Beranda / รักโบราณ / ซือซือฮองเฮาพันโฉม / บทที่ 5 จับผิดผู้แปลงโฉม

Share

บทที่ 5 จับผิดผู้แปลงโฉม

last update Tanggal publikasi: 2026-01-26 16:49:18

         “พวกเขาเป็นชู้รักตัดแขนเสื้อที่รักใคร่กันอย่างยิ่ง ท่ามกลางไอน้ำบดบังนั้นเจ้าเมืองฉางเฉิงอุ้มร่างทาสชายที่กำยำไปยังเตียงนอนและเริ่มต้นบทรักอีกครา ทำเอาฮูหยินใจสลายจนสาวใช้ต้องช่วยกันหามร่างของนางกลับเรือนไป”

กลองเริ่มรัวถี่กว่าเดิม

         เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ผู้ฟังทั้งหลายต่างส่งเสียงฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังลั่น นักเล่านิรนามเคาะไม้ทรงสี่เหลี่ยมกับพื้นโต๊ะ

ปัง! ปัง! ปัง!

         “หลังจากได้สติขึ้นมาอีกคราหนึ่ง ฮูหยินก็รีบไปปรึกษาพี่สาวของตนที่แต่งงานกับคหบดีเมืองฉางเฉิง พี่สาวคนนั้นเป็นผู้มีสติปัญญาจึงเตือนน้องสาวให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ เมื่อสองพี่น้องคุยกันแล้วจึงตั้งข้อสงสัยว่า บางทีคนผู้นี้อาจมิใช่เจ้าเมืองฉางเฉิงตัวจริง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นปีศาจแปลงกายมา พวกเขาจึงออกไปตามหานักพรตที่มีชื่อเสียงให้ช่วยเขียนยันต์ให้”

         นักเล่านิรนามกวาดสายตาไปทั่วบริเวณระเบียงกว้าง

“ก็อย่างที่พวกท่านคิด ในเมื่อคนผู้นี้มิใช่ปีศาจ ยันต์วิเศษพวกนั้นจะช่วยอันใดได้ โชคดีที่คราวนั้น มารใหญ่มี่อี้ได้เดินทางผ่านไปยังเมืองฉางเฉิงพอดี เขาได้ยินชาวบ้านซุบซิบนินทากันเรื่องเจ้าเมืองที่ทะเลาะกับอนุภรรยาเพราะนายเล็กพวกนั้นอิจฉาในตัวทาสชายที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับสามีมากกว่า ยิ่งฟังมารใหญ่ยิ่งเห็นว่าเรื่องนี้มิใช่เป็นเพราะปีศาจ จึงได้แอบไปเข้าพบกับฮูหยินของเจ้าเมือง”

ชายชราพักจิบน้ำชา ในขณะที่จอมยุทธ์รอบข้างล้วนวางจอกสุรารอฟังต่อ นักเล่าเคาะไม้กับโต๊ะอีกคราหนึ่ง

“พวกท่านล้วนรู้จักมารใหญ่ผู้นี้ดีอยู่แล้ว เขาล้วนรู้เรื่องใหญ่น้อยในยุทธภพเป็นอย่างดี จึงช่วยฮูหยินวางแผนจับผิดคนผู้นี้”

         “ฮูหยินไปเรียกอนุภรรยาทั้งสองมาหารือกัน เพราะพวกนางล้วนรู้จักตำหนิในเรือนร่างสามีทั่วทุกแห่ง คืนนั้นฮูหยินแสร้งไปร้องห่มร้องไห้กับเจ้าเมือง อ้างว่าตนเองฝันร้ายถึงสามีว่าเขาถูกฮ่องเต้สั่งประหารชีวิต นางจึงเร่งรีบไปยังวัดโด่งดังประจำเมืองท่านเจ้าอาวาสจึงนำสมุนไพรให้มาหนึ่งห่อสั่งให้เขามาอาบชำระกายที่เรือนใหญ่เพื่อเป็นการแก้เคล็ด เจ้าเมืองได้ยินดังนั้นก็ตกใจรีบตามนางไปเรือนใหญ่ยอมให้อนุภรรยาทั้งสองช่วยกันอาบน้ำขัดถูร่างกายด้วยสมุนไพร เมื่ออนุภรรยาผู้หนึ่งไม่เห็นปานที่หน้าท้องของสามีนางก็ตกใจหน้าซีด สามีเห็นนางดูแปลกๆ ก็ทักถาม ดีที่นางไม่เผลออุทานสิ่งใดออกมา เมื่อพิธีอาบน้ำว่านเสร็จสิ้น เจ้าเมืองก็กลับเรือนตนเองไป แต่ภรรยาทั้งสามกลับไม่กล้านอน พวกนางรู้แล้วว่าคนผู้นี้มิใช่สามีของตน จึงรีบไปบอกมารใหญ่มี่อี้” ชายชราหยิบจอกน้ำชาขึ้นมาดื่มอีกครั้ง

กลองก็รัวดังเพื่อเร้าให้ทุกคนยังคงจดจ่ออยู่กับนิทาน

         “มารใหญ่รู้แล้วว่าคนผู้นี้ต้องมีวิชาแปลงโฉม ทว่าในยุทธภพนี้วิชาแปลงโฉมอันดับหนึ่งคือเซียนพันหน้าซึ่งหายสาบสูญไปเนิ่นนานแล้ว ข่าวที่เชื่อถือได้เล่าว่าเขามีภรรยาและบุตรแล้วจึงไม่น่าจะเป็นผู้ที่แปลงโฉมเป็นเจ้าเมืองฉางเฉิง ดังนั้นมารใหญ่จึงวางแผนล่อให้เจ้าเมืองฉางเฉิงตัวปลอมไปติดกับดักในศาลาว่าการ โดยมีรองเจ้าเมืองช่วยกันจับกุมและเมื่อเปิดเผยโฉมหน้าเขาแล้ว กลับเป็นเพียงจอมยุทธ์ปลายแถวผู้หนึ่งที่อ้างว่าจ่ายเงินเพื่อเรียนวิชานี้กับหญิงชราที่อาศัยอยู่ในย่านแออัดในแคว้นเว่ย แน่นอนว่ามารใหญ่มี่อี้สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า หญิงชราคนนั้นเหตุใดจึงรู้วิชาแปลงโฉม เขาจึงเดินทางไปยังเมืองหลวงแคว้นเว่ยเพื่อหาคำตอบ” ชายชราเคาะไม้อีกครั้ง “หากพวกท่านอยากรู้ พรุ่งนี้รอฟังข้าเล่าการสืบหาความจริงของมารใหญ่มี่อี้ได้ที่นี่” จู่ๆ ชายชราก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ทิ้งไว้บรรดาผู้ฟังนั่งหันไปสนทนาปราศรัยในเรื่องที่ได้ฟังเมื่อครู่

         “น้องเก้า เจ้าว่าวิชาแปลงโฉมนี้ในเมืองหมิงมีผู้รู้หรือไม่ ” พี่สามหันหน้ามาทางน้องชายที่ยกสุราขึ้นกรอกอีกสองจอก สายตาใคร่ครวญบางอย่าง

         “อืม...ข้าว่าเรื่องยุทธภพยากจะหยั่งถึง บางทีพวกเขาอาจจะอยู่ใกล้จนเราคาดไม่ถึง และอยู่ไกลจนพวกเราไม่อาจจะตามหาพบ”

         “เจ้าตอบคลุมเครือเหมือนจะเคยเจอนักแปลงโฉม” พี่สามยิ้มร้ายๆ ลอบสังเกตบุรุษตรงหน้าทั้งสอง

‘คนคู่นี้ไม่เคยมีรายงานว่าใกล้ชิดกับน้องสามมาก่อน ช่างน่าแปลกเสียจริง’

         จอมยุทธ์หงแอบสะดุ้งในใจ

‘เจ้ามังกรตัวนี้ไว้ใจไม่ได้ ลอบสังเกตข้าอยู่ตลอดเวลา รู้สึกสงสัยสิ่งใดกันจึงไม่วางตาเช่นนี้’

         “คุณชายสาม ข้าเคยได้ยินเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้วก่อนจะจากแคว้นเว่ยมาทำงานที่นี่ อันที่จริงหญิงชราคนที่ว่าก็เคยเป็นที่ถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ว่าเป็นนางมารพันโฉมอาจารย์ของเซียนพันหน้าหรือไม่” หัวหน้าสวีที่อายุย่างเข้าสี่สิบปีเคยท่องยุทธภพมาพอสมควรนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้

         “แล้วตกลงว่าใช่หรือไม่ล่ะ  หัวหน้าสวี”

         “ช่วงนั้นอาจารย์ของข้าก็สนใจเรื่องนี้เช่นกัน ท่านยืนยันว่าหญิงชราคนนั้นเมื่อสอบถามข้อมูลแล้วพบว่ามิใช่ลักษณะของนางมารพันโฉม”

         “เหตุใดจึงรู้ว่ามิใช่  ในเมื่อนางย่อมแปลงโฉมเป็นผู้ใดก็ได้”

         “ก็อย่างที่นักเล่านิรนามได้กล่าวไว้ คนใกล้ชิดเท่านั้นที่จะบอกได้ขอรับ”

         “ท่านหมายถึงว่าอาจารย์ของท่านเป็นผู้ใกล้ชิดกับนางมารพันโฉม”

         “ใช่ขอรับ! อาจารย์ของข้าเคยเป็นเพื่อนบ้านในวัยเด็กของนางจึงคุ้นเคยกับกิริยาอาการบางอย่าง เมื่อไปลอบสังเกตนางอยู่พักใหญ่ก็รู้ว่ามิใช่”

         “อืม...เจ้ายกตัวอย่างให้ข้าฟังหน่อยสิว่า นางมารพันโฉมผู้นี้มีอาการแตกต่างจากผู้อื่นอย่างไร ”

หัวหน้าสวียกสุราขึ้นจิบอีกคราหนึ่ง “เท่าที่ข้าจำได้ นางมารพันโฉมจะชอบกรีดกรายนิ้วในยามจับตะเกียบเพราะวัยเด็กของนางเคยถูกเถ้าแก่เนี้ยในหอคณิกาฝึกมาเช่นนั้น และนางมักจะทาแป้งไปรอบคอด้านหลังเพื่อปกปิดรอยน้ำร้อนลวกขนาดหัวแม่มือ”

คุณชายสามตาเป็นประกายวาบ “สมกับเป็นคนใกล้ชิดจริงๆ หากรู้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ได้ ข้าจะจำไว้เผื่อสักวันนักแปลงโฉมพวกนี้อาจจะแฝงกายไปใกล้ข้า”

ท่านอ๋องเก้าได้ฟังก็ชะงักจอกสุราที่ยกขึ้นกำลังจะจิบ “เหตุใดพี่สามจึงคิดว่าคนพวกนี้จะเข้าไปถึงตัวท่านเล่า”

“ข้าเพียงแต่ป้องกันเอาไว้ คนในวะ เอ๊ย! เรือนข้านั้นมากหน้าหลายตานัก ยากจะสังเกตว่ามีผู้ใดบ้าง  บางทีเดินสวนกันข้าก็ยังจำมิค่อยจะได้”

อ๋องเก้าหัวเราะหึๆ “ท่านก็ลดผู้คนที่รายรอบใกล้ชิดออกบ้างก็ได้ เหลือไว้เฉพาะที่จำเป็นและเน้นประวัติไม่มีสิ่งใดน่าเคลือบแคลงใจ”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น เห็นทีต้องกลับไปจัดเรือนตนเองเสียใหม่” ครั้นสายตาเหลือบไปมองหนุ่มน้อยข้างๆ “จอมยุทธ์หงเจ้าไม่สนใจเรื่องนักแปลงโฉมบ้างหรือไร”

ร่างบอบบางเงยหน้าขึ้นสบตาคุณชายสาม

“เอ๊ะ! ทำไมข้ารู้สึกๆ คุ้นๆ ดวงตาคู่นี้เหลือเกิน”

เมื่อเขาทักเช่นนั้นนางจึงเผลอหลบตาวูบ

“ไม่กระมัง  ข้ากับท่านเพิ่งเคยเจอกันที่นี่ครั้งแรก”

หานซูลี่ยิ้มเก้อๆ รีบรินสุราขึ้นกรอกปาก ‘อย่าบอกนะว่า เห็นแค่ดวงตาคู่นี้ก็เกิดจำซือซือขึ้นมาได้ มหัศจรรย์เกินไปแล้ว’

เขากวาดตามองรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายของนางอีกครั้งหนึ่ง “นั่นสินะ! หรือว่าเป็นเพราะข้ารู้สึกคุ้นลวดลายบนเสื้อผ้าที่เจ้าใส่ มาจากร้านเสื้อโรงเตี๊ยมนี้เหมือนของข้า”

“แฮ่ม! ท่านอย่าล้อข้าเล่นเลยคุณชายสาม มาดื่มกันดีกว่า” นางปัดความสนใจของเขาให้ไปอยู่ที่สุรา “ที่นี่สุรารสเลิศนัก ข้ารินคารวะพี่สามหนึ่งจอก”

“ดี! ไม่เมาไม่เลิกรา ที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะอยากดื่มได้สบายใจสักครั้ง หากเมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องระวังตัวอะไร รักษาความปลอดภัยดีกว่าทุกที่บนโลกนี้ที่ข้าเคยรู้จัก” ชายหนุ่มหน้าคมคายยิ้มกว้าง

เขายกจอกขึ้นชนกับหนุ่มน้อยด้วยความพอใจ

         ผ่านไปหนึ่งชั่วยามหัวหน้าสวีเมาพับลงบนโต๊ะ จอมยุทธ์หงเรียกให้เสี่ยวเอ้อมานำตัวเขาไปส่งยังห้องพัก ตงชางกับหนานเฉิงไม่กล้าเดินมาสมทบตั้งแต่มองเห็นฮ่องเต้นั่งร่วมโต๊ะอยู่กับท่านอ๋องเก้าจึงได้แต่นั่งอยู่อีกฟาก

ท่านอ๋องเก้าหันมาพยักหน้าอนุญาตให้ขึ้นไปพักผ่อนได้ เพราะที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่อาจมีผู้ใดกล้าลอบสังหาร      จอมยุทธ์ผู้อื่นเป็นแน่ ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่สามารถเมาได้อย่างสบายใจ

         “น้องหญิง เจ้าไม่ไหวแล้วหรือ” อ๋องเก้าเอ่ย

พระชายาหานที่ดื่มกับสหายรักอย่างสนุกสนานเซพิงไหล่สวามีหลับไปไม่รู้ตัว

ท่านอ๋องเก้าเห็นเช่นนั้นจึงหันไปหาพี่ชาย “พี่สาม ภรรยาข้าเมามากแล้วขอพานางขึ้นห้องก่อน พวกท่านตามสบายเถิด”

         หงซือซือเห็นเช่นนั้นก็คิดจะปลีกตัวหนีไป แม้นางจะคอแข็งกว่าหานซูลี่แต่ก็ไม่อยากจะนั่งอยู่ตามลำพังกับบุรุษสายตาคมกริบผู้นี้

“คุณชาย ข้าเองก็ชักจะไม่ไหวเช่นกัน อยากขอตัวไปพักก่อน”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 246 หลงเชื่อท่าน (ตอนจบ)

    หงซือซือได้แต่โทษตนเองที่หลงเชื่อมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตนนี้ นับตั้งแต่วันที่นางยอมเข้าห้องบรรทมใหม่กับเขาวันนั้น ทุกหัวค่ำนางก็ถูกเขาอุ้มเข้าไปใช้เตียงบรรทมก่อนจะออกมาในช่วงหนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นเพื่อดูแลลูกๆ “เดี๋ยวๆ พี่สาม ระยะนี้ข้าไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะหึๆ “ไม่ทันแล้ว ซือซือ เจ้าตกลงกับข้าแล้ว อย่าได้บิดพลิ้วเด็ดขาด” “แต่ลูกๆ ของเราจะเหงานะ” “เอาน่า! แค่หนึ่งชั่วยามเอง” “แต่นี่ ทุกวันเลยนะ” หมิงเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้าว่าก็พอดีแล้วนะ หรือว่าเราจะเพิ่มเวลาอีกสักหน่อยดี” หงซือซือได้แต่ส่ายหน้า ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งท้องอีกครา “เห็นหรือไม่! เป็นเพราะท่านแท้เทียว ทำให้ข้าต้องลำบากอีกแล้ว”เมื่อฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงกราบทูลผลการตรวจร่างกายของฮองเฮาก็ทรงพระราชทานรางวัลก้อนใหญ่ให้“ฮ่าๆ ดีจริง! ข้าต้องชนะเจ้าชินอ๋องให้จงได้”“นี่ท่าน! ท่านอยากเอาชนะชินอ๋องถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” หงซือซือพูดพลางใช้มือลูบท้องตนเอง บัดนี้ในท้องของนางมีชีพจรถึงสองชีวิต “คราวนี้มีมังกรน้อยอีกตั้งสอง ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 245 มีลูกมากกว่าก็ชนะ

    ร่างเล็กๆ ทั้งสามที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเบาะกำมือตะกุยบนอากาศอย่างไร้ทิศทาง ถัดไปเป็นร่างของหลิวเอ๋อร์พระธิดาองค์โตที่ขอมานอนเฝ้าพระอนุชาฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสใบหน้าจิ้มลิ้มริมฝีปากเป็นสีผลอิงเถาระเรื่อที่นอนเรียงรายกันด้วยความอิ่มเอมพระทัย นับตั้งแต่มังกรน้อยทั้งสามถูกหงซือซือเบ่งออกมา ไม่มีคืนใดที่พระองค์มิได้นอนเฝ้าพวกเขา องค์หญิงหมิงซีหลิวเองก็พลอยเห่อจนขอมานอนที่ตำหนักเป่าฉีอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮ่องเต้ต้องทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เหมาะสมหงซือซือหันมามองสามีที่นอนตะแคงข้างอยู่ที่ฟากหนึ่งของเตียงขนาดยาวและกว้างที่ถูกสั่งทำขึ้นใหม่เพื่อหกคนพ่อแม่ลูกจะได้นอนด้วยกัน “เจ้าจะไปที่ใด” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง เอียงพระพักตร์มาทางผู้เป็นยอดดวงใจที่ทำท่าเหมือนจะออกไปจากห้องบรรทม “ข้าจะไปถ่ายเบาเจ้าค่ะ พี่สามเฝ้าลูกๆ ให้ดีเถอะ” ท่าทางละล้าละลังของหมิงเฟยหลงทำให้นางอดจะขำมิได้ “ท่านไม่ต้องห่วงข้ามากเช่นนั้นดอกเจ้าค่ะ” “ข้าอยากอุ้มเจ้าไปห้องส้วมเองเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเมื่อสบตามีเลศนัยคู่นั้น ในยามจวนจะค

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 244 รักษาฮ่องเต้

    เป็นเพราะการรักษาต้องแข่งกับเวลา ในสองวันแรกเหล่าองครักษ์และทหารล่อเอานักฆ่าออกมาตายอยู่ในค่ายกลได้หลายร้อยคน ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นรู้กลอุบายก็ไม่ยอมออกมาอีกจินวั่งซูที่ลอบยิงธนูคอยเก็บนักฆ่ามิให้กลับเข้าสำนักรู้สึกสะใจยิ่งนักในคราวแรก ทว่าวันต่อมากลับต้องสบถเสียหลายครั้งเมื่อนักฆ่าพวกนั้นก็นำเอาธนูมายิงโต้ตอบ เขาจึงต้องสั่งให้พลธนูเตรียมโล่กำบังมาด้วย พอถึงวันที่สามการยั่วยุก็ไม่เป็นผล จินวั่งซูจึงได้แผนเดิมก็ลอบเข้าทางลัดไปยิงธนูไฟเพื่อเผาเรือนในสำนักไหม้ไปอีกสองเรือน “ข้าเผาโรงครัวพวกมันแล้ว เจ้าก็คอยดูเถิดว่าพวกมันจะทำเยี่ยงไร ส้วมกับครัวไหม้ไปหมดแล้ว เช่นนี้จะดำรงชีวิตกันอย่างไร ความอดอยากนี่ล่ะจะทำให้พวกมันต้องดิ้นรนออกมาเอง” ชินอ๋องผงกศีรษะรับ จินวั่งซูช่างเป็นคนโฉดตัวจริง หากให้พระองค์ทรงคิดก็ไม่เคยคิดจะเผาส้วมและโรงครัวในค่ายทหารของแคว้นใดมาก่อน “เจ้าคิดได้ร้ายกาจนัก...” จินวั่งซูฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำชมเพราะสีพระพักตร์ของชินอ๋องดูคล้ายจะแสยะยิ้มแบบแหยงๆ อยู่สักหน่อย....แต่คุณชายจินก็รู้สึกภาคภูมิใจเพราะไม่ถึงสองวันเหล่านักฆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 243 ชิงกระบี่

    เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะมองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยังแขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่นแรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้ “อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้องทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขาออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้ เปรี้ยง! กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียงกัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้งสองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศคนละทางร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้าในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุขสำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่ใหญ่ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 242 ประลองสองกระบี่

    หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสองฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่างใด วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน “ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด” “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ้ำยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่ยอมทำเล่า เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของเถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความอาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสียที ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระหัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพหลายสิบปีเถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้าในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ “เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด”เดิมทีเ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 241 กระบี่ดูดวิญญาณ

    “กระบี่ทั้งสองจะสะท้อนพลังของกันและกันเพคะ หากฝ่าบาทถือกระบี่ดูดวิญญาณก็สะท้อนอาการหลอนนั้นไปยังประมุขเถียน ส่วนฝ่าบาทเองก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้สึกว่าวิทยายุทธ์ตนเองลดลงจนกลายเป็นหวาดกลัวประมุขเถียน” เมื่อได้ยินฮองเฮาทรงอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจ “ฮองเฮา เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะทรงได้เปรียบประมุขเถียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”ชินอ๋องได้ฟังก็ยิ่งสับสน หากพระเชษฐาต้องรับผลสะท้อนจากกระบี่จะมิกลายเป็นกลัวจนต้องยอมแพ้หรอกหรือ “สิ่งที่คนในยุทธภพยังไม่รู้เกี่ยวกับกระบี่ดูดวิญญาณก็คือ มันกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นมาในภายหลังจึงมีพลังเหนือกว่ากระบี่กระชากวิญญาณ หากใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับจะทำให้สามารถดูดพลังของกระบี่กระชากวิญญาณเข้ามารวมอยู่ในกระบี่ดูดวิญญาณได้” หลวนฮองเฮาแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยจนจบ พลางหันไปมองพระสวามีและชินอ๋องที่ยืนตะลึงมองมายังนางเป็นจุดเดียว “นี่มัน.....” “เป็นความลับของยุทธภพที่มีเพียงคนในครอบครัวของข้าล่วงรู้” นางหันไปยิ้มให้กับหมิงเฟยหลง “คืนนี้หม่อมฉันจะสอนวิธีการใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับให้ฝ่าบาทเอง”

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 6 เจ้าเป็นน้องชายข้าแล้ว

    พลันมือใหญ่นั้นคว้าข้อมือน้อยเอาไว้ “เจ้าจะทิ้งข้าไปแบบนี้เลยหรือ จอมยุทธ์หงกว่าข้าจะได้ออกจากเรือนอันยุ่งเหยิงมาหาที่เมาแสนสงบได้ช่างยากเย็น ซ้ำยังคุยกับผู้รู้ใจ ช่างหากได้ยากยิ่งนัก” หงซือซือทำหน้าเลิ่กลั่ก นางกลายเป็นผู้รู้ใจเจ้ามังกรขาวตัวนี้ไปเมื่อใดกัน มีแต่เขาที่พูดๆ ส่วนนา

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 4 ฮ่องเต้มาทำไมกัน

    ครั้นทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หงซือซือก็ชวนทุกคนไปนั่งดื่มที่ระเบียงกว้างที่ยื่นลงไปในน้ำ“อีกไม่นานหมอกคงจะสลายแล้ว ยามนี้คงไม่มีใครคิดจะเข้ามาอีกหรอกเพราะค่ายกลจะน่ากลัวยิ่งกว่าค่ายกลหมอกแล้ว” ตงชางขอตัวไปส่งเสื้อผ้าให้เสี่ยวเอ้อเอาไปซักให้ใหม่ โรงเตี๊ยมแห่งนี้มักมีผู้พลาดพลั้งต

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 3 โรงเตี๊ยมยุทธภพ

    ทะเลสาบเซินหลันเซ่อกว้างใหญ่เดินทางจากเมืองหลวงหนึ่งวันเต็มๆ ก็ไปถึง รถม้าสองคันแล่นตามกันมาจอดที่ท่าเรือเล็ก โรงเตี๊ยมริมท่าเรือมีลูกค้ามาเยือนไม่ขาดสาย เถ้าแก่เดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “พวกท่านต้องการห้องพักพี่ห้องขอรับ!” “เราต้องการเรือสามลำ” “ไ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 2 มังกรขาวจอมเจ้าเล่ห์

    “เจ้าพูดเพ้ออันใด ” สายตาเหม่อลอยของเจ้าสำนักหงทำให้พระชายาหานที่ผ่านการมีความรักและครอบครัวถึงกับถอนหายใจเบาๆ “ข้าว่าเจ้าเห็นคนน่าสนใจใช่หรือไม่” “อืม! เอ๊ย! ที่ไหนได้ คนเจ้าเล่ห์ ซ้ำยังหมกมุ่นในกามแบบนั้นมีหรือข้าจะสนใจ” นางเผลอพูดออกมารัวๆครั้นเห็นเพื่อนหัวเราะคิกคัก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status