ในเวลาเดียวกันนี้เองเด็กทั้งสี่คนกำลังช่วยกันขุดมันเทศป่าอย่างสนุกสนานจนลืมเวลา เสื้อผ้าของพวกเขาล้วนเปรอะเปื้อนดินโคลนไปตาม ๆ กัน โดยที่ทางด้านเรือนใหญ่บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปเพราะเต็มไปด้วยความกังวล
ซึ่งพวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าบัดนี้ผู้ใหญ่ทั้งสามต่างพากันร้อนใจที่พวกเขาหายเงียบไปหลายชั่วยามอย่างผิดสังเกตและหลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสี่รวมถึงบ่าวดูแลหญิงชราเดินออกมาจากห้องโถงหลัก
“มีใครอยู่แถวนี้บ้าง” จางชุนฮวาตะโกนเรียกเสียงดัง และเมื่อพวกเขารออยู่ไม่นานก็เห็นบ่าวชายที่กำลังตัดฟืนอยู่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา “อาเต๋อ เจ้าเห็นหลาน ๆ ของข้าบ้างหรือไม่”
อาเต๋อเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารที่หูไม่ได้หนวกแต่พูดไม่ได้พยักหน้ารับพร้อมกับชี้นิ้วหยาบ ๆ ของเขาไปทางกำแพงจวน
“พวกเขาอยู่ริมกำแพงจวนเช่นนั้นรึ” หญิงชราทวน
อาเต๋อรีบผงกหัวรับรัว ๆ เมื่อได้รับคำยืนยันผู้ใหญ่ทั้งสี่รวมถึงหญิงวัยกลางคนที่เป็นคนดูแลหลินเยว่เอ๋อก็พากันเดินมาตามทิศทางที่อาเต๋อบอก
ส่วนพวกเด็กน้อยกองทัพพิทักษ์ปากทอง หลังจากที่ขุดมันเทศป่าจนได้กองโตพอสมควร หลิวเวยก็ประกาศยุติการขุดชั่วคราว
“ท่านแม่ทัพ” จื้ออันที่ตอนนี้อินกับบทบาทใหม่เต็มที่ เอ่ยถามขณะเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “เราได้มันเทศเยอะแล้ว ภารกิจต่อไปคืออะไรหรือขอรับ?”
หลิวเวยฉีกยิ้มกว้าง “ท่านเทพเซินหนงบอกว่า ยังมีสมบัติอีกอย่างหนึ่งรอเราอยู่!” นางกล่าวพลางชี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของจวนที่อยู่ไกลออกไป “ท่านบอกว่าตรงเรือนเก็บฟืนเก่าตรงนั้น มีต้นพุทรา ลูกของมันหวานกว่าพุทราทั่วไปสิบเท่าเลยนะ!” เมื่อได้ยินว่ามีของกินอีก เด็ก ๆ ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนย้ายกองทัพเล็ก ๆ ของตนก็พอดีกับผู้ใหญ่ทั้งสี่พากันเดินมาทางพวกเขาพอดี
“อยู่ตรงนี้กันจริงด้วย” เสียงของหลิวซูซินดังขึ้น
ทำให้เด็กทั้งสี่ที่กำลังวางแผนกันอย่างสนุกสนานถึงกับสะดุ้งโหยง พวกเขารีบหันไปมองต้นเสียงทันที และก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นผู้ใหญ่ทั้งสี่คนยืนอยู่ไม่ไกล... ซึ่งใบหน้าของแต่ละคนฉายแววโล่งใจที่หาตัวพวกเขาพบ แต่ก็เจือปนไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นสภาพมอมแมมของลูกหลานแต่ละคน
หลิวซูซินกำลังจะเอ่ยปากดุที่บุตรสาวและหลานสองคนที่หนีมาเล่นไกลถึงที่รกร้างเช่นนี้ แต่คำพูดทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นกองมันเทศป่าขนาดมหึมาที่สุมอยู่ที่ข้างเท้าของเด็กทั้งสี่คน
“สวรรค์ช่วย!” จางชุนฮวาอุทานออกมาเป็นคนแรก นางเดินตรงเข้าไปดูใกล้ ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา “นี่พวกเจ้าไปขุดมาจากไหนกันมากมายถึงเพียงนี้!”
มันเทศกองนั้นใหญ่เกินกว่าที่เด็กสี่คนจะหาเจอได้โดยบังเอิญในเวลาสั้น ๆ และบางหัวยังมีขนาดใหญ่กว่ามันเทศที่วางขายในตลาดเสียอีก
“ท่านแม่! เป็นท่านแม่ทัพเอ๊ย เป็นน้องสาวบอกว่าเทพเซินหนงมาบอกให้ขุดขอรับ” เสิ่นจื้อคังรีบอธิบายออกมาเสียงดัง
เมื่อทุกคนได้ยินคำว่าเทพเซินหนงทุกสายตาก็ได้ย้ายมามองทางเสิ่นหลิวเวยเป็นตาเดียว
หลินเยว่เอ๋อมองใบหน้าเล็ก ๆ ของหลานสาวด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ตอนที่หลานสาวฟื้นไข้ นางก็รู้สึกได้ว่าหลานคนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไป
เพราะการที่เด็กน้อยร่างกายอ่อนแอตลอดกลับมาแข็งแรงก็นับว่าปาฏิหาริย์มากพอแล้ว... แต่ตอนนี้นางยังสามารถค้นพบแหล่งอาหารได้มากมายขนาดนี้... มันยิ่งเป็นการตอกย้ำเรื่องน่าอัศจรรย์มากขึ้นไปอีก
“พวกเราเก่งไหมขอรับท่านแม่!” เสิ่นจื้ออันผู้ลืมความกลัวไปหมดสิ้น รีบวิ่งไปอวดมารดาของตนอย่างภาคภูมิใจ และเสียงของเขาได้ทำให้ผู้เป็นย่าหลุดจากภวังค์
“นี่เป็นฝีมือของพวกเราเอง! ท่านแม่ทัพ... เอ๊ย... น้องเล็กเป็นคนนำทางพวกเรามา!” เจ้าตัวยังคงพูดต่อ
“ยังไม่หมดแค่นี้นะขอรับ เพราะท่านเทพยังบอกน้องเล็กมาอีกว่า” เสิ่นจื้ออันผู้เป็นพี่ชายรีบเสริมขึ้นบ้าง ก่อนจะยกนิ้วชี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของจวน “ที่เรือนเก็บฟืนเก่าทางทิศใต้ยังมีต้นพุทราที่ออกลูกหวาน ๆ เต็มไปหมดเลยขอรับ!”
คราวนี้ไม่ใช่แค่จางชุนฮวาแล้ว แม้แต่หลิวซูซินเองก็ยังตกตะลึง เรือนเก็บฟืนเก่านั่นแทบไม่มีใครเดินผ่านไปนานแล้ว (หรือว่าจะมีท่านเทพมาบอกบุตรีของตนจริง ๆ ) นางคิดพลางมองไปยังบุตรสาวตัวน้อยที่กำลังยืนยิ้มแป้นอยู่ด้วยแววตาซับซ้อน
ยังไม่ทันที่เหล่าผู้ใหญ่จะได้เอ่ยปากซักถามอะไรต่อ เสิ่นหลิวเวยก็ฉวยโอกาสนี้ในการทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงมาทันที นางรู้ดีว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เมื่อความน่าเชื่อถือของเทพเซินหนงถูกปูทางไว้แล้ว
“ท่านย่า ท่านแม่ ท่านอาสะใภ้รองเจ้าคะ ท่านเทพเซินหนงไม่ได้บอกข้าแค่เรื่องมันเทศกับพุทราเพียงเท่านั้นนะเจ้าคะ!” หลิวเวยเกริ่นออกมาเสียงดังฟังชัด จึงได้ดึงดูดทุกสายตาให้กลับมาที่นางอีกคำรบ
นางชี้นิ้วเล็ก ๆ ของตนไปยังพงหญ้าอีกด้านหนึ่งที่มีต้นไม้ใบเขียวเข้มและดอกสีม่วงอ่อนขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นทิศทางที่เหล่าผู้ใหญ่เพิ่งเดินผ่านมาและพยายามหลีกเลี่ยงมันตามสัญชาตญาณ
“ท่านเทพยังบอกอีกว่า... ตรงนั้น... มีสมบัติล้ำค่าที่สุดซ่อนอยู่เจ้าค่ะ และมันจะเป็นอาหารทำให้พวกเรารวมถึงคนในอำเภอนี้จะไม่อดอยากอีกต่อไป”
คำพูดนี้ของนางได้ทำให้จางชุนฮวาขมวดคิ้วมุ่น “หลานเวยเวย เจ้ากำลังพูดถึงต้นอะไรกัน? ตรงนั้นมันมีแต่ดงต้นพิษไม่ใช่หรือ! อาสะใภ้รองเคยเห็นคนนำมากินแล้วเขาก็เล่าลือกันว่ามันทำให้คนตายได้ทีเดียว” น้ำเสียงของจางชุนฮวาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“สิ่งนั้นแหละเจ้าค่ะ!” หลิวเวยยิ้มกว้างอย่างที่คนในยุคนี้มองว่าช่างไม่รู้อะไรเลย “ท่านเทพเซินหนงบอกข้าว่า พวกเราต่างหากที่เข้าใจผิด! ท่านเรียกมันว่าพืชทองคำใต้ดิน... ท่านบอกว่ามันไม่เป็นพิษเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นอาหารชั้นเลิศที่สามารถเลี้ยงคนได้มากมายต่างหากล่ะเจ้าคะ”
คำพูดนี้ของนางได้ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนต่างนิ่งงัน และท่ามกลางความเงียบนี้เองหลิวเวยก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็น
“ท่านเทพเซินหนงได้สอนวิธีทำให้มันไม่มีพิษแก่เวยเวยมาด้วยนะเจ้าคะ”
คำพูดที่หนักแน่นและมั่นใจของเด็กหญิงวัยสี่ขวบ ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนต่างนิ่งงันไปชั่วขณะ จางชุนฮวาอ้าปากค้างกำลังจะโต้แย้งว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลที่เอาชีวิตคนมาล้อเล่น แต่ก่อนที่นางจะได้เปล่งเสียงใดออกมา หญิงชราผู้เป็นแม่สามีก็ขยับตัวก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวเสียก่อน
หลินเยว่เอ๋อจ้องมองหลานสาวของตนด้วยแววตาที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง ความหวาดกลัวที่คนอื่นรู้สึกนั้นไม่มีอยู่ในดวงตาของนางเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันมันกลับเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นที่กำลังเรียกหาต่างหาก
“เวยเวย...” หญิงชราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดลง น้ำเสียงของนางไม่ได้เป็นการตำหนิแต่เป็นการไต่ถามอย่างจริงจัง
“เจ้าบอกย่าได้หรือไม่ว่า... ท่านเทพเซินหนงสอนวิธีทำให้พืชทองคำนี้ไร้พิษอย่างไร?”
คำถามนี้ทำให้ทั้งหลิวซูซินและจางชุนฮวาพากันตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม! นี่ท่านแม่เชื่อเรื่องเล่าที่ดูเหมือนนิทานของเด็กสี่ขวบจริง ๆ หรือ? (คนทั้งคู่ต่างคิดเหมือนกัน)
หลิวเวยพยักหน้ารับด้วยท่าทางจริงจัง “ท่านบอกว่าพิษของมันอยู่ที่เปลือกสีเขียวและหน่อที่งอกออกมาเท่านั้น” เด็กหญิงเว้นจังหวะลงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“แต่หากเราเลือกหัวที่ยังสด เปลือกไม่เขียว ไม่งอกหน่อ นำไปต้มทั้งเปลือกจนสุกเต็มที่ก็สามารถกินได้อย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ เพราะเนื้อในมิได้มีพิษร้าย เพียงแต่หากหัวใดเขียวคล้ำหรือมีรสขมผิดปกติต่อให้ตัดส่วนเสียทิ้งก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี ดังนั้นจึงต้องระวังในส่วนนี้”
“เป็นเช่นนั้นจริงหรือ” จางชุนฮวายังคงรู้สึกกังขา
“จริงสิเจ้าคะ” เด็กหญิงยืนยันเสียงหนัก ก่อนที่น้ำเสียงของหญิงชราจะดังขึ้นอย่างใคร่รู้เป็นลำดับถัดมา
“เวยเวยหากเป็นอย่างที่หลานว่า... แล้วเรื่องการเพาะปลูกเล่าท่านเทพได้แนะนำมาด้วยหรือไม่”
เสิ่นหลิวเวยกะพริบตาเงยหน้ามองใบหน้าของหญิงชราก่อนจะตอบตามจริง “ท่านย่าเจ้าคะ ท่านเทพสอนว่า หัวที่งอกหน่อแม้กินมิได้ แต่หากนำไปฝังในดินร่วนโปร่งที่ได้รับแสงและความชุ่มชื้นพอเหมาะ หน่อเล็กนั้นจะเติบโตขึ้นเป็นต้นใหม่ แตกกิ่งใบและสร้างหัวมากมายอยู่ใต้ผืนดินเจ้าค่ะ”
หญิงชราพยักหน้าลงช้า ๆ ราวกับกำลังไตร่ตรองข้อมูลสำคัญ ก่อนที่นางจะเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน สายตาของนางกวาดมองหลานสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สังเกตเห็นแก้มที่เริ่มมีสีเลือดฝาดและความสดใสในแววตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เวยเวย... ตั้งแต่เจ้าฟื้นไข้ครานี้” นางกล่าวเสียงเบาลงเล็กน้อย “ย่าสังเกตว่าเจ้าดูแข็งแรงขึ้นมาก ไม่ไอเลยแม้แต่น้อย... ย่าอยากรู้ว่า... นอกจากความรู้เรื่องพืชพรรณแล้ว ท่านเทพเซินหนงได้มอบยาหรือของวิเศษอันใดให้เจ้าอีกหรือไม่?”
คำถามนี้ตรงประเด็นอย่างที่หลิวเวยคาดไว้ไม่มีผิด! นี่คือโอกาสทองที่นางจะแนะนำน้ำพุวิเศษให้ครอบครัวรับรู้เพื่อยกระดับสุขภาพของทุกคนอย่างเป็นทางการ
หลิวเวยมองหน้าท่านย่า ก่อนจะเหลือบมองไปยังเสี่ยวชิง ที่ยืนอยู่ห่าง ๆ รวมถึงหญิงกลางคนบ่าวรับใช้ข้างกายท่านย่าด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น นางจึงตัดสินใจว่าเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ไม่ควรเปิดเผยต่อหน้าคนนอก แม้ว่าคนทั้งสองจะไว้ใจได้ก็ตาม
นางส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกแขนเสื้อของท่านย่าเบา ๆ แล้วทำท่าทางให้ท่านย่าก้มลงมาใกล้ปากของตน
“ท่านย่าเจ้าขา... เรื่องนี้สำคัญมากจริง ๆ เจ้าค่ะ” นางกระซิบเสียงแผ่วพอให้ได้ยินกันแค่ในกลุ่มผู้ใหญ่ในครอบครัว
“ท่านเทพได้มอบน้ำหวานอมฤตให้เวยเวยมาเจ้าค่ะ แต่ท่านกำชับว่าของสิ่งนี้ล้ำค่ามาก ห้ามให้คนนอกล่วงรู้โดยเด็ดขาด”
นางเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยแววตาที่จริงจัง “เวยเวย อยากรอให้ท่านปู่กับท่านพ่อและท่านอารองสามกลับมาก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนี้พร้อมหน้ากันในห้องโถงได้หรือไม่เจ้าคะ? มันเกี่ยวข้องกับสุขภาพของทุกคนในครอบครัวเราด้วย”
คำพูดที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ประกอบกับท่าทางที่สุขุมและลึกลับของนาง ทำให้หลินเยว่เอ๋อพยักหน้ารับทันที “ดี! เช่นนั้นก็เอาตามนี้” หญิงชราตัดสินใจ “เรื่องนี้ถือเป็นความลับสุดยอดของตระกูลเสิ่น ห้ามผู้ใดนำไปแพร่งพรายเด็ดขาด!” นางหันไปกำชับสะใภ้ทั้งสองของตนเสียงเข้ม