Partager

ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก
ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก
Auteur: เฟยเทียน / เงาจันทราสีหมึก / กัญญ์ญาภัค

บทที่ 1

เสียงประกาศสถานีต่อไปแว่วมาจากลำโพงที่ติดตั้งอยู่เหนือศีรษะ ปลุกให้หลินเวยละสายตาจากทิวทัศน์ทุ่งนาสีเขียวชอุ่มที่วิ่งผ่านอยู่นอกหน้าต่างรถไฟความเร็วสูง เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอีกสิบห้านาทีก็จะถึงจุดหมายปลายทาง

นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เธออนุญาตให้ตัวเองว่างอย่างแท้จริงโดยที่ไม่มีภาพของกราฟข้อมูล สมการเคมี และภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนมากวนใจหลังจากที่โครงการวิจัยไกอา-7 ที่เธอเป็นหัวหน้าทีมนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ข้าวสาลีสายพันธุ์ใหม่ที่ทนทานต่อความแห้งแล้งกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเกษตรในพื้นที่ทุรกันดาร ทุกคนเฉลิมฉลอง แต่สำหรับเธอผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของมันกลับทิ้งไว้เพียงความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ

ในตอนนั้นเธอเริ่มเบื่อเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงสี ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ดังนั้นหลินเวยจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ผัดผ่อนมาเนิ่นนาน... นั่นก็คือการเดินทางกลับไปยังบ้านเก่าของคุณย่าผู้ล่วงลับ

บ้านไม้หลังเล็กในเมืองต่างจังหวัดที่เงียบสงบ สถานที่... ที่เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลง และเป็นที่เดียวที่เธอรู้สึกว่าสามารถทิ้งตำแหน่ง ดร.หลินและกลับไปเป็นเพียงเวยเวยเด็กหญิงตัวน้อยของย่าได้อีกครั้ง

เมื่อรถแท็กซี่จากสถานีรถไฟจอดลงที่หน้าซอยคุ้นตาและขับจากไปทิ้งให้เธออยู่กับกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว ความเงียบก็เข้าโอบล้อมรอบตัว เสียงจอแจของเมืองหลวงถูกแทนที่ด้วยเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้

หลินเวยยืนสูดอากาศที่เจือด้วยกลิ่นดินและกลิ่นดอกไม้จางเข้าเต็มปอด ก่อนจะเดินลากกระเป๋าไปยังบ้านหลังท้ายสุด... สุดซอย บ้านที่รอคอยการกลับมาของเธออย่างเงียบงัน

กุญแจดอกเก่าในมือฝืดเล็กน้อยเมื่อไขเข้าไปในรูกุญแจที่ไม่ได้ใช้งานมานาน บานประตูไม้ส่งเสียงครืดคราดราวกับกำลังบ่นอุบในความเงียบว่าทำไมเธอถึงเพิ่งกลับมา

และวินาทีที่หลินเวยก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ก็ลอยมาปะทะจมูก... กลิ่นฝุ่นที่ผสมกับกลิ่นไม้การบูรและกลิ่นกระดาษเก่า มันคือกลิ่นของอดีต คือกลิ่นของความทรงจำ

เธอวางกระเป๋าลงและเริ่มลงมือสะสางอดีตอย่างไม่เร่งรีบ โดยเริ่มจากการปัดฝุ่นชั้นหนังสือ การเปิดดูอัลบั้มรูปถ่ายสมัยเก่า ทำให้ความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานค่อย ๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่อบอุ่น

ขณะที่หลินเวยกำลังจัดเก็บข้าวของภายในห้องที่แม้จะมีการจ้างคนมาทำความสะอาดทุกสัปดาห์ แต่ฝุ่นละอองก็ยังคงจับให้เห็นอยู่ทั่วไปนั้นเอง...

สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับหีบไม้การบูรใบเล็กซึ่งถูกเก็บซ่อนและลืมเลือนไว้ใต้เตียงนอนของย่า และเมื่อเธอเปิดออกก็พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด สิ่งนั้นคือพู่หยกชิ้นหนึ่งที่กำลังนอนสงบอยู่บนกองผ้าไหมเก่าเก็บ ราวกับรอคอยการค้นพบมาเนิ่นนาน

ซึ่งมันเป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษที่ไม่มีใครในยุคของเธอเคยใส่ใจจะค้นหาที่มาอีกแล้ว หลินเวยได้หยิบมันขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ตัวหยกแกะสลักอย่างเรียบง่ายเป็นรูปหน่อไม้อ่อนที่ม้วนตัวอย่างน่าเอ็นดู

แต่สีของเนื้อหยกกลับดูธรรมดาอย่างยิ่ง เนื้อของมันเป็นสีเขียวจางขุ่นมัวไร้ประกายราวกับหยกคุณภาพต่ำที่หาได้ดาษดื่นตามท้องตลาดทั่วไป

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เธอมองมันเป็นเพียงวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งเท่านั้น อาจจะเป็นหยกเนไฟรต์ธรรมดา ๆ ที่มีตำหนิภายในเยอะจนแสงไม่อาจส่องผ่านได้

แต่ด้วยความรู้สึกผูกพันบางอย่างที่ยากจะอธิบาย เธอกลับกำมันไว้ในมือแน่น ขณะที่ใช้มืออีกข้างพยายามจะงัดฝากล่องไม้เก่า ๆ อีกใบที่อยู่ข้างกัน และนั่นคือจุดเปลี่ยนของทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตของเธอด้วยอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อเสี้ยนไม้ได้บาดเข้าที่ปลายนิ้วของเธอเข้าอย่างจัง ความเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นมาพร้อมกับหยดเลือดสีแดงสดที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยความตกใจเธอจึงสะบัดมือและเผลอกำพู่หยกแน่นขึ้น เลือดหยดนั้นจึงร่วงหล่นลงบนเนื้อหยกอย่างแม่นยำราวจับวาง

และในทันทีทันใดนั้นเอง ปาฏิหาริย์ที่เธอไม่เคยเชื่อมาก่อนในชีวิตนอกจากเรื่องของวิทยาศาสตร์... ก็ได้บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

หยกสีเขียวจางที่เคยขุ่นมัวพลันดูดซับหยดเลือดของเธอเข้าไปจนหมดสิ้นราวกับฟองน้ำที่กระหาย ในชั่วพริบตาแสงสีเขียวอ่อนจางก็สว่างวาบขึ้นจากภายในเนื้อหยก ขับไล่ความขุ่นมัวทั้งหมดออกไป

พู่หยกในมือของเธอแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตผ่องใส งดงามราวกับมีน้ำทิพย์แห่งวสันตฤดูหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน เธอมองเห็นเส้นใยสีทองละเอียดราวกับเส้นเลือดวิ่งวนอยู่ในเนื้อหยกอย่างน่าอัศจรรย์ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านจากฝ่ามือขึ้นไล้มาตามท่อนแขนอย่างอ่อนโยน

ยังไม่ทันที่สมองนักวิทยาศาสตร์ของเธอจะเริ่มวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตรงหน้า ในห้วงมโนสำนึกของหลินเวยก็ปรากฏภาพของหน่อไม้อ่อนที่อยู่ใจกลางเนื้อหยกค่อย ๆ คลายตัวออกอย่างเนิบช้า เผยให้เห็นใบเลี้ยงขนาดเล็กคู่หนึ่ง พร้อมกับเสียงหัวเราะสดใสเหมือนกระดิ่งลมที่ดังก้องขึ้นในจิตวิญญาณของเธอ

‘ในที่สุดเราก็เจอกันแล้ว... นายท่านของข้า...’

สิ้นเสียงนั้น พลังงานมหาศาลก็พลันระเบิดออกจากพู่หยก แสงสีเขียวเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วทั้งห้องจนทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโพลน ร่างของหลินเวยชาวาบ ความรู้สึกเหมือนถูกดึงออกจากร่างกายอย่างรุนแรงคือสัมผัสสุดท้ายที่เธอรับรู้ ก่อนที่โลกทั้งใบของเธอจะหมุนคว้างและสลายไปพร้อมกับแสงสีเขียวอันไร้ที่สิ้นสุด...

และในตอนนี้เอง ชีวิตในฐานะนักวิทยาศาสตร์ของหลินเวยได้จบสิ้นลงแล้ว... ดุจบุปผาที่ร่วงหล่นจากกิ่งก้าน สู่การเดินทางครั้งใหม่ที่ไม่อาจหยั่งรู้...

ราชวงศ์ต้าเฉิง ปีรัชศกจิ่งไท่ที่สิบห้าที่ไม่มีอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งกำลังเป็นฤดูร้อน ภายในจวนตระกูลเสิ่น อำเภอซีซานเสียงจักจั่นกำลังร้องระงมก้องไปทั่วบริเวณ ไอร้อนลอยขึ้นมาจากพื้นหินจนภาพเบื้องหน้าดูบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย

ที่ริมสระบัวซึ่งบานสะพรั่งรับแสงตะวัน เด็กชายสามคนกำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอย่างสนุกสนานขณะใช้สวิงไล่ต้อนฝูงปลาหลีฮื้อ… ห่างออกไปเล็กน้อยใต้ร่มหลิวได้มีเด็กหญิงร่างเล็กผอมบางในชุดสีชมพูอ่อนกำลังนั่งกอดเข่ามองดูพี่ชายด้วยดวงตาที่เริ่มปรือลง

ก่อนที่ภาพตรงหน้าของนางจะหมุนคว้าง รวมถึงเสียงจักจั่นที่เคยดังหนวกหูกลับค่อย ๆ แผ่วลง ตุบ! ในเสี้ยวลมหายใจต่อมา ร่างเล็กนั้นก็ได้ร่วงผล็อยลงไปนอนกองกับพื้นหญ้าอย่าง ไร้สติ

“น้องเล็ก!” เสิ่นจวินหลี่ เด็กชายวัยหกขวบที่อยู่ใกล้ที่สุดร้องตะโกนเสียงหลง เขาทิ้งสวิงแล้วถลาเข้าไปหาน้องสาวเป็น คนแรก

ก่อนจะตามมาด้วยเสิ่นจวินโม่ พี่ชายคนรองวัยแปดปี เด็กชายย่อตัวลงอังจมูกน้องสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตะโกนบอกพี่ใหญ่ที่กำลังวิ่งหน้าตื่นมาทางนี้

“พี่ใหญ่ นางยังหายใจอยู่!” คำพูดของน้องชายคนที่สองหาได้ทำให้เสิ่นจวินสือพี่ชายคนโตวัยสิบปีรู้สึกเบาใจแต่อย่างใด

เด็กชายรีบช้อนตัวน้องสาวที่เบาหวิวขึ้นมาอุ้มแนบอกแล้วออกวิ่งทันที ความสนุกสนานเมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ฉายชัดบนใบหน้าของเด็กน้อยทั้งสามคนที่กำลังเป็นห่วงน้องน้อยจับใจ

ภายในห้วงมโนสำนึกของหลินเวย หลังจากที่จิตวิญญาณของเธอราวกับถูกกระชากเข้ามาในร่างนี้ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอมากมายก็ได้หลั่งไหลเข้ามาปะปนกับเสียงกระซิบของภูตน้อย… ‘นายท่าน... บ้านใหม่...’

ยังไม่ทันที่หลินเวยจะได้ประมวลผลให้กระจ่างแจ้ง เสียงร้อนใจของใครคนหนึ่งก็ได้ดังเข้าหัวของเธอขึ้นเสียก่อน

“เวยเวย! เวยเวยของแม่!”

เสียงร้องไห้ด้วยความตกใจของหลิวซูซินดังขึ้นทันทีที่บุตรชายคนโตอุ้มร่างไร้สติของบุตรสาวเข้ามาในเรือน ก่อนที่นางจะรีบเข้ามารับร่างนั้นไปวางบนเตียงอย่างนุ่มนวล มือไม้สั่นด้วยความกลัว

ไม่นานนักทั้งนายอำเภอเสิ่นอี้หานผู้เป็นพ่อและหลินเยว่เอ๋อผู้เป็นย่าของเด็กทั้งสี่ก็ได้มารวมตัวกันที่ห้องนอนของเด็กหญิงด้วยความร้อนใจ ก่อนจะตามมาด้วยร่างของท่านหมอจาง ชายชราผมขาวที่บ่าวในเรือนแทบจะอุ้มเข้ามา

หมอชราตรวจชีพจรของผู้ที่ยังนอนสลบอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบเคราแล้วกล่าวกับทุกคนตามที่วินิจฉัยได้

“เป็นเพียงอาการเมาแดดบวกกับร่างกายที่คุณหนูเล็กอ่อนแอแต่กำเนิดเท่านั้นขอรับ ให้นางพักผ่อนมาก ๆ ดื่มยาบำรุงสักสองสามเทียบก็หายดีแล้ว” คำกล่าวของเขาได้ทำให้ทุกคนภายในบ้านถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าแท้จริงแล้วหลินเวยคนเดิมนั้นจิตวิญญาณของนางได้หลอมรวมอย่างสมบูรณ์แล้วกับหลินเวยผู้มาจากอนาคต
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 268

    หญิงสาวเลือกเดินทางมาที่หมู่บ้านท่าเรือประมงค่อนข้างเก่าแห่งหนึ่ง... ลมทะเลพัดแรงหอบเอากลิ่นไอเค็มและความชื้นเข้ามาปะทะใบหน้าหลินเวยในชุดเดรสยาวสีขาว ยืนอยู่บนสะพานเทียบเรือ เธอมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลบรรจบกับท้องฟ้า ที่นี่... แม้ตึกรามบ้านช่องจะเปลี่ยนไปจากภาพในฝัน แต่กลิ่นของทะเล เสียงของค

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 267

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอีกครา นับจากวันที่เหล่าพี่น้องได้พบหน้า... จากฤดูใบไม้ผลิสู่ฤดูหนาว จากผมดำขลับสู่สีดอกเลา... ในที่สุดเรื่องราวของเสิ่นหลิวเวยสตรีผู้พลิกชะตาตระกูลเสิ่นและสร้างตำนานแห่งเมืองตงไห่ก็ได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตที่เรือนพำนักจวนอ๋องจิ้ง... ภายในห้องนอนที่กว้างขวางและเงีย

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 266

    “ท่านอาจื้อคัง! ข้าฮ่าวหราน มารับท่านแล้วขอรับ!”เสิ่นจื้อคังเปิดม่านออกมา น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นหลานชายที่เคยตัวกะเปี๊ยก บัดนี้กลายเป็นชายชาติทหารเต็มตัว“ฮ่าวหราน... เจ้าโตเป็นหนุ่มแน่นขนาดนี้เชียวหรือ! ดี! ดีมาก! สมแล้วที่เป็นลูกของพี่สาม!”ในระหว่างที่เสิ่นฮ่าวหรานกำลังไปรอรับผู้ที่เดินทางมาจากแด

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 265

    กาลเวลาเปรียบดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว มิอาจหวนคืน... จากฤดูร้อนอันแสนวุ่นวายของเหล่าเด็กน้อยในวันวาน เคลื่อนคล้อยผ่านฝนหนาวและใบไม้ผลิมานับอีกสี่ปีสี่ปี... เป็นช่วงเวลาที่จะสั้นก็ว่าสั้นจะว่านานก็นาน เพราะแต่ละปีก็หมายถึงอายุของผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น ส่วนเหล่ารุ่นเยาว์ก็เริ่มเติบโตพอจะบินส

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 264

    ส่วนเสิ่นฮ่าวหรานและจ้าวเฟยหลงทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต... หน้าที่ไสน้ำแข็งและทุบน้ำแข็ง เพราะเป็นหนุ่มสายบู๊ พละกำลังเหลือเฟือทางด้านสองสาว เสิ่นซินเยว่และจ้าวเฟยหง จะทำหน้าที่ฝ่ายบริการและเรียกลูกค้า โดยที่โจวหม่านม่านจะทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบคือนักชิมนั่นเอง ปิดท้ายด้วยเสิ่นอี้ซวนที่จะทำหน้าที่สังเกตภา

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 263

    สายลมร้อนอบอ้าวพัดผ่านทุ่งนาสีเขียวขจีของเมืองตงไห่ แม้จะเป็นฤดูร้อนที่แผดเผาแต่สำหรับจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นฉ่ำจากความรักและความมีชีวิตชีวาที่ห้องทำงานส่วนตัวของเสิ่นอี้เทียน... หนุ่มน้อยในวัยสิบสามปีกำลังนั่งหลังตรงจรดพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี กลิ่นหมึกหอมจางลอยอบอวลไปในอากาศ“เ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 107

    เสิ่นหลิวเวยมองฝูงชนที่กำลังยืนน้ำลายสออยู่หน้าประตูอย่างกับซอมบี้... แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา“เอาละทุกท่าน!” นางตะโกนเสียงใส “ในเมื่อมากันถึงที่นี่แล้ว... วันนี้เวยเวยจะเลี้ยงเอง!”สิ้นคำประกาศนี้ของคนตัวเล็ก... เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังกึกก้องไปทั่วหน้าประตูห้องครัวเล็กแห่งนี้“แต่ว่า!”

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 102

    “ข้ายังไม่แพ้!” นางตอบกลับเสียงดัง “นี่เพิ่งจะข้อที่สอง! ยังเหลือข้อสุดท้าย! ท่านอาจารย์... ได้โปรด...ตั้งโจทย์ข้อต่อไปด้วยเถอะเจ้าค่ะ”หยางซือเจ๋อลูบเคราของตนเองอย่างพึงพอใจ “ดีมาก! มีน้ำอดน้ำทน!” เขายิ้มกว้าง “เช่นนั้น... จงฟังโจทย์ข้อสุดท้ายให้ดี ข้อนี้... จะตัดสินทุกสิ่ง”บรรยากาศในโรงอาหารตึงเค

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 101

    ความเงียบเข้าปกคลุมโรงอาหาร สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปทางเขาเป็นตาเดียว “จงฟังให้ดี... พ่อค้าผู้หนึ่งมีไข่ไก่ในตะกร้าสิบแปดฟอง เขาเดินไปที่ตลาด ซื้อไข่ไก่เพิ่มมาอีกหกสิบเจ็ดฟอง แต่ระหว่างทางกลับบ้านเกิดสะดุดล้ม ทำไข่แตกไปสามสิบสองฟองขอถามว่า... บัดนี้พ่อค้าผู้นี้เหลือไข่ไก่อยู่กี่ฟอง!”โจทย์บวกลบที่ถ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 99

    ‘นายท่านเจ้าขา... อาหารพวกนี้... ชุนหยาทนดูไม่ได้ จริง ๆ เจ้าค่ะ! ทั้งมันฝรั่งที่ต้มจนเละไม่เป็นท่า! ทั้งมะเขือเทศที่ถูกผัดจนสีซีด! พวกเขาทำลายคุณค่าของวัตถุดิบดี ๆ ไปหมดแล้ว!’ ชุนหยาที่ลอยอยู่ไม่ไกลกรีดร้องโหยหวนอยู่ในมโนสำนึกของนาง‘ใจเย็นก่อนเถอะชุนหยา ข้าเองก็ทนไม่ได้เหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ แ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status