?”
“จื่อหมิง เจ้านี่ก็คิดไกลไป ลูกคิดจริงหรือว่าจวนแม่ทัพจะกล้าทำเรื่องที่จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงจวน พวกเขาย่อมต้องดูแลลี่เอ๋อร์ของพวกเราดีแน่ ๆ รวมถึงดูแลครอบครัวฝั่งภรรยาดีด้วย”จิ้นจูหยุดพูดชั่วขณะก่อนเอ่ยขึ้นมาอีกว่า
“ไม่ใช่ว่าเบี้ยรายเดือนของฮูหยินคือสิบตำลึงทองหรือ ? เงินมากมายขนาดนั้นสามารถทำให้ครอบครัวเราสุขสบายได้ แล้วก็นะถึงจะไม่ได้แต่งแม่ก็ยังได้ยินมาว่าคนที่เข้ารับสมัครจะได้รับเงินหนึ่งตำลึงทอง ! ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือแม่ไม่รู้แล้ว”
ตอนแรกจื่อหรานไม่ได้สนใจมากนักแต่พอได้ยินว่าเบี้ยรายเดือนคือสิบตำลึงทองหญิงสาวถึงกับหูพึ่งขึ้นมา หากมีเงินมากขนาดนั้นนางสามารถนำเงินมาตั้งตัวได้ แถมดูแล้วครอบครัวนี้คงหวาดกลัวคนมีอำนาจแน่ ๆ
การจะหนีจากบ้านนี่ได้โดยไม่ต้องตกเป็นทาสมีอยู่ไม่กี่ทางเลือก
หนึ่งคือเจ้าบ้านยอมเขียนหนังสือแยกบ้านให้ สองคือแต่งเข้าบ้านสามี หากแยกบ้านไปอยู่เองไม่มีหนังสือยอมรับหลังถูกจับได้จะถูกส่งไปเป็นทาส !
ด้วยเหตุนี้พอตัดความเป็นไปได้ข้อแรกไปจะเหลือเพียงข้อสองที่สามารถทำได้ ทว่าหากแต่งงานกับคนฐานะเหมือน ๆ กันครอบครัวจื่อไม่มีทางปล่อยให้นางใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแน่นอน
พวกเขาคงพยายามเอาเปรียบครอบครัวสามีนางเหมือนที่ทำกับนางมาตลอด แต่หากได้แต่งเข้าจวนแม่ทัพบางทีเรื่องราวอาจจะง่ายขึ้นมาก
แม้ใจจะไม่ได้ต้องการแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ แต่เพื่อความอยู่รอดจื่อหรานคิดว่าความคิดนี้ของตนก็ไม่เลว
บางทีจวนแม่ทัพอาจจะไม่ได้เลวร้าย และถึงจะเลวร้ายคงไม่เท่าบ้านหลังนี้ อีกอย่างก่อนถึงขั้นนั้นพวกเขาก็คงจะมีการคัดเลือกสะใภ้ นางยังมีเวลาสอดส่องดูว่าจวนแม่ทัพเป็นเช่นไร
แม้สุดท้ายจะไม่ได้อย่างน้อยก็ยังพอมีเงินจากการเข้ารับสมัคร
จื่อหรานครุ่นคิดในใจเงียบ ๆ พลางขยับมือทำอาหารให้คนทั้งห้ากิน
ซุนเทียนหยูก้าวมายืนตรงหน้าหญิงสาวผู้มีบรรยากาศแตกต่างจากคนอื่น ทั้งที่ถูกเมินเฉยจากคนมากมาย แต่กับสามารถคงสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ทำเอาเขาที่แอบมองอยู่นานรู้สึกสนใจขึ้นมา จนเกิดเป็นความคาดหวังว่านางจะสามารถผ่านการทดสอบรอบแรกไปได้“ถึงคราเจ้าแล้ว”น้ำเสียงซุนเทียนหยูยังคงนิ่งสงบเช่นเดิม ทว่าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อดี มือทั้งสองข้างของเขากับกำเข้าหากันแน่นนัยน์ตาลุ่มลึกหลุบมองสบนัยน์ตาดำขลับเป็นประกายงดงามชั่วขณะที่สายตาสองคู่ประสานกัน ชายหนุ่มพลันรู้สึกเสมือนรอบข้างหยุดชะงัก เป็นความรู้สึกราวกับจิตวิญญาณถูกดูดให้ตกลงไปในหลุมลึกอันยากจะปีนป่ายเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สัญชาติญาณสัตว์ร้ายกู่ร้องบอกให้เขาระวังเอาไว้ให้ดี“ท่านแม่ทัพ ?”ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเพราะหลังได้สบตาคู่นี้การรับรู้ของเขาพลันบิดเบี้ยวไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของคนข้าง ชายหนุ่มถึงได้มีสติขึ้นมา“เจ้าผ่านแล้ว”เขาเอ่ยออกมาทั้งที่ยังไม่ยอมหลบสายตา“อ่ะ...อื้ม”หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจเผยยิ้มเล็กน้อยส่งไปให้รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยทำซุนเทียนหยูประหลาดใจนางคือคนแรกจากสตรีนับร้อยที่เผยสีหน้าสงสัย แถมยังส่
บรรยากาศเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงใบไม้ไหวเอนตามการพัดผ่านของสายลมซุนเทียนหยูก้าวมาด้านหน้าเผชิญหน้ากับสตรีมากมายผู้มีใจต้องการอยากเกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพ หากไม่ใช่ว่ามารดาขอร้องเขาคงไม่คิดจะมองหาสตรีมาอยู่ข้างกายหญิงสาวแสนบอบบางเหล่านี้ไม่เหมาะกับตนเลยสักนิด มีเรื่องอะไรกระทบจิตใจเพียงเล็กน้อยก็หลั่งน้ำตาแล้วไม่ใช่ว่าซุนเทียนหยูไม่ต้องการแต่งงานเพียงแค่ไม่อยากแต่งงานกับสตรีที่เพียงสบตากันก็หวาดกลัว ภรรยาที่แม้คิดจะมองหน้ายังไม่ได้เขาจะมีไปทำไมกันคนเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องหรือ ? เป็นคู่คอยคิด คอยให้กำลังใจกัน เหมือนเช่นมารดาและบิดาของตนซุนเทียนหยูต้องการคู่ชีวิต ไม่ใช่ไม้ประดับข้างกาย“สิ่งที่ข้าอยากให้พวกเจ้าพิสูจน์มีเพียงอย่างเดียว ทนต่อการจ้องมองของข้าให้ได้ คนที่ทนได้จะถือว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก แล้วหลังจากนั้นข้าจะเลือกสตรีที่เหลือมาแต่งงานกับข้า”จื่อหรานถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจง่ายไปไหม เลือกภรรยานะพี่ไม่ใช่เลือกของใช้ทว่าถึงจะแปลกใจก็หาได้เอ่ยออกไป จื่อหรานคิดว่าดีเสียอีก ไม่ต้องลงแรงทั้งยังไม่ต้องใช้สมองอะไรมากขอแค่จ้องตากับเขาได้ก็พ
การคัดเลือกจวนแม่ทัพไม่ง่ายอย่างที่คิดจริง ๆจื่อหรานนั่งอยู่กลางลานกว้างมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว ทว่านอกจากเหล่าสตรีมากมายที่ก้าวเข้ามา ยังไม่พบเจ้าบ้านเลยสักครั้งมีเพียงนายทหารยืนนิ่งตามจุดต่าง ๆ ของจวน และเหล่าบ่าวรับใช้เดินทำงานกันไปมา บรรดาบ่าวรับใช้จวนแม่ทัพจะเดินยกสำรับของว่างและน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะแต่ละตัวทุกครั้งที่น้ำชาเย็นหรือไม่ก็ของว่างหมดลง ซึ่งโต๊ะหนึ่งตัวนั่งล้อมวงได้ถึงสิบคน นับจากสายตาแล้วมีโต๊ะทั้งหมดสิบสามตัว และมีเพียงหนึ่งตัวที่มีคนนั่งเพียงคนเดียวเป็นโต๊ะของจื่อหรานไม่มีใครอยากเข้าใกล้ รวมถึงไม่มีใครอยากเข้ามาทำความรู้จักหญิงสาวมากมายต่างหลีกหนีด้วยกลัวว่าการเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับคนฐานะต่ำต้อยจะทำให้ตนถูกมองไม่ดี...การต้องมานั่งรอไปนาน ๆ ทำให้ความตื่นเต้นของหญิงสาวมากมายลดน้อยลง มีหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย ไม่ก็เอ่ยพูดคุยซุบซิบกันเสียงเบาถึงสาเหตุที่ปล่อยให้พวกนางรอ ถึงขั้นมีคนกล่าวขึ้นมาว่า“จวนแม่ทัพจะให้พวกเรารอไปจนถึงเมื่อใด ? นี่ไม่ใช่ว่าทุกคนมากันครบแล้วหรือ ? ควรเริ่มการคัดเลือกได้แล้ว”เสียงของนางไม่ดังมากนักจึงมีเพียงคนโต๊ะข้าง ๆ ไม่กี่คน
“เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้”คนเอ่ยถามคือชายส่งจดหมาย วันนี้เขาได้รับหน้าที่ตรวจสอบผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดจื่อหรานยิ้มให้คนเอ่ยทัก หยิบจดหมายแสดงตัวให้อีกฝ่ายชายหนุ่มตรงหน้าตรวจดูทั้งที่จำหน้าจื่อหรานได้ ที่ทำเช่นนี้เพื่อป้องกันคำครหาจากผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆหลังยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จื่อหรานถึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปในจวน เพียงฝีเท้าก้าวผ่านธรณีประตูสายตาไม่เป็นมิตรมากมายพลันมุ่งตรงมาผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆ ต่างแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ออกมาอย่างชัดเจน และยังมีหลายคนจับกลุ่มพูดคุยกันคนที่อยู่เป็นกลุ่มคงจะรู้จักกันมาก่อนสินะหญิงสาวคิดใจในพลางมองหาที่นั่งเมื่อพบแล้วจึงเดินเข้าไปหวังหย่อนตัวนั่ง“มีคนไม่เจียมตัวกล้ามารับการคัดเลือกด้วยหรือนี่ คงไม่ได้หลงระเริงในตัวเองคิดว่าจะได้รับเลือกด้วยสภาพเช่นนั้นใช่ไหม”“คงเป็นสตรีบ้านยากจนอยากได้เงินหนึ่งตำลึงทองนะสิ ไม่เช่นนั้นคงไม่ใจกล้าเข้ามาในสถานที่สูงส่งเช่นนี้”“หึ คนบางคนก็น่าสงสารเกิดมาคงไม่เคยเจอเงินหนึ่งตำลึงทอง ถึงได้พยายามขวานขวายให้ได้มาแม้จะต้องแลกด้วยความอับอายของตนก็ตาม”จื่อหรานทำเมินเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น
ด้วยความช่วยเหลือจากหญิงชาวบ้านวัยสามสิบตอนต้น จื่อหรานจึงมีที่ให้ซุกหัวนอนสำหรับหนึ่งคืนและคนรู้จักเพิ่มขึ้นมาสองคนบ้านของหวังซานซือมีอยู่ด้วยกันสองคน คือตัวนางและบุตรชายตัวน้อยวัยหกปี เด็กน้อยขี้อายที่พึ่งเสียบิดาไปเมื่อต้นปีที่แล้วการใช้ชีวิตร่วมกันหนึ่งคืนทำให้จื่อหรานได้รู้ว่าใจจริงของหวังซานซือไม่ใช่คนเลวร้าย อีกฝ่ายสงสารและเห็นใจนางจริง ส่วนสาเหตุของความสงสารนั้นไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมาจากความเห็นใจซึ่งเกิดหลังจากสามีตายแล้วบุตรชายต้องกำพร้าพ่อ หรือเป็นเพราะคาดหวังหลังได้เห็นจดหมายจากจวนแม่ทัพกันแน่ทว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จื่อหรานก็รู้สึกขอบคุณในความมีน้ำใจของหวังซานซือ“รับไปสิถือว่าเป็นความช่วยเหลือเล็กน้อยจากข้า”จื่อหรานมองเงินจำนวนหนึ่งร้อยอีแปะตรงหน้า เงยหน้ามองหวังซานซือคล้ายเข้าใจความหมายจากสายตาหวังซานซือจึงยิ้มบางพลางเอ่ย“ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ข้าเพียงต้องการมอบให้ไม่คิดถือเป็นบุญคุณ”จื่อหรานดึงสายตากลับมามองมืออีกครั้งหนึ่ง เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นการหยิบยื่นสิ่งที่ต้องการในยามยาก ตัวนางต้องการเงินจริง ๆ เพราะเงินที่ได้จากการฉกฉวยจิ้นจูหมดลงไปกับการเดินทางในครั้งน
คราวนี้เป็นพวกเขาที่พูดไม่ออก หญิงสาวไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เอ่ยขึ้นมาอีกว่า“เพียงคำพูดประโยคเดียวของลูกในไส้ บอกว่าข้ารังแกท่านก็ติดป้ายหาว่าข้าเป็นคนใจร้าย ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แถมยังไม่รู้ด้วยว่าข้ารังแกนางจริงหรือไม่ แต่ขอแค่เป็นคำพูดจากปากลูกของท่าน ท่านถึงเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา และตราหน้าว่าข้าไม่ดี”“ข้าขอถามหน่อย ข้าเคยทำอะไรไม่ดีด้วยหรือ ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่มีเพียงพวกท่านหรือที่เอาเปรียบข้า กินข้าวก็กินเหมือนกัน แต่เหตุใดงานที่ข้าได้รับถึงได้มากมายและหนักกว่าลูก ของพวกท่าน โตจนสุนัขกัดตูดไม่ถึงแล้วยังเอาเปรียบข้าไม่หยุดอีก จะรักลูกตัวเองมากกว่าลูกคนอื่นก็ขอมีขอบเขตเสียบ้าง ไม่ใช่ว่าเพราะข้าไม่พูดอะไรถึงได้เอาเปรียบกันไม่หยุด”จื่อหรานหันไปหาจื่อเกา จ้องมองอีกฝ่าย เอ่ยคำพูดที่ทำให้คนฟังใจกระตุก“ข้าขอถามท่านหน่อยเถิด ท่านยังคิดว่าข้าเป็นลูกท่านหรือไม่ ?”“...”จื่อเกาพูดไม่ออก สายตาของบุตรสาวในวันนี้ทำชายวัยกลางคนใจหวิว รู้สึกได้ถึงความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความเงียบของเขาคือคำตอบจื่อหรานหัวเราะในลำคอ จ้องมองพวกเขา“พวกท่านรู้จักคำนี้ไหม สุนัขที่มันจนตรอกม







