หลังจากมื้อเช้าอันแสนอบอุ่นที่ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันผ่านพ้นไป บรรยากาศในจวนตระกูลเสิ่นก็กลับเข้าสู่กิจวัตรประจำวัน เหล่าบุรุษของบ้านต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน เหลือเพียงเหล่าสตรีและเด็กเล็ก ๆ เพียงเท่านั้น
เสิ่นหลิวเวยที่กำลังนั่งเอามือเท้าคาง... หน้าประตูห้องโถงของเรือนกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เด็กหญิงยังคงพยายามประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งการทะลุมิติ ใบหน้าของท่านย่าที่เหมือนกับคุณย่าในชาติก่อน และที่สำคัญที่สุด... นั่นก็คือเสียงปริศนาที่ดังก้องขึ้นในหัวก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลง
ท่ามกลางความเงียบสงบของจวนแห่งนี้ที่มีบ่าวไพร่เพียงน้อยนิด หลินเวยได้ตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกจากเรือนไปนั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นหลิวใหญ่ในสวน ปล่อยให้เสี่ยวชิงยืนรออยู่ห่าง ๆ
ซึ่งเมื่อเธอคิดว่าไม่น่าจะมีใครมาสนใจตัวเองแล้ว หลิวเวยก็ปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งเพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดกับตน
(เสียงที่เราได้ยินมันคืออะไรกันแน่... หรือเราจะแค่ประสาทหลอนไปเอง? ไม่ลองไม่รู้สินะ) จบความคิดนี้ของตน วิญญาณของเธอก็ลองทำในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำอยู่เสมอเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้... นั่นคือการสังเกตการณ์และพิสูจน์ให้รู้จริง
หลิวเวยจึงหลับตาลง พยายามตั้งสมาธิเพ่งเข้าไปในความว่างเปล่าในจิตใจเพื่อค้นหาต้นตอของเสียงทันที และในทันใดนั้นเอง ในห้วงมโนสำนึกที่เคยสับสนวุ่นวายก็พลันปรากฏภาพของพู่หยกสีเขียวมรกตสดใสขึ้นมา
มันลอยเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิด หมุนรอบตัวเองอย่างช้า ๆ เปล่งประกายแสงสีทองอันอบอุ่นออกมา... ซึ่งพู่หยกที่เคยอยู่ในมือของเธอนั้นบัดนี้มันได้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเธอแล้วนั่นเอง
ก่อนที่หลิวเวยจะได้ประมวลผลให้กระจ่างแจ้ง แสงสีเขียวนั้นก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตร่างเล็กร่างหนึ่งที่ผุดออกมาจากตัวพู่หยก
เจ้าตัวน้อยเป็นเด็กหญิงตัวจิ๋วสูงเท่าฝ่ามือของเธอ รูปลักษณ์ของนางน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง ส่วนหัวของนางมีลักษณะคล้ายหน่อไม้อ่อนสีเขียวละมุน
ดวงตากลมโตเป็นประกายดั่งหยาดน้ำค้างยามเช้า สวมใส่ชุดที่ถักทอขึ้นจากใบไผ่สีเขียวสด เด็กหญิงภูตตนนั้นบินวนรอบพู่หยกอย่างร่าเริง ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าจิตสำนึกของเธอแล้วส่งยิ้มกว้างมาให้
‘นายท่าน... นายท่านเจ้าขา... ท่านได้ยินเสียงข้าหรือไม่?’ เสียงเล็กใสนั้นดังขึ้นในหัวของหลิวเวยทั้งชัดเจนและแจ่มแจ้ง หลิวเวยตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะตั้งสติแล้วตอบกลับไปในใจด้วยความสุขุม ‘ได้ยิน... เจ้าคือใคร?’
ภูตจิ๋วดีใจจนตีลังกากลางอากาศ ‘ข้าคือชุนหยา! เป็นภูตพฤกษาที่สถิตอยู่ในพู่หยกนี่อย่างไรเล่า! ในที่สุดเราก็ได้เจอกันแล้ว... นายท่านของข้า!’
‘นายท่าน?’ หลิวเวยทวนก่อนที่นางจะถามต่อในเรื่องที่ตนสงสัย ‘มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน เธอพอจะบอกได้ไหม’
‘ได้สิเจ้าคะ แท้จริงแล้วนายท่านก็คือคนของโลกนี้และเป็นเจ้าของร่างนี้ด้วย ทว่าตอนที่ท่านเกิดดวงจิตของท่านในร่างนี้อ่อนแอมากจนเกินไป ดังนั้นพู่หยกเลยต้องส่งวิญญาณของท่านไปเติบโตในอีกโลกหนึ่งก่อน พอท่านพร้อมแล้ว ข้าจึงได้ดึงวิญญาณของท่านกลับมาหลอมรวมกับร่างนี้เจ้าค่ะ’ ชุนหยาอธิบายอย่างใสซื่อ
ซึ่งคำกล่าวของนางได้ทำให้หลิวเวยได้แต่อ้าปากอ้า ๆ หุบ ๆ แม้ว่านางพอจะคาดเดาได้บ้างแล้วก็ตาม
‘สิ่งที่เจ้าพูดนั้นจริงเหรอ’ เธอถามออกมาอีกอย่างกังขา
‘จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ นายท่านไม่รู้สึกว่าตัวเองผูกพันกับครอบครัวนี้หรอกหรือเจ้าคะ อีกอย่างตอนนี้ร่างกายของร่างนี้ก็แข็งแรงไม่เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ เหมือนเดิมอีกด้วย’
‘เรื่องนี้ข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า ก็ข้าเพิ่งมาอยู่ แต่เรื่องความผูกพันของครอบครัวนั้นข้าเองก็สัมผัสได้ เนื่องจากพ่อแม่ของข้าในภพนั้นจากไปเร็วก็เลยจำความรู้สึกต่าง ๆ ได้ไม่มากนัก จะจำได้ก็แค่ว่าคุณย่าได้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กก็เท่านั้นเอง’ หลิวเวยตอบภูตจิ๋วตามตรง
‘ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ในภพนี้นายท่านก็ได้มีครอบครัวแล้ว อีกทั้งยังเป็นครอบครัวใหญ่เสียด้วย’
คำพูดที่แสนจะไร้เดียงสาของชุนหยาค่อย ๆ ดึงสติของหลิวเวยกลับคืนมา นางสูดหายใจเข้าลึกในห้วงมโนสำนึกของตนเองเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกอันซับซ้อนที่ถาโถมเข้ามา
(จริงอย่างที่ภูตน้อยพูด...ไม่ว่าอดีตชาติจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เธอคือเสิ่นหลิวเวย และตอนนี้เธอมีครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่น อีกทั้งการได้กลับมาพบกับท่านย่าก็อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือโชคชะตาที่นำพาเธอกลับมายังจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง) เธอคิดอย่างเห็นพ้อง
เมื่อจิตใจของเธอสงบลง ความสงสัยในเรื่องตัวตนก็ถูกเก็บไว้เบื้องหลัง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความกระหายใคร่รู้ในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
‘เจ้าพูดถูก... ว่าแต่เจ้ามีพลังอย่างที่ข้าเคยอ่านผ่านตามาในนิยายหรืออย่างเห็นในซีรีส์หรือไม่’ คำถามของหลิวเวยทำให้ดวงตาของชุนหยาเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้นทันที
‘มีสิเจ้าคะ... ข้าจะแสดงให้นายท่านดูบัดเดี๋ยวนี้เลย’
สิ้นเสียงของนาง ทิวทัศน์ในห้วงมโนสำนึกของหลิวเวยก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นเพียงความมืดมิดที่มีพู่หยกลอยเด่นอยู่
บัดนี้กลับกลายเป็นภาพของหุบเขาขนาดเล็กที่เขียวชอุ่มและงดงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย และที่ใจกลางของหุบเขานั้นได้มีบ่อน้ำพุใสสะอาดแห่งหนึ่งกำลังผุดพรายฟองอากาศออกมาอย่างไม่ขาดสาย
‘ที่นี่คือมิติในพู่หยกเจ้าค่ะ!’ ชุนหยาบินไปรอบ ๆ อย่างภาคภูมิใจ ‘ดินที่นี่ดีมาก ปลูกอะไรก็ขึ้น แถมเวลาข้างในยังเดินเร็วกว่าข้างนอกตั้งสิบเท่าเลยนะเจ้าคะ หนึ่งวันที่ท่านอยู่ข้างนอก เท่ากับสิบวันในนี้เลยทีเดียว!’
หลิวเวยเบิกตากว้าง... อัตราเร่งของเวลา 10:1! นั่นหมายความว่าเธอสามารถเพาะปลูกพืชที่ใช้เวลานานให้เติบโตได้ในเวลาเพียงนิดเดียว!
‘แล้วสิ่งนั้น...’ เธอเพ่งมองไปยังบ่อน้ำพุที่อยู่ใจกลางพร้อมกับเอ่ยถาม
‘นั่นคือของวิเศษที่สุดเลยเจ้าค่ะ!’ ชุนหยาบินไปนั่งจุ้มปุ๊ก อยู่บนขอบบ่อ ‘สิ่งนี้คือน้ำพุแห่งจิตวิญญาณ! น้ำในนี้สามารถ ชะล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง บรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ด้วยนะเจ้าคะ แถมถ้าเอาไปรดต้นไม้ ต้นไม้ก็จะแข็งแรงไม่เป็นโรค หรือถ้าเอาไปผสมน้ำรดดิน ดินที่แย่ ๆ ก็จะกลายเป็นดินชั้นเลิศได้ในพริบตา’
‘หา! มันวิเศษมากขนาดนั้นเลย’ เธอถามอย่างกังขาแทบไม่อยากเชื่อหู
‘วิเศษแบบนั้นแหละเจ้าค่ะ หากนายท่านไม่เชื่อ นายท่านก็ลองชิมดูสิเจ้าคะ แต่ข้าน้อยขอแนะนำให้นายท่านดื่มเพียงแค่หนึ่งจอกชา ไม่เช่นนั้นร่างกายเล็ก ๆ ของท่านอาจจะรับไม่ไหวนะเจ้าคะ มันอาจจะระเบิดออกได้’
คำว่าระเบิดของภูตน้อยไม่ได้ทำให้หลิวเวยหวาดกลัว ในทางกลับกัน สมองของนักวิทยาศาสตร์ในตัวเธอกลับแปลความหมายของมันได้อย่างรวดเร็ว
(คงไม่ใช่การระเบิดจริง ๆ แต่น่าจะหมายถึงการที่เซลล์ในร่างกายทนรับพลังงานหรือแร่ธาตุเข้มข้นสูงในปริมาณมากไม่ไหว จนอาจเกิดภาวะเซลล์แตก... เป็นการเตือนที่มีเหตุผล แม้จะใช้คำพูดที่ดูน่ากลัวไปหน่อยก็ตาม)
หลิวเวยพยักหน้าอย่างเข้าใจในห้วงมโนสำนึกของตน ‘ข้าเข้าใจแล้ว... เหมือนกับการกินยาเกินขนาดสินะ การเริ่มต้นจากปริมาณน้อย ๆ คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด... ว่าแต่ข้าจะนำน้ำนั่นออกมาได้อย่างไร?’
‘ง่ายนิดเดียวเจ้าค่ะ!’ ชุนหยาบินมาใกล้ ‘แค่นายท่านนึกถึงรสชาติอันบริสุทธิ์ของมัน แล้วต้องการให้มันไปปรากฏที่ใด มันก็จะไปที่นั่นเลย! ลองนึกให้มันมาอยู่ที่ปลายนิ้วของท่านในโลกแห่งความจริงสิเจ้าคะ!’
จบคำของชุนหยา หลิวเวยที่ชื่นชอบการพิสูจน์ไม่รอช้าที่ต้องการจะทดลอง
‘ข้าจะลองดู’
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ห้วงมโนสำนึกที่งดงามก็ค่อย ๆ จางหายไป พร้อมกับเสียงสุดท้ายของชุนหยาอย่างร่าเริงกึ่งร้องขอ ‘นายท่านช่วยนึกและให้ข้าน้อยไปปรากฏตัวด้านนอกด้วยสิเจ้าคะ รับรองว่าไม่มีใครเห็นชุนหยาหรอกเจ้าค่ะ นอกจากนายเท่าเพียงผู้เดียว’