Beranda / รักโบราณ / ซือซือฮองเฮาพันโฉม / บทที่ 6 เจ้าเป็นน้องชายข้าแล้ว

Share

บทที่ 6 เจ้าเป็นน้องชายข้าแล้ว

last update Tanggal publikasi: 2026-01-26 16:49:43

         พลันมือใหญ่นั้นคว้าข้อมือน้อยเอาไว้ “เจ้าจะทิ้งข้าไปแบบนี้เลยหรือ จอมยุทธ์หงกว่าข้าจะได้ออกจากเรือนอันยุ่งเหยิงมาหาที่เมาแสนสงบได้ช่างยากเย็น ซ้ำยังคุยกับผู้รู้ใจ ช่างหากได้ยากยิ่งนัก”

         หงซือซือทำหน้าเลิ่กลั่ก นางกลายเป็นผู้รู้ใจเจ้ามังกรขาวตัวนี้ไปเมื่อใดกัน มีแต่เขาที่พูดๆ ส่วนนางทำเพียงรินสุราให้และนั่งจิบเป็นเพื่อน

“เอ่อ...แต่ข้าเริ่มเหนื่อยแล้ว ท่านดูสิพี่สามข้างนอกน้ำค้างแรงนัก”

         “เอ้า! เช่นนั้นข้าจะตามไปดื่มกับเจ้าที่ห้องก็แล้วกัน”

เขาไม่เปิดโอกาสให้นางได้ปฏิเสธหันไปสั่งให้เสี่ยวเอ้อยกกาสุราขึ้นไปส่งที่ห้องนอนของนาง ส่วนตนเองกอดคอจอมยุทธ์หนุ่มน้อยบังคับให้พาไปยังห้องนอนโดยไว

“เจ้าอย่าปฏิเสธข้าเลยน่า ข้าหามานานแล้วเพื่อนดื่มที่คอแข็งเช่นเจ้านี่ หากเจ้าเก้าไม่ทิ้งข้าไปดูแลเมียเสียก่อนก็ยังจะพอมีน้องชายคอยดื่มเป็นเพื่อน เจ้าคิดดูสิว่าเป็นข้า น่าสงสารแค่ไหน ทั้งใต้หล้านี่จะขอดื่มสุรากับผู้ใดล้วนยากเย็น”

         จอมยุทธ์หงไม่อาจบอกปัดเขาได้ ร่างใหญ่ที่กอดคอนางอยู่คล้ายก้าวเท้านำนางเสียด้วยซ้ำ

‘ดีที่ไม่รู้ว่าข้าเป็นสตรี นี่หากลวนลามข้าเช่นนี้พี่อี้เทียนเห็นเข้า เจ้าคงได้เป็นศพเฝ้ากาสุราแน่พี่สาม’

         “ห้องข้าอยู่ทางโน้น ข้างในสุดโน่น”

         ชายหนุ่มพานางไปนั่งที่โต๊ะกลางห้องได้ก็ไปเปิดหน้าต่างออกกว้าง “คืนนี้แสงจันทร์สวยงาม เรามาดื่มสุราชมจันทร์และทะเลสามงามๆ กันดีกว่า”

         เมื่อเสี่ยวเอ้อนำสุรามาส่งอีกสองกา เขากลับบอกให้เสี่ยวเอ้อไปนำเหล้าที่แพงที่สุดมาอีกหนึ่งไห

“เจ้าไม่ต้องเดินไปเดินมาหลายรอบ เอาเหล้าแพงที่สุดมาให้ข้าอีกหนึ่งไห ประเดี๋ยวข้าจะได้เงินข้าออกแรงเดินเจ้าสักหนึ่งตำลึงดีหรือไม่”

         “ดีขอรับ!” เสี่ยวเอ้อยิ้มกว้าง รายได้ที่นี่แพงกว่าที่อื่นอยู่แล้ว อีกทั้งเงินพิเศษที่บรรดาแขกให้เพิ่มก็ล้วนจ่ายกันหนักทั้งสิ้น

         “พี่สาม ข้าว่าแค่นี้ก็พอแล้วกระมัง ข้าเกรงว่าพรุ่งนี้ท่านจะลุกไม่ไหวเอาน่ะสิ”

         “เจ้าอย่าขัดคอข้าเลย ข้าตั้งใจหนีมาพักผ่อนโดยเฉพาะ ไปที่ใดก็ไม่เหมือนที่นี่” เขาพูดพลางรินสุราให้นางและตนเองอีกคนละหนึ่งจอก “ดื่มฉลองมิตรภาพของเราน้องหง ข้าพี่สามยินดีจะช่วยเหลือเจ้าทุกเมื่อหากเจ้ามีภัย” เมื่อเริ่มเมาจากเคยเรียกจอมยุทธ์หงก็เริ่มเปลี่ยนไป

         หงซือซือที่เมาเช่นกันได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยเย้า “พี่สาม ยามข้าต้องการความช่วยเหลือจะให้ข้าไปเรียกหาท่านที่ใดกันเล่า  ในเมื่อท่านบอกเองว่าที่บ้านท่านคนมากมายยุ่งเหยิงยิ่งนัก”

         หมิงเฟยหลงตบโต๊ะดังปัง! ลุกขึ้นยืนก่อนจะล้วงเอาหยกที่พกไว้ออกมา

“นี่คือหยกประจำตัวของข้า หากเจ้าเดือดร้อนถือมันไปพร้อมจดหมายบอกข้าว่าเจ้าต้องการสิ่งใด บ้านหมายเลขแปด ตรอกข้างบ่อนร่ำรวยจะมีคนของข้าเฝ้าอยู่”

         เมื่อเขายื่นมาต่อหน้าหงซือซือก็รับเอาไว้ “ดีๆ ข้าจะจำคำพูดท่านไว้ หากข้าไปขอความช่วยเหลือแล้วท่านไม่ออกมา ข้าจะถือว่าท่านเป็นลูกเต่าหลังไม่มีลวดลาย”

         คุณชายสามนั่งลงอีกครั้ง ยกสุราขึ้นกระดกอีกจอก “ทำไมต้องเป็นลูกเต่าหลังไม่มีลวดลายเล่า”

         นางเอานิ้วมือชี้จนแทบจะทิ่มหน้าเขาเพราะเริ่มทรงกายไม่อยู่ “ก็เพราะทั้งหัวหดและลื่นไหล ไม่มีความกล้าหาญที่จะเป็นตนเองน่ะสิ ลวดลายของเต่าน่ะมันไม่เหมือนกันหรอกนะรู้ไหม  นั่นคือเอกลักษณ์ของตัวมันเอง”

         “อ้อ!” เขาเอานิ้วชี้มาจิ้มกับนิ้วชี้ของนางที่ค้างอยู่กลางอากาศ “แล้วเจ้าเล่าน้องหง  หากข้าต้องการความช่วยเหลือจะไปตามหาเจ้าได้ที่ใด”

         หงซือซือได้ยินเช่นนั้นก็ตบโต๊ะดังปัง! เช่นกัน แต่นางไม่สามารถยืนขึ้นได้ไหว นางล้วงเอาป้ายไม้สีดำอันเล็กขนาดยามสามชุ่นออกมา

“หากท่านต้องการความช่วยเหลือจากข้าก็จงไปที่สำนักคุ้มภัยหงส์ไฟ เอาจดหมายและป้ายประจำตัวข้าไปแจ้งไว้ได้”

“ดีๆ หากเจ้าไม่ออกมาช่วยข้า ข้าจะถือว่าเจ้าเป็น...เป็น...เป็นอะไรดี ”

จอมยุทธ์หนุ่มน้อยแหงนหน้าขึ้นหัวเราะร่วน “ฮ่าๆ ข้ายินดีเป็นหมูโง่ให้ท่านด่าทอ ดีหรือไม่”

         “ได้! เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าเป็นหมูโง่ หากเจ้าผิดสัญญา”

         เมื่อฤทธิ์สุรามากพอที่จะทำให้คนทั้งคู่หลงลืมตน ฮ่องเต้หมิงก็เริ่มรำพึงรำพันความทุกข์ใจในเรือนหลังใหญ่ของตนให้น้องหงได้ฟัง นางได้แต่ตบบ่าปลอบใจเมื่อได้รับรู้ว่าเขารู้สึกอ้างว้างเดียวดายเพียงใด

“ข้าไม่อยากเป็นเช่นนี้ แต่เพราะโชคชะตาผลักดันทำให้ต้องรักษาชีวิต หากไม่ยอมทำ ข้าก็ต้องให้ผู้อื่นเอาชีวิตข้าไปเสีย เจ้ารู้หรือไม่  ยิ่งอยู่สูงยิ่งต้องโดดเดี่ยว หากไม่มีน้องห้าข้าก็คงไม่อาจดำรงสติต่อไปได้”

         หงซือซือคาดไม่ถึงว่าฮ่องเต้มีความปวดร้าวใจในอีกมุมหนึ่ง “ข้าต้องทุ่มเทบริหารบ้านเมือง ยามดึกดื่นหลายคราที่นอนไม่หลับเพราะกลุ้มกังวล ข้าไม่อาจจะทำอย่างที่ใจคิดได้ทุกสิ่งเพราะหลายอย่างต้องฟังขุนนางน้อยใหญ่ หากพวกเขามากกว่าก็ยับยั้งเรื่องที่ข้าต้องการจะทำได้เช่นกัน แม้แต่เรื่องเหล่าภรรยา ข้ายังไม่อาจจะเลือกได้อย่างที่ตนเองต้องการ สตรีทั้งหลายในวังหลังพวกนั้นล้วนแต่กระหายอำนาจและเงินตรา พวกนางส่วนหนึ่งมาเพื่อความสบาย หลายคนบอกว่ารักข้า แต่ข้ากลับมิได้คิดเช่นนั้นเพราะเมื่อลองทดสอบคราใดก็ล้วนต้องผิดหวังที่พวกนางเลือกสิ่งอื่นแทนข้าทุกคราไป”

         ยิ่งเมามากขึ้นความในใจจากเขาแม้จะมาพร้อมน้ำเสียงอ้อแอ้ แต่ความจริงกลับกระจ่างใจนางมากขึ้นทุกที

“พี่สาม ไม่มีสตรีนางใดอยู่ในใจท่านเลยหรือ”

         เขาได้ยินคำถามนั้น ใบหน้าที่คว่ำค้างอยู่ก็เงยขึ้นมองน้องชายจอมยุทธ์ตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำของเขาทอประกายดุร้าย

“ฮ่าๆ ข้าหรือ  จะมีได้อย่างไรกัน  แค่ทดสอบเบื้องต้นพวกนางแล้วข้าก็ผิดหวังจะกล้าเอาสตรีใดมาวางไว้ในใจได้ เจ้าไม่รู้อะไร แม้แต่สตรีที่มีลูกกับข้าก็ยังคิดจะฆ่าข้า ทุกวันนี้ขอแค่เพียงพวกนางหลังร่วมเตียงแล้วไม่คิดจะดื่มเลือดข้าก็นับว่าดีถมเถแล้ว”

         หงซือซือที่นั่งเอียงศีรษะไปข้างหนึ่งใช้ข้อศอกดันโต๊ะไว้ไม่ให้ร่างเอนล้มได้ยินเช่นนั้นก็เอียงตัวมาทางเขา

"ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้ที่ท่านรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะไม่มีคนรักที่แท้จริงนี่เอง”

         เขายกมือขึ้นตบบ่านาง แม้เขาคิดว่าเบาแล้วแต่น้ำหนักมือบุรุษที่เมามายย่อมกะไม่ถูก ทำเอานางแทบทรุด

“ข้าจึงหวังว่าน้องหง เจ้าจะเป็นสหายที่ข้าไว้ใจได้ นอกเหนือจากน้องชายของข้า”

         “ข้าสัญญา” นางยื่นนิ้วก้อยออกไป

หมิงเฟยหลงหัวเราะชอบใจ ยื่นนิ้วก้อยออกมาเกี่ยวนิ้วของนาง แล้วออกแรงดึงจนร่างนางเซถลาเข้าไปในอ้อมกอดแข็งแกร่ง ฮ่องเต้โอบกอดนางไว้ด้วยความสนิทใจ

         “ไม่มีใครมาเกี่ยวก้อยสัญญากับข้าเกือบสามสิบปีแล้ว น้องหงต่อไปนี้เจ้าจะถือเป็นน้องชายของข้าอีกคน”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 246 หลงเชื่อท่าน (ตอนจบ)

    หงซือซือได้แต่โทษตนเองที่หลงเชื่อมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตนนี้ นับตั้งแต่วันที่นางยอมเข้าห้องบรรทมใหม่กับเขาวันนั้น ทุกหัวค่ำนางก็ถูกเขาอุ้มเข้าไปใช้เตียงบรรทมก่อนจะออกมาในช่วงหนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นเพื่อดูแลลูกๆ “เดี๋ยวๆ พี่สาม ระยะนี้ข้าไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะหึๆ “ไม่ทันแล้ว ซือซือ เจ้าตกลงกับข้าแล้ว อย่าได้บิดพลิ้วเด็ดขาด” “แต่ลูกๆ ของเราจะเหงานะ” “เอาน่า! แค่หนึ่งชั่วยามเอง” “แต่นี่ ทุกวันเลยนะ” หมิงเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้าว่าก็พอดีแล้วนะ หรือว่าเราจะเพิ่มเวลาอีกสักหน่อยดี” หงซือซือได้แต่ส่ายหน้า ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งท้องอีกครา “เห็นหรือไม่! เป็นเพราะท่านแท้เทียว ทำให้ข้าต้องลำบากอีกแล้ว”เมื่อฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงกราบทูลผลการตรวจร่างกายของฮองเฮาก็ทรงพระราชทานรางวัลก้อนใหญ่ให้“ฮ่าๆ ดีจริง! ข้าต้องชนะเจ้าชินอ๋องให้จงได้”“นี่ท่าน! ท่านอยากเอาชนะชินอ๋องถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” หงซือซือพูดพลางใช้มือลูบท้องตนเอง บัดนี้ในท้องของนางมีชีพจรถึงสองชีวิต “คราวนี้มีมังกรน้อยอีกตั้งสอง ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 245 มีลูกมากกว่าก็ชนะ

    ร่างเล็กๆ ทั้งสามที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเบาะกำมือตะกุยบนอากาศอย่างไร้ทิศทาง ถัดไปเป็นร่างของหลิวเอ๋อร์พระธิดาองค์โตที่ขอมานอนเฝ้าพระอนุชาฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสใบหน้าจิ้มลิ้มริมฝีปากเป็นสีผลอิงเถาระเรื่อที่นอนเรียงรายกันด้วยความอิ่มเอมพระทัย นับตั้งแต่มังกรน้อยทั้งสามถูกหงซือซือเบ่งออกมา ไม่มีคืนใดที่พระองค์มิได้นอนเฝ้าพวกเขา องค์หญิงหมิงซีหลิวเองก็พลอยเห่อจนขอมานอนที่ตำหนักเป่าฉีอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮ่องเต้ต้องทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เหมาะสมหงซือซือหันมามองสามีที่นอนตะแคงข้างอยู่ที่ฟากหนึ่งของเตียงขนาดยาวและกว้างที่ถูกสั่งทำขึ้นใหม่เพื่อหกคนพ่อแม่ลูกจะได้นอนด้วยกัน “เจ้าจะไปที่ใด” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง เอียงพระพักตร์มาทางผู้เป็นยอดดวงใจที่ทำท่าเหมือนจะออกไปจากห้องบรรทม “ข้าจะไปถ่ายเบาเจ้าค่ะ พี่สามเฝ้าลูกๆ ให้ดีเถอะ” ท่าทางละล้าละลังของหมิงเฟยหลงทำให้นางอดจะขำมิได้ “ท่านไม่ต้องห่วงข้ามากเช่นนั้นดอกเจ้าค่ะ” “ข้าอยากอุ้มเจ้าไปห้องส้วมเองเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเมื่อสบตามีเลศนัยคู่นั้น ในยามจวนจะค

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 244 รักษาฮ่องเต้

    เป็นเพราะการรักษาต้องแข่งกับเวลา ในสองวันแรกเหล่าองครักษ์และทหารล่อเอานักฆ่าออกมาตายอยู่ในค่ายกลได้หลายร้อยคน ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นรู้กลอุบายก็ไม่ยอมออกมาอีกจินวั่งซูที่ลอบยิงธนูคอยเก็บนักฆ่ามิให้กลับเข้าสำนักรู้สึกสะใจยิ่งนักในคราวแรก ทว่าวันต่อมากลับต้องสบถเสียหลายครั้งเมื่อนักฆ่าพวกนั้นก็นำเอาธนูมายิงโต้ตอบ เขาจึงต้องสั่งให้พลธนูเตรียมโล่กำบังมาด้วย พอถึงวันที่สามการยั่วยุก็ไม่เป็นผล จินวั่งซูจึงได้แผนเดิมก็ลอบเข้าทางลัดไปยิงธนูไฟเพื่อเผาเรือนในสำนักไหม้ไปอีกสองเรือน “ข้าเผาโรงครัวพวกมันแล้ว เจ้าก็คอยดูเถิดว่าพวกมันจะทำเยี่ยงไร ส้วมกับครัวไหม้ไปหมดแล้ว เช่นนี้จะดำรงชีวิตกันอย่างไร ความอดอยากนี่ล่ะจะทำให้พวกมันต้องดิ้นรนออกมาเอง” ชินอ๋องผงกศีรษะรับ จินวั่งซูช่างเป็นคนโฉดตัวจริง หากให้พระองค์ทรงคิดก็ไม่เคยคิดจะเผาส้วมและโรงครัวในค่ายทหารของแคว้นใดมาก่อน “เจ้าคิดได้ร้ายกาจนัก...” จินวั่งซูฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำชมเพราะสีพระพักตร์ของชินอ๋องดูคล้ายจะแสยะยิ้มแบบแหยงๆ อยู่สักหน่อย....แต่คุณชายจินก็รู้สึกภาคภูมิใจเพราะไม่ถึงสองวันเหล่านักฆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 243 ชิงกระบี่

    เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะมองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยังแขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่นแรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้ “อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้องทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขาออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้ เปรี้ยง! กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียงกัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้งสองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศคนละทางร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้าในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุขสำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่ใหญ่ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 242 ประลองสองกระบี่

    หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสองฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่างใด วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน “ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด” “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ้ำยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่ยอมทำเล่า เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของเถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความอาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสียที ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระหัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพหลายสิบปีเถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้าในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ “เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด”เดิมทีเ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 241 กระบี่ดูดวิญญาณ

    “กระบี่ทั้งสองจะสะท้อนพลังของกันและกันเพคะ หากฝ่าบาทถือกระบี่ดูดวิญญาณก็สะท้อนอาการหลอนนั้นไปยังประมุขเถียน ส่วนฝ่าบาทเองก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้สึกว่าวิทยายุทธ์ตนเองลดลงจนกลายเป็นหวาดกลัวประมุขเถียน” เมื่อได้ยินฮองเฮาทรงอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจ “ฮองเฮา เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะทรงได้เปรียบประมุขเถียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”ชินอ๋องได้ฟังก็ยิ่งสับสน หากพระเชษฐาต้องรับผลสะท้อนจากกระบี่จะมิกลายเป็นกลัวจนต้องยอมแพ้หรอกหรือ “สิ่งที่คนในยุทธภพยังไม่รู้เกี่ยวกับกระบี่ดูดวิญญาณก็คือ มันกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นมาในภายหลังจึงมีพลังเหนือกว่ากระบี่กระชากวิญญาณ หากใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับจะทำให้สามารถดูดพลังของกระบี่กระชากวิญญาณเข้ามารวมอยู่ในกระบี่ดูดวิญญาณได้” หลวนฮองเฮาแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยจนจบ พลางหันไปมองพระสวามีและชินอ๋องที่ยืนตะลึงมองมายังนางเป็นจุดเดียว “นี่มัน.....” “เป็นความลับของยุทธภพที่มีเพียงคนในครอบครัวของข้าล่วงรู้” นางหันไปยิ้มให้กับหมิงเฟยหลง “คืนนี้หม่อมฉันจะสอนวิธีการใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับให้ฝ่าบาทเอง”

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 1 ข้าจะไปเที่ยววังหลวง

    สตรีใบหน้ากลมแป้นในอาภรณ์สีส้มที่นั่งจิบน้ำชาอยู่ตรงหน้า ฟังเรื่องที่พระชายาหานซูลี่[1]เล่าด้วยความสนใจ “เจ้าว่า คนในชุดดำผู้นั้นฝีมือร้ายกาจ ซ้ำยังมีรูปร่างบอบบางคล้ายสตรีเช่นนั้นหรือ ” “ใช่! ข้าคิดว่านั้นคือสตรีแน่นอน ทว่าพลังฝีมือของนางข้ากลับไม่สามารถต้านทานได้เกินแปดกระบวนท่า

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 10 สัญญาของหมูโง่

    เมื่อเห็นร่างสูงของบุรุษหนุ่มทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันมา หงซือซือก็หน้าเปลี่ยนสี เรื่องเมื่อคืนนางรู้ว่าคุณชายสามและนางเมามากจึงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ‘ซือซือเอ๋ย! เจ้านี่มันช่างงี่เง่าสิ้นดี ดันปล่อยตัวเองให้เละเทะจนขึ้นเตียงกับมังกรขาวเจ้าเล่ห์ นี่หากเขานึกออก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน’

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 3 โรงเตี๊ยมยุทธภพ

    ทะเลสาบเซินหลันเซ่อกว้างใหญ่เดินทางจากเมืองหลวงหนึ่งวันเต็มๆ ก็ไปถึง รถม้าสองคันแล่นตามกันมาจอดที่ท่าเรือเล็ก โรงเตี๊ยมริมท่าเรือมีลูกค้ามาเยือนไม่ขาดสาย เถ้าแก่เดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “พวกท่านต้องการห้องพักพี่ห้องขอรับ!” “เราต้องการเรือสามลำ” “ไ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 2 มังกรขาวจอมเจ้าเล่ห์

    “เจ้าพูดเพ้ออันใด ” สายตาเหม่อลอยของเจ้าสำนักหงทำให้พระชายาหานที่ผ่านการมีความรักและครอบครัวถึงกับถอนหายใจเบาๆ “ข้าว่าเจ้าเห็นคนน่าสนใจใช่หรือไม่” “อืม! เอ๊ย! ที่ไหนได้ คนเจ้าเล่ห์ ซ้ำยังหมกมุ่นในกามแบบนั้นมีหรือข้าจะสนใจ” นางเผลอพูดออกมารัวๆครั้นเห็นเพื่อนหัวเราะคิกคัก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status