Share

บทที่ 6

ในเวลาเดียวกันนี้เองเด็กทั้งสี่คนกำลังช่วยกันขุดมันเทศป่าอย่างสนุกสนานจนลืมเวลา เสื้อผ้าของพวกเขาล้วนเปรอะเปื้อนดินโคลนไปตาม ๆ กัน โดยที่ทางด้านเรือนใหญ่บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปเพราะเต็มไปด้วยความกังวล

ซึ่งพวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าบัดนี้ผู้ใหญ่ทั้งสามต่างพากันร้อนใจที่พวกเขาหายเงียบไปหลายชั่วยามอย่างผิดสังเกตและหลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสี่รวมถึงบ่าวดูแลหญิงชราเดินออกมาจากห้องโถงหลัก

“มีใครอยู่แถวนี้บ้าง” จางชุนฮวาตะโกนเรียกเสียงดัง และเมื่อพวกเขารออยู่ไม่นานก็เห็นบ่าวชายที่กำลังตัดฟืนอยู่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา “อาเต๋อ เจ้าเห็นหลาน ๆ ของข้าบ้างหรือไม่”

อาเต๋อเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารที่หูไม่ได้หนวกแต่พูดไม่ได้พยักหน้ารับพร้อมกับชี้นิ้วหยาบ ๆ ของเขาไปทางกำแพงจวน

“พวกเขาอยู่ริมกำแพงจวนเช่นนั้นรึ” หญิงชราทวน

อาเต๋อรีบผงกหัวรับรัว ๆ เมื่อได้รับคำยืนยันผู้ใหญ่ทั้งสี่รวมถึงหญิงวัยกลางคนที่เป็นคนดูแลหลินเยว่เอ๋อก็พากันเดินมาตามทิศทางที่อาเต๋อบอก

ส่วนพวกเด็กน้อยกองทัพพิทักษ์ปากทอง หลังจากที่ขุดมันเทศป่าจนได้กองโตพอสมควร หลิวเวยก็ประกาศยุติการขุดชั่วคราว

“ท่านแม่ทัพ” จื้ออันที่ตอนนี้อินกับบทบาทใหม่เต็มที่ เอ่ยถามขณะเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “เราได้มันเทศเยอะแล้ว ภารกิจต่อไปคืออะไรหรือขอรับ?”

หลิวเวยฉีกยิ้มกว้าง “ท่านเทพเซินหนงบอกว่า ยังมีสมบัติอีกอย่างหนึ่งรอเราอยู่!” นางกล่าวพลางชี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของจวนที่อยู่ไกลออกไป “ท่านบอกว่าตรงเรือนเก็บฟืนเก่าตรงนั้น มีต้นพุทรา ลูกของมันหวานกว่าพุทราทั่วไปสิบเท่าเลยนะ!” เมื่อได้ยินว่ามีของกินอีก เด็ก ๆ ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนย้ายกองทัพเล็ก ๆ ของตนก็พอดีกับผู้ใหญ่ทั้งสี่พากันเดินมาทางพวกเขาพอดี

“อยู่ตรงนี้กันจริงด้วย” เสียงของหลิวซูซินดังขึ้น

ทำให้เด็กทั้งสี่ที่กำลังวางแผนกันอย่างสนุกสนานถึงกับสะดุ้งโหยง พวกเขารีบหันไปมองต้นเสียงทันที และก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นผู้ใหญ่ทั้งสี่คนยืนอยู่ไม่ไกล... ซึ่งใบหน้าของแต่ละคนฉายแววโล่งใจที่หาตัวพวกเขาพบ แต่ก็เจือปนไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นสภาพมอมแมมของลูกหลานแต่ละคน

หลิวซูซินกำลังจะเอ่ยปากดุที่บุตรสาวและหลานสองคนที่หนีมาเล่นไกลถึงที่รกร้างเช่นนี้ แต่คำพูดทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นกองมันเทศป่าขนาดมหึมาที่สุมอยู่ที่ข้างเท้าของเด็กทั้งสี่คน

“สวรรค์ช่วย!” จางชุนฮวาอุทานออกมาเป็นคนแรก นางเดินตรงเข้าไปดูใกล้ ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา “นี่พวกเจ้าไปขุดมาจากไหนกันมากมายถึงเพียงนี้!”

มันเทศกองนั้นใหญ่เกินกว่าที่เด็กสี่คนจะหาเจอได้โดยบังเอิญในเวลาสั้น ๆ และบางหัวยังมีขนาดใหญ่กว่ามันเทศที่วางขายในตลาดเสียอีก

“ท่านแม่! เป็นท่านแม่ทัพเอ๊ย เป็นน้องสาวบอกว่าเทพเซินหนงมาบอกให้ขุดขอรับ” เสิ่นจื้อคังรีบอธิบายออกมาเสียงดัง

เมื่อทุกคนได้ยินคำว่าเทพเซินหนงทุกสายตาก็ได้ย้ายมามองทางเสิ่นหลิวเวยเป็นตาเดียว

หลินเยว่เอ๋อมองใบหน้าเล็ก ๆ ของหลานสาวด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ตอนที่หลานสาวฟื้นไข้ นางก็รู้สึกได้ว่าหลานคนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไป

เพราะการที่เด็กน้อยร่างกายอ่อนแอตลอดกลับมาแข็งแรงก็นับว่าปาฏิหาริย์มากพอแล้ว... แต่ตอนนี้นางยังสามารถค้นพบแหล่งอาหารได้มากมายขนาดนี้... มันยิ่งเป็นการตอกย้ำเรื่องน่าอัศจรรย์มากขึ้นไปอีก

“พวกเราเก่งไหมขอรับท่านแม่!” เสิ่นจื้ออันผู้ลืมความกลัวไปหมดสิ้น รีบวิ่งไปอวดมารดาของตนอย่างภาคภูมิใจ และเสียงของเขาได้ทำให้ผู้เป็นย่าหลุดจากภวังค์

“นี่เป็นฝีมือของพวกเราเอง! ท่านแม่ทัพ... เอ๊ย... น้องเล็กเป็นคนนำทางพวกเรามา!” เจ้าตัวยังคงพูดต่อ

“ยังไม่หมดแค่นี้นะขอรับ เพราะท่านเทพยังบอกน้องเล็กมาอีกว่า” เสิ่นจื้ออันผู้เป็นพี่ชายรีบเสริมขึ้นบ้าง ก่อนจะยกนิ้วชี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของจวน “ที่เรือนเก็บฟืนเก่าทางทิศใต้ยังมีต้นพุทราที่ออกลูกหวาน ๆ เต็มไปหมดเลยขอรับ!”

คราวนี้ไม่ใช่แค่จางชุนฮวาแล้ว แม้แต่หลิวซูซินเองก็ยังตกตะลึง เรือนเก็บฟืนเก่านั่นแทบไม่มีใครเดินผ่านไปนานแล้ว (หรือว่าจะมีท่านเทพมาบอกบุตรีของตนจริง ๆ ) นางคิดพลางมองไปยังบุตรสาวตัวน้อยที่กำลังยืนยิ้มแป้นอยู่ด้วยแววตาซับซ้อน

ยังไม่ทันที่เหล่าผู้ใหญ่จะได้เอ่ยปากซักถามอะไรต่อ เสิ่นหลิวเวยก็ฉวยโอกาสนี้ในการทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงมาทันที นางรู้ดีว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เมื่อความน่าเชื่อถือของเทพเซินหนงถูกปูทางไว้แล้ว

“ท่านย่า ท่านแม่ ท่านอาสะใภ้รองเจ้าคะ ท่านเทพเซินหนงไม่ได้บอกข้าแค่เรื่องมันเทศกับพุทราเพียงเท่านั้นนะเจ้าคะ!” หลิวเวยเกริ่นออกมาเสียงดังฟังชัด จึงได้ดึงดูดทุกสายตาให้กลับมาที่นางอีกคำรบ

นางชี้นิ้วเล็ก ๆ ของตนไปยังพงหญ้าอีกด้านหนึ่งที่มีต้นไม้ใบเขียวเข้มและดอกสีม่วงอ่อนขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นทิศทางที่เหล่าผู้ใหญ่เพิ่งเดินผ่านมาและพยายามหลีกเลี่ยงมันตามสัญชาตญาณ

“ท่านเทพยังบอกอีกว่า... ตรงนั้น... มีสมบัติล้ำค่าที่สุดซ่อนอยู่เจ้าค่ะ และมันจะเป็นอาหารทำให้พวกเรารวมถึงคนในอำเภอนี้จะไม่อดอยากอีกต่อไป”

คำพูดนี้ของนางได้ทำให้จางชุนฮวาขมวดคิ้วมุ่น “หลานเวยเวย เจ้ากำลังพูดถึงต้นอะไรกัน? ตรงนั้นมันมีแต่ดงต้นพิษไม่ใช่หรือ! อาสะใภ้รองเคยเห็นคนนำมากินแล้วเขาก็เล่าลือกันว่ามันทำให้คนตายได้ทีเดียว” น้ำเสียงของจางชุนฮวาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“สิ่งนั้นแหละเจ้าค่ะ!” หลิวเวยยิ้มกว้างอย่างที่คนในยุคนี้มองว่าช่างไม่รู้อะไรเลย “ท่านเทพเซินหนงบอกข้าว่า พวกเราต่างหากที่เข้าใจผิด! ท่านเรียกมันว่าพืชทองคำใต้ดิน... ท่านบอกว่ามันไม่เป็นพิษเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นอาหารชั้นเลิศที่สามารถเลี้ยงคนได้มากมายต่างหากล่ะเจ้าคะ”

คำพูดนี้ของนางได้ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนต่างนิ่งงัน และท่ามกลางความเงียบนี้เองหลิวเวยก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็น

“ท่านเทพเซินหนงได้สอนวิธีทำให้มันไม่มีพิษแก่เวยเวยมาด้วยนะเจ้าคะ”

คำพูดที่หนักแน่นและมั่นใจของเด็กหญิงวัยสี่ขวบ ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนต่างนิ่งงันไปชั่วขณะ จางชุนฮวาอ้าปากค้างกำลังจะโต้แย้งว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลที่เอาชีวิตคนมาล้อเล่น แต่ก่อนที่นางจะได้เปล่งเสียงใดออกมา หญิงชราผู้เป็นแม่สามีก็ขยับตัวก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวเสียก่อน

หลินเยว่เอ๋อจ้องมองหลานสาวของตนด้วยแววตาที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง ความหวาดกลัวที่คนอื่นรู้สึกนั้นไม่มีอยู่ในดวงตาของนางเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันมันกลับเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นที่กำลังเรียกหาต่างหาก

“เวยเวย...” หญิงชราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดลง น้ำเสียงของนางไม่ได้เป็นการตำหนิแต่เป็นการไต่ถามอย่างจริงจัง

“เจ้าบอกย่าได้หรือไม่ว่า... ท่านเทพเซินหนงสอนวิธีทำให้พืชทองคำนี้ไร้พิษอย่างไร?”

คำถามนี้ทำให้ทั้งหลิวซูซินและจางชุนฮวาพากันตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม! นี่ท่านแม่เชื่อเรื่องเล่าที่ดูเหมือนนิทานของเด็กสี่ขวบจริง ๆ หรือ? (คนทั้งคู่ต่างคิดเหมือนกัน)

หลิวเวยพยักหน้ารับด้วยท่าทางจริงจัง “ท่านบอกว่าพิษของมันอยู่ที่เปลือกสีเขียวและหน่อที่งอกออกมาเท่านั้น” เด็กหญิงเว้นจังหวะลงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“แต่หากเราเลือกหัวที่ยังสด เปลือกไม่เขียว ไม่งอกหน่อ นำไปต้มทั้งเปลือกจนสุกเต็มที่ก็สามารถกินได้อย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ เพราะเนื้อในมิได้มีพิษร้าย เพียงแต่หากหัวใดเขียวคล้ำหรือมีรสขมผิดปกติต่อให้ตัดส่วนเสียทิ้งก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี ดังนั้นจึงต้องระวังในส่วนนี้”

“เป็นเช่นนั้นจริงหรือ” จางชุนฮวายังคงรู้สึกกังขา

“จริงสิเจ้าคะ” เด็กหญิงยืนยันเสียงหนัก ก่อนที่น้ำเสียงของหญิงชราจะดังขึ้นอย่างใคร่รู้เป็นลำดับถัดมา

“เวยเวยหากเป็นอย่างที่หลานว่า... แล้วเรื่องการเพาะปลูกเล่าท่านเทพได้แนะนำมาด้วยหรือไม่”

เสิ่นหลิวเวยกะพริบตาเงยหน้ามองใบหน้าของหญิงชราก่อนจะตอบตามจริง “ท่านย่าเจ้าคะ ท่านเทพสอนว่า หัวที่งอกหน่อแม้กินมิได้ แต่หากนำไปฝังในดินร่วนโปร่งที่ได้รับแสงและความชุ่มชื้นพอเหมาะ หน่อเล็กนั้นจะเติบโตขึ้นเป็นต้นใหม่ แตกกิ่งใบและสร้างหัวมากมายอยู่ใต้ผืนดินเจ้าค่ะ”

หญิงชราพยักหน้าลงช้า ๆ ราวกับกำลังไตร่ตรองข้อมูลสำคัญ ก่อนที่นางจะเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน สายตาของนางกวาดมองหลานสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สังเกตเห็นแก้มที่เริ่มมีสีเลือดฝาดและความสดใสในแววตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“เวยเวย... ตั้งแต่เจ้าฟื้นไข้ครานี้” นางกล่าวเสียงเบาลงเล็กน้อย “ย่าสังเกตว่าเจ้าดูแข็งแรงขึ้นมาก ไม่ไอเลยแม้แต่น้อย... ย่าอยากรู้ว่า... นอกจากความรู้เรื่องพืชพรรณแล้ว ท่านเทพเซินหนงได้มอบยาหรือของวิเศษอันใดให้เจ้าอีกหรือไม่?”

คำถามนี้ตรงประเด็นอย่างที่หลิวเวยคาดไว้ไม่มีผิด! นี่คือโอกาสทองที่นางจะแนะนำน้ำพุวิเศษให้ครอบครัวรับรู้เพื่อยกระดับสุขภาพของทุกคนอย่างเป็นทางการ

หลิวเวยมองหน้าท่านย่า ก่อนจะเหลือบมองไปยังเสี่ยวชิง ที่ยืนอยู่ห่าง ๆ รวมถึงหญิงกลางคนบ่าวรับใช้ข้างกายท่านย่าด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น นางจึงตัดสินใจว่าเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ไม่ควรเปิดเผยต่อหน้าคนนอก แม้ว่าคนทั้งสองจะไว้ใจได้ก็ตาม

นางส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกแขนเสื้อของท่านย่าเบา ๆ แล้วทำท่าทางให้ท่านย่าก้มลงมาใกล้ปากของตน

“ท่านย่าเจ้าขา... เรื่องนี้สำคัญมากจริง ๆ เจ้าค่ะ” นางกระซิบเสียงแผ่วพอให้ได้ยินกันแค่ในกลุ่มผู้ใหญ่ในครอบครัว

“ท่านเทพได้มอบน้ำหวานอมฤตให้เวยเวยมาเจ้าค่ะ แต่ท่านกำชับว่าของสิ่งนี้ล้ำค่ามาก ห้ามให้คนนอกล่วงรู้โดยเด็ดขาด”

นางเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยแววตาที่จริงจัง “เวยเวย อยากรอให้ท่านปู่กับท่านพ่อและท่านอารองสามกลับมาก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนี้พร้อมหน้ากันในห้องโถงได้หรือไม่เจ้าคะ? มันเกี่ยวข้องกับสุขภาพของทุกคนในครอบครัวเราด้วย”

คำพูดที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ประกอบกับท่าทางที่สุขุมและลึกลับของนาง ทำให้หลินเยว่เอ๋อพยักหน้ารับทันที “ดี! เช่นนั้นก็เอาตามนี้” หญิงชราตัดสินใจ “เรื่องนี้ถือเป็นความลับสุดยอดของตระกูลเสิ่น ห้ามผู้ใดนำไปแพร่งพรายเด็ดขาด!” นางหันไปกำชับสะใภ้ทั้งสองของตนเสียงเข้ม

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 268

    หญิงสาวเลือกเดินทางมาที่หมู่บ้านท่าเรือประมงค่อนข้างเก่าแห่งหนึ่ง... ลมทะเลพัดแรงหอบเอากลิ่นไอเค็มและความชื้นเข้ามาปะทะใบหน้าหลินเวยในชุดเดรสยาวสีขาว ยืนอยู่บนสะพานเทียบเรือ เธอมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลบรรจบกับท้องฟ้า ที่นี่... แม้ตึกรามบ้านช่องจะเปลี่ยนไปจากภาพในฝัน แต่กลิ่นของทะเล เสียงของค

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 267

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอีกครา นับจากวันที่เหล่าพี่น้องได้พบหน้า... จากฤดูใบไม้ผลิสู่ฤดูหนาว จากผมดำขลับสู่สีดอกเลา... ในที่สุดเรื่องราวของเสิ่นหลิวเวยสตรีผู้พลิกชะตาตระกูลเสิ่นและสร้างตำนานแห่งเมืองตงไห่ก็ได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตที่เรือนพำนักจวนอ๋องจิ้ง... ภายในห้องนอนที่กว้างขวางและเงีย

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 266

    “ท่านอาจื้อคัง! ข้าฮ่าวหราน มารับท่านแล้วขอรับ!”เสิ่นจื้อคังเปิดม่านออกมา น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นหลานชายที่เคยตัวกะเปี๊ยก บัดนี้กลายเป็นชายชาติทหารเต็มตัว“ฮ่าวหราน... เจ้าโตเป็นหนุ่มแน่นขนาดนี้เชียวหรือ! ดี! ดีมาก! สมแล้วที่เป็นลูกของพี่สาม!”ในระหว่างที่เสิ่นฮ่าวหรานกำลังไปรอรับผู้ที่เดินทางมาจากแด

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 265

    กาลเวลาเปรียบดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว มิอาจหวนคืน... จากฤดูร้อนอันแสนวุ่นวายของเหล่าเด็กน้อยในวันวาน เคลื่อนคล้อยผ่านฝนหนาวและใบไม้ผลิมานับอีกสี่ปีสี่ปี... เป็นช่วงเวลาที่จะสั้นก็ว่าสั้นจะว่านานก็นาน เพราะแต่ละปีก็หมายถึงอายุของผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น ส่วนเหล่ารุ่นเยาว์ก็เริ่มเติบโตพอจะบินส

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 264

    ส่วนเสิ่นฮ่าวหรานและจ้าวเฟยหลงทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต... หน้าที่ไสน้ำแข็งและทุบน้ำแข็ง เพราะเป็นหนุ่มสายบู๊ พละกำลังเหลือเฟือทางด้านสองสาว เสิ่นซินเยว่และจ้าวเฟยหง จะทำหน้าที่ฝ่ายบริการและเรียกลูกค้า โดยที่โจวหม่านม่านจะทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบคือนักชิมนั่นเอง ปิดท้ายด้วยเสิ่นอี้ซวนที่จะทำหน้าที่สังเกตภา

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 263

    สายลมร้อนอบอ้าวพัดผ่านทุ่งนาสีเขียวขจีของเมืองตงไห่ แม้จะเป็นฤดูร้อนที่แผดเผาแต่สำหรับจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นฉ่ำจากความรักและความมีชีวิตชีวาที่ห้องทำงานส่วนตัวของเสิ่นอี้เทียน... หนุ่มน้อยในวัยสิบสามปีกำลังนั่งหลังตรงจรดพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี กลิ่นหมึกหอมจางลอยอบอวลไปในอากาศ“เ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 206

    เมื่อทหารองครักษ์เปิดหีบใบแรกออก... ภายในนั้นมีชุดพู่กันขนจิ้งจอกหิมะและแท่นหมึกหยกขาวล้ำค่าสองชุด พร้อมคำอวยพรให้หลานทั้งสองเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ส่วนหีบใบที่สอง... คือดาบสั้นคู่ที่ตีจากเหล็กกล้าผสมพิเศษ ฝักดาบประดับพลอยสีแดงสดสองคู่เช่นเดียวกัน พร้อมคำอวยพรให้หลานชายเป็นยอดขุนพลผู้กล้าหาญทุกคนในง

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 195

    หลังจากงานมงคลสมรสของเสิ่นอี้เฟยผ่านพ้นไป และส่งพี่ชายทั้งสองกลับเข้าเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว ความเงียบสงบก็ไม่ได้อยู่คู่กับจวนตระกูลเสิ่นนานนัก เพราะภารกิจใหม่ในการสร้างรากฐานที่มั่นคงกำลังเริ่มต้นขึ้นที่บริเวณเนินเขาและที่ดินผืนงามติดกับจวนเจ้าเมืองเดิม เสียงตอกไม้และเสียงคนงานก่อสร้างดังระงมไปทั่ว

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 187

    เมื่อเสิ่นอี้เฟยผู้ซึ่งผ่านพิธีสวมหมวกเติบโตเป็นผู้ใหญ่มาหมาด ๆ ได้ยินคำพูดของบิดา ใบหน้าหล่อเหลาที่แดงระเรื่ออยู่แล้วยิ่งแดงเข้มขึ้นไปอีกราวกับลูกท้อสุกงอมเมื่อต้องเอ่ยเรื่องหัวใจต่อหน้าบิดาและพี่ชายเจ้าตัวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้า “คือว่า... ท่านพ่อ... วันนี้ข้ามีนัดเจรจาการค้ากับท่านเ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 156

    (ระยะทางจากเมืองหลวงไปเจียงหนาน... ถ้าเป็นโลกเดิมของข้า นั่งเครื่องบินแค่สองชั่วยาม หรือนั่งรถไฟความเร็วสูงแค่ครึ่งวันก็ถึงแล้ว... แต่นี่...) เจ้าตัวคิดอย่างเบื่อหน่าย‘นายท่าน เบื่อหรือเจ้าคะ’ เสียงของชุนหยาดังขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของผู้เป็นนายที่กำลังเริ่มนับนิ้ว‘ก็ใช่นะสิ! เจ้าไม่เบื่อหรือชุนหยา พ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status