เมื่อคนในครอบครัวรู้ว่าเด็กหญิงปลอดภัย ผู้เป็นแม่ก็อาสาอยู่ดูแลบุตรสาวด้วยตัวเองร่วมกับบ่าวรับใช้ตัวน้อยซึ่งเป็นเด็กในหมู่บ้านนามเสี่ยวชิง เด็กคนนี้มีอายุราวแปดปี รูปร่างผอมบางแต่มีดวงตาที่สดใสและขยันขันแข็ง
นางเป็นบุตรสาวของชาวนาที่ครอบครัวเสิ่นเคยให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นด้วยความที่ครอบครัวนี้อยากตอบแทนพวกเขาจึงได้ส่งลูกสาวเพียงคนเดียวท่ามกลางลูกชายห้าคนมาทำงานในจวน...เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้านและคอยเป็นเพื่อนเล่นให้คุณหนูเล็ก
ภายในห้องนอนที่เงียบสงบ บัดนี้เหลือเพียงหลิวซูซินที่นั่งอยู่ข้างเตียงของบุตรสาว และเสี่ยวชิงที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ห่าง
แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลง ทิ้งไว้เพียงเงาทอดยาวที่เคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้า มีเพียงเสียงพัดในมือของหญิงสาวผู้เป็นแม่ของร่างเล็กบนเตียงที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเพื่อขับไล่ความร้อนอบอ้าวให้แก่เด็กหญิงที่ยังคงหลับใหล
หลิวซูซินมองใบหน้าที่ซีดเซียวของบุตรสาวแล้วถอนหายใจอย่างแผ่วเบา นางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นที่เสี่ยวชิงนำมาเปลี่ยนให้เป็นระยะเช็ดซับตามกรอบหน้าและลำคอของหลิวเวยอย่างอ่อนโยน ความรักและความห่วงใยฉายชัดอยู่ในทุกการกระทำ
“เสี่ยวชิง เจ้าไปพักก่อนเถอะ ทางนี้ข้าจะเฝ้านางเอง” นางเอ่ยขึ้นเสียงเบาอย่างมีเมตตาให้เด็กหญิงร่างเล็กตัวน้อย
“บ่าวไม่เหนื่อยเจ้าค่ะฮูหยิน” เสี่ยวชิงตอบเสียงแผ่ว “บ่าวอยากอยู่รอจนกว่าคุณหนูเล็กจะฟื้นเจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้หลิวซูซินเผยรอยยิ้มบางออกมา นางรู้ดีว่าเสี่ยวชิงนั้นรักและผูกพันกับบุตรสาวของตนมากเพียงใด
ท่ามกลางความเงียบ เวลาก็ได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า หลินเยว่เอ๋อซึ่งพักผ่อนจนมีแรงขึ้นมาบ้าง ก็ให้บ่าวประคองกลับมาดูอาการหลานสาวอีกครั้ง
นางไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่นั่งลงข้างเตียงมองดูใบหน้ายามหลับของหลานรักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะใช้มือที่เหี่ยวย่นจัดผ้าห่มให้เข้าที่แล้วจึงเดินจากไปอย่างเงียบงันเมื่อเห็นลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กหญิง
ตกดึกสงัดในคืนเดียวกัน ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อจึงก้าวออกจากห้องหนังสือหลังจากเพียรสะสางงานกองโตที่รัดตัวมาตลอดทั้งวัน
เสิ่นอี้หานก็แวะเข้ามาดูบุตรสาวเช่นกัน เขายืนมองร่างเล็กบนเตียงนิ่ง ๆ ใบหน้าที่ปกติจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับตะเกียงให้ห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แสงรบกวนการนอนของบุตรี ก่อนจะหันไปกำชับภรรยาให้พักผ่อนบ้างแล้วจึงเดินจากไป
ส่วนพี่ชายทั้งสามนั้น หลังจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ส่งเสียงดังรบกวนน้องน้อย พวกเขาก็ทำได้เพียงแอบมาเกาะที่ขอบประตูห้อง แอบมองน้องสาวที่ยังไม่ฟื้นด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะถูกท่านแม่ไล่ให้ไปเข้านอนในที่สุด
ค่ำคืนนั้นทุกอย่างผ่านไปอย่างเงียบสงบ จนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่มาเยือน
เสิ่นหลิวเวยจึงได้เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบ จิตสำนึกของเธอที่หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แล้วค่อย ๆ ตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่มีความสับสนอลหม่านอีกต่อไป มีเพียงความกระจ่างชัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอยังคงหลับตาแต่ประสาทสัมผัสกลับเฉียบคมขึ้นอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้องจากนอกหน้าต่างที่ดังมาแต่ไกล รวมถึงยังได้กลิ่นยาต้มสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่สำคัญที่สุด...เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของใครบางคนที่กุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้ไม่ห่าง
เมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเริ่มเปิดขึ้น ภาพแรกที่เห็นก็คือใบหน้าของมารดาที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงด้วยความอ่อนเพลีย แต่กระนั้นมือของนางก็ยังคงกุมมือของเธอเอาไว้แน่น
วินาทีนั้นเอง ความรู้สึกที่เรียกว่าความรักก็ท่วมท้นขึ้นมาในหัวใจของเด็กหญิงอย่างไม่มีเหตุผล มันคือความผูกพันดั้งเดิมจากเจ้าของร่างเดิมที่ส่งผ่านมายังวิญญาณของเธอโดยตรง
(นี่คือ... แม่ของเรา...)
ความคิดนั้นทำให้ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะค่อย ๆ ขยับนิ้วอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่อยากรบกวนผู้ให้กำเนิด ทว่าสัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นก็ได้ปลุกให้หลิวซูซินให้ตื่นขึ้นทันที สตรีผู้งดงามเบิกตากว้างเมื่อเห็นดวงตากลมโตที่ใสกระจ่างของบุตรีกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง
“เวยเวย! เวยเวย เจ้าฟื้นแล้ว!”
หลิวเวยพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยออกมาเป็นคำแรกด้วยเสียงที่ยังแหบแห้ง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริง
“ท่านแม่”
เพียงคำคำเดียวก็ทำให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วของหลิวซูซินไหลรินลงมาอีกครั้ง นางรีบเช็ดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ แล้วประคองร่างบุตรสาวให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
“รอก่อนนะลูก แม่จะให้คนยกโจ๊กมาให้”
หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวดีที่ว่าคุณหนูเล็กฟื้นแล้วก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งจวน ทุกคนต่างทยอยกันมาเยี่ยมด้วยความยินดี แต่การมาเยือนที่ทำให้หลิวเวยตกตะลึงมากที่สุดคือการมาของหลินเยว่เอ๋อ
ทันทีที่เธอได้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนนั้นอย่างชัดเจน...โลกทั้งใบของเด็กหญิงก็หยุดหมุนทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะใบหน้าของหญิงชรานั้นช่างเหมือนกับใบหน้าของย่าของเธอเองในศตวรรษที่ 21 ราวกับเป็นคน...คนเดียวกันไม่มีผิด!
ความทรงจำสุดท้ายก่อนทะลุมิติ... ภาพของพู่หยก... และความจริงที่ว่าวิญญาณของเธอได้หลอมรวมกับร่างนี้... ทุกอย่างประติดประต่อกันในหัวของเธอทันที
(ที่นี่และร่างนี้คือส่วนหนึ่งของเธออย่างไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว จะเหลือเพียงเสียงเล็ก ๆ ที่เธอได้ยินเท่านั้นเองที่เธอยังไม่รู้ว่าเป็นใคร)
ความตระหนักรู้นี้ทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาจ้องมองท่านย่าไม่วางตา
“เป็นอะไรไป หืม หลานย่า?” หลินเยว่เอ๋อถามอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นหลานสาวจ้องมองตนด้วยท่าทางแปลกไปจากเดิม
หลิวเวยกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความร้อนที่เอ่อขึ้นมาในดวงตา เธอยิ้มออกมาอย่างสดใสเป็นครั้งแรก ก่อนจะโผเข้าไปกอดท่านย่าอย่างสุดกำลัง
“ท่านย่า... เวยเวยคิดถึงท่านย่าเจ้าค่ะ!”
นี่คือเสียงของเด็กวัยสี่ขวบ...แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกโหยหาที่ข้ามผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน...
อ้อมกอดที่แนบแน่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก อันซับซ้อนนั้นทำให้หลินเยว่เอ๋อทั้งประหลาดใจและเอ็นดู นางหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหลังหลานสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน
“โอ้... หลานของข้า ช่างขี้อ้อนเสียจริงนะหลังจากหายป่วย”
หลิวซูซินที่มองดูอยู่ก็ยิ้มตาม ก่อนจะเดินเข้ามาประคองบุตรสาว “เวยเวย อย่ารบกวนท่านย่ามากนักเลยลูก เจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้ ควรจะนอนพักผ่อนบนเตียง อีกเดี๋ยวโจ๊กก็มาแล้วจะได้กินข้าวกินยา”
เมื่อได้ยินว่าจะต้องกินโจ๊กอยู่บนเตียงคนเดียว หลิวเวยก็ส่ายหน้าทันที จิตสำนึกของหลินเวยรู้ดีว่าการแยกตัวออกมาคือสิ่งที่ผิดปกติอย่างที่สุดในครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ เธอจึงใช้สิทธิ์ของการเป็นเด็กเอาแต่ใจหลังฟื้นไข้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“เวยเวยไม่เอาเจ้าค่ะ... เวยเวยอยากไปกินข้าวเช้าพร้อมท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่ แล้วก็พวกท่านพี่ด้วย” นางพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำเล็กน้อย
“กินข้าวหลาย ๆ คนอร่อยมากกว่ากินคนเดียวนะเจ้าคะ”
คำพูดนี้ของนางทำให้ผู้ใหญ่ทุกคนชะงักไป ปกติแล้วเสิ่นหลินวเวยจะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและเงียบขรึมเพราะร่างกายไม่แข็งแรง ไม่เคยร้องขออะไรเช่นนี้มาก่อน แต่การที่นางดูสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้นเช่นนี้กลับทำให้ทุกคนรู้สึกยินดีมากกว่าจะขัดใจ
“ฮ่า ๆ ฟังนางพูดเข้าสิ!” หญิงชราหัวเราะร่วนออกมาอย่างมีความสุข “ได้ยินหรือไม่ซูซิน หลานข้าอยากรับข้าวพร้อมหน้ากันไปเถอะ ๆ แค่เดินไปห้องกินข้าวแค่นี้ไม่เป็นไรหรอกข้าจะอุ้มนางไปเอง!”
สิ้นคำพูดของนาง หญิงชราที่ยังคงแข็งแรงก็ช้อนร่างหลานสาวขึ้นมาอุ้มอย่างไม่รอช้า แม้จะดูเหมือนเป็นการตามใจแต่แท้จริงแล้วนางต้องการจะสัมผัสให้แน่ใจว่าหลานรักของตนนั้นไม่ได้ผอมลงไปมากกว่าเดิม
เมื่อหลิวเวยมาถึง ทุกคนในเรือนใหญ่ก็มานั่งพร้อมหน้ากันอยู่ก่อนแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของตระกูลเสิ่นนั้นเรียบง่ายและอบอุ่น
อาหารเช้าไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย มีเพียงโจ๊กข้าวฟ่างร้อน ๆ หมั่นโถวเนื้อนุ่ม ผักดองสองสามอย่าง และไข่ต้มเพียงเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่สมถะของขุนนางผู้ซื่อสัตย์
ทันทีที่ทุกคนกำลังจะลงมือกินข้าว ประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก ซึ่งเป็นครอบครัวสายรองที่เดินเข้ามาเพื่อคารวะผู้ใหญ่และเยี่ยมอาการของหลานสาวพอดี
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่” เสิ่นอี้เฉิง ท่านอารองผู้มีใบหน้าซื่อตรงเอ่ยคารวะทุกคน ก่อนจะหันมายิ้มให้หลานสาวตัวเล็ก “ดูสิว่าใครหายดีแล้ว หน้าตาสดใสเชียวนะเวยเวย”
“นั่นน่ะสิเจ้าคะ! ทำเอาข้ากับท่านอารองของเจ้าเป็นห่วงแทบแย่!” จางชุนฮวาอาสะใภ้รองกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าใครเพื่อน แม้จะฟังดูโผงผางแต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง
และด้านหลังของทั้งคู่ ยังมีเด็กชายหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะสองคนยืนอยู่ พวกเขาคือเสิ่นจื้ออันและเสิ่นจื้อคัง บุตรชายฝาแฝดวัยห้าขวบของเรือนรอง
เด็กชายทั้งคู่ต่างประสานมือคารวะผู้ใหญ่อย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะแอบชำเลืองมองลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่นั่งอยู่บนตักของท่านย่าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่หลิวเวยได้พบกับญาติสายรองอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เนื่องจากความทรงจำเดิมบอกเธอว่านางไม่ค่อยได้เล่นกับลูกพี่ลูกน้องทั้งสองนักเพราะสุขภาพไม่อำนวย
แต่เมื่อได้เห็นแววตาที่ฉลาดและช่างสังเกตของเด็กแฝดคู่นั้น จิตวิญญาณของหลินเวยก็รู้สึกถูกชะตากับคนทั้งคู่ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้วก็รีบนั่งเถอะ จะได้กินข้าวกัน” เสียงแหบพร่าของชายชราผู้เป็นประมุขของจวนดังขึ้นและสำหรับหลินเวยที่เคยอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดนับตั้งแต่ย่าและพ่อแม่จากไป นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับคำว่าครอบครัวอันอบอุ่นอย่างแท้จริงแม้ว่าอาหารจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายเป็นอย่างมากก็ตาม