Masukโอลิเวอร์หน้าตึง ตอนที่ยังคบหากันหญิงสาวทำอาหารให้เขารับประทานอยู่บ่อยๆ เขารู้ดีว่าสิตาภาทำอาหารอร่อยแค่ไหน เขาไม่ชอบใจหากหญิงสาวจะทำอาหารให้คนอื่นรับประทานนอกจากเขา แบบนี้ต้องเพิ่มข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย คนขี้หวงคิด
“เราเข้าไปหาแม่ของลูกดีกว่า เดี๋ยวพ่อจะพาไปทานข้าวกัน”
โอลิเวอร์อุ้มลูกชายขึ้น แล้วเดินลิ่วเข้าไปในบ้าน ขณะเปิดประตูเดินเข้าไปในบ้าน ดวงตาสีฟ้าก็วาววับขึ้นเมื่อเห็นโจนาธานกำลังกุมมือหญิงสาวอยู่ ร่างสูงอุ้มลูกชายเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสอง
“ทำอะไรอยู่ครับที่รัก”
เขาวางลูกชายบนตักของคนเป็นแม่ พลางยื่นหน้าไปหอมแก้มนวลฟอดใหญ่ แสดงความเป็นเจ้าของโดยไม่สนใจสายตาของผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ด้วย มุมปากกระตุกยิ้มสาใจเมื่อเห็นแววตาวูบไหวของโจนาธาน
วาสินีทำหน้าไม่ถูกรีบดึงมืออกจากการเกาะกุมของโจนาธาน และต้องหน้าแดงจัดเมื่อถูกจมูกโด่งงามขโมยหอมแก้มต่อหน้าบุคคลที่สาม หญิงสาวอยากข่วนหน้าคนเจ้าเล่ห์ที่ชอบเอาเปรียบเธอนัก แต่ไม่อาจทำได้ดังใจนึก
“เอ่อ... คุณโอลิเวอร์คะ นี่คุณโจนาธานค่ะเป็นเพื่อนของฉันค่ะ” วาสินีขยับถอยห่าง วางลูกชายขวางคนเป็นพ่อไว้ไม่ให้เข้ามานัวเนีย
สองหนุ่มมองหน้ากัน ก่อนจะยื่นมือมาจับกันตามมารยาทสังคม แล้วคลายมือออก
“ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับคุณโอลิเวอร์ ผมเป็นเพื่อนสนิทของสินีครับ”
โจนาธานทักทายตอบ เขามองหน้าอีกฝ่ายและมองเลยไปยังเด็กชายตัวน้อยที่เห็นมาตั้งแต่เกิด ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็เห็นชัดถึงความเหมือนของทั้งคู่ โอลิเวอร์คือพ่อของน้องเอื้ออย่างแน่นอน และสายตาของโอลิเวอร์ที่มองวาสินี ทำให้โจนาธานแอบนึกห่วงหญิงสาวขึ้นมา เริ่มไม่มั่นใจว่าสถานภาพการแต่งงานแต่ในนามที่วาสินีบอกเขาจะเป็นไปตามข้อตกลงได้นานแค่ไหน เมื่อว่าที่เจ้าบ่าวของหญิงสาวแสดงความหวงแหนจนรู้สึกได้
“ยินดีที่รู้จักเช่นกันครับคุณโจนาธาน ผมเป็นพ่อของน้องเอื้อเป็นสามีของสิ... สินีครับ”
โอลิเวอร์ตอบกลับด้วยสำนวนเดียวกัน พร้อมแนะนำตัวเสร็จสรรพ เขาเข้าใจว่าสิตาภาเปลี่ยนชื่อเป็นวาสินี จึงเรียกชื่อหญิงสาวตามที่โจนาธานเรียก วงแขนแข็งแรงวางพาดไหล่มนโอบกอดทั้งแม่และลูกชายให้อีกฝ่ายเห็นครอบครัวสุขสันต์ของเขาชัดๆ โจนาธานคงมาหลงเสน่ห์ของสิตาภาเช่นเดียวกับเขาในอดีต หญิงสาวแม้จะเป็นเลสเบี้ยนแต่ก็ชอบหว่านเสน่ห์ให้ผู้ชายหน้าโง่มาหลงรัก ถึงจะรู้แบบนั้นแต่โอลิเวอร์ก็ไม่ชอบใจนัก เขาไมชอบให้ผู้หญิงของเขาถูกผู้ชายคนอื่นมองหรือมาเกาะแกด้วย รอให้เขาจับเธอจดทะเบียนสำเร็จเมื่อไหร่ เขาจะมีสิทธิ์ห้ามเธอเต็มที่ตอนนี้จำต้องปล่อยไปก่อน
“พรุ่งนี้ช่วงค่ำเราจะจัดงานแต่งงานกัน ผมกับสินีขอเชิญคุณมาร่วมงานของเรานะครับ”
โอลิเวอร์เชื้อเชิญโจนาธานด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม (เสแสร้ง) พร้อมทั้งหอมแก้มนิ่มของว่าที่เจ้าสาวอีกหน ทำเอาวาสินีแทบอยากเอาหน้ามุดพื้นหนีอาย หญิงสาวไม่กล้าสบตากับโจนาธานซึ่งกำลังมองเธอด้วยแววตาห่วงใย
“สินีบอกผมแล้วครับ ยินดีด้วยที่ครอบครัวของคุณจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน”
โจนาธานปั้นยิ้มให้อีกฝ่าย เขาปรายตามองวาสินีอย่างเห็นใจ หญิงสาวถูกโอลิเวอร์มัดมือชกแบบดิ้นหนีไปไหนไม่พ้น จะบอกความจริงก็ยิ่งทำไม่ได้ เมื่อมีน้องเอื้อเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ยากจะยอมแพ้ วาสินีรักน้องเอื้อราวกับลูกในไส้เขาเองก็เอ็นดูเด็กชายไม่น้อยแม้จะโดนฤทธิ์เดชของเจ้าตัวน้อยอยู่บ่อยครั้งก็ไม่ได้ถือสาแต่อย่างใด โจนาธานได้แต่หวังว่าโอลิเวอร์จะไม่นำความแค้นในอดีตมาลงที่วาสินี และปรารถนาให้ความดีของหญิงสาวเอาชนะหัวใจผู้ชายคนนี้ได้ บางทีนี่อาจเป็นลิขิตจากฟากฟ้า ดลให้สองหนุ่มสาวได้มาคู่กันก็ได้
“คุณโอลิเวอร์ สินี จะรังเกียจไหมถ้าผมจะสั่งให้แผนกจัดเลี้ยง จัดงานแต่งงานครั้งนี้ ในแบบของชาวเกาะล้อมรัก” โจนาธานเสนอ
“จัดงานแต่งแบบชาวเกาะเหรอคะโจ” วาสินีเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนชาย ดวงตาคู่สวยมีรอยประหลาดใจ
“มันเป็นยังไงครับ งานแต่งแบบชาวเกาะล้อมรัก”
โอลิเวอร์ยกคิ้วสูง มองคนพูดอย่างสงสัย ท่าทางโจนาธานดูเหมือนนำเสนองานแต่งงานครั้งนี้อย่างเต็มใจ มากกว่าจะหาเรื่องแกล้งทำให้ยุ่งยาก ชายหนุ่มจึงปัดความระแวงออกจากใจ
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ งานแต่งของชาวเกาะล้อมรัก เขาจัดงานแต่งกันริมทะเล เจ้าบ่าวเจ้าสาวแต่งชุดพื้นเมืองสีขาว เจ้าบ่าวจะสวมแหวนและมอบมงกุฏดอกไม้ให้เจ้าสาวของเขา พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักและดูแลเธอไปชั่วชีวิต ส่วนเจ้าสาวจะสวมแหวนให้เจ้าบ่าว และสร้อยร้อยหัวใจซึ่งมีล็อกเก็ตทำจากตลับหอยด้านในบรรจุผมของเจ้าสาวไว้ พร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะเป็นผู้หญิงของเขาตลอดชีวิต”
โจนาธานอธิบายขั้นตอนการแต่งงานแบบเรียบง่ายของชาวเกาะล้อมรักให้ทั้งสองฟัง บิดาได้พบรักกับมารดาซึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของเกาะนี้ ทั้งสองได้แต่งงานกันตามแบบของชาวเกาะล้อมรัก ซึ่งมีพิธีกรรมบางอย่างที่จะผูกพันเจ้าบ่าวเจ้าสาวให้รักใคร่กันไปชั่วชีวิต นี่จะเป็นสิ่งเดียวที่เขาจะสามารถทำให้วาสินีได้ เขาปรารถนาให้เธอได้ครองคู่กับคนที่คู่ควรและทำให้ผู้ชายผู้โชคดีคนนั้น รักมั่นต่อหญิงสาวไปจนตราบลมหายใจสุดท้าย
“คุณคิดว่าไงที่รัก อยากให้งานแต่งงานของเราจัดแบบชาวเกาะล้อมรักไหม”
โอลิเวอร์ฟังพิธีการแล้วรู้สึกชอบใจ เขาสบตากับว่าที่เจ้าสาว ในหัวบังเกิดมโนภาพงานแต่งงานตามที่โจนาธานบรรยายขึ้นมา มุมปากเผยอแย้มขึ้นอย่างลืมตัว สิตาภาจะสวยแค่ไหนกันหนอ... ในชุดเจ้าสาวแบบชาวเกาะ
วาสินีเคยเห็นพิธีแต่งงานของชาวเกาะล้อมรักมาก่อน และประทับใจกับงานแต่งงานแบบเรียบง่ายนั้น และเคยแอบคิดตามประสาสาวโสดว่าอยากให้งานแต่งงานของตัวเองจัดแบบนั้นบ้าง โดยไม่รู้ว่าตอนนี้สิ่งที่เคยฝันไว้กำลังจะเกิดขึ้นจริง หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่คัดค้านสักคำ
“ฉันชอบงานแต่งงานของชาวเกาะล้อมรักค่ะ” เธอบอกโจนาธานพร้อมกับคลี่ยิ้มละมุน เมื่ออีกฝ่ายส่งสายตาอาทรของมิตรแท้มาให้ หากคนที่มองเห็นกลับขัดตากับมิตรภาพของสองเพื่อนจนคันยิบๆ ในตับขึ้นมา
“ตกลงผมกับสินีจะแต่งงานตามแบบชาวเกาะล้อมรักในคืนพรุ่งนี้ คงต้องรบกวนคุณโจนาธานช่วยจัดงานให้ด้วยนะครับ”
โอลิเวอร์สรุปรวบรัด เขาทนเห็นสายตาของโจนาธานที่มองว่าที่เจ้าสาวของตัวเองไม่ไหว ต่อมหึงทำงานหนักจนแทบระเบิดความไม่พอใจออกมา หากไม่เห็นแก่มารยาทสังคมเขาคงจัดหนักอีกฝ่ายไปแล้ว คนที่น่าจะโดนด้วยคือฝ่ายหญิงที่ส่งสายตาอ่อนละมุนให้เพื่อนชาย เมื่อก่อนสิตาภาไม่เคยมองผู้ชายคนไหนด้วยสายตาแบบนี้ ผ่านไปห้าปีหญิงสาวกลับทำให้เขาประหลาดใจ ในความอ่อนหวานอ่อนโยนของเธอ เวลาทำให้คนเปลี่ยนไปจริงๆ หรือเนี่ย
“ผมจะจัดงานนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นของขวัญให้เพื่อนที่น่ารักคนนี้”
โจนาธานส่งยิ้มให้วาสินี และหันมายิ้มให้เจ้าบ่าวของหญิงสาวด้วยรอยยิ้มมิตรภาพ
“สินีเป็นคนดีมาก คุณโชคดีที่ได้เธอเป็นเจ้าสาว ผมขอตัวไปเตรียมงานให้พวกคุณทั้งสองก่อนนะครับ แล้วพบกันพรุ่งนี้ น้องเอื้อลุงโจไปก่อนนะครับ”
โจนาธานเอ่ยขอตัว แล้วหันไปเอ่ยลาเด็กชายที่ทำหน้าแป้นแล้นเปี่ยมสุข ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมออกไป สองหนุ่มสาวพากันลุกขึ้นแล้วมาส่งที่หน้าประตู โดยที่เด็กน้อยไม่ยอมลุกตามบิดามารดามา
“ท่าทางนายโจนาธานจะรักและปรารถนาดีต่อคุณมากนะสิตา” คล้อยหลังแขกพิเศษ โอลิเวอร์ก็แขวะคนข้างกายทันที เขาเห็นสายตาที่เธอมองงตามร่างสูงใหญ่ของโจนาธานแล้วนึกหมั่นไส้
“ผมทำเป็น ไม่ต้องกลัวอด คุณได้อิ่มทุกอย่างแน่ทั้งอาหาร ทั้ง...ด้วย” เขายิ้มตาพราว รอเวลาไปถึงเกาะแทบไม่ไหวพิธีการเสร็จสิ้นลง เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกพาขึ้นเรือไปยังเกาะดาวล้อมเดือนเรียบร้อย แขกผู้มาร่วมงานก็แยกย้ายกันกลับโอลิเวอร์อุ้มลูกชายและโอบไหล่ภรรยาสาวพาเดินกลับบ้านพักส่วนตัว ยามนี้ครอบครัวของเขากลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง เจ้าตัวน้อยกราบขอโทษวาสินีและสัญญาว่าจะไม่ทำตัวแบบนั้นอีก คุณอโณมากับคุณโรเบิร์ตรับขวัญสะใภ้กลับบ้านด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่และยินยอมให้วาสินีกลับไปดูแลร้านอาหารต่อโดยมีนางแมรี่เป็นผู้ช่วยหลังจากนั้นก็จัดพิธีแต่งงานให้ทั้งสองอีกครั้งพร้อมกับจดทะเบียนสมรส ให้วาสินีก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกของครอบครัวเมดิสันอย่างเต็มตัว“สินี... คุณจะโกรธผมไหม ถ้าผมอยากรู้เรื่องของสิตา”โอลิเวอร์เอ่ยถามอย่างเกรงใจภรรยา เขาไม่ได้อาลัยรักสิตาภาอีกแค่อยากรู้เรื่องของเธอเท่านั้น“สินีก็คิดจะเล่าเรื่องของสิตาให้คุณฟังเหมือนกัน สินีแค่รอคุณถาม”เธอยิ้มให้เขา พลางจูงมือเขาเดินไปยังท้ายเกาะ หลังบ้านผู้เฒ่าการ์ซู“ที่นี่คือดินแดนรักนิรันดร์ยังไงล่ะคะ”หญิงสาวพาโอลิเวอร์มายังสถานที่ ที่เรียกว่าด
“จริงอยู่ที่สิตาเป็นแม่ของลูกผม แต่เธอไม่ใช่เมียผม เราแค่มีความสัมพันธ์กันอย่างไม่ตั้งใจ”โอลิเวอร์ดึงร่างงามเข้ามากอดไว้อีกครั้ง ลูบแผ่นหลังเธอเบาๆ“ผมไม่ได้ต้องการสิตาภา ไม่ได้รักพี่สาวของคุณอีกแล้ว”“คุณโกรธฉัน หาว่าฉันหลอกคุณ”เธอยอมผ่อนกายให้เขากอด แต่ยังเอ่ยปากหาข้อมางัดง้างคำพูดเขาต่อ“ผมขอโทษ ผมแค่รู้สึกโกรธตัวเองที่ตาถั่ว แยกแยะไม่ออกว่าคุณกับสิตาต่างกันแค่ไหน”โอลิเวอร์ถอนหายใจแรง เสียใจกับการกระทำโง่เง่าของตัวเอง“คุณก็เลยมาโกรธฉันด้วย ที่ทำให้คุณกลายเป็นคนโง่เหรอคะ” วาสินีนึกน้อยใจ“ไม่ ไม่ ผมแค่ไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่ต่างหาก ถึงได้โยนความผิดให้คุณ เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียหน้า”“โยนโทษให้ฉัน แล้วยังหาเรื่องรังแกฉัน บังคับให้ฉันเป็นนางบำเรอของคุณนี่นะ” เธอโกรธเขาข้อนี้ที่สุด“ผมแค่ไม่อยากเสียคุณไป กับคิดโง่ๆ อยากแกล้งให้คุณเจ็บ ลงโทษที่คุณหลอกผม”คนฟังส่ายหน้าผลักร่างหนาถอยห่าง“ถ้าไม่เกิดเรื่องขึ้น คุณคงแกล้งฉันไปเรื่อยๆ ใช่ไหม”“โถ่ ผมไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นหรอก ผมแค่อยากผูกมัดคุณให้อยู่กับผม จนกว่า...” เขาผ่อนเสียงลง ดวงตาไหววูบหม่นเศร้าเมื่อก้มลงมองหน้าท้องแบนราบของเธอ“จนกว่า
“สินี...” เสียงเรียกคุ้นหูแว่วมาวาสินีหันไปมองรอบกาย ก่อนจะนิ่วหน้าเมื่อไม่เห็นใครสักคน ริมฝีปากกดยิ้มเศร้าเมื่อนึกว่าตัวเองคิดถึงใครบางคนจนหูแว่ว“สินี...” เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้งหญิงสาวหันไปมองรอบกาย ค้นหาต้นเสียงแต่ก็ไม่เห็นใคร“คุณโอลิเวอร์...”เธอเอ่ยชื่อเขาเสียงแผ่ว ใบหน้างามหมองเศร้าแววตาหม่นซึม“ต้องลืมเขาให้ได้สิ เราต้องไม่คิดถึงคนใจร้ายคนนั้น”เธอพึมพำบอกตัวเอง ปัดภาพใบหน้าหล่อเหลารอยยิ้มที่ยังตราตรึงในหัวใจออกจากความคิด เธอยังจำช่วงเวลาดีๆ ที่มีร่วมกับเขาบนเกาะดาวเคียงเดือนได้ฝังใจ เจ็ดวันนั้นเธอช่างมีความสุขเหลือเกิน เขาแสนดีราวกับเทพบุตรจากสวรรค์ปกป้องคุ้มภัยมอบไออุ่นรักอ่อนโยนหญิงสาวลูบข้อมือข้างซ้ายของตัวเองมองดูมันแล้วถอนหายใจยาว โซ่ที่มองไม่เห็นดูเหมือนจะร้อยรัดเธอไว้กับเขาไม่ยอมหลุด เธอมอบใจให้เขาหมดทั้งดวงในตอนนั้นเอง และไม่เคยถอนใจกลับคืนแม้จะถูกเขาทำร้ายจนเจ็บปวดแทบขาดใจเธอเคยได้ยินว่าความรักทำให้คนตาบอด สำหรับเธอมันยิ่งกว่าตาบอดแต่ผสมความโง่งมเข้าไปด้วย รักคนที่เขาไม่รักไม่พอยังยอมให้เขาพร่าผลาญทั้งร่างกายและจิตใจไม่รู้เข็ดหลาบ กายหนีห่างแต่ใจกลับสยบยอมอยู่
“ตาสบายดี หนูล่ะเพิ่งหายป่วยอาการเป็นยังไงบ้าง”“สินีหายแล้วค่ะ ตอนนี้กลับมาช่วยงานโจนาธานได้เหมือนเดิมแล้ว”วาสินียิ้มอ่อนๆ แต่แววตายังฉาบรอยหมองเศร้าจนผู้สูงวัยสังเกตเห็น“หนูสินี ชีวิตคนเรามันสั้นนักนะ อย่าให้ความทุกข์มาทำให้เราสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เลย”วาสินีหลบตารับรู้ความห่วงใยผ่านกระแสเสียงของผู้เฒ่า ท่านรักและเอ็นดูเธอเหมือนหลานสาวคนหนึ่ง ย่อมห่วงใยจนสังเกตเห็นว่าเธอสุขหรือทุกข์“สินีไม่รู้จะทำยังไงดีค่ะคุณตา สินีสูญเสียทุกอย่างไปหมดแล้ว ทั้งน้องเอื้อ... ทั้งลูกในท้อง และ...” คนที่เธอรักหญิงสาวน้ำตาคลอหัวใจสะเทือนไหว น้ำตาไหลออกมาง่ายดายนักเพียงแค่นึกถึงคนที่เธอหันหลังให้“หนูเสียเขาไป หรือว่าหนูทิ้งพวกเขามา”ผู้เฒ่าการ์ซู ถามออกไป ก่อนจะยิ้มปลอบโยน“ตาเคยสอนให้หนูใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ไม่ใช่หรือ หนูถามพวกเขาหรือยังว่าพวกเขาไม่ต้องการหนูจริงหรือ การคิดเอาเองมันไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์หรอกนะ หนูต้องกล้าเผชิญความจริง”มือเหี่ยวย่นยื่นมาลูบศีรษะเบาๆ“มองดูต้นผูกรักนั่นสิ ปีหนึ่งมันจะออกดอกแค่ครั้งเดียวก็จริง แต่ดอกของมันจะหอมไปนานแสนนานจนกว่าต้นของมันจะตายไป เปรียบเหมือนควา
โจนาธานไม่โกรธมิเชลที่ขับรถชนวาสินี เพราะรู้ว่าหญิงสาวไม่ได้ตั้งใจ เขาเล่าเรื่องวาสินีให้มิเชลฟังหลังจากที่ปรับความเข้าใจกับเธอแล้ว มิเชลรู้สึกผิดที่เคยคิดไม่ดีกับวาสินีจึงอยากไปขอโทษ แต่กลับไปขับรถชนอีกฝ่ายแทน มิเชลถูกยึดใบหนุญาตขับขี่และถูกดำเนินคดีข้อหาขับรถโดยประมาทกว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ก็ยุ่งยากพอดู โชคดีที่วาสินีไม่เอาเรื่องและบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเธอวิ่งไปตัดหน้ารถของมิเชลเอง คดีจึงไม่ร้ายแรงอย่างที่กลัว หลังจากนั้นมิเชลก็ไปขอโทษวาสินีที่โรงพยาบาล สองสาวปรับความเข้าใจกัน วาสินีขอร้องให้มิเชลกับโจนาธานช่วยพาเธอหนีจากโอลิเวอร์ หญิงสาวขอเวลาทำใจเรื่องลูกสักพัก ก่อนจะตัดสินใจว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป“ฉันว่าเราเลิกยุ่งกับสองคนนั้นดีไหม ปล่อยให้เขาสองคนได้พบกัน และตัดสินใจอนาคตของเขาเอง พี่โอลิเวอร์กับสินีเจ็บปวดมามากแล้วนะ” มิเชลเปรยขึ้น มองหน้าคนรักหวังให้เขาใจอ่อนโจนาธานนิ่วหน้า “คุณพูดเหมือนกำลังจะทำอะไรสักอย่าง หรือว่าทำไปแล้วไม่บอกผม”เขารู้นิสัยของคนรักดีว่ามิเชลมักทำอะไรก่อนบอกเสมอ ครั้งนี้คงทำอะไรสักอย่างไปแล้ว“รู้ทันอีกแล้วนะพี่ร็อต”มิเชลยิ้มหวาน ขยับมาเบียดร่างหนาขอ
ครอบครัวเมดิสันพากันมาเยี่ยมวาสินี คุณอโณมาเมื่อได้รู้ความจริงเรื่องว่าสินีก็รู้สึกเสียใจ ที่ตั้งแง่รังเกียจลูกสะใภ้อีกทั้งยัง กลั่นแกล้งด้วยการแย่งหลานชายมาดูแลเอง ไม่เคยพูดจาดีๆ กับอีกฝ่ายแม้สักคำ รวมถึงสั่งสอนหลานชายให้เกลียดแม่ตัวเอง ทำให้วาสินีต้องคิดมากจนกดดัน“หนูสินี ยกโทษให้แม่ด้วยนะ ที่แม่เคยทำไม่ดีกับหนูไว้” คุณอโณมาเอ่ยขอโทษลูกสะใภ้“สินีไม่เคยโกรธคุณ... คุณป้าหรอกค่ะ”วาสินียิ้มบางๆ ไม่ถือโทษเอาความคนสูงวัยกว่า เธอหุบยิ้มเมื่อหันไปสบตาโอลิเวอร์ เมินหน้าหนีเขาเหมือนที่ทำทุกวัน ทำเอาคนถูกเมินทำหน้าจ๋อย“ไอรีนก็ขอโทษด้วยนะ ไอรีนเสียใจที่บังคับให้สินีตีน้องเอื้อ”ไอรีนขยับเข้ามาหาคนเจ็บ เอ่ยขอโทษเสียงอ่อน“วันนั้นคนที่เป็นต้นเหตุ ไม่ใช่น้องเอื้อแต่เป็นจาคอฟ ลูกชายไอรีนเขาไปเรียกสินีว่ายายเลสเบี้ยน น้องเอื้อโมโหเลยต่อยจาคอฟ แกไม่ได้ตั้งใจผลักจัสมินด้วย ไอรีนลงโทษจาคอฟไปแล้วนะ จับฟาดจนขาเขียวไปแล้วล่ะ”“โถ่ อย่าไปตีแกอีกนะคะ เด็กเขาจะคิดว่าแม่ไม่รัก เหมือน...”วาสินีหยุดพูดหน้าตาหมองลงเมื่อคิดถึงลูกชาย น้องเอื้อไม่โผล่หน้ามาเยี่ยมแม่ของแกเลย แกคงเกลียดแม่คนนี้แล้วถึงไม่ยอมมาหา
วาสินีสะบัดหางตาใส่คนช่างว่า ไม่นำพาต่อคำค่อนขอดนั้น ร่างบางหมุนกายเดินมานั่งข้างลูกชาย“หิวข้าวหรือยังครับน้องเอื้อ เดี๋ยวแม่สินีจะทำกับข้าวให้ทานนะครับ ลูกจะให้แม่สินีทำไข่เจียวปูหรือว่าต้มจืดหมูสับดีครับ หรือจะให้แม่สินีทำให้ทานทั้งสองอย่างเลย”เจ้าตัวหันมาสนใจลูกชาย โดยไม่หันไปมองพ่อของเด็กน้อย
หลังจากปรับความเข้าใจกับครอบครัวเมดิสันแล้ว วาสินีก็ขอตัวกลับมายังบ้านพักพร้อมลูกชาย ปล่อยให้พี่น้องปรึกษากันเรื่องงานแต่งงานที่จะขึ้นในวันพรุ่งนี้ หญิงสาวจำต้องยอมแต่งงานกับโอลิเวอร์ตามคำขู่ของเขาอย่างจำใจ ในเวลานี้เพื่อนคนเดียวที่เธอมีและพอจะปรึกษาเรื่องนี้ได้ คือโจนาธานเท่านั้นวาสินีจึงโทรคุยกั
“ไอรีน เธอก็มีลูกคงเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ว่ารักลูกตัวเองแค่ไหน พี่เพิ่งรู้ว่ามีน้องเอื้อเมื่อพี่ได้พบกับสิตา พี่อยากดูแลลูกอยากให้ลูกอยู่พร้อมหน้าครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ ถ้าพี่พรากลูกมาจากแม่เขาลูกพี่จะมีความสุขเหรอ อีกอย่าง...”โอลิเวอร์พยายามใจเย็น อธิบายให้น้องสาวยอมรับ เขากลืนก้อนขมที่แล
“ลูก... ลูกมองเราอยู่” วาสินีบอกเสียงสั่น เมินหน้าหลบสายตาของเขาอย่างอับอาย“เราออกไปหาลูกกันเถอะ ผมจะพาคุณไปหาพี่เอริกกับไอรีนด้วย” โอลิเวอร์ถอนหายใจแรงๆ ไล่อารมณ์คุคลั่งในกายทิ้ง เขาต้องบ้าแน่ๆ หากอยู่สองต่อสองกับเธอแบบนี้“ไปสิคะ คุณปล่อยฉันก่อนได้ไหมคะ”วาสินีดึงมือออกจากต้นคอเขาขยับตัวถอยห่าง







