LOGINวันแต่งงานเป็นวันที่หนุ่มสาวใฝ่ฝัน แต่งานแต่งงานใหญ่โตที่ถูกจัดขึ้น ณ โรงแรมหรูใจกลางเมืองกรุงในตอนนี้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไม่ได้มีความยินดีปรีดากับงานวิวาห์ครั้งนี้เลย ฝ่ายเจ้าบ่าวที่กำลังยืนรอรับแขกหน้างานระหว่างรอเจ้าสาวแต่งตัวเสร็จก็ได้แต่หน้าบึ้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนบรรดาเพื่อนเจ้าบ่าวต้องเดินมายืนเป็นเพื่อน
“ยิ้มหน่อยไอ้เพื่อน” รักษ์เดินมาทำมือดึงแก้มทั้งสองของเพื่อนให้ยิ้ม
“ไม่เว้ย! มึงก็ดูแม่กูสิ หน้าบานอย่างกับดอกทานตะวัน แม่ไม่เคยคิดถึงจิตใจกูเลยว่ะ” มโนปัดมือของเพื่อนรักออกจากหน้าของตน พลางส่งสายตาไปทางผู้เป็นแม่ที่กำลังพูดคุยสนุกสนานกับแขกที่มาร่วมงาน
“เจ้าสาวมึงจะมาตอนไหนวะ รูปพรีเวดดิ้งก็ไม่ถ่าย กูละอยากเห็นหน้าจะแย่แล้วเว้ย แล้วคนอะไรกล้าตั้งชื่อลูกว่าตะลิงปลิง” ฝันดีพูดบ้าง เมื่อตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลาแล้ว แต่เจ้าสาวก็ยังไม่เข้ามาในงานเลย
“พอแม่เขาพอใจจะตั้งไหมไอ้ฝัน อีกอย่าง เรื่องรูปกูไม่ถ่ายเองแหละ ถ่ายทำไม แต่งงานก็ใช่ว่าจะสำคัญที่รูปถ่าย อีกอย่าง กูไม่อยากเจอหน้ายัยเด็กนั้นด้วย” มโนกัดฟันแน่นเมื่อพูดถึงเจ้าสาวของตน แล้วภาพในอดีตก็ย้อนเข้ามาในหัว
"เฮ้ย! เจ้าสาวมึงมาแล้วไอ้โน แม่งสวยชิบหายเลยไอ้เชี่ย”
ลวงร้อยร้องบอกเพื่อน ๆ ของตนให้มองไปยังข้างหน้างานด้วยความตื่นเต้น สายตาของห้าหนุ่มจดจ้องไปยังเจ้าสาวชุดสีขาวยาวลากพื้น ชุดที่เปิดเผยไหล่เล็กนวลเนียนกำลังเดินหน้าตึงไม่ต่างจากเจ้าบ่าวมาทางพวกเขายืน
“อะแฮ่ม! นั่นเมียกูเว้ย!" มโนบอกเพื่อนรักเพื่อเรียกสติ
“มึงหวงเหรอไอ้โน” เพ้อภพเอ่ยพร้อมกับมองตามสายตาของเจ้าบ่าวที่กำลังจดจ้องไปทางเจ้าสาวไม่วางตา
“เปล่า...กูอายแขกในงาน อีกอย่าง ไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย” มโนบอกปัดพลางแสร้งมองไปทางอื่น แต่หางตาก็แอบชำเลืองมองคนตัวเล็กในชุดสีขาวเดินมาทางตนอยู่เป็นระยะ
“หนูแสบสวยมาก ๆ เลยจ้าวันนี้ ขอบคุณนะจ๊ะที่ยอมแต่งงานกับพี่เขา”
เพ็ญศรีเดินไปรับลูกสะใภ้จากธนพลพาเดินมาส่งให้ลูกชายของตน ตะลิงปลิงก็ได้แต่ยิ้มแหย ๆ ให้กับอีกฝ่าย
“หลบหน่อยหนุ่ม ๆ เจ้าสาวเขาจะยืนข้างเจ้าบ่าวแล้วจ้ะ”
เพ็ญศรีผลักเพ้อภพออกจากข้างลูกชายของตนแล้วดันตะลิงปลิงไปยืนแทนที่ พร้อมจับท่าทางให้เจ้าสาวยกมือมาควงแขนเจ้าบ่าว ส่วนเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจ้องสบตากันเมื่อถูกบังคับ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปคนละทาง
“สวัสดีครับคุณอา” มโนยกมือของตนขึ้นไหว้สวัสดีพ่อของเจ้าสาวของตน หลังจากที่ไม่ได้พบกันนานมาหลายปี แต่ก็ยกขึ้นได้ไม่ถนัดเพราะมีมือเล็กเกาะแขนไว้
“อาฝากน้องด้วยนะโน” ธนพลเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะหันไปมองหน้าลูกสาวที่เอาแต่บึ้งตึง “หนูแสบยิ้มหน่อยสิลูก วันนี้ลูกพ่อเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในโลกเลยนะ”
“ก็แสบ...”
“ไม่เอา ๆ ไม่พูดกันแล้ว เรามาถ่ายรูปครอบครัวกันดีกว่าพล” เพ็ญศรีเห็นว่าหากปล่อยให้ตะลิงปลิงพูดคงได้ปะทะฝีปากกับลูกชายตัวดีของตนเป็นแน่ “ภพ ฝัน รัก และเพ้อจ๊ะ ออกจากเฟรมได้ไหมลูก แม่จะถ่ายเฉพาะครอบครัวจ้ะ” นางบอกบรรดาเพื่อน ๆ ขอวงลูกชายให้ออกจากตรงนี้ เพราะอยากถ่ายรูปครอบครัวกัน
สี่หนุ่มมองตากัน ก่อนจะส่งยิ้มเยาะเย้ยไปให้เจ้าบ่าวหน้าตึง แล้วเดินออกไปยืนมองอยู่ข้าง ๆ เจ้าบ่าวเจ้าสาวถ่ายรูปกับครอบครัว เมื่อรูปครอบครัวเสร็จก็ต้องเป็นรูปกับเพื่อนเจ้าบ่าว
“หนูแสบยิ้มมีความสุขหน่อยสิจ๊ะลูก ไม่เอาไม่ทำหน้าตึงสิคะ โนก็ด้วย เจ้าสาวสวยก็สวย ทำไมถึงได้ทำหน้าแบบนี้ลูก”
เพ็ญศรีเอ่ยเมื่อเห็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวไม่ยอมยิ้มเลย ทำหน้าอย่างกับถูกบังคับแต่งงานอย่างนั้นแหละ แต่ก็ถูกบังคับจริง ๆ เสียด้วยสิ ตะลิงปลิงเป็นลูกสาวของเพื่อนรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยของนาง พอแต่งงานมีครอบครัวเลยสัญญากันว่าจะให้ลูก ๆ ของตนแต่งงานกัน และวันนี้ก็มาถึงสักที
“พี่เพ็ญครับผมว่าให้เด็ก ๆ มีรูปคู่ดีไหมครับ” ธนพลออกความเห็น เมื่อเห็นว่าถ่ายรูปครอบครัวหลายรูปแล้ว
“ดี ๆ เหมือนกันพล” แล้วทั้งสองก็พากันแยกออกจากเฟรมกล้อง ทิ้งเหลือแต่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเงอะงะด้วยไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไง
“ยิ้มหน่อยสิ ไม่ดีใจเหรอที่ได้แต่งงานกับฉัน”
“ตกนรกน่ะสิไม่ว่า ว้าย!"
ตะลิงปลิงร้องเสียงหลงเมื่อถูกเจ้าบ่าวตวัดเกี่ยวร่างเข้าไปกอดแบบไม่ทันได้ตั้งตัว
“ยิ้มสิ” มโนกระซิบคนในอ้อมกอด พลางสูดกลิ่นกายหอม ๆ ของเจ้าสาวเข้าปอดแรง ๆ กลิ่นช่างหอมละมุน มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม แต่มันเป็นกลิ่นแป้งเด็ก เป็นกลิ่นที่ไม่คิดว่าผู้หญิงวัยสาวจะใช้กัน
“ปล่อยฉันนะ” หล่อนพยายามขืนตัวเองไม่ให้ร่างบดเบียดไปกับเจ้าบ่าว
เมื่อดึงกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของป่านทอออกจากปลายเท้าเล็กเขาก็จูบไซ้ตั้งแต่ขาเรียวไซ้เลื้อยขึ้นไปยังโคนขาแล้วมาหยุดใบหน้าที่ตรงกลางหว่างขาน้อยเพื่อสัมผัสความเป็นสาวงามของคนตัวเล็ก มือใหญ่ผลักดันเรียวขาน้อยแยกกว้างไว้ แล้วใช้ลิ้นสากชำนาญของตัวเองตวัดระรัวถี่กับเม็ดเกสรของสาวเจ้า “อ่ะ! อื้อ!” ป่านทอครวญกัดริมฝีปากตัวเองแน่นแล้วก็แอ่นยกเอวเล็กบิดส่ายไปมากับแรงเสียดสีร้อนที่กำลังทแยงสอดเข้าออกในร่างคับแน่นของตัวเองอย่างจำยอม “โอว์! แน่นเหลือเกินป๊อบของพี่รัก อูว์! เป็นของพี่ ป๊อบเป็นของพี่คนเดียวจำไว้ อ่า! ชูว์!” นิ้วใหญ่สอดแทรกทแยงเข้าออกเป็นจังหวะในความคับแน่นของป่านทอ มือใหญ่อีกข้างก็รั้งเอวเล็กให้กระแทกเข้าหานิ้วของตัวเองเป็นจังหวะตอบรับกันหนักหน่วง “อือ...มะ...ไม่ไหวแล้วค่า...ป๊อบร้อนพี่รัก อ
“เรียกฉันพี่รัก...เรียกฉันแบบครั้งก่อนคนสวย อ่า! พี่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนกันทำไมถึงต้องการป๊อบขนาดนี้ อืม! หอมเป็นบ้าเลย คิดถึง ชูว์!”เขาเอ่ยเสียงพร่ารัวเร็วกับใบหน้าสวยแล้วซุกไซ้จมูกโด่งไปกับซอกคอหอมกรุ่น กลิ่นกายของป่านทอช่างหอมและแตกต่างจากทุกคน มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม ไม่ใช่กลิ่นแป้งเด็ก แต่มันเป็นกลิ่นตัวเฉพาะของหล่อน กลิ่นที่เขาได้สูดดมเข้าไปแล้วมีพลัง“อ่า! ฉันอยากรักเธอแรงๆ ป๊อบ พี่อยากรักเธอ อูว์!”รักษ์ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ หล่อนไม่รู้หรอกว่าตลอดเวลาที่เธอป่วยเขาต้องอดทนแค่ไหน ไปเที่ยว ไปอ่างอบนวดเขาก็ไม่สามารถให้ผู้หญิงคนอื่นมานอนทาบทับหรือแตะต้องตัวเขาได้ เขารู้สึกมันไม่ใช่ ความต้องการของเขามันไม่ตื่นตัว แต่พอมาเจอหน้าของป่านทอมันกลับตรงกันข้าม ทุกอย่างมันร้อนแรงราวกับมีไฟฟ้าสถิตก็มิปานตอนนี้“อือ! ปะ...ป๊อบเจ็บข้อมือค่ะพี่รัก” หล่อนบอกเขาเสียงแผ่วพร้อมกับเบือนหน้าหนีเคราสากที่ถูไถข้างแก้มของตน“พี่ขอโทษป๊อบ แต่พี่ต้องการเธอมากจริงๆ อ่า!”เคลื่อนใบหน้าหล่อไปจูบข้อมือเล็กข้างที่มีผ้
“เหนื่อยเป็นบ้าเลยวันนี้ ได้แช่น้ำอุ่นๆ คงดี”เขาพึมพำกับตัวเอง แล้วลุกขึ้นหยิบสูทที่ถอดพาดพนักเก้าอี้ทำงานขึ้นมาพาดไหล่ ถลกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวของตนพับขึ้นมาถึงข้อศอก ก่อนจะหยิบกุญแจและโทรศัพท์แล้วปิดไฟในห้องทำงานของตนก่อนจะเดินออกไปรักษ์ใช้เวลาขับรถกลับคอนโดด้วยเวลาเพียงแค่ยี่สิบนาที โชคดีที่คอนโดอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานเขาจึงมาถึงไว พอมาถึงกดรหัสห้องก็เปิดเข้าไปแล้วโยนเสื้อไว้กับโซฟารับแขกของตน ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนที่มีไฟสว่างจ้าอยู่ พอมาก็เห็นป่านทอกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่เตียง“กินข้าวกินยารึยัง” น้ำเสียงห้าวถามเมื่อเห็นเธอนั่งพิงหัวเตียงดูโทรทัศน์โดยไม่หันมาสนใจตนเงียบ!ความเงียบของป่านทอทำให้เขาหงุดหงิดจนต้องดึงรีโมทจากมือเล็กมาถือไว้“ฉันถามหูแตกรึไง!” เขาตะคอกถามเธอเสียงดัง“ได้ยินค่ะ สัตว์เลี้ยงอย่างป๊อบหากินเองไม่ได้หรอกค่ะ ต้องรอให้เจ้าของของมันหาข้าวหาน้ำมาป้อน เพราะมันเป็นแค่สัตว์เลี้ยง!” หล่อนตอบประชดอย่างน้อยใจ แล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง โดยไม่คิดจะสนใ
“ไร้สาระ คนอย่างรักไม่มีทางจะรักใครและรักก็รักตัวเอง ไม่มีทางที่รักจะรักคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัว” เขาตอบไล่หลังพี่ชายแล้วล้มตัวลงนอนอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านใจ ส่วนคนที่ทุกคนคิดว่านอนหลับนั้นหล่อนไม่ได้หลับ แต่ได้ยินทุกอย่างและทุกคำพูดของรักษ์ หัวใจดวงน้อยเจ็บลึก ลึกจนแทบจะไร้ความรู้สึกในตอนนี้ แต่ก็ต้องกัดฟันกลืนก้อนสะอื้นไห้ที่กำลังตีตื้นล้นออกมาให้สงบนิ่งแล้วข่มตานอนหลับ ‘ฉันสกปรกเพียงร่างกาย แต่คุณสกปรกทั้งจิตใจ’ หล่อนต่อว่าจอมมารร้ายแล้วฝืนหลับตาบังคับตัวเองให้หลับสนิทหนึ่งอาทิตย์ที่นอนป่วยโทรมอยู่โรงพยาบาล รักษ์มานอนเฝ้าหล่อนแค่คืนแรก คืนต่อๆ มาเป็นบอดี้การ์ดของเขามาเฝ้าไข้แทน และวันนี้ก็ได้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้แล้ว หล่อนไม่มีบ้าน ไม่มีที่ซุกหัวนอนอะไรทั้งนั้นตอนนี้ ป่านนี้ห้องเช่าเล็กๆ ของเธอคงถูกยึดไปแล้วมั้ง เพราะไม่ได้จ่ายค่าเช่ามาสองเดือนกว่าแล้ว ป่านทอมองข้อมือที่เป็นแผลแห้งตกสะเก็ดก็ต้องแหงนหน้ามองบนเพื่อไม่ให้น้ำตาตัวเองไหล&nb
“แล้วมึงยังจะถามอีก กูต้องไปเฝ้าแมวขโมย กูยังใช้งานไม่คุ้มด้วย” ว่าแล้วก็วางแก้วบรั่นดีในมือกระแทกโต๊ะแล้วลุกขึ้น ก่อนจะเดินจากไปก็ไม่ลืมบอกเพื่อนรัก“ตามไอ้โนมาเป็นเพื่อนเถอะ กูเบื่อจะฟังมึงเพ้อถึงฮันนี่ รักน้องกูก็กล้าๆ หน่อย แมนๆ น่ะ”“มันมาที่ไหน มันติดน้องแสบยังกับอะไรดี ตอนนี้มันไม่มีที่ว่างให้เพื่อนแบบกูแล้ว” ลวงร้อยโต้สวนกลับ“งั้นก็อยู่คนเดียวเถอะ กูไม่อยู่แล้ว” แล้วก็ทิ้งลวงร้อยอยู่คนเดียว เขาไม่สนใจแล้วลวงร้อยเป็นพวกไม่ยอมรับความรู้สึกตัวเอง ทำเป็นปากแข็ง ทำเป็นพูดไม่สนใจ แล้วไงล่ะ ตอนนี้มานั่งเครียดมานั่งกังวลดิ้นเป็นเจ้าเข้าอยู่คนเดียว กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่า เขากลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะมาหาป่านทอ พอมาถึงก็เห็นญาติผู้พี่นอนหลับบนโซฟาตัวที่ตนนอนเมื่อตอนกลางวัน แล้วคนบนเตียงก็หลับ เขาจึงเดินไปชะโงกหน้าดูคนนอนหันหลังให้ว่าหลับจริงไหม เธอหลับจริง แล้วยกมือขึ้นแตะหน้าผากมนเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกาย ไข้หล่อนลดแล้ว
“งั้นรอสักครู่ ผมจะอุ่นในเวฟให้ กินข้าวแล้วจะได้กินยาพักผ่อน หายแล้วค่อยคิดหนีก็ได้” เขาบอกแนะนำอย่างอ่อนโยน แล้วเดินไปถือถ้วยโจ๊กหมูสับไปเวฟในโซนครัวของห้องพักเพื่ออุ่นโจ๊กหมูสับให้หญิงสาวทานป่านทอมองตามแผ่นหลังของคุณหมอใจดีแล้วก็น้ำตาคลอเมื่อคิดถึงชายอีกคน ชายที่พรากความสาวไปจากเธอและย่ำยีความรู้สึกของเธอ เพียงแค่คิดถึงน้ำตาก็เอ่อนองอาบสองแก้ม หัวใจสาวก็เต้นเร่าโหยหาเขา อยากเห็นหน้า หล่อนไม่รู้เลยว่าความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไร แต่ก็อดคิดถึงอยากเจอหน้าของรักษ์ไม่ได้มือเล็กยกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาและมองดูข้อมือที่มีผ้าพันแผลไว้แล้วก็ต้องจำให้ขึ้นใจและบอกย้ำกับตัวเองว่ารักษ์คือผู้ชายสารเลว ผู้ชายที่หล่อนเกลียดและต้องหนีไปจากเขาให้ได้ในสักวัน เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้ จริงอย่างพันแสงบอกว่าให้พักให้หายดีก่อน หนีทีหลังก็ได้“ทานข้าวทานยานะครับ” พันแสงเดินกลับมาพร้อมถ้วยโจ๊ก เขาเอาวางไว้ที่โต๊ะป้อนข้าวผู้ป่วยแล้วลากมาให้เธอได้ทานเอง ป่านทอลุกขึ้นนั่งทานข้าวตรงหน้าพันแสงมองดูผู้ป่วยสาวคนพิเศษของน้องชายแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อคิดถึงหน้าของรักษ์ เข
“ปล่อยฉันไปเถอะนะ อะ! อุ๊บ!" ปากหนาฉกลงมาอีกครั้งเมื่อเจ้าหล่อนร้องให้ตนปล่อย เรื่องอะไรจะปล่อย ชนิดาเป็นของเขาแล้วก็ต้องเป็น หากเขาไม่ปล่อยอย่าคิดมาขอร้องในสิ่งที่เขาให้ไม่ได้มือเล็กดุนดันคนฉวยโอกาสออกห่างแต่ก็พ่ายแพ้เมื่อมือท่อนแขนแข็งแรงโอบกอดรวบรัดหล่อนไว้แน่น บังคับใบหน้าหล่อนให้แหงนเงยขึ้นรั
“โอว์! เสียวแรงเหลือเกินดา อูว์! มันมากที่รัก ผมเพิ่งเคยมีอะไรกับผู้หญิงพรหมจรรย์ครั้งแรก เพิ่งรู้ว่ามันวิเศษและตอดรัดเสียวแบบนี้นี่เอง อ่า! ผมชอบคุณเหลือเกินที่รัก ซี้ดด โอว์! เย้!"ยิ่งได้ฟังคำพูดน่ารังเกียจของชายหนุ่มหล่อนก็ยิ่งแค้น ตอนนี้น้ำตาของหล่อนแห้งเหือดไปเอง สองมือเล็กกำแน่นข้างลำตัวค่อย
“ต่ำ!" หล่อนต่อว่าคนตัวโตหยาบกระด้างด้วยความแค้นชัง แม้ว่าในใจลึก ๆ จะไม่ได้คิดอย่างที่แสดงออกมาก็ตามที“หึ ต่ำไม่ต่ำหนูแสบไม่มีสิทธิ์มาตัดสินพี่ เพราะพี่รู้ตัวพี่ดีว่าตัวเองนั้นวิเศษแค่ไหน อย่าบังอาจใช้คำพูดต่ำทรามเหยียดหยามพี่แบบนี้อีก พี่ไม่ชอบ”“อ๊ะ! เจ็บ
“ไม่ใช่ของพี่ ของหนูแสบเหรอ” มโนถามพลางสำรวจสายตามองหา แต่ก็ไม่เห็น จนเลื่อนต่ำมายังเอวเล็กถึงเห็นแสงไฟของเครื่องมือสื่อสารกระพริบ“อ่า! อยู่นี่เอง” มโนถือวิสาสะดึงเอาโทรศัพท์ของตะลิงปลิงออกจากหัวกางเกงซับในมากดรับแทน พร้อมจะกรอกเสียงทุ้มไปตามสาย ทันทีที่นำมาแนบหู ป







