Mag-log in"มานั่งถอนหายใจทิ้งอะไรแต่เช้าวะไอ้ซีน หน้าเป็นตูดเชียวมึง"
เสียงทักทายที่ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของโซ่ที่เดินล้วงกระเป๋าเข้ามาในโรงอาหาร ดึงให้ซีนที่กำลังนั่งเหม่อลอยต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง ข้างกายของเพื่อนสนิทมีร่างเล็กของเจ้าขาแฟนสาวต่างคณะเดินจับมือกันมาด้วยรอยยิ้มสดใส ซีนพ่นลมหายใจออกมาอีกระลอก พลางนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าตรู่ เขาอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าไปดักรอมีนาที่หน้าห้องพัก หวังจะชวนเธอมาเรียนพร้อมกัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำปฏิเสธเย็นชาไร้เยื่อใย แถมเธอยังเดินหนีเขาไปขึ้นวินมอเตอร์ไซค์หน้าตาเฉย ปล่อยให้เขายืนหน้าแตกอยู่คนเดียว "กูเซ็งนิดหน่อยว่ะ" ซีนตอบสั้นๆก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงเมื่อเจ้าขาเลื่อนกล่องพลาสติกใบเล็กมาตรงหน้าเขา "แซนด์วิชค่ะพี่ซีน" เจ้าขาส่งยิ้มหวานให้ "เมื่อเช้าเจ้าขาทำมาให้พี่โซ่ ก็เลยทำมาฝากพี่ซีนด้วย ทานรองท้องไปก่อนนะคะ จะได้อารมณ์ดีขึ้น" "ขอบใจมากนะเจ้าขา" ซีนยิ้มรับความมีน้ำใจของแฟนเพื่อน เขายื่นมือไปเปิดกล่อง หยิบแซนด์วิชขึ้นมากัดคำโตเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ นั่งคุยกันได้ไม่นานนัก เกียร์กับพะพายก็เดินเข้ามาสมทบที่โต๊ะ ทั้งคู่ทักทายโซ่กับเจ้าขาพอเป็นพิธี ก่อนจะวางกระเป๋าสะพายลงบนม้านั่ง "พวกมึงกินไรกันยัง เดี๋ยวกูกับไอ้พายจะไปเดินหาอะไรกินก่อน เอาไรป่าว" เกียร์หันมาถาม "ไม่ล่ะ กูได้แซนด์วิชที่รักกูแล้ว" โซ่ตอบพลางยักคิ้วกวนๆ เกียร์เบ้ปากหมั่นไส้ก่อนจะพยักพเยิดหน้าชวนพะพายให้เดินไปที่ร้านอาหารด้วยกัน เมื่อแผ่นหลังของเพื่อนทั้งสองคนเดินห่างออกไปจนลับสายตา ซีนที่กำลังเคี้ยวแซนด์วิชอยู่ก็หยุดชะงัก เขาค่อยๆวางแซนด์วิชที่เหลือลงบนกล่อง นัยน์ตาคมทอดมองไปที่เจ้าขาก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจมาตลอด "เจ้าขา...พี่ถามอะไรหน่อยดิ" "คะ? พี่ซีนมีอะไรหรือเปล่า" เจ้าขาเลิกคิ้วด้วยความสงสัย "เจ้าขารู้สึกยังไง... ที่ไอ้โซ่มันมีเพื่อนในกลุ่มเป็นผู้หญิงวะ" ซีนถามเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงแฝงไปด้วยความจริงจังจนโซ่ยังต้องหันมามอง เจ้าขานิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะระบายยิ้มบางๆออกมา "ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนะคะ เจ้าขามองว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ" "เหรอ..." ซีนพึมพำเสียงแผ่ว หลุบตาลงมองพื้น "ผู้หญิงเขาไม่คิดมากกันเหรอวะ" "มันไม่ได้อยู่ที่ว่ามีเพื่อนเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชายหรอกค่ะพี่ซีน" เจ้าขาพูดต่อ น้ำเสียงของเธอหนักแน่นและชัดเจน "มันขึ้นอยู่กับว่า... พวกพี่ปฏิบัติตัวต่อกันยังไงด้วยต่างหาก การมีเพื่อนผู้หญิงไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ แต่การรักษาระยะห่างต่างหากคือปัญหา" ประโยคนั้นเปรียบเสมือนค้อนที่ทุบลงกลางความรู้สึกของคนฟัง ซีนถึงกับอึ้งไป นัยน์ตาคมวูบไหวเมื่อคิดตามคำพูดของเด็กผู้หญิงตรงหน้า จริงอย่างที่เจ้าขาว่า... ปัญหาของเขากับมีนา ไม่ใช่เพราะเขามีเพื่อนชื่อพะพาย แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้จักเว้นระยะห่าง ปล่อยให้ความเกรงใจบ้าๆบอๆมาทำให้พะพายล้ำเส้นจนมีนาต้องเจ็บปวดต่างหาก "กูเห็นด้วยกับเจ้าขานะ" โซ่ที่นั่งฟังอยู่นานพูดแทรกขึ้นมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความจับผิด "กูถามจริงๆเถอะไอ้ซีน มึงรู้จักกับพายมาก่อนพวกกู พอมาเรียนมหาลัยก็มาอยู่กลุ่มเดียวกัน กูเห็นมึงยอมมันมาตลอด ถึงช่วงหลังๆมึงจะพยายามรักษาระยะห่าง แต่มึงก็ดูลำบากใจ... ทำไมวะ มึงมีเรื่องอะไรที่พวกกูไม่รู้หรือเปล่า" ซีนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆความอึดอัดก่อตัวขึ้นในใจ "พะพายมันเป็นลูกของเพื่อนสนิทป๊ากู..." ซีนเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่เบาลง "ตอนกูอยู่ม.6 บ้านพักตากอากาศของครอบครัวกูที่เขาใหญ่เคยถูกไฟไหม้ ตอนนั้นพวกเราไปพักผ่อนกันพอดี" ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตฉายชัดขึ้นมาในหัว เปลวไฟสีแดงฉาน ความร้อนระอุ และกลุ่มควันดำทะมึนที่ลอยคลุ้ง "กูติดอยู่ในห้อง แล้วมันวิ่งเข้ามาช่วย เอาตัวมาบังเศษไม้ที่ติดไฟกำลังจะหล่นใส่กูไว้" มือหนาของซีนเผลอกำเข้าหากันแน่น เขาหลับตาลง พยายามสะบัดภาพความทรงจำที่ชวนให้ปวดหัวนั้นทิ้งไป ไม่ใช่แค่พะพายในวันนั้นที่สละเพื่อเขา แต่มันยังมีอะไรอีกมากมาย "ช่างมันเถอะว่ะ มันก็แค่เรื่องในอดีต กูถึงได้รู้สึกติดค้างมันมาตลอดไง" ยังไม่ทันที่ซีนจะได้เล่ารายละเอียดอะไรไปมากกว่านั้น พะพายกับเกียร์ก็เดินถือจานข้าวกลับมาที่โต๊ะพอดี ประจวบเหมาะกับที่สายตาของซีนเหลือบไปเห็นร่างบางของใครบางคนที่เขากำลังเฝ้าคิดถึง เดินสะพายกระเป๋าผ้าเข้ามาในโรงอาหาร มีนา... "กูขอตัวก่อนนะ" ซีนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้ใครอนุญาต ขายาวก้าวสับออกจากโต๊ะ พุ่งตรงไปยังทิศทางที่มีนาเพิ่งเดินผ่านไปทันที พะพายที่เพิ่งวางจานข้าวลงบนโต๊ะทำได้แค่มองตามแผ่นหลังกว้างของเขาไป มือเรียวที่จับช้อนส้อมอยู่เผลอกำแน่น "มีนา! เดี๋ยว!" เสียงเรียกที่คุ้นเคยพร้อมกับร่างสูงของซีนที่วิ่งมาดักหน้า ทำเอามีนาที่กำลังจะเดินไปซื้อน้ำปั่นต้องหยุดชะงัก เธอถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดแล้วช้อนสายตาขึ้นมองเขา "มีอะไรอีก" น้ำเสียงของเธอติดจะรำคาญ "เย็นนี้เธอว่างไหม?" ซีนไม่สนใจท่าทีเย็นชานั้น เขารีบเข้าประเด็นทันทีด้วยแววตาเป็นประกาย "วันนี้มีหนังเรื่องใหม่เข้าโรง แนวที่เธอชอบดูไง ซีนอยากพาไปดู... ไปด้วยกันนะ" มีนาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอมองหน้าผู้ชายที่เอาแต่ใจตัวเองตรงหน้า ก่อนจะแค่นยิ้มมุมปากออกมาบางๆ "ใจกล้าดีเนอะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "มาชวนแฟนเก่าไปดูหนังเนี่ย" คำว่าแฟนเก่าที่ถูกเน้นย้ำอย่างชัดเจน ทำเอาซีนถึงกับชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาจางหายไปทันที หัวใจของเขากระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด "อย่าย้ำคำว่าแฟนเก่าได้มั้ยวะมีนา" ซีนพูดเสียงสั่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความร้าวราน "ซีนเจ็บนะเว้ย" "เจ็บแล้วยังไง" มีนาสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในตาของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง "ลองถามตัวเองดูสิ... ว่าระหว่างพี่กับมีนา ใครกันแน่ที่เจ็บกว่ากัน!" พูดจบร่างเล็กก็ก้าวเดินชนไหล่ของเขาอย่างแรงจนซีนเซไปเล็กน้อย เธอเดินหนีไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ทิ้งให้เขายืนจมอยู่กับความรู้สึกผิด แต่คราวนี้ ซีนไม่ยอมปล่อยให้เธอเดินจากไปง่ายๆอีกแล้ว ขายาวก้าวตามร่างบางไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงมุมทางเดินที่ค่อนข้างลับตาคน ซีนก็ตัดสินใจรวบตัวมีนาเข้ามากอดจากทางด้านหลัง ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางเอาไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาซุกซบลงบนไหล่เล็กของเธอ "มีนา" เสียงทุ้มสั่นพร่ากระซิบชิดใบหู "ถ้าวันนั้น... ซีนไม่ทำเธอเสียใจ เธอจะยังอยู่กับซีนใช่ไหม" คำถามที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและโหยหานั้น ทำเอามีนาที่กำลังจะดิ้นรนขัดขืนถึงกับหยุดชะงัก ร่างกายของเธอแข็งทื่อ ดวงตากลมโตร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หยาดน้ำตาใสๆรื้นขึ้นมาคลอเบ้า ...มันอาจจะใช่ เธอตอบตัวเองในใจ ถ้าวันนั้นเขาและเธอฟังกันสักนิด ถ้าวันนั้นเขาไม่งี่เง่าและลดอีโก้ลง เราสองคนก็คงไม่ต้องเลิกกัน และถ้าเรายังรักกันอยู่... เราก็คงมีความสุขกันมากแน่ๆ แต่ความจริงก็คือความจริง อดีตมันกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว มีนาสูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ เธอกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ราบเรียบที่สุด "มาพูดเอาป่านนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร ปล่อยมีนาเดี๋ยวนี้" "มีประโยชน์สิ!" ซีนกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าถ้าคลายมือ เธอจะหายไป "ซีนบอกแล้วไง ว่าต่อให้จะเหลือโอกาสแค่เปอร์เซ็นต์เดียว ซีนก็จะไม่ยอมแพ้ ซีนจะง้อเธอจนกว่าเธอจะใจอ่อน!" "ปล่อย!" คราวนี้มีนาออกแรงดิ้นอย่างสุดกำลัง เธอสะบัดตัวจนหลุดออกจากอ้อมกอดของเขาได้สำเร็จ เธอหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับเขา หายใจหอบเหนื่อยจากการยื้อยุด ดวงตาของเธอตวัดมองข้ามไหล่ของซีนไปที่โรงอาหาร ภาพของพะพายที่กำลังนั่งหัวเราะร่วนอยู่กับกลุ่มเพื่อนสะท้อนเข้ามาในสายตา ความขุ่นมัวในใจที่พยายามกดทับไว้ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง "แม้แต่ตอนนี้พี่ยังไม่รู้จักคำว่ารักษาระยะห่างเลยพี่ซีน!" มีนาชี้มือไปทางโรงอาหาร แววตาของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวัง "พี่ยังปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นมาลอยหน้าลอยตาอยู่ใกล้ๆพี่เหมือนเดิม แล้วพี่จะเอาอะไรมาขอโอกาสจากมีนา!" "มันไม่ใช่แบบนั้นนะมีน!" ซีนรีบปฏิเสธเสียงหลง เขาส่ายหน้า พยายามก้าวเข้าไปหาเธอ "ซีนไม่เคยคิดอะไรกับพายเลยสักนิด! ซีนรักเธอคนเดียว เรื่องนอกใจไม่มีทางอยู่ในหัวซีนแน่นอน!" เขามองเธอด้วยสายตาที่เว้าวอนที่สุดในชีวิต อ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ "อย่างน้อย... ซีนขอร้องล่ะ ฟังซีนอธิบายสักหน่อยได้ไหม หรือถ้าเธอไม่อยากฟังเรื่องเก่าๆให้มันปวดหัว... ก็ให้โอกาสซีนได้พิสูจน์ตัวเองเถอะนะมีนา ซีนขอร้อง" มีนายืนนิ่ง จ้องมองผู้ชายที่กำลังลดทิฐิและอีโก้ทุกอย่างลงมากองแทบเท้าเธอ หัวใจที่เคยแข็งแกร่งเหมือนกำแพงหินเริ่มสั่นคลอนอย่างหนัก เธอรู้ดีว่าตัวเองก็ยังรักเขา แต่ความกลัวที่จะต้องเสียใจซ้ำสองมันก็ยังมีอยู่เต็มอก ร่างเล็กตัดสินใจหมุนตัว หันหลังเดินออกไปจากตรงนั้นโดยไม่พูดอะไร ซีนได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความสิ้นหวัง เขาคิดว่าตัวเองคงหมดโอกาสแล้วจริงๆ ทว่า... เมื่อมีนาเดินห่างออกไปได้หลายก้าว เธอก็หยุดชะงัก ก่อนจะเอี้ยวหน้าหันมาตะโกนบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่ดัง "วันนี้มีนาเลิกเรียนสี่โมงเย็น" ซีนเบิกตากว้าง หัวใจที่เหี่ยวเฉากลับมาเต้นระรัวอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง "นี่คือโอกาสเปอร์เซ็นต์เดียวของพี่!" มีนาเชิดหน้าขึ้น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและท้าทาย "ถ้ามาสายหรือเทมีนา... ก็ถือว่าเรื่องของเราจบกันถาวร" ร่างบางก็เดินสะบัดหน้าหนีลับสายตาไป ทิ้งให้ซีนยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มกว้างขวางค่อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ซีนกำหมัดแน่นชูขึ้นฟ้าด้วยความดีใจราวกับเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นโปรดคืน โอกาสเปอร์เซ็นต์เดียวที่เธอให้มา... เขาจะใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด และสาบานเลยว่า วันนี้ต่อให้ต้องฝ่าดงพายุหรือแผ่นดินไหว เขาก็จะไม่มีวันไปสายเด็ดขาด "เยส!!! ไอ้ซีน!! เปอร์เซ็นต์หนึ่งเว่ย ตั้งหนึ่งเปอร์เซ็น!""ฟอดดด! แอบคิดอะไรอยู่ครับคนเก่ง เหม่อจนโดนขโมยหอมแก้มยังไม่รู้ตัวอีก"เสียงทุ้มกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนที่ปลายจมูกโด่งเป็นสันจะกดฝังลงบนพวงแก้มใสอย่างหมั่นเขี้ยว ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นของสวนหย่อมหลังมหาวิทยาลัย เสียงน้ำพุที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางดังกระทบผิวน้ำเบาๆ สร้างบรรยากาศที่แสนจะผ่อนคลายและโรแมนติก"โอ๊ย! พี่ซีน! เล่นอะไรเนี่ย ตกใจหมดเลย!"มีนาสะดุ้งสุดตัว รีบยกมือขึ้นฟาดลงบนท่อนแขนแกร่งของคนที่ฉวยโอกาสขโมยหอมแก้มเธอไปหนึ่งทีด้วยความตกใจปนเขินอาย ใบหน้าหวานหันไปค้อนขวับใส่ผู้ชายตัวโตที่กำลังยืนฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด"ก็ใครใช้ให้เธอยืนเหม่อล่ะครับ ซีนเรียกตั้งสองรอบก็ไม่ได้ยิน มัวแต่คิดอะไรอยู่ หืม?" ซีนไม่สะทกสะท้าน แถมยังรวบมือเล็กของเธอมากุมไว้หลวมๆแล้วแกว่งไปมาเบาๆ มีนาถอนหายใจออกมาบางๆ รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อช่วงเช้าของวัน"มีนาแค่... กำลังคิดถึงเรื่องเมื่อเช้านี้น่ะค่ะ""เรื่องเมื่อเช้า?" ซีนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "เรื่องที่พายมาหาเราน่ะเหรอ""ใช่ค่ะ..." มีนาพยักหน้ารับ แววตาของเธอทอประกายอ่อนโยนลง "มีนา
"พี่ซีน! ถอยไปเลยนะ มาวอแวแบบนี้เดี๋ยวเค้าก็หั่นผักพลาดโดนนิ้วตัวเองหรอก ไปนั่งรอที่โต๊ะดีๆเลยไป"เสียงหวานใสเอ็ดขึ้นเบาๆพร้อมกับศอกเล็กที่กระทุ้งเข้าที่สีข้างของคนตัวโตเบาๆเป็นการประท้วง แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ถูกไล่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมขยับถอยห่างออกไปเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังกระชับท่อนแขนแกร่งที่สวมกอดเอวบางจากทางด้านหลังให้แน่นขึ้นไปอีก"ก็คนมันอยากช่วยนี่นา หอมจัง ทำอะไรกินครับเนี่ย หอมไปถึงข้างนอกเลย"ซีนกระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ก่อนจะฉวยโอกาสกดปลายจมูกโด่งฝังลงบนพวงแก้มใสของแม่ครัวคนเก่งไปหนึ่งฟอดใหญ่เวลาสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่วันที่มีนายอมย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดของเขา ชีวิตของซีนก็เหมือนได้เติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป ทุกๆวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ การได้ยืนกอดเธอจากด้านหลัง มองดูเธอทำอาหารให้กิน มันกลายเป็นความสุขที่เรียบง่ายแต่มีค่าที่สุดสำหรับเขาไปแล้ว"ไม่ต้องมาทำเนียนเลยนะ อยากช่วยหรืออยากป่วนกันแน่คะ ถอยไปเลย มีนาจะผัดข้าวแล้วเนี่ย" เธอหันมาทำตาดุใส่ แต่รอยยิ้มบางๆบนมุมปากก็ทำให้รู้ว่าเธอไม่ได้โกรธเคืองอะไรนักติ๊ง!เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวด
"มึงทำเหี้ยอะไรของมึงเนี่ยไอ้ซีน คุกนะมึง บุกรุกบ้านคนอื่นแถมพากันมาเป็นแก๊งแบบนี้เนี่ย"เสียงกระซิบกระซาบของโซ่ดังขึ้นที่ข้างหู ขณะที่เขาก้มตัวลงมาหาเพื่อนสนิทที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆกลางห้องโถงของบ้านเช่าหลังเล็ก ซีนสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำทับเสื้อนักศึกษา ปากคาบมวนบุหรี่ที่เพิ่งจุดไฟติด ควันสีเทาหม่นลอยคลุ้งขึ้นสู่อากาศสร้างบรรยากาศที่ดูอันตรายและกดดันอย่างบอกไม่ถูกด้านซ้ายและขวามีโซ่กับเกียร์ยืนขนาบข้างด้วยใบหน้าตึงเครียด ส่วนด้านหลังของพวกเขายังมีกลุ่มเพื่อนและรุ่นน้องจากคณะวิศวกรรมศาสตร์นับสิบคนที่พร้อมใจกันใส่เสื้อช็อปสีเลือดหมูมายืนกอดอกทำหน้าเหี้ยมเป็นแบ็คอัพให้ลูกพี่ของพวกเขา"จริงของไอ้โซ่มัน" เกียร์ที่ยืนอยู่อีกฝั่งโน้มตัวลงมากระซิบสมทบอีกคน "ละมึงจะเก๊กทำเหี้ยอะไรนักหนาวะ หล่อมากมั้งไอ้สัส ควันบุหรี่เข้าตากูหมดแล้วเนี่ย จะทำอะไรก็รีบๆทำ"ซีนที่กำลังสวมบทบาทเป็นมาเฟียหนุ่มถึงกับหลุดมาด เขาจิ๊ปากอย่างขัดใจที่เพื่อนรักทั้งสองคนเอาแต่ขัดจังหวะการสร้างบรรยากาศของเขา"จิ๊ พวกมึงนี่ ขัดมู้ดกูหมด" ซีนกระซิบตอบลอดไรฟัน "ก็ต้องวางมาดหน่อยสิวะ ไม่งั้นเขาจะกลัวกู
"ไหนบอกว่าเจ็บแผลไงคะ แล้วมาซนอะไรตรงนี้เนี่ย"เสียงหวานใสเอ่ยประท้วงอย่างไม่จริงจังนัก เมื่อร่างบางที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟากำมะหยี่สีเข้มกลางห้องนั่งเล่น ถูกวงแขนแกร่งของเจ้าของห้องดึงรั้งเข้าไปหาจนแผ่นหลังบางแนบชิดกับแผงอกกว้าง มีนาพยายามจะขืนตัวออกเพราะกลัวจะไปกระทบกระเทือนบาดแผลที่แผ่นหลังและศีรษะของเขา แต่คนป่วยจอมเจ้าเล่ห์กลับไม่ยอมปล่อย ซ้ำยังรัดเอวคอดของเธอแน่นขึ้นไปอีก"แผลที่หัวน่ะเจ็บครับ แต่ตรงอื่นมันคิดถึงเธอมากกว่านี่นา"เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปากบาง ก่อนที่ปลายจมูกโด่งเป็นสันจะกดฝังลงบนซอกคอหอมกรุ่นอย่างเอาแต่ใจ ซีนสูดดมกลิ่นหอมสบู่เด็กที่คุ้นเคยจากตัวเธอเข้าปอดลึกๆ ความเหนื่อยล้าจากการนอนโรงพยาบาลหลายวันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อมีผู้หญิงคนนี้อยู่ในอ้อมกอด"พี่ซีน... เพิ่งออกจากโรงพยาบาลแท้ๆ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง พักก่อนดีไหม" มีนาเอียงคอหลบสัมผัสร้อนผ่าว มือเล็กวางแหมะลงบนท่อนแขนแกร่งที่กอดรัดเธออยู่ พยายามใช้เหตุผลเข้าสู้"บอกแล้วไงว่าเรื่องอื่นน่ะเหนื่อย" ซีนพลิกตัวร่างบางให้หันกลับมาเผชิญหน้า จับเธอให้นั่งคร่อมลงบนตักแกร่งของเขา นัยน์ตาคมพราวระยับทอดม
"นี่มันไม่ใช่ทางกลับหอพักของมีนานี่คะพี่ซีน เรากำลังจะไปไหนกันเนี่ย"เสียงหวานใสเอ่ยท้วงขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบภายในห้องโดยสารของรถยนต์คันหรู มีนาละสายตาจากวิวทิวทัศน์สองข้างทาง หันมามองเสี้ยวหน้าคมคายของคนที่กำลังทิ้งน้ำหนักศีรษะพิงซบลงบนลาดไหล่เล็กของเธออย่างออดอ้อนวันนี้เป็นวันที่ซีนได้รับอนุญาตจากคุณหมอให้ออกจากโรงพยาบาลได้ โดยมีโซ่รับหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้ และมีเกียร์นั่งประจำที่อยู่เบาะหน้าข้างคนขับ ส่วนคนป่วยที่แผลยังไม่หายดีร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างซีน ก็ฉวยโอกาสยึดเบาะหลังเป็นพื้นที่สวีท จับมือเล็กของมีนามากุมไว้แน่นไม่ยอมปล่อยมาตลอดทาง"ใช่ครับ" ซีนตอบรับเสียงนุ่มนวล ทั้งที่ตายังหลับพริ้มรับสัมผัสอบอุ่นจากเธอ "เรากำลังจะไปคอนโดของซีนกัน ต่อไปนี้เธอต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น ที่นั่นระบบรักษาความปลอดภัยดีกว่าหอพักของเธอตั้งเยอะ"มีนาขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยินคำตอบเอาแต่ใจนั้น "จะบ้าเหรอคะพี่ซีน ไปอยู่ได้ยังไง ข้าวของที่ห้องของมีนาก็ยังไม่ได้เก็บเลยนะ ทั้งเสื้อผ้า ชุดนักศึกษา หนังสือเรียนอีก""ไม่ต้องห่วงหรอก ซีนให้คนไปจัดการแพ็คของทุกอย่าง แล้วก็ขนมาจัดไว้ที่ห้องของซีนเรียบร้อยหม
"เงินมีแค่นี้เองเหรอวะมีนา แล้วพ่อจะเอาอะไรไปจ่ายดอกพวกมัน"เสียงตะคอกเกรี้ยวกราดของผู้เป็นพ่อดังก้องไปทั่วบ้านเช่าหลังเล็กซอมซ่อ มีนายืนก้มหน้า เม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด สภาพของเธอตอนนี้ทั้งเหนื่อยล้าและบอบช้ำไปทั้งกายและใจ ทั้งรอยแดงช้ำบนแก้มที่เพิ่งโดนแม่ของซีนตบมาเมื่อตอนบ่าย และความรู้สึกผิดที่อัดแน่นอยู่ในอก"มีนาทำทุกทางแล้วค่ะพ่อ" เธอตอบกลับเสียงสั่นเครือ "มีนาหามาได้เท่านี้จริงๆ เมื่อคืน... เมื่อคืนมันเกิดเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย มีนาก็เลยได้เงินมาไม่ครบ""เรื่องวุ่นวายอะไรของแก! พ่อบอกแล้วไงว่าถ้าวันนี้ไม่ได้เงิน พวกมันเอาพ่อตายแน่!" พ่อของเธอโวยวายอย่างคนเสียสติ เดินวนไปวนมาด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะชะงักแล้วหันมามองลูกสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังอันเห็นแก่ตัว "เออใช่! แกก็ไปขอเงินไอ้แฟนแกสิ! ไอ้หนุ่มนั่นมันลูกคนรวยไม่ใช่หรือไง เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งมันไม่ร่วงหรอก ไปขอมันมาเดี๋ยวนี้เลย!""ไม่! พ่ออย่ายุ่งกับพี่ซีนนะ!"มีนาเงยหน้าขึ้นตวาดเสียงดังลั่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นัยน์ตากลมโตสั่นระริกไปด้วยความโกรธและปกป้อง "พี่ซีนไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้! ที่เขาต้องไปนอนเจ็บปางต







