Home / รักโบราณ / ซือซือฮองเฮาพันโฉม / บทที่ 5 จับผิดผู้แปลงโฉม

Share

บทที่ 5 จับผิดผู้แปลงโฉม

last update Huling Na-update: 2026-01-26 16:49:18

         “พวกเขาเป็นชู้รักตัดแขนเสื้อที่รักใคร่กันอย่างยิ่ง ท่ามกลางไอน้ำบดบังนั้นเจ้าเมืองฉางเฉิงอุ้มร่างทาสชายที่กำยำไปยังเตียงนอนและเริ่มต้นบทรักอีกครา ทำเอาฮูหยินใจสลายจนสาวใช้ต้องช่วยกันหามร่างของนางกลับเรือนไป”

กลองเริ่มรัวถี่กว่าเดิม

         เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ผู้ฟังทั้งหลายต่างส่งเสียงฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังลั่น นักเล่านิรนามเคาะไม้ทรงสี่เหลี่ยมกับพื้นโต๊ะ

ปัง! ปัง! ปัง!

         “หลังจากได้สติขึ้นมาอีกคราหนึ่ง ฮูหยินก็รีบไปปรึกษาพี่สาวของตนที่แต่งงานกับคหบดีเมืองฉางเฉิง พี่สาวคนนั้นเป็นผู้มีสติปัญญาจึงเตือนน้องสาวให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ เมื่อสองพี่น้องคุยกันแล้วจึงตั้งข้อสงสัยว่า บางทีคนผู้นี้อาจมิใช่เจ้าเมืองฉางเฉิงตัวจริง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นปีศาจแปลงกายมา พวกเขาจึงออกไปตามหานักพรตที่มีชื่อเสียงให้ช่วยเขียนยันต์ให้”

         นักเล่านิรนามกวาดสายตาไปทั่วบริเวณระเบียงกว้าง

“ก็อย่างที่พวกท่านคิด ในเมื่อคนผู้นี้มิใช่ปีศาจ ยันต์วิเศษพวกนั้นจะช่วยอันใดได้ โชคดีที่คราวนั้น มารใหญ่มี่อี้ได้เดินทางผ่านไปยังเมืองฉางเฉิงพอดี เขาได้ยินชาวบ้านซุบซิบนินทากันเรื่องเจ้าเมืองที่ทะเลาะกับอนุภรรยาเพราะนายเล็กพวกนั้นอิจฉาในตัวทาสชายที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับสามีมากกว่า ยิ่งฟังมารใหญ่ยิ่งเห็นว่าเรื่องนี้มิใช่เป็นเพราะปีศาจ จึงได้แอบไปเข้าพบกับฮูหยินของเจ้าเมือง”

ชายชราพักจิบน้ำชา ในขณะที่จอมยุทธ์รอบข้างล้วนวางจอกสุรารอฟังต่อ นักเล่าเคาะไม้กับโต๊ะอีกคราหนึ่ง

“พวกท่านล้วนรู้จักมารใหญ่ผู้นี้ดีอยู่แล้ว เขาล้วนรู้เรื่องใหญ่น้อยในยุทธภพเป็นอย่างดี จึงช่วยฮูหยินวางแผนจับผิดคนผู้นี้”

         “ฮูหยินไปเรียกอนุภรรยาทั้งสองมาหารือกัน เพราะพวกนางล้วนรู้จักตำหนิในเรือนร่างสามีทั่วทุกแห่ง คืนนั้นฮูหยินแสร้งไปร้องห่มร้องไห้กับเจ้าเมือง อ้างว่าตนเองฝันร้ายถึงสามีว่าเขาถูกฮ่องเต้สั่งประหารชีวิต นางจึงเร่งรีบไปยังวัดโด่งดังประจำเมืองท่านเจ้าอาวาสจึงนำสมุนไพรให้มาหนึ่งห่อสั่งให้เขามาอาบชำระกายที่เรือนใหญ่เพื่อเป็นการแก้เคล็ด เจ้าเมืองได้ยินดังนั้นก็ตกใจรีบตามนางไปเรือนใหญ่ยอมให้อนุภรรยาทั้งสองช่วยกันอาบน้ำขัดถูร่างกายด้วยสมุนไพร เมื่ออนุภรรยาผู้หนึ่งไม่เห็นปานที่หน้าท้องของสามีนางก็ตกใจหน้าซีด สามีเห็นนางดูแปลกๆ ก็ทักถาม ดีที่นางไม่เผลออุทานสิ่งใดออกมา เมื่อพิธีอาบน้ำว่านเสร็จสิ้น เจ้าเมืองก็กลับเรือนตนเองไป แต่ภรรยาทั้งสามกลับไม่กล้านอน พวกนางรู้แล้วว่าคนผู้นี้มิใช่สามีของตน จึงรีบไปบอกมารใหญ่มี่อี้” ชายชราหยิบจอกน้ำชาขึ้นมาดื่มอีกครั้ง

กลองก็รัวดังเพื่อเร้าให้ทุกคนยังคงจดจ่ออยู่กับนิทาน

         “มารใหญ่รู้แล้วว่าคนผู้นี้ต้องมีวิชาแปลงโฉม ทว่าในยุทธภพนี้วิชาแปลงโฉมอันดับหนึ่งคือเซียนพันหน้าซึ่งหายสาบสูญไปเนิ่นนานแล้ว ข่าวที่เชื่อถือได้เล่าว่าเขามีภรรยาและบุตรแล้วจึงไม่น่าจะเป็นผู้ที่แปลงโฉมเป็นเจ้าเมืองฉางเฉิง ดังนั้นมารใหญ่จึงวางแผนล่อให้เจ้าเมืองฉางเฉิงตัวปลอมไปติดกับดักในศาลาว่าการ โดยมีรองเจ้าเมืองช่วยกันจับกุมและเมื่อเปิดเผยโฉมหน้าเขาแล้ว กลับเป็นเพียงจอมยุทธ์ปลายแถวผู้หนึ่งที่อ้างว่าจ่ายเงินเพื่อเรียนวิชานี้กับหญิงชราที่อาศัยอยู่ในย่านแออัดในแคว้นเว่ย แน่นอนว่ามารใหญ่มี่อี้สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า หญิงชราคนนั้นเหตุใดจึงรู้วิชาแปลงโฉม เขาจึงเดินทางไปยังเมืองหลวงแคว้นเว่ยเพื่อหาคำตอบ” ชายชราเคาะไม้อีกครั้ง “หากพวกท่านอยากรู้ พรุ่งนี้รอฟังข้าเล่าการสืบหาความจริงของมารใหญ่มี่อี้ได้ที่นี่” จู่ๆ ชายชราก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ทิ้งไว้บรรดาผู้ฟังนั่งหันไปสนทนาปราศรัยในเรื่องที่ได้ฟังเมื่อครู่

         “น้องเก้า เจ้าว่าวิชาแปลงโฉมนี้ในเมืองหมิงมีผู้รู้หรือไม่ ” พี่สามหันหน้ามาทางน้องชายที่ยกสุราขึ้นกรอกอีกสองจอก สายตาใคร่ครวญบางอย่าง

         “อืม...ข้าว่าเรื่องยุทธภพยากจะหยั่งถึง บางทีพวกเขาอาจจะอยู่ใกล้จนเราคาดไม่ถึง และอยู่ไกลจนพวกเราไม่อาจจะตามหาพบ”

         “เจ้าตอบคลุมเครือเหมือนจะเคยเจอนักแปลงโฉม” พี่สามยิ้มร้ายๆ ลอบสังเกตบุรุษตรงหน้าทั้งสอง

‘คนคู่นี้ไม่เคยมีรายงานว่าใกล้ชิดกับน้องสามมาก่อน ช่างน่าแปลกเสียจริง’

         จอมยุทธ์หงแอบสะดุ้งในใจ

‘เจ้ามังกรตัวนี้ไว้ใจไม่ได้ ลอบสังเกตข้าอยู่ตลอดเวลา รู้สึกสงสัยสิ่งใดกันจึงไม่วางตาเช่นนี้’

         “คุณชายสาม ข้าเคยได้ยินเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้วก่อนจะจากแคว้นเว่ยมาทำงานที่นี่ อันที่จริงหญิงชราคนที่ว่าก็เคยเป็นที่ถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ว่าเป็นนางมารพันโฉมอาจารย์ของเซียนพันหน้าหรือไม่” หัวหน้าสวีที่อายุย่างเข้าสี่สิบปีเคยท่องยุทธภพมาพอสมควรนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้

         “แล้วตกลงว่าใช่หรือไม่ล่ะ  หัวหน้าสวี”

         “ช่วงนั้นอาจารย์ของข้าก็สนใจเรื่องนี้เช่นกัน ท่านยืนยันว่าหญิงชราคนนั้นเมื่อสอบถามข้อมูลแล้วพบว่ามิใช่ลักษณะของนางมารพันโฉม”

         “เหตุใดจึงรู้ว่ามิใช่  ในเมื่อนางย่อมแปลงโฉมเป็นผู้ใดก็ได้”

         “ก็อย่างที่นักเล่านิรนามได้กล่าวไว้ คนใกล้ชิดเท่านั้นที่จะบอกได้ขอรับ”

         “ท่านหมายถึงว่าอาจารย์ของท่านเป็นผู้ใกล้ชิดกับนางมารพันโฉม”

         “ใช่ขอรับ! อาจารย์ของข้าเคยเป็นเพื่อนบ้านในวัยเด็กของนางจึงคุ้นเคยกับกิริยาอาการบางอย่าง เมื่อไปลอบสังเกตนางอยู่พักใหญ่ก็รู้ว่ามิใช่”

         “อืม...เจ้ายกตัวอย่างให้ข้าฟังหน่อยสิว่า นางมารพันโฉมผู้นี้มีอาการแตกต่างจากผู้อื่นอย่างไร ”

หัวหน้าสวียกสุราขึ้นจิบอีกคราหนึ่ง “เท่าที่ข้าจำได้ นางมารพันโฉมจะชอบกรีดกรายนิ้วในยามจับตะเกียบเพราะวัยเด็กของนางเคยถูกเถ้าแก่เนี้ยในหอคณิกาฝึกมาเช่นนั้น และนางมักจะทาแป้งไปรอบคอด้านหลังเพื่อปกปิดรอยน้ำร้อนลวกขนาดหัวแม่มือ”

คุณชายสามตาเป็นประกายวาบ “สมกับเป็นคนใกล้ชิดจริงๆ หากรู้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ได้ ข้าจะจำไว้เผื่อสักวันนักแปลงโฉมพวกนี้อาจจะแฝงกายไปใกล้ข้า”

ท่านอ๋องเก้าได้ฟังก็ชะงักจอกสุราที่ยกขึ้นกำลังจะจิบ “เหตุใดพี่สามจึงคิดว่าคนพวกนี้จะเข้าไปถึงตัวท่านเล่า”

“ข้าเพียงแต่ป้องกันเอาไว้ คนในวะ เอ๊ย! เรือนข้านั้นมากหน้าหลายตานัก ยากจะสังเกตว่ามีผู้ใดบ้าง  บางทีเดินสวนกันข้าก็ยังจำมิค่อยจะได้”

อ๋องเก้าหัวเราะหึๆ “ท่านก็ลดผู้คนที่รายรอบใกล้ชิดออกบ้างก็ได้ เหลือไว้เฉพาะที่จำเป็นและเน้นประวัติไม่มีสิ่งใดน่าเคลือบแคลงใจ”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น เห็นทีต้องกลับไปจัดเรือนตนเองเสียใหม่” ครั้นสายตาเหลือบไปมองหนุ่มน้อยข้างๆ “จอมยุทธ์หงเจ้าไม่สนใจเรื่องนักแปลงโฉมบ้างหรือไร”

ร่างบอบบางเงยหน้าขึ้นสบตาคุณชายสาม

“เอ๊ะ! ทำไมข้ารู้สึกๆ คุ้นๆ ดวงตาคู่นี้เหลือเกิน”

เมื่อเขาทักเช่นนั้นนางจึงเผลอหลบตาวูบ

“ไม่กระมัง  ข้ากับท่านเพิ่งเคยเจอกันที่นี่ครั้งแรก”

หานซูลี่ยิ้มเก้อๆ รีบรินสุราขึ้นกรอกปาก ‘อย่าบอกนะว่า เห็นแค่ดวงตาคู่นี้ก็เกิดจำซือซือขึ้นมาได้ มหัศจรรย์เกินไปแล้ว’

เขากวาดตามองรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายของนางอีกครั้งหนึ่ง “นั่นสินะ! หรือว่าเป็นเพราะข้ารู้สึกคุ้นลวดลายบนเสื้อผ้าที่เจ้าใส่ มาจากร้านเสื้อโรงเตี๊ยมนี้เหมือนของข้า”

“แฮ่ม! ท่านอย่าล้อข้าเล่นเลยคุณชายสาม มาดื่มกันดีกว่า” นางปัดความสนใจของเขาให้ไปอยู่ที่สุรา “ที่นี่สุรารสเลิศนัก ข้ารินคารวะพี่สามหนึ่งจอก”

“ดี! ไม่เมาไม่เลิกรา ที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะอยากดื่มได้สบายใจสักครั้ง หากเมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องระวังตัวอะไร รักษาความปลอดภัยดีกว่าทุกที่บนโลกนี้ที่ข้าเคยรู้จัก” ชายหนุ่มหน้าคมคายยิ้มกว้าง

เขายกจอกขึ้นชนกับหนุ่มน้อยด้วยความพอใจ

         ผ่านไปหนึ่งชั่วยามหัวหน้าสวีเมาพับลงบนโต๊ะ จอมยุทธ์หงเรียกให้เสี่ยวเอ้อมานำตัวเขาไปส่งยังห้องพัก ตงชางกับหนานเฉิงไม่กล้าเดินมาสมทบตั้งแต่มองเห็นฮ่องเต้นั่งร่วมโต๊ะอยู่กับท่านอ๋องเก้าจึงได้แต่นั่งอยู่อีกฟาก

ท่านอ๋องเก้าหันมาพยักหน้าอนุญาตให้ขึ้นไปพักผ่อนได้ เพราะที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่อาจมีผู้ใดกล้าลอบสังหาร      จอมยุทธ์ผู้อื่นเป็นแน่ ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่สามารถเมาได้อย่างสบายใจ

         “น้องหญิง เจ้าไม่ไหวแล้วหรือ” อ๋องเก้าเอ่ย

พระชายาหานที่ดื่มกับสหายรักอย่างสนุกสนานเซพิงไหล่สวามีหลับไปไม่รู้ตัว

ท่านอ๋องเก้าเห็นเช่นนั้นจึงหันไปหาพี่ชาย “พี่สาม ภรรยาข้าเมามากแล้วขอพานางขึ้นห้องก่อน พวกท่านตามสบายเถิด”

         หงซือซือเห็นเช่นนั้นก็คิดจะปลีกตัวหนีไป แม้นางจะคอแข็งกว่าหานซูลี่แต่ก็ไม่อยากจะนั่งอยู่ตามลำพังกับบุรุษสายตาคมกริบผู้นี้

“คุณชาย ข้าเองก็ชักจะไม่ไหวเช่นกัน อยากขอตัวไปพักก่อน”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 170 คนสนิทของฮ่องเต้

    หงซือซือได้แต่ถอนหายใจที่บุรุษข้างกายนางทั้งสองดูระมัดระวังนางมากจนจินวั่งซูเริ่มสงสัย “จอมยุทธ์หง เหตุใดสองคนนั้นถึงได้จับตามองเจ้าตลอดเวลา ” “ท่านคิดว่าเพราะเหตุใด” นางเอียงคอถาม “หงซือ เจ้าไม่เองก็ไม่รู้หรือ” จินวั่งซูเลิกคิ้วคล้ายไม่เชื่อ เขาเห็นจอมยุทธ์หลงคล้ายประคองหนุ่มน้อยผู้นี้อยู่บ่อยๆ‘เอาเถอะ! ข้าจะจับผิดพวกเจ้าให้ได้คาหนังคาเขาเอง แล้วพวกเจ้าจะพูดไม่ออก’ เมื่อรถม้าเดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นผิง หงอี้เทียนพาเข้าไปพักเรือนด้านหลังของสำนักกู้ภัยหงส์ไฟสาขาแคว้นผิง“ที่นี่ปลอดภัยที่สุด ข้าวางกำลังคุ้มกันแน่นหนา”หมิงเฟยหลงยิ้มน้อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหลังคาเรือน เงาวูบผ่านไปสองสาย เหล่าแมวดำมาถึงแล้ว เท่านี้ก็วางใจได้! ข้อมูลจากอ๋องเก้าบอกไว้ว่าตรากระเรียนทองคำถูกเก็บรักษาไว้ในพระราชวังหลวงของแคว้นผิงการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้อาศัยตรานี้เป็นเครื่องรับรอง ครั้งนั้นท่านตาของฝู่กั๋วกงของท่านอ๋องเก้าได้เป็นผู้ว่าจ้างให้ขโมยตราทองคำกลับมาจากตำหนักเสียนเหลียงของอดีตฮองเฮาหงซือซือร่วมมือกับนินจาหานซู่ลี่เข้าไปบุกตำหนักเถียนฮองเฮาแต่นางกลั

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 169 ยาปลอมของท่านพี่

    หงซือซือบังคับพี่ชายให้เฝ้าดูแลหมิงเฟยหลงที่นอนหลับอยู่ในห้องพัก ส่วนตนเองแอบออกไปข้างนอก แปลงโฉมเป็นสตรีชาวบ้านเขาไปตรวจในโรงหมอ “ยินดีด้วยนะแม่นาง เจ้าตั้งครรภ์แล้ว” “ไอ้หยา!” หงซือซือตาโต “ท่านหมอแน่ใจหรือ” “ข้าเป็นหมอมาตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มจนแก่ปูนนี้คนครึ่งเมืองนี้ ข้าเคยตรวจชีพจรพวกเขาตั้งแต่อยู่ในท้อง เจ้ายังจะคิดว่าข้าเข้าใจผิดได้อีกหรือ เจ้าตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว เดี๋ยวข้าจัดเทียบยาบำรุงให้” พลันนางคิดขึ้นได้ “ท่านหมอ ท่านตรวจยาลูกกลอนนี้ให้ข้าที” หมอวัยกลางคนรับขวดยากระเบื้องเคลือบสีขาวแล้วเทเม็ดยาลงในอุ้งมือ ก่อนจะยกขึ้นดมกลิ่น“อ้อ! เจ้าก็กินยาบำรุงครรภ์อย่างดีอยู่แล้วนี่ เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องเขียนเทียบยาให้เจ้าแล้ว กินให้หมดนี่ล่ะ ส่วนผสมแพงเสียด้วยที่บ้านเจ้าคงฐานะดี” “มิได้ๆ” หงซือซือรู้สึกคล้ายวิงเวียนขึ้นมาทันทียาห้ามครรภ์ที่นางกินอยู่ทุกคืนก่อนนอนกลับกลายเป็นยาบำรุงครรภ์ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน นางรับขวดยาจากท่านหมอพร้อมฟังคำแนะนำในการดูแลตนเองระยะแรกในการตั้งท้องอยู่พักใหญ่ เมื่อแวะแปลงโฉมกลับเป็น

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 168 จอมยุทธ์หลงแพ้ท้อง

    การเดินทางไปยังแคว้นผิงต้องผ่านเมืองเทียนคง จินวั่งซูที่เคยมาเยือนเมืองนี้เมื่อครั้งมาช่วยเสนาบดีฟ่าน หลี่เจี๋ย[1]กับท่านหญิงจีปราบกบฏเจ้าเมืองเทียนคงจึงแนะนำให้ทุกคนเข้าไปพักในโรงเตี๊ยมเมืองนี้สักคืนก่อน จินวั่งซูรู้สึกแปลกใจที่จอมยุทธ์หลงมักจะขอพักห้องเดียวกับจอมยุทธ์หง แม้เขาจะยืนยันว่าค่าที่พักที่เขาได้รับจากชินอ๋องมามากพอที่แต่ละคนจะพักแยกกันได้ แต่จอมยุทธ์หลงผู้นั้นก็ไม่ยอมแยกห้อง “ข้าสนิทกับน้องหงมาก ที่ผ่านมาพวกเราเดินทางไปที่ใดก็มักจะนอนห้องเดียวกันตลอดเพื่อระวังความปลอดภัย” “อ้อ!” ทีแรกจินวั่งซูก็รับรู้แบบผ่านๆ แต่พอเห็นจอมยุทธ์หลงดูใส่ใจกับหงซือมากจนเกินปกติเขาจึงคอยลอบสังเกต “จอมยุทธ์หง ปกติเจ้าก็ทำงานกับหัวหน้าหงมิใช่หรือ” จินวั่งซูปรายตาไปทางหงอี้เทียนจอมยุทธ์หงผู้นี้ มีชื่อแซ่ว่า หงซือ จินวั่งซูนึกแปลกใจที่หงซือเป็นหนุ่มน้อยรูปร่างผอมบางกลับได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยของสำนักหงส์ไฟ “ใช่! ข้าก็เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยเช่นกัน” “เจ้ารูปร่างผอมบางหากข้าไม่รู้จักมาก่อนคงคิดว่าเจ้าเป็นผู้ว่าจ้าง เจ้าทำงานกั

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 167 จินวั่งซูเป็นหัวหน้า

    ท่านอ๋องเก้าทรงฟังสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงเล่าด้วยความตื่นเต้น เรือนน้อยของอนุถานช่างน่าสนใจนัก! หากพาพระชายาไปพักผ่อนแล้วได้อ๋องน้อยติดท้องมาอีกสักคนสองคนคงจะดี “เห็นหรือไม่ เจ้าได้ยินแล้วก็ยังสนใจเหมือนข้า” “อืม....” อ๋องเก้าเพียงอมยิ้มและผงกศีรษะเบาๆ อู๋กงกงที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าตำหนักเป่าฉีพร้อมด้วยชินอ๋อง ครั้นเห็นหู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งยืนเฝ้าประตูอย่างแข็งขันรีบเดินมาทักทาย “ฝ่าบาทให้พวกเจ้าไปอารักขาท่านอ๋องเก้ากับพระชายาด้วยเหตุใด ” “อู๋กงกงท่านก็รู้ว่าเรื่องนี้พวกเราบอกไม่ได้” องครักษ์หู่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขารู้สึกตะหงิดๆ ว่าระยะหลังๆ อู๋กงกงดูจะร้อนรนที่มิได้เป็นคนสำคัญของฮ่องเต้เช่นแต่ก่อน อู๋กงกงหน้าม้าน “อ้อ! ข้าลืมไป ขออภัยพวกเจ้าด้วยก็แล้วกัน”ในเมื่อตนมิได้เป็นคนสำคัญแล้ว อู๋กงกงก็มิกล้าข่มขวัญองครักษ์ทั้งสองอีก ยามนี้ดูเหมือนฮองเฮาจะทรงถือหางคนทั้งสอง และฝ่าบาทก็ทรงเกรงพระทัยฮองเฮายิ่งนักสนมทั่วทั้งวังหลังต่างซุบซิบกันว่าไม่รู้เมื่อใดฮ่องเต้จะทรงให้ฮองเฮาเสด็จกลับไปประทับตำหนักเสียนเหลียงเพราะหากพระนางยังอ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 166 ว่าที่รัชทายาท

    สองวันหนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว อย่างที่กล่าวกันว่าช่วงใดที่เรามีความสุขเวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ หมิงเฟยหลงก็ทรงรู้สึกเช่นนั้น การได้ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวบ้านทั่วไปกันสองสามีภรรยาในเรือนหลังน้อยริมแม่น้ำฉางเจียงของอนุถานช่างเป็นภาพที่พระองค์มิเคยคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงได้ หากสวรรค์มิได้ส่งให้หงซือซือเข้ามาในเส้นทางชีวิตอันโดดเดี่ยวนี้ เกรงว่าชั่วชีวิตพระองค์คงมิอาจจะได้ลิ้มรสความสุขที่มุ่งหวัง “ซือซือข้าไม่อยากกลับวังหลวงเลย น่าเสียดายนัก” “พี่สาม คราวหน้าเราก็มากันใหม่ก็ได้เจ้าค่ะ” ฮ่องเต้ทรงถอนพระปัสสาสะ “ข้ามีลางสังหรณ์ว่ากว่าเราจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งคงอีกนาน” “ทำไมหรือเจ้าคะ” หมิงเฟยหลงรวบภรรยาเข้ามาแนบอก “เราคงต้องเร่งมือตามหาตรากระเรียนทองคำมาเพื่อเปิดขุมทรัพย์ให้สำเร็จ ก่อนที่ฤดูฝนคราวหน้าจะมาถึง หากสร้างเขื่อนไม่ทันอาจจะเกิดอุทกภัยอีกครา เจ้าคงไม่อยากเห็นผู้คนล้มตายไร้ที่อยู่อาศัยเหมือนที่เมืองชิงหลิวอีกกระมัง ” “เจ้าค่ะ ราษฎรล้วนทุกข์ยาก ผู้คนพลัดพรากจากครอบครัว บ้านเรือน ไร้ที่อยู่ หากน้ำท่วมหรือฝนแล้ง พวกเขาล้วนต้อ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 165 ลานรักกลางแจ้ง

    ฮ่องเต้ทรงส่งหูซิ่นสือไปขอเช่าเรือนน้อยริมน้ำของอนุถานสักสองวัน โดยให้หู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งแต่งกายเลียนแบบชาวบ้านลงไปสำรวจความปลอดภัยโดยรอบล่วงหน้าห้าวัน “ตรวจสอบให้เรียบร้อย หากเจิ้นกับฮองเฮาออกไปพักที่นั่น สิ่งสำคัญคือความปลอดภัย” หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรจัดการทุกอย่างเรียบร้อยกว่าฮ่องเต้ทรงคาดหวัง เขาส่งสาวใช้ที่จวนออกไปเปลี่ยนผ้าห่ม ผ้าปู และหมอนมุ้งใหม่ให้เรียบร้อย รวมจัดหาข้าวสารอาหารแห้งและเสื้อผ้าของใช้ให้พร้อมสำหรับการถูกปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองเป็นเวลาสองวัน “พื้นที่โดยรอบสิบลี้กระหม่อมตรวจสอบความปลอดภัยและวางกำลังคนคอยดูแลไว้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ” “ดี! ระยะนี้มีข่าวว่านักฆ่าสำนักมืออสูรถูกปล่อยออกมาแล้ว แม้ข้าจะห่วงความปลอดภัย แต่หากยังไม่สามารถทำให้ฮองเฮาตั้งครรภ์ได้เสียทีก็ย่อมเป็นความสูญเสียความมั่นคงในบัลลังก์เช่นกัน” การออกจากวังหลวงถูกดำเนินการอย่างเงียบเชียบ อู๋กงกงที่พยายามเงี่ยหูฟังกลับมิได้ยินสิ่งใด ฮ่องเต้ทรงระมัดระวังพระองค์ยิ่งนักตกค่ำคืนนั้นทรงเล่าแผนการให้กับหงซือซือฟัง นางหัวเราะคิกคัก “พี่สาม ท่านจะทำเช่น

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status