INICIAR SESIÓNวาสินีสะบัดหางตาใส่คนช่างว่า ไม่นำพาต่อคำค่อนขอดนั้น ร่างบางหมุนกายเดินมานั่งข้างลูกชาย
“หิวข้าวหรือยังครับน้องเอื้อ เดี๋ยวแม่สินีจะทำกับข้าวให้ทานนะครับ ลูกจะให้แม่สินีทำไข่เจียวปูหรือว่าต้มจืดหมูสับดีครับ หรือจะให้แม่สินีทำให้ทานทั้งสองอย่างเลย”
เจ้าตัวหันมาสนใจลูกชาย โดยไม่หันไปมองพ่อของเด็กน้อย ทำตัวราวกับเขาเป็นแค่อากาศธาตุไร้ตัวตนในบ้านหลังนี้ สร้างความไม่พอใจให้โอลิเวอร์จนอยากเอาคืนหญิงสาวขึ้นมา เขาเดินมานั่งข้างๆ หญิงสาวจงใจนั่งเบียดร่างนุ่มนิ่มนั้นราวกับพิศวาสนักหนา เจ้าตัวน้อยเป็นใจให้คนเป็นพ่อ ขยับเว้นที่ให้อย่างรู้ใจ
“ผมก็หิวเหมือนนะครับ” เขายื่นหน้ามากระซิบข้างๆ หู มุมปากแย้มกว้างเมื่อเห็นเธอหดคอหนี “น้องเอื้อบอกให้คุณแม่ทำกับข้าวอร่อยๆ ให้คุณพ่อทานด้วยสิครับ”
คนเป็นพ่อหาแนวร่วมมาช่วยกดดันคนเป็นแม่ ลูกชายตัวน้อยยิ้มแป้นรีบออเซาะแม่ของแกทันที
“แม่สินีทำกับข้าวเผื่อคุณพ่อด้วยสิครับ คุณพ่อชอบทานอะไรครับ เอื้อจะให้แม่สินีทำให้”
เจ้าตัวเล็กบอกแม่ของแก แล้วย้อนมาถามคนเป็นพ่อถึงเมนูสุดโปรด
“คุณจำได้ใช่ไหมว่าผมชอบทานอะไร” โอลิเวอร์เอ่ยถามหญิงสาวอย่างคาดหวัง ก่อนจะทำหน้าตึงแววตาผิดหวังเมื่อเธอตอบกลับมาว่า
“ฉันจำไม่ได้ค่ะ คุณอยากทานอะไรก็บอกมาค่ะ ฉันจะทำให้ทาน”
วาสินีขยับตัวถอยห่างร่างหนาที่เบียดประชิดจนใจสั่น เธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาชอบกินอะไร เมื่อเธอไม่เคยทำอาหารให้เขากินสักครั้ง สิตาภาก็ไม่เคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องนี้
คำตอบของเธอทำให้คนฟังรู้สึกผิดหวังแกมน้อยใจ โอลิเวอร์ยิ้มขื่นนึกถึงสถานะของเขากับสิตาภาขึ้นมาอย่างปวดร้าว เธอคงไม่จดจำเรื่องราวเกี่ยวกับเขาไว้ในใจ เพราะเขาไม่เคยมีความสำคัญต่อเธอเลย ตอนคบหากันสิตาภาเห็นเขาเป็นเพียงเครื่องมือในการเข้ามาใกล้ชิดกับโรสิตา เขายังจะหวังอะไรได้อีกหรือ... เมื่อทุกอย่างระหว่างเขากับเธอมันไม่เคยมีความทรงจำดีๆ ร่วมกันเลย แม้แต่ตอนจากกันเมื่อห้าปีก่อน เขาก็สร้างรอยบาปให้เธอส่วนเธอก็สร้างแผลใจให้เขา หัวใจของชายหนุ่มพลันกร้าวกระด้างขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมทานได้ทุกอย่างที่ไม่เผ็ด”
เขาตอบเสียงห้วน ขยับห่างจากร่างนุ่มหอมของเธอ ใบหน้าหล่อเหลาแต้มรอยเคร่งขรึม ขณะลุกขึ้นยืนก่อนจะชวนลูกชายออกไปเดินเล่น
“ไปเดินเล่นกับพ่อนะครับน้องเอื้อ กลับมาคุณแม่คงจะทำกับข้าวเสร็จพอดี” เขาส่งยิ้มให้ลูกชาย ยื่นมือไปอุ้มร่างน้อยพาเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้หญิงสาวมองตามเขาด้วยแววตาไม่เข้าใจ
“คนบ้า ทำท่าเหมือนงอนเราเลย”
วาสินีมองตามร่างสูงไปอย่างครุ่นคิด ก่อนจะปัดความคิดกวนใจทิ้งไป ร่างบางลุกขึ้นเดินไปในครัวเตรียมอาหารเย็นให้สองพ่อลูก เธออยากให้มื้อนี้เป็นมื้อแห่งความทรงจำของลูกชายที่จะได้ร่วมรับประทานอาหารกับคนเป็นพ่อครั้งแรก จึงตั้งอกตั้งใจทำอาหารสุดฝีมือ เมื่อทำอาหารครบทุกอย่างตามเมนูที่คิดไว้ก็นำไปวางบนโต๊ะรอคอยให้สองพ่อลูกกลับมารับประทาน และเป็นไปตามคาด สองพ่อลูกกลับมาในเวลาที่อาหารพร้อม
เจ้าตัวน้อยเห็นอาหารมื้อพิเศษก็ทำตาโตยิ้มแป้นดีใจ มือน้อยจับมือคนเป็นพ่อเขย่าพร้อมชี้ชวนให้ดูอาหารบนโต๊ะ
“คุณพ่อแม่สินีทำอาหารเยอะแยะเลย น่าทานทั้งนั้นเลย”
โอลิเวอร์อุ้มลูกชายวางบนเก้าอี้ แล้วมองดูจานอาหารที่เรียงรายเต็มโต๊ะ ใบหน้าเคร่งขรึมคลายลงเมื่อเห็นจานกุ้งอบวุ้นเส้นอาหารเมนูโปรดที่สิตาภาเคยทำให้รับประทานบ่อยๆ เขามองหน้าวาสินีด้วยแววตาอ่อนหวาน หัวใจพองโตปลาบปลื้มที่เธอยังจำได้ว่าเขาชอบอาหารชนิดนี้ เธอไม่ได้ลืมเธอยังจำได้ว่าเขาชอบอะไร
“ขอบคุณมากสิตา ขอบคุณที่ยังจำได้ว่าผมชอบอะไร” โอลิเวอร์เอ่ยเสียงนุ่ม มองสบตาหญิงสาวด้วยแววตาอ่อนโยน จนคนโดนจ้องหน้าเห่อร้อน
“ถ้าชอบก็ทานเยอะๆ นะคะ” วาสินีหลบสายตาคู่คมนั้น รีบตักข้าวใส่จานส่งให้สองพ่อลูก “น้องเอื้อทานข้าวเยอะนะลูก อย่าทำข้าวหกด้วย”
ครอบครัวสุขสันต์ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจบมื้ออาหารด้วยความสุขใจ วาสินีเก็บจานชามไปไว้ในครัว ขณะที่โอลิเวอร์อาสาอาบน้ำให้ลูกชาย พอเสร็จจากการเก็บกวาดก็พบสองพ่อลูกอยู่ในห้องนอนแล้ว โอลิเวอร์ถือโอกาสอาบน้ำพร้อมลูกชาย เขาไม่มีชุดเปลี่ยนจึงสวมเสื้อคลุมอาบน้ำของวาสินีแทน ด้วยขนาดตัวที่แตกต่าง จึงทำให้เสื้อไม่พอดีตัว ขอบชายเสื้อคลุมร่นมาแค่ขาท่อนบนแทบปกปิดหุ่นล่ำๆ ไม่มิด แขนเสื้อก็สั้นตรงผ่าหน้ามองเห็นแผงอกล่ำสันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นสมบูรณ์ ทำเอาคนเห็นหน้าแดงก่ำไม่กล้ามองร่างของเขาเต็มตา
“แม่สินี คืนนี้คุณพ่อจะนอนกับเราด้วยครับ” ลูกชายบอกคนเป็นแม่เสียงแจ้ว ใบหน้ากลมแป้นระบายรอยยิ้มจนดวงตาสีฟ้าใสทอประกายจ้า
“คืนนี้ผมจะเล่านิทานให้ลูกฟัง” โอลิเวอร์ลูบศีรษะลูกชายอย่างรักใคร่ เขาหันมาสบตาตื่นๆ ของหญิงสาวด้วยแววตาเป็นประกาย “คุณไปอาบน้ำเถอะสิตา เราจะได้รีบเข้านอนไวไว ผมอยากกล่อมลูกนอนจะแย่แล้ว”
ปากบอกว่าจะกล่อมลูก แต่สายตาคนเป็นพ่อกับจ้องแม่ของลูกราวกับอยากกล่อมคนเป็นแม่เสียเอง วาสินีขนลุกเกรียวหลบสายตามีความนัยของชายหนุ่มอย่างขัดเขิน ก่อนจะเลี่ยงหนีเข้าไปในห้องน้ำเพื่อทำใจ
คืนนี้เขาคงไม่คิดบ้าๆ กับเธอหรอกนะ หญิงสาวอยากเชื่อว่าเขาจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ แต่แววตาของเขามันทำให้เธอเริ่มหวั่นไหวขึ้นมาเสียแล้ว...
กว่าวาสินีจะเดินออกมาจากห้องน้ำก็ร่วมชั่วโมง หญิงสาวหยิบชุดนอนไปเปลี่ยนด้านในพยายามใช้เวลาในห้องน้ำให้นานที่สุด ก่อนจะเดินหนีบเนื้อหนีบตัวสวมชุดคลุมทับชุดนอนแบบกระโปรงยาวผ้าโปร่งบางที่ชอบสวมทุกคืนออกมา เธอติดนิสัยชอบสวมชุดสบายตัวแบบนี้และไม่ชอบสวมชุดชั้นในนอน ยามนี้จะหาชุดนอนแบบรัดกุมจำพวกกางเกงผ้าเนื้อหน้าก็หาไม่ได้ จำต้องสวมชุดนอนตัวเดิมแล้วใช้เสื้อคลุมสวมทับไว้ คิดในใจหากลูกชายตัวน้อยหลับเธอจะไล่โอลิเวอร์ออกไปนอนอีกห้อง หรือไม่เธอก็จะแอบไปนอนห้องนั้นเอง หญิงสาวได้ยินเสียงทุ้มนุ่มหูของอีกฝ่ายกำลังตั้งอกตั้งใจเล่านิทานให้ลูกชายฟัง ร่างสูงใหญ่เปลี่ยนเป็นชุดนอนแทนชุดคลุมหมิ่นเหม่เรียบร้อยแล้ว เขาคงให้คนที่โรงแรมนำมาให้ วาสินีเดินเรียดเท้าเข้าไปหาสองพ่อลูกช้าๆ เจ้าตัวเล็กนอนอมยิ้มฟังพ่อของแกเล่านิทานอย่างมีความสุข คนเป็นพ่อนอนตะแคงเอกเขนกด้วยท่าทางผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาดูอ่อนโยนจนคนเห็นอดมองไม่ได้
ดวงตาคู่คมหันมาสบตากับเธอแววตาของเขาทอประกายพราวพราย ทอดมองร่างงดงามยวนตาที่ซ่อนตัวเองใต้ชุดคลุมยาว โอลิเวอร์แอบยิ้มขบขันเมื่อเห็นท่าทางเหนียมอายของหญิงสาว ขณะเธอพาตัวเองมานั่งบนขอบเตียงฝั่งที่ลูกชายนอนอยู่ ชายหนุ่มแสร้งตั้งอกตั้งใจเล่านิทานให้ลูกฟังต่อ แอบปรายตามองแม่ของลูกที่เริ่มผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยการเอนกายนอนฟังเขาเล่านิทานอย่างเพลิดเพลิน
“ในที่สุด แม่มดร้ายก็ถูกเจ้าชายฆ่าตาย เจ้าหญิงจึงปลอดภัยและได้ครองคู่แต่งงานกับเจ้าชายอย่างมีความสุขตลอดไป” เขาจบเรื่องราวของนิทานเรื่องที่เล่า
“เอาอีกเรื่องนะครับคุณพ่อเอื้อยังไม่ง่วงเลย อยากฟังต่อเยอะๆ” คนเป็นลูกยกศีรษะจากหมอน ส่งเสียงออดอ้อนให้พ่อเล่านิทานต่ออีกสักเรื่อง แต่ถูกห้ามปรามจากแม่เสียก่อน
“นอนได้แล้วนะลูก พรุ่งนี้จะตื่นไม่ไหว จำไม่ได้เหรอว่าพรุ่งนี้เราจะมีงานเลี้ยงกัน”
“ผมทำเป็น ไม่ต้องกลัวอด คุณได้อิ่มทุกอย่างแน่ทั้งอาหาร ทั้ง...ด้วย” เขายิ้มตาพราว รอเวลาไปถึงเกาะแทบไม่ไหวพิธีการเสร็จสิ้นลง เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกพาขึ้นเรือไปยังเกาะดาวล้อมเดือนเรียบร้อย แขกผู้มาร่วมงานก็แยกย้ายกันกลับโอลิเวอร์อุ้มลูกชายและโอบไหล่ภรรยาสาวพาเดินกลับบ้านพักส่วนตัว ยามนี้ครอบครัวของเขากลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง เจ้าตัวน้อยกราบขอโทษวาสินีและสัญญาว่าจะไม่ทำตัวแบบนั้นอีก คุณอโณมากับคุณโรเบิร์ตรับขวัญสะใภ้กลับบ้านด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่และยินยอมให้วาสินีกลับไปดูแลร้านอาหารต่อโดยมีนางแมรี่เป็นผู้ช่วยหลังจากนั้นก็จัดพิธีแต่งงานให้ทั้งสองอีกครั้งพร้อมกับจดทะเบียนสมรส ให้วาสินีก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกของครอบครัวเมดิสันอย่างเต็มตัว“สินี... คุณจะโกรธผมไหม ถ้าผมอยากรู้เรื่องของสิตา”โอลิเวอร์เอ่ยถามอย่างเกรงใจภรรยา เขาไม่ได้อาลัยรักสิตาภาอีกแค่อยากรู้เรื่องของเธอเท่านั้น“สินีก็คิดจะเล่าเรื่องของสิตาให้คุณฟังเหมือนกัน สินีแค่รอคุณถาม”เธอยิ้มให้เขา พลางจูงมือเขาเดินไปยังท้ายเกาะ หลังบ้านผู้เฒ่าการ์ซู“ที่นี่คือดินแดนรักนิรันดร์ยังไงล่ะคะ”หญิงสาวพาโอลิเวอร์มายังสถานที่ ที่เรียกว่าด
“จริงอยู่ที่สิตาเป็นแม่ของลูกผม แต่เธอไม่ใช่เมียผม เราแค่มีความสัมพันธ์กันอย่างไม่ตั้งใจ”โอลิเวอร์ดึงร่างงามเข้ามากอดไว้อีกครั้ง ลูบแผ่นหลังเธอเบาๆ“ผมไม่ได้ต้องการสิตาภา ไม่ได้รักพี่สาวของคุณอีกแล้ว”“คุณโกรธฉัน หาว่าฉันหลอกคุณ”เธอยอมผ่อนกายให้เขากอด แต่ยังเอ่ยปากหาข้อมางัดง้างคำพูดเขาต่อ“ผมขอโทษ ผมแค่รู้สึกโกรธตัวเองที่ตาถั่ว แยกแยะไม่ออกว่าคุณกับสิตาต่างกันแค่ไหน”โอลิเวอร์ถอนหายใจแรง เสียใจกับการกระทำโง่เง่าของตัวเอง“คุณก็เลยมาโกรธฉันด้วย ที่ทำให้คุณกลายเป็นคนโง่เหรอคะ” วาสินีนึกน้อยใจ“ไม่ ไม่ ผมแค่ไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่ต่างหาก ถึงได้โยนความผิดให้คุณ เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียหน้า”“โยนโทษให้ฉัน แล้วยังหาเรื่องรังแกฉัน บังคับให้ฉันเป็นนางบำเรอของคุณนี่นะ” เธอโกรธเขาข้อนี้ที่สุด“ผมแค่ไม่อยากเสียคุณไป กับคิดโง่ๆ อยากแกล้งให้คุณเจ็บ ลงโทษที่คุณหลอกผม”คนฟังส่ายหน้าผลักร่างหนาถอยห่าง“ถ้าไม่เกิดเรื่องขึ้น คุณคงแกล้งฉันไปเรื่อยๆ ใช่ไหม”“โถ่ ผมไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นหรอก ผมแค่อยากผูกมัดคุณให้อยู่กับผม จนกว่า...” เขาผ่อนเสียงลง ดวงตาไหววูบหม่นเศร้าเมื่อก้มลงมองหน้าท้องแบนราบของเธอ“จนกว่า
“สินี...” เสียงเรียกคุ้นหูแว่วมาวาสินีหันไปมองรอบกาย ก่อนจะนิ่วหน้าเมื่อไม่เห็นใครสักคน ริมฝีปากกดยิ้มเศร้าเมื่อนึกว่าตัวเองคิดถึงใครบางคนจนหูแว่ว“สินี...” เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้งหญิงสาวหันไปมองรอบกาย ค้นหาต้นเสียงแต่ก็ไม่เห็นใคร“คุณโอลิเวอร์...”เธอเอ่ยชื่อเขาเสียงแผ่ว ใบหน้างามหมองเศร้าแววตาหม่นซึม“ต้องลืมเขาให้ได้สิ เราต้องไม่คิดถึงคนใจร้ายคนนั้น”เธอพึมพำบอกตัวเอง ปัดภาพใบหน้าหล่อเหลารอยยิ้มที่ยังตราตรึงในหัวใจออกจากความคิด เธอยังจำช่วงเวลาดีๆ ที่มีร่วมกับเขาบนเกาะดาวเคียงเดือนได้ฝังใจ เจ็ดวันนั้นเธอช่างมีความสุขเหลือเกิน เขาแสนดีราวกับเทพบุตรจากสวรรค์ปกป้องคุ้มภัยมอบไออุ่นรักอ่อนโยนหญิงสาวลูบข้อมือข้างซ้ายของตัวเองมองดูมันแล้วถอนหายใจยาว โซ่ที่มองไม่เห็นดูเหมือนจะร้อยรัดเธอไว้กับเขาไม่ยอมหลุด เธอมอบใจให้เขาหมดทั้งดวงในตอนนั้นเอง และไม่เคยถอนใจกลับคืนแม้จะถูกเขาทำร้ายจนเจ็บปวดแทบขาดใจเธอเคยได้ยินว่าความรักทำให้คนตาบอด สำหรับเธอมันยิ่งกว่าตาบอดแต่ผสมความโง่งมเข้าไปด้วย รักคนที่เขาไม่รักไม่พอยังยอมให้เขาพร่าผลาญทั้งร่างกายและจิตใจไม่รู้เข็ดหลาบ กายหนีห่างแต่ใจกลับสยบยอมอยู่
“ตาสบายดี หนูล่ะเพิ่งหายป่วยอาการเป็นยังไงบ้าง”“สินีหายแล้วค่ะ ตอนนี้กลับมาช่วยงานโจนาธานได้เหมือนเดิมแล้ว”วาสินียิ้มอ่อนๆ แต่แววตายังฉาบรอยหมองเศร้าจนผู้สูงวัยสังเกตเห็น“หนูสินี ชีวิตคนเรามันสั้นนักนะ อย่าให้ความทุกข์มาทำให้เราสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เลย”วาสินีหลบตารับรู้ความห่วงใยผ่านกระแสเสียงของผู้เฒ่า ท่านรักและเอ็นดูเธอเหมือนหลานสาวคนหนึ่ง ย่อมห่วงใยจนสังเกตเห็นว่าเธอสุขหรือทุกข์“สินีไม่รู้จะทำยังไงดีค่ะคุณตา สินีสูญเสียทุกอย่างไปหมดแล้ว ทั้งน้องเอื้อ... ทั้งลูกในท้อง และ...” คนที่เธอรักหญิงสาวน้ำตาคลอหัวใจสะเทือนไหว น้ำตาไหลออกมาง่ายดายนักเพียงแค่นึกถึงคนที่เธอหันหลังให้“หนูเสียเขาไป หรือว่าหนูทิ้งพวกเขามา”ผู้เฒ่าการ์ซู ถามออกไป ก่อนจะยิ้มปลอบโยน“ตาเคยสอนให้หนูใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ไม่ใช่หรือ หนูถามพวกเขาหรือยังว่าพวกเขาไม่ต้องการหนูจริงหรือ การคิดเอาเองมันไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์หรอกนะ หนูต้องกล้าเผชิญความจริง”มือเหี่ยวย่นยื่นมาลูบศีรษะเบาๆ“มองดูต้นผูกรักนั่นสิ ปีหนึ่งมันจะออกดอกแค่ครั้งเดียวก็จริง แต่ดอกของมันจะหอมไปนานแสนนานจนกว่าต้นของมันจะตายไป เปรียบเหมือนควา
โจนาธานไม่โกรธมิเชลที่ขับรถชนวาสินี เพราะรู้ว่าหญิงสาวไม่ได้ตั้งใจ เขาเล่าเรื่องวาสินีให้มิเชลฟังหลังจากที่ปรับความเข้าใจกับเธอแล้ว มิเชลรู้สึกผิดที่เคยคิดไม่ดีกับวาสินีจึงอยากไปขอโทษ แต่กลับไปขับรถชนอีกฝ่ายแทน มิเชลถูกยึดใบหนุญาตขับขี่และถูกดำเนินคดีข้อหาขับรถโดยประมาทกว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ก็ยุ่งยากพอดู โชคดีที่วาสินีไม่เอาเรื่องและบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเธอวิ่งไปตัดหน้ารถของมิเชลเอง คดีจึงไม่ร้ายแรงอย่างที่กลัว หลังจากนั้นมิเชลก็ไปขอโทษวาสินีที่โรงพยาบาล สองสาวปรับความเข้าใจกัน วาสินีขอร้องให้มิเชลกับโจนาธานช่วยพาเธอหนีจากโอลิเวอร์ หญิงสาวขอเวลาทำใจเรื่องลูกสักพัก ก่อนจะตัดสินใจว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป“ฉันว่าเราเลิกยุ่งกับสองคนนั้นดีไหม ปล่อยให้เขาสองคนได้พบกัน และตัดสินใจอนาคตของเขาเอง พี่โอลิเวอร์กับสินีเจ็บปวดมามากแล้วนะ” มิเชลเปรยขึ้น มองหน้าคนรักหวังให้เขาใจอ่อนโจนาธานนิ่วหน้า “คุณพูดเหมือนกำลังจะทำอะไรสักอย่าง หรือว่าทำไปแล้วไม่บอกผม”เขารู้นิสัยของคนรักดีว่ามิเชลมักทำอะไรก่อนบอกเสมอ ครั้งนี้คงทำอะไรสักอย่างไปแล้ว“รู้ทันอีกแล้วนะพี่ร็อต”มิเชลยิ้มหวาน ขยับมาเบียดร่างหนาขอ
ครอบครัวเมดิสันพากันมาเยี่ยมวาสินี คุณอโณมาเมื่อได้รู้ความจริงเรื่องว่าสินีก็รู้สึกเสียใจ ที่ตั้งแง่รังเกียจลูกสะใภ้อีกทั้งยัง กลั่นแกล้งด้วยการแย่งหลานชายมาดูแลเอง ไม่เคยพูดจาดีๆ กับอีกฝ่ายแม้สักคำ รวมถึงสั่งสอนหลานชายให้เกลียดแม่ตัวเอง ทำให้วาสินีต้องคิดมากจนกดดัน“หนูสินี ยกโทษให้แม่ด้วยนะ ที่แม่เคยทำไม่ดีกับหนูไว้” คุณอโณมาเอ่ยขอโทษลูกสะใภ้“สินีไม่เคยโกรธคุณ... คุณป้าหรอกค่ะ”วาสินียิ้มบางๆ ไม่ถือโทษเอาความคนสูงวัยกว่า เธอหุบยิ้มเมื่อหันไปสบตาโอลิเวอร์ เมินหน้าหนีเขาเหมือนที่ทำทุกวัน ทำเอาคนถูกเมินทำหน้าจ๋อย“ไอรีนก็ขอโทษด้วยนะ ไอรีนเสียใจที่บังคับให้สินีตีน้องเอื้อ”ไอรีนขยับเข้ามาหาคนเจ็บ เอ่ยขอโทษเสียงอ่อน“วันนั้นคนที่เป็นต้นเหตุ ไม่ใช่น้องเอื้อแต่เป็นจาคอฟ ลูกชายไอรีนเขาไปเรียกสินีว่ายายเลสเบี้ยน น้องเอื้อโมโหเลยต่อยจาคอฟ แกไม่ได้ตั้งใจผลักจัสมินด้วย ไอรีนลงโทษจาคอฟไปแล้วนะ จับฟาดจนขาเขียวไปแล้วล่ะ”“โถ่ อย่าไปตีแกอีกนะคะ เด็กเขาจะคิดว่าแม่ไม่รัก เหมือน...”วาสินีหยุดพูดหน้าตาหมองลงเมื่อคิดถึงลูกชาย น้องเอื้อไม่โผล่หน้ามาเยี่ยมแม่ของแกเลย แกคงเกลียดแม่คนนี้แล้วถึงไม่ยอมมาหา
หญิงสาวเดินออกจากรถไปเปิดประตูห้องพัก เธอยังคงเหม่อลอยจ่อมจมในความคิดของตัวเองจนไม่สังเกตเห็นว่าเขาตามเธอไปด้านหลัง โอลิเวอร์ตะครุบร่างงามกอดรัดไว้แน่น ขณะลากดึงเธอเข้าไปด้านใน“คุณ คุณฟื้นแล้วเหรอ ปล่อยนะจะทำอะไรฉัน” สิตาภาสะบัดแขนเร่าๆ พยายามดิ้นหนีให้หลุดจากการจับกุมของโอลิเวอร์ เธอมัวแต่คร่ำคร
2“มานอนเตียงฉันได้ยังไง ผมก็เปียกหมอนฉันแฉะหมดแล้ว” เธอเดินมายืนข้างเตียงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อย ผสมกับความตื่นตกใจโจนาธานปรายตามองใบหน้าแดงๆ ของคนเหนื่อยจัดอย่างขบขัน แม่คุณช่างกลัวเสียภาพพจน์เสียจริง กลัวว่าผู้ใหญ่ฝ่ายชายจะไม่ชอบใจหากเห็นเธออยู่กับผู้ชายคนอื่นในห้องสองต่อสอง ถึงกับลากเขามาหล
“สินีจ๋า... ผมอยากกอดคุณนานกว่านี้นะ แต่...”โอลิเวอร์คลายอ้อมแขนออก ทำหน้านิ่วเมื่อบางอย่างกำลังปั่นป่วนในท้องเขา ดับความวาบหวามใจจนสิ้น“แต่อะไรคะ”วาสินีเอียงคอมองคนพูดอย่างไม่เข้าใจ เขาทำหน้าราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่แท้ๆ“แต่ตอนนี้ ผมอยากเข้าห้องน้ำจังเลยครับ”ใบหน้าหล่อเหลาเริ่
“พ่อ... พ่อคือพ่อโอลิเวอร์ของลูกยังไงล่ะครับ”โอลิเวอร์ผลักประตูก้าวเข้าไปหาลูกชาย เขาส่งยิ้มอบอุ่นให้เด็กน้อยที่ทำหน้าเหวอ ย่อตัวอ้าแขนออกสบตาสีเดียวกันแล้วพยักหน้าให้ น้องเอื้อนิ่งมองอยู่ครู่หนึ่งริมฝีปากสีสดเบะออกก่อนจะโผเข้าหาอ้อมกอดที่แกรอคอยมาทั้งชีวิต พร้อมกับปล่อยโฮลั่น“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่







