Masukนายหัวเขื่อนธารา ผู้อันตรายดังสายน้ำเชี่ยว เขาคือคนที่เธอไม่ควรเผลอใจ หรือแม้แต่เข้าใกล้มากที่สุด นายหัว เขื่อน ธารา จอมเถื่อน × น้องดอกแก้ว ที่แสนอ่อนโยนแต่สู้คน
Lihat lebih banyakดอกแก้วในเขื่อนธารา
(ยัยหนูดอกแก้วของนายหัวจอมเถื่อน)
ร่างสูงกำยำผิวสีแทน ท่อนบนเปลือยเปล่าไปด้วยมัดกล้ามแน่น ๆ ของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าดิบเถื่อน พ่วงด้วยตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านอันแสนไกลโพ้น แห่งเกาะลานตาสี กำลังหยิบยกปืนขึ้นมา ด้วยความแค้นเคืองที่มีในหัวใจต่อใครบางคน แค่เพียงรอคอยวันเวลาที่เหมาะสมจะเอาคืนเท่านั้น
กระบอกปืนถูกเล็งไปที่กลางเป้าซ้อมยิงปืนภายในสนาม นายหัวเขื่อน ธารา นอกจากจะชอบซ้อมยิงปืนเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ยังชอบใช้แรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ไม่มีเวลาแม้กระทั่งดูแลตนเอง จนผิวพรรณดำด้านคล้ำแดด หนวดเคราปกคลุมรกรุงรัง ผมเผ้าก็ยังกระเซอะกระเซิงเหมือนดั่งรังนกไม่ปาน
“นายหัวครับ นายหัว” สินสมุทรลูกน้องคนสนิท รีบวิ่งตรงมาที่เขายืนอยู่ พลางมองซ้ายแลขวา ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน เหมือนกับกลัวใครจะมาเห็นเข้า
“มีอะไร”
“เอ่อ...นะ นายหัวกำลังซ้อมยิงปืนอยู่เหรอครับ” สินสมุทรรู้สึกตกใจ เมื่อเห็นว่าเขาเดินมาพร้อมกับปืนคู่ใจ
“ก็ใช่น่ะสิ...แต่ถ้าแกไม่รีบบอกตอนนี้ ฉันอาจจะเปลี่ยนจากเป้า มาเป็น...แทนก็ได้” สายตาดุยังคงจ้องเขม็งคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา
“เอ่อ ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับนายหัว คือว่าเรื่องที่ให้ผมไป...”
ก่อนที่ตนเองจะกลายเป็นเป้ากระสุนแทน สินสมุทรไม่รอช้าที่จะส่งรูปถ่ายหนึ่งใบ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นรูปถ่ายในครอบครัวธรรมดา ๆ แต่ที่น่าจะสะดุดสายตาคมที่สุด นั่นก็คือผู้หญิงหน้าตาสวย ผมลอนยาวสีน้ำตาลเข้ม แววตาดูเศร้า ๆ คนนี้ เธอสวยมาก แต่น่าเสียดาย ที่ไม่น่าเกิดมาเป็นลูกของคนชั่ว ๆ อย่างมันเลย
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้สินสมุทรชะโงกหน้ามองตามสายตาของผู้เป็นนาย และเห็นว่าเขากำลังจ้องมองผู้หญิงสวย ๆ คนใดคนหนึ่งในรูปถ่าย
“ใคร”
“มีอะไรหรือเปล่าครับนาย”
“ผู้หญิงในรูปคือใคร”
“ถ้าผู้หญิงชุดเดรสสีแดงในรูป นั่นคือ...”
“เปล่า ฉันหมายถึงชุดเดรสสีขาวนั่นต่างหาก”
สินสมุทรชะงักเล็กน้อย พลางอมยิ้มให้กับเจ้านาย
“อ๋อ ที่นายหมายถึงก็คือผู้หญิงสวย ๆ ชุดเดรสสีขาวนี่เอง”
เขื่อนธาราเลยละสายตาจากรูป แล้วจ้องหน้าสินสมุทร เพื่อเค้นเอาคำตอบ
“เอ่อ บอกแล้วครับ บอกแล้วครับนายหัว อย่าจ้องผมแบบนี้สิครับ ผมกลัวแล้วนะครับ”
“ว่าไง”
“คือว่า ผู้หญิงคนนี้ชื่อแก้วกัลยา หรือว่าดอกแก้ว เธอพึ่งเรียนจบและตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหางานทำอยู่ครับ แล้วเธอก็เป็นลูกสาวบุญธรรมคนเล็ก ของนายแทนคุณด้วยครับ”
“ผู้หญิงคนนี้ชื่อดอกแก้วงั้นเหรอ”
“ใช่ครับ ว่าแต่นายหัวสนใจเธอเหรอครับ” สินสมุทรเอาแต่ยืนยิ้มไม่ไปไหน จนกระทั่งเขาละสายตาจากรูปถ่ายอีกครั้ง แล้วเงยหน้าจ้องตาเขม็งอีกเหมือนเดิม
“ยุ่ง ไปทำงานต่อได้แล้วไป”
“เอ่อ ไม่ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนก่อนเหรอครับ เผื่อว่านายหัวอยากจะได้อะไร อยู่ตรงนี้จะได้เรียกใช้งานผมได้เลยไงครับ”
“ไม่ต้อง ฉันบอกว่าไง”
“เอ่อ ก็ได้ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับนายหัว”
ขณะที่สินสมุทรกำลังจะหมุนตัวก้าวเท้า ต้องหยุดชะงักตั้งแต่วินาทีนั้น เมื่อเห็นคนงานกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ ด้วยท่าทางเหนื่อยหอบมาตั้งแต่ระยะไกล
“นายหัวครับ นายหัว”
“มีอะไร”
“คือว่าพวกนั้น...”
คนงานเดินนำหน้านายหัวไปที่แพปลาก่อน ซึ่งมีกลุ่มคนงานผู้ชายผิวสีคล้ำ ท่าทางมึนเมากำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง แล้วยังปล่อยหมัดใส่กันไม่ยั้ง ทำให้พวกคนงานแตกตื่นและหวาดกลัว ต่างคนต่างหาที่หลบซ่อน มิเช่นนั้น กลัวจะพากันโดนลูกหลงไปด้วย
“หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ กูบอกให้หยุดไง!”
ในเมื่อบอกด้วยลมปากแล้วไม่ฟัง คงต้องใช้สิ่งทุ่นแรงกันสักหน่อย
“ไม่หยุดใช่ไหม ได้”
ปัง ปัง ปัง! เสียงลูกปืนที่ถูกยิงขึ้นฟ้ารัว ๆ ติดต่อกันหลายต่อหลายนัด ทำเอาทุกคนต้องหยุดการกระทำต่อกันทั้งหมด และหันมาให้ความสนใจกับเจ้าปืนกระบอกนี้ ที่พอจะรู้กันดีอีกเช่นเคย ว่าใครเป็นเจ้าของ
“พวกมึงหยุดกัดกันได้แล้วใช่ไหม”
“นายหัวครับคือว่าพวกผม...” ชายทั้งสองที่ทะเลาะกันต่างก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบตานายหัว
“รู้กฎของที่นี่กันดีไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมยังทำอีก” สายตาคมก็ยังไม่วายมองเห็นขวดเหล้า ที่แอบซุกซ่อนอยู่ใต้แคร่ ถึงจะซุกซ่อนมิดชิดดีแค่ไหน แต่ไม่อาจรอดพ้น สายตาอันเฉียบคมของเขาได้อยู่ดี แถมแต่ละคน ยังจะพ่นวาจาออกมาเป็นกลิ่นเหล้าหึ่งซะขนาดนี้ นี่แหละเป็นหลักฐานมัดตัวชั้นดี
“เก็บของออกไปจากที่นี่ซะ” นายหัวเขื่อนพูดออกมาโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น
“นายหัวครับ”
“ทั้งสองคน”
กฎก็ต้องเป็นกฎ ถ้าหากใครทำตัวเป็นกบฏ หรือว่าแหกกฎของเกาะแห่งนี้ ซึ่งนายหัวเป็นคนตั้งไว้เองทุกข้อ ก็คือการไล่ออกอย่างเดียว โดยไม่มีข้อยกเว้นอะไรทั้งนั้น
....................................................
หญิงสาวใบหน้าสวยหวาน อยู่ในชุดเดรสกระโปรงสั้นสีขาว ผมลอนยาวสีน้ำตาลพริ้วไหวไปมา ตามจังหวะของการแกว่งชิงช้าใต้ร่มไม้ใหญ่เจ้าของดวงตาเศร้า ๆ ยังคงนั่งเหม่อมองคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่ ที่ถูกสร้างขึ้นมาไม่ต่ำกว่าพันล้าน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่ดูยังไง ๆ ก็ไม่ใช่ที่ของเธอเลยสักนิด บ้านไม้หลังเล็ก ๆ อยู่ในระแวกชุมชนแออัดนั่นต่างหาก ที่เป็นบ้านของเธอจริง ๆ
“ยัยดอกแก้ว ยัยดอกแก้ว ยัยดอกแก้ว” เสียงเรียกดังแสบแก้วหู เริ่มดังขึ้นต่อเนื่องเรื่อย ๆ จนในที่สุด มาหยุดอยู่ใกล้ ๆ กับใบหูของเธอ แต่ดอกแก้วก็ยังนั่งนิ่ง ทำเป็นไม่สนใจเสียงนั้น
“ฉันเรียกเธอตั้งนาน ไม่ได้ยินหรือไง”
“ได้ยินค่ะ ได้ยินตั้งแต่คำแรกแล้ว” ดอกแก้วลุกจากชิงช้า โดยไม่หันไปมองคนด้านหลัง ที่เอาแต่ตะโกนปาว ๆ
“ถ้าได้ยินแล้วทำไมยังไม่รีบไปอีก รีบไปจัดเตรียมเสื้อผ้าทำงานให้ฉันสิ วันนี้มีประชุมผู้บริหาร ไม่รู้คุณพ่อจะให้ฉันเข้าไปในบริษัทด้วยทำไม น่าเบื่อที่สุด” ถ้าหากไม่ใช่เรื่องสำคัญ พุทธดาไม่มีทางเข้าไปในบริษัทแน่ แต่นี่เป็นคำสั่งของแทนคุณ ซึ่งย้ำนักย้ำหนาว่าให้ลูก ๆ ทุกคน ต้องเข้ามาบริษัทวันนี้ให้ได้
ดอกแก้วจึงหันมาจ้องหน้าพุทธดาอย่างเหนื่อยใจ ไม่รู้เมื่อไหร่เธอจะหลุดพ้นจากที่นี่สักที
“คุณก็โตมาหลายปีแล้วนะคะ”
“นี่แกว่าฉันเหรอ”
“ยังจะทำตัวเป็นเด็กอนุบาล ใช้ให้ฉันจัดเตรียมเสื้อผ้าหรือทำอะไรให้อยู่ได้ คุณโตแล้วหัดทำเองบ้างนะคะ”
“ฉันจะทำเองให้เหนื่อยทำไม มีคนรับใช้อย่างแก ก็ต้องใช้งานให้คุ้มค่ากับที่คุณพ่อรับแกมาเลี้ยงหน่อยสิ จริงไหม”
“บอกกี่ครั้งแล้วคะ ว่าฉันไม่ใช่คนใช้ของคุณ เข้าใจด้วยนะคะ”
ถ้าพุทธดาไม่เคยเห็นเธอเป็นน้องก็ตามใจ และอีกอย่างเธอก็ไม่ต้องการจะยุ่งกับคนในครอบครัวนี้ ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าบุญคุณอันแสนใหญ่หลวงค้ำคอเธอไว้ ป่านนี้เธอคงหนีไปให้พ้นจากสายตาของทุกคนในบ้านหลังนี้ ไปตั้งแต่นานแล้ว
ดอกแก้วพูดจบ และกำลังจะรีบออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน อันแสนน่ารำคาญ ของพุทธดาซะก่อน
“ลูกพุทธ มากวนใจอะไรน้องอีกหรือเปล่า”
“คุณพ่อคะ ทำไมคุณพ่อต้องเข้าข้างมันตลอดเลย มันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของคุณพ่อสักหน่อย”
“จำไว้ว่าดอกแก้ว คือคนในครอบครัวของเรา แล้วดอกแก้วก็คือน้องสาวของลูก เป็นลูกสาวคนหนึ่งของพ่อเหมือนกัน” แทนคุณยิ่งพูดแบบนี้ พุทธดาก็ยิ่งเลือดขึ้นหน้า เพราะตั้งแต่เดิมทีนั้น มีอคติต่อดอกแก้วอยู่แล้ว
“คำก็ดอกแก้ว สองคำก็ดอกแก้ว แล้วพุทธล่ะคะ ไม่ใช่ลูกของคุณพ่อหรือไงคะ”
“ลูกพุทธ ไปแต่งตัว”
“คุณพ่อ”
“พ่อบอกให้ไปแต่งตัวไง ไปสิ อย่าให้พ่อต้องพูดซ้ำ”
พุทธดามองหน้าดอกแก้วด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะเดินกระทืบเท้าตรงไปยังคฤหาสน์
“มีอะไรหรือเปล่าคะ ถึงมาตามดอกแก้วถึงที่นี่ได้” ดอกแก้วพูดโดยที่ไม่ได้มองคนตรงหน้า
“วันนี้พ่ออยากให้ลูกเข้าไปในบริษัทด้วยกัน”
“ช่วงบ่ายนี้ดอกแก้วมีสำภาษณ์งานที่บริษัท Ts Group ค่ะ คงไม่ว่างแล้วค่ะ” นี่เป็นบริษัทพึ่งเปิดใหม่ ที่เพื่อนสนิทของเธอแนะนำมาอีกที แล้วก็ยังต้องการพนักงานอีกเป็นจำนวนมาก
“ไม่ได้ ลูกต้องเข้าไปในบริษัทด้วยกัน เพราะแก้วกัลยา ก็คือเขื่อนธารากรุ๊ปคนหนึ่ง”
“เขื่อนธารากรุ๊ปงั้นเหรอคะ”
เท่าที่เธอจำได้ บริษัทนี้เป็นของผู้มีพระคุณ ซึ่งทางครอบครัวของเจ้าสัวเทพเอง ก็ยังหลงเหลือทายาทตัวจริงที่หายสาบสูญไป ในความเป็นจริงแล้ว ครอบครัวของแทนคุณ ไม่ใช่เจ้าของกิจการตัวจริงสักหน่อย
“ยกเลิกสัมภาษณ์งานบ่ายนี้ไปซะ แล้วไปกับพ่อ” แทนคุณยื่นคำขาด ก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้ทันที
“อิสระที่ดอกแก้วต้องการมาตลอด คงไม่มีอยู่จริงสินะ”
ความหวังของดอกแก้วที่จะหางานทำ แล้วย้ายออกไปจากบ้านที่แสนอึดอัดนี้ ได้พังทลายลงจนหมดสิ้น เมื่อถูกแทนคุณยื่นคำขาด แล้วลูกนกลูกกาตัวน้อย ๆ ที่อยู่ในกรงทองอย่างดอกแก้ว จะขัดคำสั่งอะไรได้ นอกจากจะทำตามคำสั่งของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อบุญธรรมของเธอ
ทั้งสองเดินเคียงคู่ ลัดเลาะกลับไปบ้าน ตามทางเรียบแนวชายฝั่ง ชมวิวทะเลสวย ๆ บรรยากาศดี ๆ ระหว่างทาง อีกทั้งยังมีแสงจากดวงอาทิตย์ กำลังจะลาลับขอบฟ้าในอีกไม่ช้ากระทบกับผิวน้ำระยิบระยับ เปล่งประกายความงดงามออกมา ผ่านสายตาของกันและกัน ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เกิดขึ้น ทำให้ต่างคนต่างยิ้มให้กันด้วยความสุข จนกระทั่งขึ้นมาถึงเรือนชานหน้าบ้าน ยังคงยิ้มให้กันอยู่“เหนื่อยไหมคะ ที่ต้องไปเข้าร่วมการประชุมกับทางบริษัทอาทิตย์ละครั้ง แล้วไหนจะต้องมาดูแลเกาะแห่งนี้อีก”“พอมีเธออยู่ด้วย ก็ไม่เลย แล้วเธอล่ะ เหนื่อยหรือเปล่าที่ต้องมาอยู่กับฉันที่นี่ แทนที่จะได้อยู่สบาย ๆ ที่กรุงเทพ”“อืม ดอกแก้วไม่เหนื่อยค่ะ เพราะมีคุณอยู่ด้วย”คนที่ไม่เคยคิดจะยิ้มให้กับใครมาก่อน แต่พอวันหนึ่งมีเธอเข้ามาในชีวิต ทำให้คนอย่างเขา ต้องการจะมอบรอยยิ้ม ที่เผยให้เห็นถึงความสุขจากใจโดยแท้จริง และคงมีแต่เธอคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับมัน“ต่อไปนี้ เธอไม่ต้องทำงานขอดเกล็ดปลาแล้วนะ”“ทำไมเหรอคะ ก็ไหนคุณเป็นคนตั้งกฎเองว่า ถึงจะเป็นเมียของนายหัว ก็ต้องทำงานเหมือนกัน”“อันที่จริงแล้ว กฎข้อนั้น ฉันพึ่งจะเขียนขึ้นมาตอนที่เธอมาอยู่ที่นี่ครั
สินสมุทรรับสายจากพ่อสม นี่เป็นสายสำคัญที่ทำให้นายหัวเขื่อน ต้องกลับไปดูงานที่แพปลาอย่างเร่งด่วน แต่ก่อนจะไป เขามาคิด ๆ ดูอย่างดีแล้ว ว่าจะปล่อยให้ดอกแก้ว ได้ใช้เวลานี้อยู่กับครอบครัวสักพักเดี๋ยวพอเคลียร์งานเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ จะมารับเธอกลับไปอยู่ด้วยกันอีกที ที่ชายหนุ่มวางใจให้ดอกแก้วอยู่ที่นี่ได้ เพราะสิตารับปากว่าจะอยู่ช่วยดูแล เป็นหูเป็นตาแทนให้ เมื่อเป็นแบบนี้แล้วเขาก็หายห่วง“นายหัวเถื่อนนั่น กลับไปที่เกาะแล้วเหรอ”พุทธดามาหาคนที่นั่งหน้าเศร้า ภายในสวนหลังบ้าน พร้อมกับนั่งลงตรงม้านั่งฝั่งตรงข้ามกัน“กลับไปแล้วค่ะ”“แล้วเธอ เอ่อ น้องดอกแก้วจะมานั่งเหงา ๆ ทำไม ทำไมไม่รีบตามเขาไปด้วยล่ะ รีบไปสิ”“ดอกแก้ว”ไม่รู้ว่าฐานทัพและสิตามายืนยิ้มอยู่ตรงหน้าเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทั้งคู่ยังดูยิ้มแปลก ๆ น่าสงสัยไปอีก“พี่เก็บเสื้อผ้าไว้แล้ว”“สิตาก็เก็บเสื้อแล้วเหมือนกันค่ะ”“โชคดีนะน้องดอกแก้ว”“นี่มันอะไรกันคะ”“ไม่มีเวลาแล้ว ไปเก็บเสื้อผ้ากันค่ะนายหญิง” สิตาเดินเข้าไปจูงมือของคนที่กำลังนั่งงง ให้ลุกออกไปจากตรงนี้เร็วที่สุดเมื่อนายหัวเขื่อนเดินทางมาถึงเกาะลานตาสี ยังไม่ทันจะเข้าบ้านด้วยซ้ำ
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวร้าย ๆ ไปด้วยกันแล้ว พวกเขาเดินทางกลับไปยังคฤหาสน์ธารา เมื่อรถตู้คันสีดำเข้ามาจอดถึงหน้าบ้าน สิตาได้รู้ข่าวร้ายจากพี่ชาย ที่โทรมาบอกก่อนจะออกมาจากบริษัท ถึงกับรีบวิ่งมาที่หน้าบ้านด้วยความเป็นห่วง ไม่สนใจอะไรแล้ววินาทีนี้ เพราะชีวิตของทุกคนในบ้านนี้ สำคัญมากกว่า“เป็นยังไงกันบ้างคะ มีใครบาดเจ็บอะไรตรงไหนไหม”เกือบหมดทุกคนส่ายหน้าระรัว เพราะไม่มีใครเป็นอะไรกันเลยแม้แต่นิดเดียว คงมีเพียงแต่ คนที่ต้องการคะแนนความสงสาร อย่างฐานทัพผู้เดียวเท่านั้น ที่เดินเข้ามาหาสิตา และทำท่าทีว่าตนเองบาดเจ็บที่ต้นแขน ผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้ กำลังท้าทายพี่ชายอย่างสินสมุทรเป็นอย่างมาก ซึ่งกำลังถลึงตามองอย่างรู้ทันผู้ชายด้วยกัน“โอ๊ะ โอ๊ย พี่เจ็บที่แขนจังเลยครับ ช่วยดูให้พี่หน่อยได้ไหมครับน้องสิตา”“คุณบาดเจ็บตรงไหน เมื่อกี้ตอนที่เดินมา ผมเห็นว่าคุณสบายดีอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” คนหวงน้องสาวพูดขึ้น“โอ๊ย พี่เจ็บจริง ๆ นะครับ”“คุณเจ็บจริง ๆ เหรอ”“เอ่อ ใช่ครับ พี่เจ็บมาก ๆ เลย”“งั้น มาทางนี้เลยค่ะ เดี๋ยวสิตาดูให้” สิตาพาฐานทัพมาที่สระน้ำหลังบ้าน โดยที่สินสมุทรนั้น เดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง“แกจะไป
เขื่อน ธารา นำปืนที่ซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังออกมา ถ้าคิดจะทำตัวเป็นเรือเก่า ๆ ผุ ๆ พัง ๆ ขวางทางสายน้ำเชี่ยว ที่แสนอันตรายอย่างเขา ก็ลองมาดูกัน ว่าจะอยู่ทันแก่ตายหรือไม่พวกเขาวิ่งตามไปจับตัวอำนาจและพวกบอดี้การ์ด ที่ตามมาเป็นกำลังเสริมเพิ่มเติมอีกสี่ห้าคน วิ่งไล่ตามอย่างกับแมวจับหนู จนมาถึงดาดฟ้าชั้นบนสุดท้ายของบริษัทด้วยความหวาดกลัวที่จะโดนจับเข้าตาราง อำนาจกับลูกน้องเลยพากันถอยหลังไปชิดกับขอบกั้นดาดฟ้าสุดหนทาง แต่พวกของเขื่อน ธารา กลับยิ่งมีแต่เดินหน้าเข้าใกล้มากขึ้น ไม่มีผู้ใดยอมถอย“ตำรวจกำลังจะมาที่นี่ มอบตัวเถอะครับคุณลุงอำนาจ” ฐานทัพบอกอำนาจ นี่ไม่ใช่คำขู่แต่เป็นเรื่องจริง“มาถึงขนาดนี้แล้ว กูจะไม่ยอมให้ใครจับง่าย ๆ หรอกเว้ย”กระบอกปืนในมือของอำนาจสั่นไปมา มองไปด้านหลังก็กลัวจะพลัดตกจากที่สูง พอมองไปด้านหน้าก็กลัวโดนตำรวจจับ แต่ถ้าถึงขั้นจนตรอก หมดหนทางหนีแล้วล่ะก็ คงไม่มีทางเลือกอะไรมาก“เอาไงดีพ่อ พวกมันไม่ยอมถอยกันเลย”ไม่ใช่แต่อำนาจที่กำลังอกสั่นขวัญแขวน แต่วราภัทรกับบอดี้การ์ดของอำนาจทั้งหมดนั้น กำลังใจคอไม่ค่อยดีเช่นเดียวกัน“สู้ สู้ตายสิวะ หรือมึงจะยอมให้พวกมันจับ
“นี่ฉันต้องแต่งงานกับคุณจริง ๆ ใช่ไหม แต่ช่างเถอะ” เพื่อจะหลุดพ้นจากครอบครัวแสนอึดอัดนั้น ดูแล้วถ้าเธออยู่ที่นี่ได้ น่าจะมีอิสระตามใจต้องการ มากกว่าการอยู่ที่นั่นเป็นร้อยเท่า“เธอว่าไงนะ”“เปล่าค่ะ แค่จะบอกว่าพร้อมแล้ว”“พร้อมแล้ว”“ค่ะ พร้อมแล้ว หนูดอกแก้วคนนี้ พร้อมที่จะเป็นเจ้าสาวของนายหัวเขื่อน
การจัดงานแต่งงานของนายหัวเขื่อนกับดอกแก้ว ที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ไม่ได้ถูกใจแทนคุณมากนัก ไม่ได้จัดภายในโรงแรมใหญ่โตหรูหรา แล้วเชิญแขกมากหน้าหลายตา มีหน้ามีตาทางสังคมมาร่วมงานด้วยแต่กลับมาจัดในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างเช่นเกาะลานตาสีแห่งนี้ ซึ่งมีแต่พวกชาวบ้านและพวกคนงานป่าเถื่อนทั้งนั้น แถมกว่าจะมาถึง
@ บริษัทเขื่อนธารากรุ๊ปและแล้วก็มาถึงวันที่ผู้ถือหุ้นและผู้บริหารระดับสูงทุกท่าน ต่างตั้งหน้าตั้งตาคอย นั่นก็คือวันโหวตประธานบริหารคนใหม่ของเขื่อนธารากรุ๊ป ตามครบกำหนดสัญญาในพินัยกรรมที่ท่านเจ้าสัวเทพ ธารา ได้ระบุอย่างชัดเจนไว้ ก่อนที่ท่านจะสิ้นกรรมด้วยโรคร้ายว่าถ้าหากลูกชายเพียงคนเดียวของท่าน ไม
ดอกแก้วในเขื่อนธารา (ยัยหนูดอกแก้วของนายหัวจอมเถื่อน)ร่างสูงกำยำผิวสีแทน ท่อนบนเปลือยเปล่าไปด้วยมัดกล้ามแน่น ๆ ของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าดิบเถื่อน พ่วงด้วยตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านอันแสนไกลโพ้น แห่งเกาะลานตาสี กำลังหยิบยกปืนขึ้นมา ด้วยความแค้นเคืองที่มีในหัวใจต่อใครบางคน แค่





