Share

บทที่ 2

เมื่อคนในครอบครัวรู้ว่าเด็กหญิงปลอดภัย ผู้เป็นแม่ก็อาสาอยู่ดูแลบุตรสาวด้วยตัวเองร่วมกับบ่าวรับใช้ตัวน้อยซึ่งเป็นเด็กในหมู่บ้านนามเสี่ยวชิง เด็กคนนี้มีอายุราวแปดปี รูปร่างผอมบางแต่มีดวงตาที่สดใสและขยันขันแข็ง

นางเป็นบุตรสาวของชาวนาที่ครอบครัวเสิ่นเคยให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นด้วยความที่ครอบครัวนี้อยากตอบแทนพวกเขาจึงได้ส่งลูกสาวเพียงคนเดียวท่ามกลางลูกชายห้าคนมาทำงานในจวน...เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้านและคอยเป็นเพื่อนเล่นให้คุณหนูเล็ก

ภายในห้องนอนที่เงียบสงบ บัดนี้เหลือเพียงหลิวซูซินที่นั่งอยู่ข้างเตียงของบุตรสาว และเสี่ยวชิงที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ห่าง

แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลง ทิ้งไว้เพียงเงาทอดยาวที่เคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้า มีเพียงเสียงพัดในมือของหญิงสาวผู้เป็นแม่ของร่างเล็กบนเตียงที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเพื่อขับไล่ความร้อนอบอ้าวให้แก่เด็กหญิงที่ยังคงหลับใหล

หลิวซูซินมองใบหน้าที่ซีดเซียวของบุตรสาวแล้วถอนหายใจอย่างแผ่วเบา นางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นที่เสี่ยวชิงนำมาเปลี่ยนให้เป็นระยะเช็ดซับตามกรอบหน้าและลำคอของหลิวเวยอย่างอ่อนโยน ความรักและความห่วงใยฉายชัดอยู่ในทุกการกระทำ

“เสี่ยวชิง เจ้าไปพักก่อนเถอะ ทางนี้ข้าจะเฝ้านางเอง” นางเอ่ยขึ้นเสียงเบาอย่างมีเมตตาให้เด็กหญิงร่างเล็กตัวน้อย

“บ่าวไม่เหนื่อยเจ้าค่ะฮูหยิน” เสี่ยวชิงตอบเสียงแผ่ว “บ่าวอยากอยู่รอจนกว่าคุณหนูเล็กจะฟื้นเจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้หลิวซูซินเผยรอยยิ้มบางออกมา นางรู้ดีว่าเสี่ยวชิงนั้นรักและผูกพันกับบุตรสาวของตนมากเพียงใด

ท่ามกลางความเงียบ เวลาก็ได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า หลินเยว่เอ๋อซึ่งพักผ่อนจนมีแรงขึ้นมาบ้าง ก็ให้บ่าวประคองกลับมาดูอาการหลานสาวอีกครั้ง

นางไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่นั่งลงข้างเตียงมองดูใบหน้ายามหลับของหลานรักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะใช้มือที่เหี่ยวย่นจัดผ้าห่มให้เข้าที่แล้วจึงเดินจากไปอย่างเงียบงันเมื่อเห็นลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กหญิง

ตกดึกสงัดในคืนเดียวกัน ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อจึงก้าวออกจากห้องหนังสือหลังจากเพียรสะสางงานกองโตที่รัดตัวมาตลอดทั้งวัน

เสิ่นอี้หานก็แวะเข้ามาดูบุตรสาวเช่นกัน เขายืนมองร่างเล็กบนเตียงนิ่ง ๆ ใบหน้าที่ปกติจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับตะเกียงให้ห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แสงรบกวนการนอนของบุตรี ก่อนจะหันไปกำชับภรรยาให้พักผ่อนบ้างแล้วจึงเดินจากไป

ส่วนพี่ชายทั้งสามนั้น หลังจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ส่งเสียงดังรบกวนน้องน้อย พวกเขาก็ทำได้เพียงแอบมาเกาะที่ขอบประตูห้อง แอบมองน้องสาวที่ยังไม่ฟื้นด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะถูกท่านแม่ไล่ให้ไปเข้านอนในที่สุด

ค่ำคืนนั้นทุกอย่างผ่านไปอย่างเงียบสงบ จนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่มาเยือน

เสิ่นหลิวเวยจึงได้เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบ จิตสำนึกของเธอที่หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แล้วค่อย ๆ ตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่มีความสับสนอลหม่านอีกต่อไป มีเพียงความกระจ่างชัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เธอยังคงหลับตาแต่ประสาทสัมผัสกลับเฉียบคมขึ้นอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้องจากนอกหน้าต่างที่ดังมาแต่ไกล รวมถึงยังได้กลิ่นยาต้มสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่สำคัญที่สุด...เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของใครบางคนที่กุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้ไม่ห่าง

เมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเริ่มเปิดขึ้น ภาพแรกที่เห็นก็คือใบหน้าของมารดาที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงด้วยความอ่อนเพลีย แต่กระนั้นมือของนางก็ยังคงกุมมือของเธอเอาไว้แน่น

วินาทีนั้นเอง ความรู้สึกที่เรียกว่าความรักก็ท่วมท้นขึ้นมาในหัวใจของเด็กหญิงอย่างไม่มีเหตุผล มันคือความผูกพันดั้งเดิมจากเจ้าของร่างเดิมที่ส่งผ่านมายังวิญญาณของเธอโดยตรง

(นี่คือ... แม่ของเรา...)

ความคิดนั้นทำให้ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะค่อย ๆ ขยับนิ้วอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่อยากรบกวนผู้ให้กำเนิด ทว่าสัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นก็ได้ปลุกให้หลิวซูซินให้ตื่นขึ้นทันที สตรีผู้งดงามเบิกตากว้างเมื่อเห็นดวงตากลมโตที่ใสกระจ่างของบุตรีกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง

“เวยเวย! เวยเวย เจ้าฟื้นแล้ว!”

หลิวเวยพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยออกมาเป็นคำแรกด้วยเสียงที่ยังแหบแห้ง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริง

“ท่านแม่”

เพียงคำคำเดียวก็ทำให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วของหลิวซูซินไหลรินลงมาอีกครั้ง นางรีบเช็ดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ แล้วประคองร่างบุตรสาวให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง

“รอก่อนนะลูก แม่จะให้คนยกโจ๊กมาให้”

หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวดีที่ว่าคุณหนูเล็กฟื้นแล้วก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งจวน ทุกคนต่างทยอยกันมาเยี่ยมด้วยความยินดี แต่การมาเยือนที่ทำให้หลิวเวยตกตะลึงมากที่สุดคือการมาของหลินเยว่เอ๋อ

ทันทีที่เธอได้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนนั้นอย่างชัดเจน...โลกทั้งใบของเด็กหญิงก็หยุดหมุนทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะใบหน้าของหญิงชรานั้นช่างเหมือนกับใบหน้าของย่าของเธอเองในศตวรรษที่ 21 ราวกับเป็นคน...คนเดียวกันไม่มีผิด!

ความทรงจำสุดท้ายก่อนทะลุมิติ... ภาพของพู่หยก... และความจริงที่ว่าวิญญาณของเธอได้หลอมรวมกับร่างนี้... ทุกอย่างประติดประต่อกันในหัวของเธอทันที

(ที่นี่และร่างนี้คือส่วนหนึ่งของเธออย่างไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว จะเหลือเพียงเสียงเล็ก ๆ ที่เธอได้ยินเท่านั้นเองที่เธอยังไม่รู้ว่าเป็นใคร)

ความตระหนักรู้นี้ทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาจ้องมองท่านย่าไม่วางตา

“เป็นอะไรไป หืม หลานย่า?” หลินเยว่เอ๋อถามอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นหลานสาวจ้องมองตนด้วยท่าทางแปลกไปจากเดิม

หลิวเวยกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความร้อนที่เอ่อขึ้นมาในดวงตา เธอยิ้มออกมาอย่างสดใสเป็นครั้งแรก ก่อนจะโผเข้าไปกอดท่านย่าอย่างสุดกำลัง

“ท่านย่า... เวยเวยคิดถึงท่านย่าเจ้าค่ะ!”

นี่คือเสียงของเด็กวัยสี่ขวบ...แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกโหยหาที่ข้ามผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน...

อ้อมกอดที่แนบแน่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก อันซับซ้อนนั้นทำให้หลินเยว่เอ๋อทั้งประหลาดใจและเอ็นดู นางหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหลังหลานสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน

“โอ้... หลานของข้า ช่างขี้อ้อนเสียจริงนะหลังจากหายป่วย”

หลิวซูซินที่มองดูอยู่ก็ยิ้มตาม ก่อนจะเดินเข้ามาประคองบุตรสาว “เวยเวย อย่ารบกวนท่านย่ามากนักเลยลูก เจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้ ควรจะนอนพักผ่อนบนเตียง อีกเดี๋ยวโจ๊กก็มาแล้วจะได้กินข้าวกินยา”

เมื่อได้ยินว่าจะต้องกินโจ๊กอยู่บนเตียงคนเดียว หลิวเวยก็ส่ายหน้าทันที จิตสำนึกของหลินเวยรู้ดีว่าการแยกตัวออกมาคือสิ่งที่ผิดปกติอย่างที่สุดในครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ เธอจึงใช้สิทธิ์ของการเป็นเด็กเอาแต่ใจหลังฟื้นไข้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“เวยเวยไม่เอาเจ้าค่ะ... เวยเวยอยากไปกินข้าวเช้าพร้อมท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่ แล้วก็พวกท่านพี่ด้วย” นางพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำเล็กน้อย

“กินข้าวหลาย ๆ คนอร่อยมากกว่ากินคนเดียวนะเจ้าคะ”

คำพูดนี้ของนางทำให้ผู้ใหญ่ทุกคนชะงักไป ปกติแล้วเสิ่นหลินวเวยจะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและเงียบขรึมเพราะร่างกายไม่แข็งแรง ไม่เคยร้องขออะไรเช่นนี้มาก่อน แต่การที่นางดูสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้นเช่นนี้กลับทำให้ทุกคนรู้สึกยินดีมากกว่าจะขัดใจ

“ฮ่า ๆ ฟังนางพูดเข้าสิ!” หญิงชราหัวเราะร่วนออกมาอย่างมีความสุข “ได้ยินหรือไม่ซูซิน หลานข้าอยากรับข้าวพร้อมหน้ากันไปเถอะ ๆ แค่เดินไปห้องกินข้าวแค่นี้ไม่เป็นไรหรอกข้าจะอุ้มนางไปเอง!”

สิ้นคำพูดของนาง หญิงชราที่ยังคงแข็งแรงก็ช้อนร่างหลานสาวขึ้นมาอุ้มอย่างไม่รอช้า แม้จะดูเหมือนเป็นการตามใจแต่แท้จริงแล้วนางต้องการจะสัมผัสให้แน่ใจว่าหลานรักของตนนั้นไม่ได้ผอมลงไปมากกว่าเดิม

เมื่อหลิวเวยมาถึง ทุกคนในเรือนใหญ่ก็มานั่งพร้อมหน้ากันอยู่ก่อนแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของตระกูลเสิ่นนั้นเรียบง่ายและอบอุ่น

อาหารเช้าไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย มีเพียงโจ๊กข้าวฟ่างร้อน ๆ หมั่นโถวเนื้อนุ่ม ผักดองสองสามอย่าง และไข่ต้มเพียงเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่สมถะของขุนนางผู้ซื่อสัตย์

ทันทีที่ทุกคนกำลังจะลงมือกินข้าว ประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก ซึ่งเป็นครอบครัวสายรองที่เดินเข้ามาเพื่อคารวะผู้ใหญ่และเยี่ยมอาการของหลานสาวพอดี

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่” เสิ่นอี้เฉิง ท่านอารองผู้มีใบหน้าซื่อตรงเอ่ยคารวะทุกคน ก่อนจะหันมายิ้มให้หลานสาวตัวเล็ก “ดูสิว่าใครหายดีแล้ว หน้าตาสดใสเชียวนะเวยเวย”

“นั่นน่ะสิเจ้าคะ! ทำเอาข้ากับท่านอารองของเจ้าเป็นห่วงแทบแย่!” จางชุนฮวาอาสะใภ้รองกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าใครเพื่อน แม้จะฟังดูโผงผางแต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง

และด้านหลังของทั้งคู่ ยังมีเด็กชายหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะสองคนยืนอยู่ พวกเขาคือเสิ่นจื้ออันและเสิ่นจื้อคัง บุตรชายฝาแฝดวัยห้าขวบของเรือนรอง

เด็กชายทั้งคู่ต่างประสานมือคารวะผู้ใหญ่อย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะแอบชำเลืองมองลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่นั่งอยู่บนตักของท่านย่าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่หลิวเวยได้พบกับญาติสายรองอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เนื่องจากความทรงจำเดิมบอกเธอว่านางไม่ค่อยได้เล่นกับลูกพี่ลูกน้องทั้งสองนักเพราะสุขภาพไม่อำนวย

แต่เมื่อได้เห็นแววตาที่ฉลาดและช่างสังเกตของเด็กแฝดคู่นั้น จิตวิญญาณของหลินเวยก็รู้สึกถูกชะตากับคนทั้งคู่ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

“ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้วก็รีบนั่งเถอะ จะได้กินข้าวกัน” เสียงแหบพร่าของชายชราผู้เป็นประมุขของจวนดังขึ้นและสำหรับหลินเวยที่เคยอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดนับตั้งแต่ย่าและพ่อแม่จากไป นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับคำว่าครอบครัวอันอบอุ่นอย่างแท้จริงแม้ว่าอาหารจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายเป็นอย่างมากก็ตาม
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 268

    หญิงสาวเลือกเดินทางมาที่หมู่บ้านท่าเรือประมงค่อนข้างเก่าแห่งหนึ่ง... ลมทะเลพัดแรงหอบเอากลิ่นไอเค็มและความชื้นเข้ามาปะทะใบหน้าหลินเวยในชุดเดรสยาวสีขาว ยืนอยู่บนสะพานเทียบเรือ เธอมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลบรรจบกับท้องฟ้า ที่นี่... แม้ตึกรามบ้านช่องจะเปลี่ยนไปจากภาพในฝัน แต่กลิ่นของทะเล เสียงของค

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 267

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอีกครา นับจากวันที่เหล่าพี่น้องได้พบหน้า... จากฤดูใบไม้ผลิสู่ฤดูหนาว จากผมดำขลับสู่สีดอกเลา... ในที่สุดเรื่องราวของเสิ่นหลิวเวยสตรีผู้พลิกชะตาตระกูลเสิ่นและสร้างตำนานแห่งเมืองตงไห่ก็ได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตที่เรือนพำนักจวนอ๋องจิ้ง... ภายในห้องนอนที่กว้างขวางและเงีย

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 266

    “ท่านอาจื้อคัง! ข้าฮ่าวหราน มารับท่านแล้วขอรับ!”เสิ่นจื้อคังเปิดม่านออกมา น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นหลานชายที่เคยตัวกะเปี๊ยก บัดนี้กลายเป็นชายชาติทหารเต็มตัว“ฮ่าวหราน... เจ้าโตเป็นหนุ่มแน่นขนาดนี้เชียวหรือ! ดี! ดีมาก! สมแล้วที่เป็นลูกของพี่สาม!”ในระหว่างที่เสิ่นฮ่าวหรานกำลังไปรอรับผู้ที่เดินทางมาจากแด

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 265

    กาลเวลาเปรียบดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว มิอาจหวนคืน... จากฤดูร้อนอันแสนวุ่นวายของเหล่าเด็กน้อยในวันวาน เคลื่อนคล้อยผ่านฝนหนาวและใบไม้ผลิมานับอีกสี่ปีสี่ปี... เป็นช่วงเวลาที่จะสั้นก็ว่าสั้นจะว่านานก็นาน เพราะแต่ละปีก็หมายถึงอายุของผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น ส่วนเหล่ารุ่นเยาว์ก็เริ่มเติบโตพอจะบินส

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 264

    ส่วนเสิ่นฮ่าวหรานและจ้าวเฟยหลงทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต... หน้าที่ไสน้ำแข็งและทุบน้ำแข็ง เพราะเป็นหนุ่มสายบู๊ พละกำลังเหลือเฟือทางด้านสองสาว เสิ่นซินเยว่และจ้าวเฟยหง จะทำหน้าที่ฝ่ายบริการและเรียกลูกค้า โดยที่โจวหม่านม่านจะทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบคือนักชิมนั่นเอง ปิดท้ายด้วยเสิ่นอี้ซวนที่จะทำหน้าที่สังเกตภา

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 263

    สายลมร้อนอบอ้าวพัดผ่านทุ่งนาสีเขียวขจีของเมืองตงไห่ แม้จะเป็นฤดูร้อนที่แผดเผาแต่สำหรับจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นฉ่ำจากความรักและความมีชีวิตชีวาที่ห้องทำงานส่วนตัวของเสิ่นอี้เทียน... หนุ่มน้อยในวัยสิบสามปีกำลังนั่งหลังตรงจรดพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี กลิ่นหมึกหอมจางลอยอบอวลไปในอากาศ“เ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 140

    เวลาเก้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว...ในที่สุดวันสุดท้ายของการสอบฮุ่ยสื้ออันหฤโหดก็มาถึง... เสิ่นอี้เฟยและไห่ซวนนำขบวนรถม้าไปรอรับเหล่าบัณฑิตจากมณฑลตงไห่ที่หน้าสนามสอบตั้งแต่เช้าตรู่ บรรยากาศของเช้าวันนี้เต็มไปด้วยเหล่าญาติพี่น้องและบ่าวไพร่ที่มารอรับผู้เข้าสอบด้วยความกระวนกระวายใจเมื่อประตูสนามสอบเปิดอ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 139

    ระหว่างที่จ้าวหมิงฮุยพำนักอยู่ที่เมืองตงไห่ เขาไม่ได้ใช้เวลาไปกับการวางแผนห้องทดลองลับรวมถึงเรื่องถนนกับ เสิ่นหลิวเวยเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ปลอมตัวออกไปตรวจตราความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยตนเอง และภาพที่เขาเห็นก็ทำให้รู้สึกทึ่งเป็นอย่างมากเนื่องจากมณฑลตงไห่ในเวลาเพียงหนึ่งปี... เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้น

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 137

    ในขณะที่ทั้งพ่อและลูกสาวกำลังรอจดหมายตอบกลับจากเมืองหลวงอยู่นั้นเอง... ไม่กี่วันหลังจากที่เสิ่นอี้เฟยล่องเรือจากไป... ขบวนรถม้าคันหรูหราที่คุ้นตาคันหนึ่งก็ได้แล่นมาจอดตรงหน้าประตูจวนเจ้าเมืองตงไห่ พร้อมกับทหารองครักษ์หลวงในชุดเต็มยศ สร้างความแตกตื่นให้แก่ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา ไม่น้อยพ่อบ้านจางรีบว

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 136

    “ท่านพ่อลองคิดดูนะเจ้าคะ... คนที่ได้ประโยชน์จากถนนเส้นนี้มากที่สุดคือใคร” นางเว้นจังหวะลงเล็กน้อย“ก็คงจะเป็น... เหล่าพ่อค้าและคหบดีที่ต้องขนส่งสินค้าใช่หรือไม่” เสิ่นอี้หานตอบพลางลูบคางของตนไปมา“ถูกต้องเจ้าค่ะ!” เวยเวยตัวน้อยดีดนิ้วดังเปราะ “แล้วถ้าหาก... ท่านพ่อในนามของเจ้าเมือง... ออกประกาศเชิญช

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status