Partager

บทที่ 6

ในเวลาเดียวกันนี้เองเด็กทั้งสี่คนกำลังช่วยกันขุดมันเทศป่าอย่างสนุกสนานจนลืมเวลา เสื้อผ้าของพวกเขาล้วนเปรอะเปื้อนดินโคลนไปตาม ๆ กัน โดยที่ทางด้านเรือนใหญ่บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปเพราะเต็มไปด้วยความกังวล

ซึ่งพวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าบัดนี้ผู้ใหญ่ทั้งสามต่างพากันร้อนใจที่พวกเขาหายเงียบไปหลายชั่วยามอย่างผิดสังเกตและหลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสี่รวมถึงบ่าวดูแลหญิงชราเดินออกมาจากห้องโถงหลัก

“มีใครอยู่แถวนี้บ้าง” จางชุนฮวาตะโกนเรียกเสียงดัง และเมื่อพวกเขารออยู่ไม่นานก็เห็นบ่าวชายที่กำลังตัดฟืนอยู่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา “อาเต๋อ เจ้าเห็นหลาน ๆ ของข้าบ้างหรือไม่”

อาเต๋อเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารที่หูไม่ได้หนวกแต่พูดไม่ได้พยักหน้ารับพร้อมกับชี้นิ้วหยาบ ๆ ของเขาไปทางกำแพงจวน

“พวกเขาอยู่ริมกำแพงจวนเช่นนั้นรึ” หญิงชราทวน

อาเต๋อรีบผงกหัวรับรัว ๆ เมื่อได้รับคำยืนยันผู้ใหญ่ทั้งสี่รวมถึงหญิงวัยกลางคนที่เป็นคนดูแลหลินเยว่เอ๋อก็พากันเดินมาตามทิศทางที่อาเต๋อบอก

ส่วนพวกเด็กน้อยกองทัพพิทักษ์ปากทอง หลังจากที่ขุดมันเทศป่าจนได้กองโตพอสมควร หลิวเวยก็ประกาศยุติการขุดชั่วคราว

“ท่านแม่ทัพ” จื้ออันที่ตอนนี้อินกับบทบาทใหม่เต็มที่ เอ่ยถามขณะเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “เราได้มันเทศเยอะแล้ว ภารกิจต่อไปคืออะไรหรือขอรับ?”

หลิวเวยฉีกยิ้มกว้าง “ท่านเทพเซินหนงบอกว่า ยังมีสมบัติอีกอย่างหนึ่งรอเราอยู่!” นางกล่าวพลางชี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของจวนที่อยู่ไกลออกไป “ท่านบอกว่าตรงเรือนเก็บฟืนเก่าตรงนั้น มีต้นพุทรา ลูกของมันหวานกว่าพุทราทั่วไปสิบเท่าเลยนะ!” เมื่อได้ยินว่ามีของกินอีก เด็ก ๆ ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนย้ายกองทัพเล็ก ๆ ของตนก็พอดีกับผู้ใหญ่ทั้งสี่พากันเดินมาทางพวกเขาพอดี

“อยู่ตรงนี้กันจริงด้วย” เสียงของหลิวซูซินดังขึ้น

ทำให้เด็กทั้งสี่ที่กำลังวางแผนกันอย่างสนุกสนานถึงกับสะดุ้งโหยง พวกเขารีบหันไปมองต้นเสียงทันที และก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นผู้ใหญ่ทั้งสี่คนยืนอยู่ไม่ไกล... ซึ่งใบหน้าของแต่ละคนฉายแววโล่งใจที่หาตัวพวกเขาพบ แต่ก็เจือปนไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นสภาพมอมแมมของลูกหลานแต่ละคน

หลิวซูซินกำลังจะเอ่ยปากดุที่บุตรสาวและหลานสองคนที่หนีมาเล่นไกลถึงที่รกร้างเช่นนี้ แต่คำพูดทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นกองมันเทศป่าขนาดมหึมาที่สุมอยู่ที่ข้างเท้าของเด็กทั้งสี่คน

“สวรรค์ช่วย!” จางชุนฮวาอุทานออกมาเป็นคนแรก นางเดินตรงเข้าไปดูใกล้ ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา “นี่พวกเจ้าไปขุดมาจากไหนกันมากมายถึงเพียงนี้!”

มันเทศกองนั้นใหญ่เกินกว่าที่เด็กสี่คนจะหาเจอได้โดยบังเอิญในเวลาสั้น ๆ และบางหัวยังมีขนาดใหญ่กว่ามันเทศที่วางขายในตลาดเสียอีก

“ท่านแม่! เป็นท่านแม่ทัพเอ๊ย เป็นน้องสาวบอกว่าเทพเซินหนงมาบอกให้ขุดขอรับ” เสิ่นจื้อคังรีบอธิบายออกมาเสียงดัง

เมื่อทุกคนได้ยินคำว่าเทพเซินหนงทุกสายตาก็ได้ย้ายมามองทางเสิ่นหลิวเวยเป็นตาเดียว

หลินเยว่เอ๋อมองใบหน้าเล็ก ๆ ของหลานสาวด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ตอนที่หลานสาวฟื้นไข้ นางก็รู้สึกได้ว่าหลานคนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไป

เพราะการที่เด็กน้อยร่างกายอ่อนแอตลอดกลับมาแข็งแรงก็นับว่าปาฏิหาริย์มากพอแล้ว... แต่ตอนนี้นางยังสามารถค้นพบแหล่งอาหารได้มากมายขนาดนี้... มันยิ่งเป็นการตอกย้ำเรื่องน่าอัศจรรย์มากขึ้นไปอีก

“พวกเราเก่งไหมขอรับท่านแม่!” เสิ่นจื้ออันผู้ลืมความกลัวไปหมดสิ้น รีบวิ่งไปอวดมารดาของตนอย่างภาคภูมิใจ และเสียงของเขาได้ทำให้ผู้เป็นย่าหลุดจากภวังค์

“นี่เป็นฝีมือของพวกเราเอง! ท่านแม่ทัพ... เอ๊ย... น้องเล็กเป็นคนนำทางพวกเรามา!” เจ้าตัวยังคงพูดต่อ

“ยังไม่หมดแค่นี้นะขอรับ เพราะท่านเทพยังบอกน้องเล็กมาอีกว่า” เสิ่นจื้ออันผู้เป็นพี่ชายรีบเสริมขึ้นบ้าง ก่อนจะยกนิ้วชี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของจวน “ที่เรือนเก็บฟืนเก่าทางทิศใต้ยังมีต้นพุทราที่ออกลูกหวาน ๆ เต็มไปหมดเลยขอรับ!”

คราวนี้ไม่ใช่แค่จางชุนฮวาแล้ว แม้แต่หลิวซูซินเองก็ยังตกตะลึง เรือนเก็บฟืนเก่านั่นแทบไม่มีใครเดินผ่านไปนานแล้ว (หรือว่าจะมีท่านเทพมาบอกบุตรีของตนจริง ๆ ) นางคิดพลางมองไปยังบุตรสาวตัวน้อยที่กำลังยืนยิ้มแป้นอยู่ด้วยแววตาซับซ้อน

ยังไม่ทันที่เหล่าผู้ใหญ่จะได้เอ่ยปากซักถามอะไรต่อ เสิ่นหลิวเวยก็ฉวยโอกาสนี้ในการทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงมาทันที นางรู้ดีว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เมื่อความน่าเชื่อถือของเทพเซินหนงถูกปูทางไว้แล้ว

“ท่านย่า ท่านแม่ ท่านอาสะใภ้รองเจ้าคะ ท่านเทพเซินหนงไม่ได้บอกข้าแค่เรื่องมันเทศกับพุทราเพียงเท่านั้นนะเจ้าคะ!” หลิวเวยเกริ่นออกมาเสียงดังฟังชัด จึงได้ดึงดูดทุกสายตาให้กลับมาที่นางอีกคำรบ

นางชี้นิ้วเล็ก ๆ ของตนไปยังพงหญ้าอีกด้านหนึ่งที่มีต้นไม้ใบเขียวเข้มและดอกสีม่วงอ่อนขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นทิศทางที่เหล่าผู้ใหญ่เพิ่งเดินผ่านมาและพยายามหลีกเลี่ยงมันตามสัญชาตญาณ

“ท่านเทพยังบอกอีกว่า... ตรงนั้น... มีสมบัติล้ำค่าที่สุดซ่อนอยู่เจ้าค่ะ และมันจะเป็นอาหารทำให้พวกเรารวมถึงคนในอำเภอนี้จะไม่อดอยากอีกต่อไป”

คำพูดนี้ของนางได้ทำให้จางชุนฮวาขมวดคิ้วมุ่น “หลานเวยเวย เจ้ากำลังพูดถึงต้นอะไรกัน? ตรงนั้นมันมีแต่ดงต้นพิษไม่ใช่หรือ! อาสะใภ้รองเคยเห็นคนนำมากินแล้วเขาก็เล่าลือกันว่ามันทำให้คนตายได้ทีเดียว” น้ำเสียงของจางชุนฮวาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“สิ่งนั้นแหละเจ้าค่ะ!” หลิวเวยยิ้มกว้างอย่างที่คนในยุคนี้มองว่าช่างไม่รู้อะไรเลย “ท่านเทพเซินหนงบอกข้าว่า พวกเราต่างหากที่เข้าใจผิด! ท่านเรียกมันว่าพืชทองคำใต้ดิน... ท่านบอกว่ามันไม่เป็นพิษเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นอาหารชั้นเลิศที่สามารถเลี้ยงคนได้มากมายต่างหากล่ะเจ้าคะ”

คำพูดนี้ของนางได้ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนต่างนิ่งงัน และท่ามกลางความเงียบนี้เองหลิวเวยก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็น

“ท่านเทพเซินหนงได้สอนวิธีทำให้มันไม่มีพิษแก่เวยเวยมาด้วยนะเจ้าคะ”

คำพูดที่หนักแน่นและมั่นใจของเด็กหญิงวัยสี่ขวบ ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนต่างนิ่งงันไปชั่วขณะ จางชุนฮวาอ้าปากค้างกำลังจะโต้แย้งว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลที่เอาชีวิตคนมาล้อเล่น แต่ก่อนที่นางจะได้เปล่งเสียงใดออกมา หญิงชราผู้เป็นแม่สามีก็ขยับตัวก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวเสียก่อน

หลินเยว่เอ๋อจ้องมองหลานสาวของตนด้วยแววตาที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง ความหวาดกลัวที่คนอื่นรู้สึกนั้นไม่มีอยู่ในดวงตาของนางเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันมันกลับเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นที่กำลังเรียกหาต่างหาก

“เวยเวย...” หญิงชราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดลง น้ำเสียงของนางไม่ได้เป็นการตำหนิแต่เป็นการไต่ถามอย่างจริงจัง

“เจ้าบอกย่าได้หรือไม่ว่า... ท่านเทพเซินหนงสอนวิธีทำให้พืชทองคำนี้ไร้พิษอย่างไร?”

คำถามนี้ทำให้ทั้งหลิวซูซินและจางชุนฮวาพากันตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม! นี่ท่านแม่เชื่อเรื่องเล่าที่ดูเหมือนนิทานของเด็กสี่ขวบจริง ๆ หรือ? (คนทั้งคู่ต่างคิดเหมือนกัน)

หลิวเวยพยักหน้ารับด้วยท่าทางจริงจัง “ท่านบอกว่าพิษของมันอยู่ที่เปลือกสีเขียวและหน่อที่งอกออกมาเท่านั้น” เด็กหญิงเว้นจังหวะลงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“แต่หากเราเลือกหัวที่ยังสด เปลือกไม่เขียว ไม่งอกหน่อ นำไปต้มทั้งเปลือกจนสุกเต็มที่ก็สามารถกินได้อย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ เพราะเนื้อในมิได้มีพิษร้าย เพียงแต่หากหัวใดเขียวคล้ำหรือมีรสขมผิดปกติต่อให้ตัดส่วนเสียทิ้งก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี ดังนั้นจึงต้องระวังในส่วนนี้”

“เป็นเช่นนั้นจริงหรือ” จางชุนฮวายังคงรู้สึกกังขา

“จริงสิเจ้าคะ” เด็กหญิงยืนยันเสียงหนัก ก่อนที่น้ำเสียงของหญิงชราจะดังขึ้นอย่างใคร่รู้เป็นลำดับถัดมา

“เวยเวยหากเป็นอย่างที่หลานว่า... แล้วเรื่องการเพาะปลูกเล่าท่านเทพได้แนะนำมาด้วยหรือไม่”

เสิ่นหลิวเวยกะพริบตาเงยหน้ามองใบหน้าของหญิงชราก่อนจะตอบตามจริง “ท่านย่าเจ้าคะ ท่านเทพสอนว่า หัวที่งอกหน่อแม้กินมิได้ แต่หากนำไปฝังในดินร่วนโปร่งที่ได้รับแสงและความชุ่มชื้นพอเหมาะ หน่อเล็กนั้นจะเติบโตขึ้นเป็นต้นใหม่ แตกกิ่งใบและสร้างหัวมากมายอยู่ใต้ผืนดินเจ้าค่ะ”

หญิงชราพยักหน้าลงช้า ๆ ราวกับกำลังไตร่ตรองข้อมูลสำคัญ ก่อนที่นางจะเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน สายตาของนางกวาดมองหลานสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สังเกตเห็นแก้มที่เริ่มมีสีเลือดฝาดและความสดใสในแววตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“เวยเวย... ตั้งแต่เจ้าฟื้นไข้ครานี้” นางกล่าวเสียงเบาลงเล็กน้อย “ย่าสังเกตว่าเจ้าดูแข็งแรงขึ้นมาก ไม่ไอเลยแม้แต่น้อย... ย่าอยากรู้ว่า... นอกจากความรู้เรื่องพืชพรรณแล้ว ท่านเทพเซินหนงได้มอบยาหรือของวิเศษอันใดให้เจ้าอีกหรือไม่?”

คำถามนี้ตรงประเด็นอย่างที่หลิวเวยคาดไว้ไม่มีผิด! นี่คือโอกาสทองที่นางจะแนะนำน้ำพุวิเศษให้ครอบครัวรับรู้เพื่อยกระดับสุขภาพของทุกคนอย่างเป็นทางการ

หลิวเวยมองหน้าท่านย่า ก่อนจะเหลือบมองไปยังเสี่ยวชิง ที่ยืนอยู่ห่าง ๆ รวมถึงหญิงกลางคนบ่าวรับใช้ข้างกายท่านย่าด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น นางจึงตัดสินใจว่าเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ไม่ควรเปิดเผยต่อหน้าคนนอก แม้ว่าคนทั้งสองจะไว้ใจได้ก็ตาม

นางส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกแขนเสื้อของท่านย่าเบา ๆ แล้วทำท่าทางให้ท่านย่าก้มลงมาใกล้ปากของตน

“ท่านย่าเจ้าขา... เรื่องนี้สำคัญมากจริง ๆ เจ้าค่ะ” นางกระซิบเสียงแผ่วพอให้ได้ยินกันแค่ในกลุ่มผู้ใหญ่ในครอบครัว

“ท่านเทพได้มอบน้ำหวานอมฤตให้เวยเวยมาเจ้าค่ะ แต่ท่านกำชับว่าของสิ่งนี้ล้ำค่ามาก ห้ามให้คนนอกล่วงรู้โดยเด็ดขาด”

นางเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยแววตาที่จริงจัง “เวยเวย อยากรอให้ท่านปู่กับท่านพ่อและท่านอารองสามกลับมาก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนี้พร้อมหน้ากันในห้องโถงได้หรือไม่เจ้าคะ? มันเกี่ยวข้องกับสุขภาพของทุกคนในครอบครัวเราด้วย”

คำพูดที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ประกอบกับท่าทางที่สุขุมและลึกลับของนาง ทำให้หลินเยว่เอ๋อพยักหน้ารับทันที “ดี! เช่นนั้นก็เอาตามนี้” หญิงชราตัดสินใจ “เรื่องนี้ถือเป็นความลับสุดยอดของตระกูลเสิ่น ห้ามผู้ใดนำไปแพร่งพรายเด็ดขาด!” นางหันไปกำชับสะใภ้ทั้งสองของตนเสียงเข้ม

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 268

    หญิงสาวเลือกเดินทางมาที่หมู่บ้านท่าเรือประมงค่อนข้างเก่าแห่งหนึ่ง... ลมทะเลพัดแรงหอบเอากลิ่นไอเค็มและความชื้นเข้ามาปะทะใบหน้าหลินเวยในชุดเดรสยาวสีขาว ยืนอยู่บนสะพานเทียบเรือ เธอมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลบรรจบกับท้องฟ้า ที่นี่... แม้ตึกรามบ้านช่องจะเปลี่ยนไปจากภาพในฝัน แต่กลิ่นของทะเล เสียงของค

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 267

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอีกครา นับจากวันที่เหล่าพี่น้องได้พบหน้า... จากฤดูใบไม้ผลิสู่ฤดูหนาว จากผมดำขลับสู่สีดอกเลา... ในที่สุดเรื่องราวของเสิ่นหลิวเวยสตรีผู้พลิกชะตาตระกูลเสิ่นและสร้างตำนานแห่งเมืองตงไห่ก็ได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตที่เรือนพำนักจวนอ๋องจิ้ง... ภายในห้องนอนที่กว้างขวางและเงีย

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 266

    “ท่านอาจื้อคัง! ข้าฮ่าวหราน มารับท่านแล้วขอรับ!”เสิ่นจื้อคังเปิดม่านออกมา น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นหลานชายที่เคยตัวกะเปี๊ยก บัดนี้กลายเป็นชายชาติทหารเต็มตัว“ฮ่าวหราน... เจ้าโตเป็นหนุ่มแน่นขนาดนี้เชียวหรือ! ดี! ดีมาก! สมแล้วที่เป็นลูกของพี่สาม!”ในระหว่างที่เสิ่นฮ่าวหรานกำลังไปรอรับผู้ที่เดินทางมาจากแด

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 265

    กาลเวลาเปรียบดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว มิอาจหวนคืน... จากฤดูร้อนอันแสนวุ่นวายของเหล่าเด็กน้อยในวันวาน เคลื่อนคล้อยผ่านฝนหนาวและใบไม้ผลิมานับอีกสี่ปีสี่ปี... เป็นช่วงเวลาที่จะสั้นก็ว่าสั้นจะว่านานก็นาน เพราะแต่ละปีก็หมายถึงอายุของผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น ส่วนเหล่ารุ่นเยาว์ก็เริ่มเติบโตพอจะบินส

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 264

    ส่วนเสิ่นฮ่าวหรานและจ้าวเฟยหลงทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต... หน้าที่ไสน้ำแข็งและทุบน้ำแข็ง เพราะเป็นหนุ่มสายบู๊ พละกำลังเหลือเฟือทางด้านสองสาว เสิ่นซินเยว่และจ้าวเฟยหง จะทำหน้าที่ฝ่ายบริการและเรียกลูกค้า โดยที่โจวหม่านม่านจะทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบคือนักชิมนั่นเอง ปิดท้ายด้วยเสิ่นอี้ซวนที่จะทำหน้าที่สังเกตภา

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 263

    สายลมร้อนอบอ้าวพัดผ่านทุ่งนาสีเขียวขจีของเมืองตงไห่ แม้จะเป็นฤดูร้อนที่แผดเผาแต่สำหรับจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นฉ่ำจากความรักและความมีชีวิตชีวาที่ห้องทำงานส่วนตัวของเสิ่นอี้เทียน... หนุ่มน้อยในวัยสิบสามปีกำลังนั่งหลังตรงจรดพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี กลิ่นหมึกหอมจางลอยอบอวลไปในอากาศ“เ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 132

    เจ็ดวันต่อมา... จดหมายด่วนจากเมืองตงไห่ก็ได้ถูกส่งมาถึงร้านค้าสมบัติสวรรค์สาขาเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นสถานีกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างสองเมืองไปโดยปริยาย พร้อมกันนั้น... เกวียนหลายสิบเล่มที่บรรทุกแตงโมผลใหญ่สีเขียวเข้ม และเครื่องบรรณาการคลายร้อนที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีที่สุดโดยเสิ่นหลิวเวย ก็ไ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 130

    ปฏิบัติการล้างกระดานขององค์รัชทายาทและองค์ชายทั้งสองนั้นเป็นไปอย่างเด็ดขาด รวดเร็วและสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน! ข่าวการกวาดล้างเหล่าขุนนางกังฉินที่หยั่งรากลึกมานานหลายสิบปี... การจับกุมเสนาบดีฝ่ายซ้ายเจ้ากรมพิธีการและเครือข่ายทั้งหมดของพวกเขาในข้อหากบฏและการประหารชีวิตอย่างไม่ไว้หน้าใครจุดประสงค

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 119

    “เรื่องนี้มันย่อมทำกำไรมหาศาล!” จ้าวหมิงเซวียนอุทานออกมาเสียงเบาคล้ายคนละเมอ“แต่ข้าไม่สนใจกำไร” จ้าวหมิงฮุยกล่าวต่อ “ข้าสนใจเพียงวัตถุดิบ... พี่ใหญ่... การจะสร้างน้ำแข็งในปริมาณมหาศาลเช่นนี้...จำเป็นต้องใช้อะไร”“ดินประสิว!” จ้าวหมิงเซวียนตอบได้ทันทีทั้งนี้เขาเดาเอาจากสิ่งที่เสิ่นหลิวเวยต้องการนั่น

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 114

    “โอ้! สวรรค์!” โจวหยวนตะโกนลั่นออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา“สิ่งนี้เรียกว่าปิงซา (น้ำแข็งไส) ถ้วยแรกของสถานศึกษาไห่เหวินซูเยวียน! เจ้าค่ะ” นางพูดไปพลางใช้ช้อนไม้แบน ๆ ขูดเกล็ดน้ำแข็งสีทองที่เพิ่งก่อตัวนั้นใส่ลงในถ้วยกระเบื้องใบเล็ก“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”เสิ่นจวินหลี่เป็นคนแรกที่รับถ้วยน้ำแข็งไส ก่อนเจ้

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status