Masukหนึ่งแดง หนึ่งขาว ใต้มีหุบเขาอัคคี เหนือคือธารน้ำแข็ง สองนางมารไร้เทียมทานแห่งวังบุปผา ผู้ครอบครองกระบี่หั่วซาน และพัดปิงเหอ ณ หวงยี่ซาน ดินแดนแห่งขุนเขาและเหล่ายอดฝีมือ เยว่ป่ายเหอ นางมารน้ำแข็งผู้เย็นชาฉลาดเฉลียว หญิงสาวมีอันต้องตกลงไปกับดักแสนอันตรายของกลุ่มคนปริศนา พร้อมกันนั้นนางยังมีภาระตัวเป็น ๆ อย่าง หลี่เทียนเสียง คุณชายรองที่ร่างกายอ่อนแอ ไม่มีแรงแม้กระทั่งฆ่าไก่ หนึ่งยอดยุทธ์หญิง กับอีกหนึ่งบุรุษผู้ปราดเปรื่องร่วมมือกันไขปริศนา แต่ถึงอย่างนั้นสี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ทั้งสองไหนเลยจะคิดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นคนใกล้ตัว ทั้งยังเป็นผู้ที่สร้างรอยแผลและความเจ็บปวดให้คนทั้งสองได้มากที่สุด
Lihat lebih banyak“กรี๊ด!!” เสียงกรีดร้องของสาวใช้ดังขึ้น ทำให้เหล่าผู้คุ้มกันคฤหาสน์ตื่นตัว เสียงฝีเท้าสับสนวิ่งตรงไปยังต้นเสียง ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก กระนั้นไม่นานผู้คุ้มกันคฤหาสน์ก็สามารถควบคุมเหตุการณ์ ให้กลับมาสงบได้อย่างรวดเร็ว
เว้นก็แต่...
“เกิดอะไรขึ้น” พ่อบ้านหม่าเอ่ยถามองครักษ์ที่บัดนี้มาถึงที่เกิดเหตุ
“เรียนท่านพ่อบ้าน มีคนร้ายบุกเข้ามาสังหารคนภายในคฤหาสน์ขอรับ”
“เป็นผู้ใด” พ่อบ้านหม่าขมวดคิ้วมองไปยังร่างสองร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่บนทางเดินใกล้กำแพง ข้าง ๆ กันนั้นยังมีสาวใช้นางหนึ่ง นั่งตัวสั่นงันงก เดาว่านางก็คือเจ้าของเสียงกรีดร้องเมื่อครู่ และเป็นผู้ที่เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียว
“เมื่อครู่เป็นเจ้าหรือที่กรีดร้อง” พ่อบ้านหม่าเพิ่งจะถามจบ เสียงฝีเท้าของคนหลายคนก็ใกล้เข้ามา เขาหมุนกายไปยังต้นเสียง ก่อนต้องขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ เพราะผู้ที่เพิ่งมาถึงไม่พูดไม่จา กลับพุ่งตรงไปยังร่างแน่นิ่งที่นอนจมกองเลือดอยู่
“ฮูหยินเกิดอะไรขึ้น ใคร! มันผู้ใด! ฮูหยินเจ้าลืมตามองข้า ลืมตาสิ เป็นใครกันเป็นใครที่กล้าลงมือกับคนสกุลโจว ไม่! ฮูหยินเจ้าลืมตามองข้า” โจวจิ้งเหล่ยตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความโศกเศร้า
เขากวาดสายตาโกรธแค้นและอาฆาตมาดร้ายไปยังผู้คนโดยรอบ แขนสองข้างกอดร่างไร้ลมหายใจของเซียวฟู่หรง โดยไม่รังเกียจว่าคราบเลือดจะเปรอะเปื้อนไปยังร่างของตน
ยังไม่ทันที่พ่อบ้านหม่าจะได้เอ่ยปาก เสียงตะโกนด้วยความทุกข์ระทมพลันดังขึ้นอีกครั้ง เกาซวี่ไห่พุ่งปราดเข้าไปยังร่างที่นอนไร้ลมหายใจของบุตรชาย
“ชิงหลิว เหตุใดจึงเป็นเจ้า ผู้ใดกล้าลงมือกับบุตรชายข้า!!”
ท่ามกลางความกดดันของตระกูลใหญ่ซึ่งมีอิทธิพลต่อยุทธภพ ตระกูลหม่าผู้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดงานชุมนุม เพื่อคัดเลือกเจ้ายุทธภพคนต่อไป ต้องรับมือกับคำถามมากมายที่ตามมา
คฤหาสน์ตระกูลหม่าเป็นสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งซึ่งมีการป้องกันแน่นหนา แต่กลับปล่อยให้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นกับแขกของคฤหาสน์ ทั้งยังเป็นคนจากสองตระกูลที่มีอิทธิพลในยุทธภพพอกัน
เรื่องนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบขึ้น จนถึงขั้นมีข่าวลือว่าตระกูลหม่ารู้เห็นเป็นใจกับฆาตกร
เหล่าผู้อาวุโสจากสี่ตระกูลก้าวเข้ามายังที่เกิดเหตุ หลี่เซวียนก้าวเข้ามา ก่อนแนะนำให้หม่าชิงเหลยผู้นำตระกูลหม่าสั่งการให้กันผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสับสน อีกทั้งสถานที่เกิดเหตุสมควรต้องคงสภาพเอาไว้เพื่อตรวจสอบหาหลักฐาน
“พี่หลี่” หม่าชิงเหลยเดินเข้ามาหาเขา พร้อมส่งหลักฐานบางอย่างให้หลี่เซวียน “คนของข้าพบสิ่งนี้ใกล้กับศพของโจวฮูหยิน”
“กระพรวนบุปผา” หลี่เซวียนขมวดคิ้วในยามที่รับสร้อยข้อมือเส้นเล็กมาถือไว้
สร้อยข้อมือทองคำบริสุทธิ์กรุลายบุปผานานาพรรณหลากสีสัน เสียงกรุ๋งกริ๋งของกระพรวนขนาดเล็กนับสิบ ซึ่งร้อยรวมกันกับบุปผากรุลาย ทำให้คนของวังบุปผา และคนของหุบเขาพยัคฆ์เพลิงก้าวเข้ามาทันที
“เป็นไปไม่ได้ คนของวังบุปผาอยู่กับข้าครบทุกคน” ป๋ายฉานซึ่งมีฐานะเป็นผู้คุมกฎของวังบุปผาเอ่ยออกมาเสียงเครียด
หญิงสาวเอ่ยจบก็มองไปยังคนของตนที่ยืนอยู่ด้านหลัง คนของวังบุปผาทั้งสามชูมือขึ้น เพื่อสำรวจกระพรวนบุปผาของตน เพราะกระพรวนบุปผาคือสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงตน ดังนั้นไม่มีทางที่พวกนางจะไม่ให้ความสำคัญ
“กระพรวนของพวกนางก็ยังอยู่ครบ”
“เดรัชฉาน! เอาชีวิตฮูหยินของข้าคืนมา แลกชีวิตพวกเจ้ามาเดี๋ยวนี้!”
โจวจิ้งเหล่ยที่ยังคงอยู่ในอาการโกรธแค้นเศร้าโศกพุ่งกายเข้ามา กระบี่ยาวคมกริบเฉียดลำคอป๋ายฉานไปเพียงปลายนิ้ว หากนางไม่ขยับหลบแน่นอนว่านางคงเป็นศพรายต่อไปที่ต้องนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
“พวกเจ้าฝ่ายมารลงมือฆ่าคนในงานชุมนุมเช่นนี้มีจุดประสงค์ใด” เกาซวี่ไห่เองก็ก้าวเข้ามาประจันหน้ากับป๋ายฉานเช่นกัน
หลินเจ๋ออี้ไม่อาจดูดาย เขาก้าวเข้ามาขวางก่อนเอ่ยออกมาเสียงเครียด “หมายความว่าอย่างไรที่ท่านพูดว่า ‘พวกเราฝ่ายมาร’ หุบเขาพยัคฆ์เพลิงเองก็เป็นคนของฝ่ายมารพวกท่านฝ่ายธรรมะส่งเทียบเชิญเพื่อให้เรามาหารือเราก็มา เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นในการคุ้มครองดูแลของฝ่ายธรรมะ ต้องเป็นคนของฝ่ายมารลงมือเสมอไปเช่นนั้นหรือ”
“หากไม่ใช่พวกเจ้าแล้วจะเป็นใคร!”
“เกาซวี่ไห่ ท่านเป็นถึงผู้อาวุโสตระกูลเกา ทั้งยังเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวยุทธ์ ท่านกล่าวหาคนฝ่ายมาร ทั้งที่หลักฐานยังไม่แน่ชัดเช่นนี้คิดว่าถูกต้องแล้วหรือ” ป๋ายฉานเอ่ยเสียงเย็น
นางหันมามองหลี่เซวียนด้วยใบหน้าโกรธขึ้น “กระพรวนบุปผานี่เป็นของปลอม”
“เจ้ามั่นใจหรือ” หลี่เซวียนและหม่าชิงเหลยเองก้าวเข้ามา
“ข้าเป็นถึงผู้คุมกฎวังบุปผาใต้ มีหรือจะแยกแยะกระพรวนบุปผาแต่ละรุ่นไม่ออก กระพรวนบุปผาจะมีการสลักสัญลักษณ์บุปผาเพื่อระบุตัวตนของสมาชิกพรรค คนนอกอาจเข้าใจว่าเพียงกระพรวนก็แสดงว่าเป็นคนของวังบุปผา แต่คนของเราเท่านั้นที่พิสูจน์ได้ กระพรวนบุปผาแต่ละอันจะใช้นามของรองประมุขเหนือใต้แสดงตัวตนของพวกนาง กระพรวนนี้ไม่มีสัญลักษณ์ใด ย่อมต้องเป็นของปลอม”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีเพราะนี่เป็นสิ่งที่พวกเขาเองก็เพิ่งได้รู้ เนื่องจากพวกเขารู้จักเพียงกระพรวนบุปผา หาได้ล่วงรู้เรื่องสัญลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น
“เรื่องนี้...” หม่าชิงเหลยขมวดคิ้ว เขามองสัญลักษณ์ที่ป๋ายฉานแสดงให้ตนดู ก่อนจะพิจารณากระพรวนที่พบในที่เกิดเหตุ ซึ่งเขาก็เห็นจริงดังที่นางกล่าวอ้าง
“ไม่คิดว่าคนของฝ่ายธรรมะจะต่ำช้าใส่ร้ายพวกเราฝ่ายมาร ใช้คนหมู่มากคิดจะรังแกคนส่วนน้อย หรือนี่คือข้ออ้างที่ส่งเทียบเชิญเรามาเข้าร่วมการชุมนุม” หลินเจ๋ออี้กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“รองประมุขหลิน ท่านใจเย็นก่อนเถิด เรื่องนี้ต้องมีการสอบสวนอย่างเป็นกลางอย่างแน่นอนข้ารับรอง พี่เกา น้องโจว ทั้งสองก็สงบจิตใจเถิด เรื่องนี้ต้องมีการสอบสวนเพื่อหาคนผิดมาให้พวกท่าน ดังนั้นหากยังไม่ได้ข้อสรุปขอพวกท่านอย่าได้ทำอะไรวู่วาม นี่เป็นเรื่องที่กระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร อย่างไรข้ารับปากว่าจะสอบสวนอย่างเป็นธรรมแน่นอน”
แม้จะหนักใจที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นยามที่เขาตั้งใจจะล้างมือจากยุทธภพ แต่หลี่เซวียนก็จำต้องรับหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงนี้
นี่อาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดแล้ว...เขาเองก็ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ที่ต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิต อย่างน้อยเขาก็ได้ส่งบุตรชายไปดูแลทายาทคนเดียวของเหอจือวั่นแม้ไม่อาจทดแทน อย่างน้อยความรู้สึกผิดท่วมท้นก็บรรเทาลง เพื่อความสบายใจของเขาเอง...ยังไม่ทันที่จะได้ออกจากเหลียนหัวซาน เยว่จื่อจิงพลันขมวดคิ้ว สายตาของนางกวาดมองไปยังด้านหลัง ทำให้หลี่เทียนเหวินเองก็มีท่าทีระแวดระวัง รถม้าขนาดกลางซึ่งกำลังวิ่งตามมาด้านหลัง ทำให้คนทั้งสองหรี่ตาลงมองไม่วางตาผู้ที่บังคับรถม้าสวมชุดสีดำทั้งตัว เขาเป็นบุรุษที่สวมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้มิดชิด กระทั่งรถม้าจอดลงผู้มาใหม่ก็ยังไม่ยอมเผยใบหน้าให้เห็น“จอมยุทธ์ท่านนี้ ท่านตามเราสองคนมาด้วยเหตุใด”มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง บรรยากาศเริ่มกดดันทันทีที่เยว่จื่อจิงก้าวมายืนตรงหน้าหลี่เทียนเหวินคนผู้นั้นดึงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ของสิ่งนั้นถูกกำลังภายในซัดออกมา เยว่จื่อจิงรับเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนที่นางจะอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นว่าของสิ่งนั้นคืออะไร“พวกเจ้า! เจ้า...ท่านมีวรยุทธ์! นางเล่า นาง...”ไม่มีเสียงตอบรับอีกทั้งรถม้าก็เริ่มออกว
“หากคนที่นี่ยุ่งยากมากเรื่องกันนัก พรุ่งนี้ข้าจะพาเขากลับวังบุปผาทันที” เอ่ยจบนางก็ละสายตากลับมา ก่อนเริ่มพันแผลให้ชายหนุ่มที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาตั้งแต่แรกเริ่ม หลี่เซวียนกระแอมออกมาเสียงหนึ่ง คนด้านหลังของเขามีท่าทีประดักประเดิด กระนั้นพวกเขาก็ยังมีแก่ใจส่งเสียงขอโทษนางออกมา ก่อนจะทยอยกันเดินหายไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ดังเดิม“ข้าจะกลับวังบุปผา” เยว่จื่อจิงเอ่ยหลังจากพันผ้าพันแผลให้เขาเสร็จ “เกี้ยวจะถูกส่งมารับท่านหนึ่งเดือนข้างหน้า คิดว่าท่านคงเตรียมตัวทัน”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มพลันเลิกคิ้วมองนางอย่างอ่อนใจ “เช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะกลับพร้อมเจ้า แต่เราไหว้ฟ้าดินกันก่อนอย่างถูกต้อง จากนั้นเราค่อยออกเดินทางจากเหลียนหัวซานพร้อมกัน”หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาด้วยท่าทีลังเล “เช่นนั้นข้าจะให้พวกนางเดินทางล่วงหน้าไปเตรียมการณ์ ข้า...ให้เวลาท่านสองวัน วันที่สามออกเดินทาง”“ได้”เขารับปากนางอย่างง่ายดายจนแม้แต่หญิงสาวเองก็คาดไม่ถึง“ท่าน...ยอมไปกับข้าจริง ๆ หรือ”“หากข้าไม่ไปตอนนี้แล้วเจ้ากลับคำไม่ส่งเกี้ยวมารับ ข้ามิต้องม่ายขันหมากหรอกหรือ” เขายังคงเห็นขันกับเรื่องนี้“จิงเอ๋อร์...เจ้าเป็นส
“ข้ายังทนหิวได้อีกนิดหน่อย” นางกระซิบก่อนจุมพิตคนที่เอาแต่อดทนอดกลั้น “เดินทางมาหลายวันท่านไม่คิดถึงข้าเลยหรือ ข้าคิดถึงท่านแทบแย่”“มิใช่เพราะเจ้าที่บอกว่าไม่ชอบพื้นหยาบ ๆ หรือไร” เขากระซิบเสียงพร่า กระทั่งอุ้มนางตัวลอยขึ้นแล้วก้าวเดินไปยังฉากกั้นที่เขาเตรียมน้ำสำหรับอาบเอาไว้ “หากอาหารเย็นชืดอย่าโทษข้า เป็นเจ้าเองที่ยั่วยวนข้า”และแล้ววันนั้นกว่าที่คนทั้งสองจะได้กินมื้อเย็น ก็ในอีกชั่วยามต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าอาหารทั้งหมดเสี่ยวเอ้อต้องนำลงมาอุ่นใหม่ หลังจากมื้อเย็น ทั้งสองจึงเริ่มปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถเข้าถึงตัวเยว่จื่อจิง ในยามที่ตระกูลหลี่วุ่นวายเช่นนี้ในความมืดเยว่จื่อจิงจ้องมองหลี่เทียนเหวิน ด้วยดวงตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ หญิงสาวกำลังใคร่ครวญบางอย่างในใจเงียบ ๆ คิดทบทวนและพยายามคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายอย่างละเอียดนางถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนตั้งใจจะลุกขึ้น กระนั้นคนที่นางคิดว่าหลับอยู่กลับคว้าข้อมือนางเอาไว้“หากถอนหายใจครั้งหนึ่งต้องอายุสั้นลงหนึ่งปี เช่นนั้นตั้งแต่เจ้ามานั่งลงข้างเตียงคงอายุสั้นแล้วอย่างแน่นอน”“ท่านกำลังแช่งข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเข้ม“ช่วยข้าไ
หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างโกรธกรุ่น เมื่อครู่นางมองไม่ผิดอย่างแน่นอน เขาจงใจไม่ปัดป้องกระบี่ของนางชัด ๆ “ท่านจงใจยอมแพ้หรือ” หญิงสาวกัดฟันกรอด“อย่าลืมคำสัญญาของตัวเองเล่า”“บัดซบ! หลี่เทียนเหวิน เจ้าคนสมควรตาย!” นางสบถออกมาแม้จะสบถออกมาแต่นางกลับดึงกระบี่ออก ปรี่เข้ามาสกัดจุดบนร่างใหญ่ กระทั่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังโงนเงน แต่ท่าทีเช่นนั้นดูเผิน ๆ แล้วคือการถลาเข้าไปกอดชายหนุ่มเอาไว้ในสายตาชาวยุทธ์ทั่วหล้าหลี่เทียนเหวินเอนตัวเข้าหาร่างเล็ก เกาะกุมนางเอาไว้จนมั่นใจว่านางจะไม่ดิ้นหลุดมือไปแน่ ๆ กระทั่งมองเห็นเหล่าผู้อาวุโสกำลังปรี่เข้ามาดูอาการของเขา“จิงเอ๋อร์ ข้ารู้นะว่าเจ้าเองก็จงใจจะพ่ายแพ้ให้ข้า” เขากระซิบเสียงเบาให้นางได้ยินเพียงคนเดียว “คิดไปจากข้าตอนนี้ ไม่ง่ายแล้ว”เยว่จื่อจิงสบถด่าทอชายหนุ่มออกมาหลายคำ กระทั่งผู้คนมากมายห้อมล้อมเข้ามา นางเงยหน้ามองทุกคนด้วยดวงตราโกรธเกรี้ยว “ไสหัวไปให้หมด!! หาไม่ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!!”พูดจบก็ตะโกนเรียกชุ่ยจวี๋ให้มารับกระบี่ไปจากมือของตน มองใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มของหลี่เทียนเหวิน นางพลันรู้สึกอยากสังหารคนขึ้นมาหญิงสาวกระชับมือเข้ากับร่างแกร่





