LOGINเมื่อเมากันจนลิ้นเริ่มแข็งจนพูดจาอ้อแอ้ทั้งคู่แล้ว คุณชายสามเป็นฝ่ายกึ่งโอบกึ่งลากเอาจอมยุทธ์หงขึ้นเตียงนอน
“ปาย...น้องโหง...เจ้านอนข้างใน ส่วนข้าจานอนข้างนอนเตียงเอง”
“เอือม...เอิ๊ก....เอื๊อก..ดะ...ด้ายยยยยย ตามใจพี่สาม” หงซือซือร้องอ้อแอ้ ครึ่งตัวนางอยู่บนเตียงแต่ขายังชี้โด่เด่
เมื่อพี่สามหันมาเห็นก็ช่วยถอดรองเท้าให้นางก่อนจะรวบขาของนางเข้าด้วยกันแล้วเลื่อนเข้าไปเตียงด้านใน คุณชายร่างใหญ่ยังพอมีสติรื้อเอาผ้าห่มปลายเตียงมาห่มให้หนุ่มน้อยที่เขาอุ้มขึ้นเตียงได้สำเร็จ แล้วหันไปดับตะเกียงก่อนจะเคลื่อนกายเข้าไปนอนข้างร่างบาง
ท่านอ๋องเก้าเดินลงมาดูที่ระเบียงใหญ่ด้วยความเป็นห่วงพี่ชายกับเพื่อนของภรรยาทว่ากลับไม่เห็นผู้ใด สอบถามเสี่ยวเอ้อจึงได้ความว่าคนทั้งหมดขึ้นไปห้องนอนกันแล้ว
“อืม...เช่นนั้นข้าก็สบายใจจะได้เข้านอนเสียที”
อากาศยามดึกโดยปกติก็หนาวอยู่แล้ว ยิ่งอยู่กลางเกาะแก่งของทะเลสาบกว้างยิ่งเย็นกว่าปกติ
‘มือข้าหนาวเย็นมาก ไม่มีที่ใดอุ่นเลยหรือไร ผ้าห่มก็บางเหลือเกิน’
นางคว้านมือไปรอบๆ พลันไปปะทะกับซอกหนึ่งที่อบอุ่นยิ่ง เมื่อยื่นมือไปแนบแล้วผ้าแถบนั้นคล้ายส่งความร้อนออกมา นางซุกร่างของตนเข้าไปใกล้จนแนบสนิทกับผ้าผืนนั้น
ฮ่องเต้โอบร่างที่เบียดเข้าหาอกหนาของตนเองตามสัญชาตญาณ แม้จำไม่ได้แน่ชัดว่าตนเองนอนอยู่ตำหนักสนมนางใด ทว่าอกอวบที่แนบชิดอยู่ทำให้รู้ว่านางคงต้องเป็นคนโปรดของตนสักคนเป็นแน่ เขาก้มหน้าลงจูบขมับและแก้มนวล แม้จะมิได้ลืมตาขึ้นแต่ก็รู้สึกถึงความเนียนนุ่มของผิวพรรณนาง
มือของเขาทำตามความคุ้นเคยนั่นคือลูบบ่าของนางแล้วเลื่อนต่ำลงไปตามสาบเสื้อจนถึงสายรัดเอว เขาถอดสายนั่นออกแล้วปลดเสื้อตัวนอกออกจากตัวนาง แต่พอเขาจะเลื่อนมือเข้าไปในสาบเสื้อตัวในนางกลับดึงมือของเขาออก
“เจ้าไม่ยินยอมหรือ” เขาพึมพำออกมาเบาๆ แล้วพยายามล้วงเข้าไป
ทว่านางดึงมือของเขาออกอีกครา เมื่อเห็นว่านางไม่เต็มใจ ซ้ำเขายังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่จึงทำเพียงร่นเสื้อตัวในของนางลงเคลียต้นแขน สองมือของเขาลูบไล้บ่าเปลือยของนางอย่างเบามือ
“ได้ๆ ข้าไม่รังแกเจ้าแล้ว”
ความอุ่นเกือบร้อนที่ผ่านบ่าไหล่ลงไปตามต้นแขนทำให้หงซือซือครางออกมาอย่างพึงพอใจ ยอมให้เขาถอดเสื้อนอนตัวในออกจนเหลือเพียงเอี๊ยมบาง
เมื่อนางซุกตัวเข้าไปอ้อมแขนของชายที่นอนเปลือยหน้าอกจึงได้รับไออุ่นจากกายของเขาอย่างเต็มที่
‘ผ้าห่มผืนนี้ช่างอุ่นเสียจริง ตื่นขึ้นข้าจะขอเอากลับบ้านไปด้วย’
นางนึกอยู่ในใจขณะโอบกอดก้อนผ้าห่มนั้นเอาไว้แน่น ‘แปลกจริงผ้าห่มขยับเองได้ด้วย’
“โอ๊ะ! โอ๊ย! ปวดหัวจริง”
นางลืมตาขึ้น ตะเกียงในห้องถูกดับไปเพียงส่วนหนึ่งอีกส่วนยังคงติดอยู่ทำให้นางพอจะมองเห็น ทว่าที่สิ่งที่มองเห็นต่อหน้าช่างแปลกเสียจริง
‘นี่มันมิใช่เนื้อคนหรอกหรือ’
นางขยับศีรษะและปล่อยมือออกห่างจากร่างที่นอนอยู่ข้างหน้า “นี่มัน! ฮ่องเต้!”
ดีที่คำอุทานนั้นแม้จะดังแต่เขากลับยังนอนเมาสุรายังมิได้สติ ร่างที่เปลือยส่วนบนของคุณชายสามทำให้นางผงะ ยิ่งก้มลงมองตนเองที่ช่วงบนเหลือเพียงเอี๊ยมตัวเดียวนางก็ยิ่งตกใจ
‘นี่ข้ากับเขา ทำสิ่งใดลงไป’
เคราะห์ดีที่เห็นกางเกงขายาวของตนยังเหลืออยู่ เมื่อเปิดผ้าห่มออกดูเขาเองก็ยังสวมกางเกง นางถอนหายใจอย่างโล่งอกตั้งสติได้ก็รีบลงไปยืนข้างเตียง มองหาเสื้อผ้าของตนที่หล่นอยู่ตามพื้น รีบสวมใส่แล้วเก็บของส่วนตัวใส่ห่อผ้าลงไปถามหาห้องพักว่าง นางยังรู้สึกมึนเพราะสุราอยู่จึงอยากจะนอนต่ออีกสักหน่อย
ในยามเหม่า[1]ฮ่องเต้มักจะตื่นบรรทมจนเป็นนิสัย เมื่อลืมตาขึ้นได้เห็นตนเองถอดเสื้อนอนใต้ผ้าห่มก็นึกแปลกใจ
‘นี่ไม่ใช่ห้องที่ข้าจองไว้นี่’
เขามองไปรอบๆ ค่อยทบทวนจนจำได้ว่าตนเองตามจอมยุทธ์หงมาที่ห้องนี้ ดื่มจนเมาแล้วก็ลากชายหนุ่มผู้นั้นขึ้นนอนด้วยกัน
‘เขาหายไปไหนล่ะนี่’
คุณชายสามลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่ข้างกายขึ้นมาสวมใส่ จากนั้นกลับไปอาบน้ำที่ห้องของตนเอง ยามสายเขาลงไปที่ร้านอาหารข้างใต้โรงเตี๊ยมจึงพบกับน้องชายและน้องสะใภ้ที่กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่
“พี่สามมากินข้าวเช้ากัน ข้าสั่งอาหารเผื่อท่านไว้แล้ว เมื่อคืนคงดื่มล่ะสินะ”
“อืม! ก็ทำเอามึนไปเหมือนกัน ข้าตื่นมาที่ห้องน้องหง ไม่รู้น้องหงไปนอนที่ห้องไหน” เขาใช้ส้นมือกระแทกศีรษะตนเองเบาๆ รับถ้วยข้าวต้มจากน้องชายขึ้นมาตักซดน้ำสองสามคำจึงรู้สึกสบายตัวขึ้น
น้องสะใภ้เลื่อนถ้วยน้ำแกงสร่างเมามาให้ เขาก็รับไว้แล้วจิบตามไปอีกครึ่งถ้วย “อา...ค่อยยังชั่ว”
จอมยุทธ์หงเดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่าทีองอาจ นางดื่มน้ำแกงสร่างเมาไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อาบน้ำสระผมใหม่มาในชุดที่เพิ่งซื้อจากที่นี่เมื่อวาน ทว่าเมื่อมองเห็นคุณชายสามคิดจะหันหนีก็ไม่ทันแล้ว
“น้องหง เจ้ามากินข้าวกับข้าเร็ว!” คุณชายสามโบกไม้โบกมืออย่างยินดี ทำเอาหงซือซือไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจ
นางมองเลยไปยังพระชายาหาน สหายสนิทของนางกลับยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียน
“มาเถิดจอมยุทธ์หง อาหารเช้าที่นี่อร่อยนัก” พระชายาหานยิ้มหวานเชิญชวน
ท่านอ๋องเก้าสังเกตอากัปกิริยาทั้งสามคนแล้วก็นึกขำ หากเขาไม่รู้มาก่อนว่าจอมยุทธ์หงผู้นี้คือหงซือซือเพื่อนสนิทของภรรยาก็คงโมโหจนควันขึ้นศีรษะไปแล้ว
คุณชายสามตบเก้าอี้ข้างกายสองสามครั้ง หงซือซือจึงไม่กล้าปฏิเสธเดินไปนั่งข้างเขาแต่โดยดี ใบหน้าของนางขึ้นสีระเรื่ออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนนี้
“เจ้าคงเมาจนป่วยไปเสียแล้ว เดี๋ยวข้าสั่งเสี่ยวเอ้อให้ต้มยามาส่งเจ้า” พี่สามหันมามองนางด้วยความห่วงใย พลางโบกมือเรียกให้เสี่ยวเอ้อไปหายาแก้ไข้มาให้นาง “ดูสิทั้งใบหน้าและลำคอเจ้าแดงหมดแล้ว”
ไม่พูดเปล่าเขายังยื่นมือมาแตะหน้าผากและคอนางด้วย ทำเอาหงซือซือขนหลังคอลุกชัน
“มะ ไม่เป็นไรพี่สาม สงสัยข้าจะดื่มมากไปหน่อย”
“ใบหน้าเจ้าแดงจริงๆ นะ จอมยุทธ์หง” หานซูลี่เห็นพี่สามทักเช่นนั้นก็รู้สึกห่วงสหายขึ้นมา รีบรินน้ำชาไปยื่นให้นาง “เจ้าดื่มน้ำเยอะหน่อยจะดีกว่า”
“เมื่อคืนข้าเสียมารยาทแย่งห้องนอนของเจ้า อย่าโกรธข้าเลยนะน้องหง ว่าแต่เจ้าได้ห้องนอนใหม่อยู่ตรงไหนหรือ ”
หงซือซือที่กำลังยกน้ำแกงขึ้นดื่มแทบจะพ่นพรวดออกมา
‘ยังอยากจะรู้อีกว่าข้านอนอยู่ห้องไหน อย่าหวังเลยว่าข้าจะให้เข้าไปห้องนอนของข้า’
นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วดื่มน้ำแกงต่อ
ท่านอ๋องเก้าหันมาชะโงกหน้าสนทนากับพี่ชาย “กินข้าวเสร็จแล้วข้ามีเรื่องจะเล่าให้ท่านฟัง”
“อืม...” พี่สามเร่งมือพุ้ยข้าวเข้าปาก เขาคีบอาหารมาวางบนถ้วยข้าวของจอมยุทธ์หง “เจ้าเองก็รีบกินเข้าเถิดน้องหง อีกสักหน่อยพวกจอมยุทธ์ที่มาพักที่นี่จะเริ่มประลองกันแล้ว”
หงซือซือลืมไปเสียสนิทว่า ช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่เหล่าแขกที่มาพักที่นี่จะออกมาประลองยุทธ์กัน วิทยายุทธ์ของคนทั่วหล้าที่ว่ายอดเยี่ยมก็จะได้เห็นกันที่นี่ ที่นางต้องการจะมาก็เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้เหล่านี้ ขณะเดียวกันก็กำลังรอคนผู้หนึ่ง
“ข้าลืมไปเสียสนิท ทุกคราที่มาที่นี่ต้องได้ดูการประลองจึงจะคุ้มค่า” นางเงยหน้าขึ้นสบตากับพระชายาหาน หงซือซือกินข้าวต้มไปจนหมดชามแล้ว พี่สามจึงเลื่อนถ้วยยาแก้ไขที่เสี่ยวเอ้อนำมาส่งให้กับนาง
“เจ้าต้องกินยาให้เรียบร้อยก่อน ข้าจึงจะวางใจ”
หงซือซืออึกอักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้มีความห่วงใยตนอย่างจริงใจจึงยกถ้วยยาขึ้น “ขอบคุณพี่สามที่ห่วงใย”
“พวกเจ้าสองคนไปดูการประลองเถิด ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับพี่สามสักครู่”
เห็นอ๋องเก้าเอ่ยอนุญาตให้พระชายาคนงามไปกับจอมยุทธ์หนุ่มน้อยง่ายดายเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็รู้สึกได้ทันทีว่าน้องชายผู้รอบคอบของตนไว้ใจในตัวจอมยุทธ์หง
‘เจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้ดูท่าเป็นคนใช้ได้เทียว เจ้าเก้าผู้รอบคอบไว้ใจจนยอมให้ภรรยาคนงามไปด้วยเขาต้องมิใช่คนธรรมดาเป็นแน่’
“ข้าจะดูแลนางอย่างดี ท่านอ๋องโปรดวางใจ”
[1] ยามเหม่า คือ ช่วงเวลาระหว่าง 05.00-07.00 น.
หงซือซือได้แต่ถอนหายใจที่บุรุษข้างกายนางทั้งสองดูระมัดระวังนางมากจนจินวั่งซูเริ่มสงสัย “จอมยุทธ์หง เหตุใดสองคนนั้นถึงได้จับตามองเจ้าตลอดเวลา ” “ท่านคิดว่าเพราะเหตุใด” นางเอียงคอถาม “หงซือ เจ้าไม่เองก็ไม่รู้หรือ” จินวั่งซูเลิกคิ้วคล้ายไม่เชื่อ เขาเห็นจอมยุทธ์หลงคล้ายประคองหนุ่มน้อยผู้นี้อยู่บ่อยๆ‘เอาเถอะ! ข้าจะจับผิดพวกเจ้าให้ได้คาหนังคาเขาเอง แล้วพวกเจ้าจะพูดไม่ออก’ เมื่อรถม้าเดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นผิง หงอี้เทียนพาเข้าไปพักเรือนด้านหลังของสำนักกู้ภัยหงส์ไฟสาขาแคว้นผิง“ที่นี่ปลอดภัยที่สุด ข้าวางกำลังคุ้มกันแน่นหนา”หมิงเฟยหลงยิ้มน้อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหลังคาเรือน เงาวูบผ่านไปสองสาย เหล่าแมวดำมาถึงแล้ว เท่านี้ก็วางใจได้! ข้อมูลจากอ๋องเก้าบอกไว้ว่าตรากระเรียนทองคำถูกเก็บรักษาไว้ในพระราชวังหลวงของแคว้นผิงการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้อาศัยตรานี้เป็นเครื่องรับรอง ครั้งนั้นท่านตาของฝู่กั๋วกงของท่านอ๋องเก้าได้เป็นผู้ว่าจ้างให้ขโมยตราทองคำกลับมาจากตำหนักเสียนเหลียงของอดีตฮองเฮาหงซือซือร่วมมือกับนินจาหานซู่ลี่เข้าไปบุกตำหนักเถียนฮองเฮาแต่นางกลั
หงซือซือบังคับพี่ชายให้เฝ้าดูแลหมิงเฟยหลงที่นอนหลับอยู่ในห้องพัก ส่วนตนเองแอบออกไปข้างนอก แปลงโฉมเป็นสตรีชาวบ้านเขาไปตรวจในโรงหมอ “ยินดีด้วยนะแม่นาง เจ้าตั้งครรภ์แล้ว” “ไอ้หยา!” หงซือซือตาโต “ท่านหมอแน่ใจหรือ” “ข้าเป็นหมอมาตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มจนแก่ปูนนี้คนครึ่งเมืองนี้ ข้าเคยตรวจชีพจรพวกเขาตั้งแต่อยู่ในท้อง เจ้ายังจะคิดว่าข้าเข้าใจผิดได้อีกหรือ เจ้าตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว เดี๋ยวข้าจัดเทียบยาบำรุงให้” พลันนางคิดขึ้นได้ “ท่านหมอ ท่านตรวจยาลูกกลอนนี้ให้ข้าที” หมอวัยกลางคนรับขวดยากระเบื้องเคลือบสีขาวแล้วเทเม็ดยาลงในอุ้งมือ ก่อนจะยกขึ้นดมกลิ่น“อ้อ! เจ้าก็กินยาบำรุงครรภ์อย่างดีอยู่แล้วนี่ เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องเขียนเทียบยาให้เจ้าแล้ว กินให้หมดนี่ล่ะ ส่วนผสมแพงเสียด้วยที่บ้านเจ้าคงฐานะดี” “มิได้ๆ” หงซือซือรู้สึกคล้ายวิงเวียนขึ้นมาทันทียาห้ามครรภ์ที่นางกินอยู่ทุกคืนก่อนนอนกลับกลายเป็นยาบำรุงครรภ์ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน นางรับขวดยาจากท่านหมอพร้อมฟังคำแนะนำในการดูแลตนเองระยะแรกในการตั้งท้องอยู่พักใหญ่ เมื่อแวะแปลงโฉมกลับเป็น
การเดินทางไปยังแคว้นผิงต้องผ่านเมืองเทียนคง จินวั่งซูที่เคยมาเยือนเมืองนี้เมื่อครั้งมาช่วยเสนาบดีฟ่าน หลี่เจี๋ย[1]กับท่านหญิงจีปราบกบฏเจ้าเมืองเทียนคงจึงแนะนำให้ทุกคนเข้าไปพักในโรงเตี๊ยมเมืองนี้สักคืนก่อน จินวั่งซูรู้สึกแปลกใจที่จอมยุทธ์หลงมักจะขอพักห้องเดียวกับจอมยุทธ์หง แม้เขาจะยืนยันว่าค่าที่พักที่เขาได้รับจากชินอ๋องมามากพอที่แต่ละคนจะพักแยกกันได้ แต่จอมยุทธ์หลงผู้นั้นก็ไม่ยอมแยกห้อง “ข้าสนิทกับน้องหงมาก ที่ผ่านมาพวกเราเดินทางไปที่ใดก็มักจะนอนห้องเดียวกันตลอดเพื่อระวังความปลอดภัย” “อ้อ!” ทีแรกจินวั่งซูก็รับรู้แบบผ่านๆ แต่พอเห็นจอมยุทธ์หลงดูใส่ใจกับหงซือมากจนเกินปกติเขาจึงคอยลอบสังเกต “จอมยุทธ์หง ปกติเจ้าก็ทำงานกับหัวหน้าหงมิใช่หรือ” จินวั่งซูปรายตาไปทางหงอี้เทียนจอมยุทธ์หงผู้นี้ มีชื่อแซ่ว่า หงซือ จินวั่งซูนึกแปลกใจที่หงซือเป็นหนุ่มน้อยรูปร่างผอมบางกลับได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยของสำนักหงส์ไฟ “ใช่! ข้าก็เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยเช่นกัน” “เจ้ารูปร่างผอมบางหากข้าไม่รู้จักมาก่อนคงคิดว่าเจ้าเป็นผู้ว่าจ้าง เจ้าทำงานกั
ท่านอ๋องเก้าทรงฟังสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงเล่าด้วยความตื่นเต้น เรือนน้อยของอนุถานช่างน่าสนใจนัก! หากพาพระชายาไปพักผ่อนแล้วได้อ๋องน้อยติดท้องมาอีกสักคนสองคนคงจะดี “เห็นหรือไม่ เจ้าได้ยินแล้วก็ยังสนใจเหมือนข้า” “อืม....” อ๋องเก้าเพียงอมยิ้มและผงกศีรษะเบาๆ อู๋กงกงที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าตำหนักเป่าฉีพร้อมด้วยชินอ๋อง ครั้นเห็นหู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งยืนเฝ้าประตูอย่างแข็งขันรีบเดินมาทักทาย “ฝ่าบาทให้พวกเจ้าไปอารักขาท่านอ๋องเก้ากับพระชายาด้วยเหตุใด ” “อู๋กงกงท่านก็รู้ว่าเรื่องนี้พวกเราบอกไม่ได้” องครักษ์หู่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขารู้สึกตะหงิดๆ ว่าระยะหลังๆ อู๋กงกงดูจะร้อนรนที่มิได้เป็นคนสำคัญของฮ่องเต้เช่นแต่ก่อน อู๋กงกงหน้าม้าน “อ้อ! ข้าลืมไป ขออภัยพวกเจ้าด้วยก็แล้วกัน”ในเมื่อตนมิได้เป็นคนสำคัญแล้ว อู๋กงกงก็มิกล้าข่มขวัญองครักษ์ทั้งสองอีก ยามนี้ดูเหมือนฮองเฮาจะทรงถือหางคนทั้งสอง และฝ่าบาทก็ทรงเกรงพระทัยฮองเฮายิ่งนักสนมทั่วทั้งวังหลังต่างซุบซิบกันว่าไม่รู้เมื่อใดฮ่องเต้จะทรงให้ฮองเฮาเสด็จกลับไปประทับตำหนักเสียนเหลียงเพราะหากพระนางยังอ
สองวันหนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว อย่างที่กล่าวกันว่าช่วงใดที่เรามีความสุขเวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ หมิงเฟยหลงก็ทรงรู้สึกเช่นนั้น การได้ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวบ้านทั่วไปกันสองสามีภรรยาในเรือนหลังน้อยริมแม่น้ำฉางเจียงของอนุถานช่างเป็นภาพที่พระองค์มิเคยคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงได้ หากสวรรค์มิได้ส่งให้หงซือซือเข้ามาในเส้นทางชีวิตอันโดดเดี่ยวนี้ เกรงว่าชั่วชีวิตพระองค์คงมิอาจจะได้ลิ้มรสความสุขที่มุ่งหวัง “ซือซือข้าไม่อยากกลับวังหลวงเลย น่าเสียดายนัก” “พี่สาม คราวหน้าเราก็มากันใหม่ก็ได้เจ้าค่ะ” ฮ่องเต้ทรงถอนพระปัสสาสะ “ข้ามีลางสังหรณ์ว่ากว่าเราจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งคงอีกนาน” “ทำไมหรือเจ้าคะ” หมิงเฟยหลงรวบภรรยาเข้ามาแนบอก “เราคงต้องเร่งมือตามหาตรากระเรียนทองคำมาเพื่อเปิดขุมทรัพย์ให้สำเร็จ ก่อนที่ฤดูฝนคราวหน้าจะมาถึง หากสร้างเขื่อนไม่ทันอาจจะเกิดอุทกภัยอีกครา เจ้าคงไม่อยากเห็นผู้คนล้มตายไร้ที่อยู่อาศัยเหมือนที่เมืองชิงหลิวอีกกระมัง ” “เจ้าค่ะ ราษฎรล้วนทุกข์ยาก ผู้คนพลัดพรากจากครอบครัว บ้านเรือน ไร้ที่อยู่ หากน้ำท่วมหรือฝนแล้ง พวกเขาล้วนต้อ
ฮ่องเต้ทรงส่งหูซิ่นสือไปขอเช่าเรือนน้อยริมน้ำของอนุถานสักสองวัน โดยให้หู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งแต่งกายเลียนแบบชาวบ้านลงไปสำรวจความปลอดภัยโดยรอบล่วงหน้าห้าวัน “ตรวจสอบให้เรียบร้อย หากเจิ้นกับฮองเฮาออกไปพักที่นั่น สิ่งสำคัญคือความปลอดภัย” หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรจัดการทุกอย่างเรียบร้อยกว่าฮ่องเต้ทรงคาดหวัง เขาส่งสาวใช้ที่จวนออกไปเปลี่ยนผ้าห่ม ผ้าปู และหมอนมุ้งใหม่ให้เรียบร้อย รวมจัดหาข้าวสารอาหารแห้งและเสื้อผ้าของใช้ให้พร้อมสำหรับการถูกปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองเป็นเวลาสองวัน “พื้นที่โดยรอบสิบลี้กระหม่อมตรวจสอบความปลอดภัยและวางกำลังคนคอยดูแลไว้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ” “ดี! ระยะนี้มีข่าวว่านักฆ่าสำนักมืออสูรถูกปล่อยออกมาแล้ว แม้ข้าจะห่วงความปลอดภัย แต่หากยังไม่สามารถทำให้ฮองเฮาตั้งครรภ์ได้เสียทีก็ย่อมเป็นความสูญเสียความมั่นคงในบัลลังก์เช่นกัน” การออกจากวังหลวงถูกดำเนินการอย่างเงียบเชียบ อู๋กงกงที่พยายามเงี่ยหูฟังกลับมิได้ยินสิ่งใด ฮ่องเต้ทรงระมัดระวังพระองค์ยิ่งนักตกค่ำคืนนั้นทรงเล่าแผนการให้กับหงซือซือฟัง นางหัวเราะคิกคัก “พี่สาม ท่านจะทำเช่น







