LOGINเมื่อเมากันจนลิ้นเริ่มแข็งจนพูดจาอ้อแอ้ทั้งคู่แล้ว คุณชายสามเป็นฝ่ายกึ่งโอบกึ่งลากเอาจอมยุทธ์หงขึ้นเตียงนอน
“ปาย...น้องโหง...เจ้านอนข้างใน ส่วนข้าจานอนข้างนอนเตียงเอง”
“เอือม...เอิ๊ก....เอื๊อก..ดะ...ด้ายยยยยย ตามใจพี่สาม” หงซือซือร้องอ้อแอ้ ครึ่งตัวนางอยู่บนเตียงแต่ขายังชี้โด่เด่
เมื่อพี่สามหันมาเห็นก็ช่วยถอดรองเท้าให้นางก่อนจะรวบขาของนางเข้าด้วยกันแล้วเลื่อนเข้าไปเตียงด้านใน คุณชายร่างใหญ่ยังพอมีสติรื้อเอาผ้าห่มปลายเตียงมาห่มให้หนุ่มน้อยที่เขาอุ้มขึ้นเตียงได้สำเร็จ แล้วหันไปดับตะเกียงก่อนจะเคลื่อนกายเข้าไปนอนข้างร่างบาง
ท่านอ๋องเก้าเดินลงมาดูที่ระเบียงใหญ่ด้วยความเป็นห่วงพี่ชายกับเพื่อนของภรรยาทว่ากลับไม่เห็นผู้ใด สอบถามเสี่ยวเอ้อจึงได้ความว่าคนทั้งหมดขึ้นไปห้องนอนกันแล้ว
“อืม...เช่นนั้นข้าก็สบายใจจะได้เข้านอนเสียที”
อากาศยามดึกโดยปกติก็หนาวอยู่แล้ว ยิ่งอยู่กลางเกาะแก่งของทะเลสาบกว้างยิ่งเย็นกว่าปกติ
‘มือข้าหนาวเย็นมาก ไม่มีที่ใดอุ่นเลยหรือไร ผ้าห่มก็บางเหลือเกิน’
นางคว้านมือไปรอบๆ พลันไปปะทะกับซอกหนึ่งที่อบอุ่นยิ่ง เมื่อยื่นมือไปแนบแล้วผ้าแถบนั้นคล้ายส่งความร้อนออกมา นางซุกร่างของตนเข้าไปใกล้จนแนบสนิทกับผ้าผืนนั้น
ฮ่องเต้โอบร่างที่เบียดเข้าหาอกหนาของตนเองตามสัญชาตญาณ แม้จำไม่ได้แน่ชัดว่าตนเองนอนอยู่ตำหนักสนมนางใด ทว่าอกอวบที่แนบชิดอยู่ทำให้รู้ว่านางคงต้องเป็นคนโปรดของตนสักคนเป็นแน่ เขาก้มหน้าลงจูบขมับและแก้มนวล แม้จะมิได้ลืมตาขึ้นแต่ก็รู้สึกถึงความเนียนนุ่มของผิวพรรณนาง
มือของเขาทำตามความคุ้นเคยนั่นคือลูบบ่าของนางแล้วเลื่อนต่ำลงไปตามสาบเสื้อจนถึงสายรัดเอว เขาถอดสายนั่นออกแล้วปลดเสื้อตัวนอกออกจากตัวนาง แต่พอเขาจะเลื่อนมือเข้าไปในสาบเสื้อตัวในนางกลับดึงมือของเขาออก
“เจ้าไม่ยินยอมหรือ” เขาพึมพำออกมาเบาๆ แล้วพยายามล้วงเข้าไป
ทว่านางดึงมือของเขาออกอีกครา เมื่อเห็นว่านางไม่เต็มใจ ซ้ำเขายังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่จึงทำเพียงร่นเสื้อตัวในของนางลงเคลียต้นแขน สองมือของเขาลูบไล้บ่าเปลือยของนางอย่างเบามือ
“ได้ๆ ข้าไม่รังแกเจ้าแล้ว”
ความอุ่นเกือบร้อนที่ผ่านบ่าไหล่ลงไปตามต้นแขนทำให้หงซือซือครางออกมาอย่างพึงพอใจ ยอมให้เขาถอดเสื้อนอนตัวในออกจนเหลือเพียงเอี๊ยมบาง
เมื่อนางซุกตัวเข้าไปอ้อมแขนของชายที่นอนเปลือยหน้าอกจึงได้รับไออุ่นจากกายของเขาอย่างเต็มที่
‘ผ้าห่มผืนนี้ช่างอุ่นเสียจริง ตื่นขึ้นข้าจะขอเอากลับบ้านไปด้วย’
นางนึกอยู่ในใจขณะโอบกอดก้อนผ้าห่มนั้นเอาไว้แน่น ‘แปลกจริงผ้าห่มขยับเองได้ด้วย’
“โอ๊ะ! โอ๊ย! ปวดหัวจริง”
นางลืมตาขึ้น ตะเกียงในห้องถูกดับไปเพียงส่วนหนึ่งอีกส่วนยังคงติดอยู่ทำให้นางพอจะมองเห็น ทว่าที่สิ่งที่มองเห็นต่อหน้าช่างแปลกเสียจริง
‘นี่มันมิใช่เนื้อคนหรอกหรือ’
นางขยับศีรษะและปล่อยมือออกห่างจากร่างที่นอนอยู่ข้างหน้า “นี่มัน! ฮ่องเต้!”
ดีที่คำอุทานนั้นแม้จะดังแต่เขากลับยังนอนเมาสุรายังมิได้สติ ร่างที่เปลือยส่วนบนของคุณชายสามทำให้นางผงะ ยิ่งก้มลงมองตนเองที่ช่วงบนเหลือเพียงเอี๊ยมตัวเดียวนางก็ยิ่งตกใจ
‘นี่ข้ากับเขา ทำสิ่งใดลงไป’
เคราะห์ดีที่เห็นกางเกงขายาวของตนยังเหลืออยู่ เมื่อเปิดผ้าห่มออกดูเขาเองก็ยังสวมกางเกง นางถอนหายใจอย่างโล่งอกตั้งสติได้ก็รีบลงไปยืนข้างเตียง มองหาเสื้อผ้าของตนที่หล่นอยู่ตามพื้น รีบสวมใส่แล้วเก็บของส่วนตัวใส่ห่อผ้าลงไปถามหาห้องพักว่าง นางยังรู้สึกมึนเพราะสุราอยู่จึงอยากจะนอนต่ออีกสักหน่อย
ในยามเหม่า[1]ฮ่องเต้มักจะตื่นบรรทมจนเป็นนิสัย เมื่อลืมตาขึ้นได้เห็นตนเองถอดเสื้อนอนใต้ผ้าห่มก็นึกแปลกใจ
‘นี่ไม่ใช่ห้องที่ข้าจองไว้นี่’
เขามองไปรอบๆ ค่อยทบทวนจนจำได้ว่าตนเองตามจอมยุทธ์หงมาที่ห้องนี้ ดื่มจนเมาแล้วก็ลากชายหนุ่มผู้นั้นขึ้นนอนด้วยกัน
‘เขาหายไปไหนล่ะนี่’
คุณชายสามลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่ข้างกายขึ้นมาสวมใส่ จากนั้นกลับไปอาบน้ำที่ห้องของตนเอง ยามสายเขาลงไปที่ร้านอาหารข้างใต้โรงเตี๊ยมจึงพบกับน้องชายและน้องสะใภ้ที่กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่
“พี่สามมากินข้าวเช้ากัน ข้าสั่งอาหารเผื่อท่านไว้แล้ว เมื่อคืนคงดื่มล่ะสินะ”
“อืม! ก็ทำเอามึนไปเหมือนกัน ข้าตื่นมาที่ห้องน้องหง ไม่รู้น้องหงไปนอนที่ห้องไหน” เขาใช้ส้นมือกระแทกศีรษะตนเองเบาๆ รับถ้วยข้าวต้มจากน้องชายขึ้นมาตักซดน้ำสองสามคำจึงรู้สึกสบายตัวขึ้น
น้องสะใภ้เลื่อนถ้วยน้ำแกงสร่างเมามาให้ เขาก็รับไว้แล้วจิบตามไปอีกครึ่งถ้วย “อา...ค่อยยังชั่ว”
จอมยุทธ์หงเดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่าทีองอาจ นางดื่มน้ำแกงสร่างเมาไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อาบน้ำสระผมใหม่มาในชุดที่เพิ่งซื้อจากที่นี่เมื่อวาน ทว่าเมื่อมองเห็นคุณชายสามคิดจะหันหนีก็ไม่ทันแล้ว
“น้องหง เจ้ามากินข้าวกับข้าเร็ว!” คุณชายสามโบกไม้โบกมืออย่างยินดี ทำเอาหงซือซือไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจ
นางมองเลยไปยังพระชายาหาน สหายสนิทของนางกลับยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียน
“มาเถิดจอมยุทธ์หง อาหารเช้าที่นี่อร่อยนัก” พระชายาหานยิ้มหวานเชิญชวน
ท่านอ๋องเก้าสังเกตอากัปกิริยาทั้งสามคนแล้วก็นึกขำ หากเขาไม่รู้มาก่อนว่าจอมยุทธ์หงผู้นี้คือหงซือซือเพื่อนสนิทของภรรยาก็คงโมโหจนควันขึ้นศีรษะไปแล้ว
คุณชายสามตบเก้าอี้ข้างกายสองสามครั้ง หงซือซือจึงไม่กล้าปฏิเสธเดินไปนั่งข้างเขาแต่โดยดี ใบหน้าของนางขึ้นสีระเรื่ออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนนี้
“เจ้าคงเมาจนป่วยไปเสียแล้ว เดี๋ยวข้าสั่งเสี่ยวเอ้อให้ต้มยามาส่งเจ้า” พี่สามหันมามองนางด้วยความห่วงใย พลางโบกมือเรียกให้เสี่ยวเอ้อไปหายาแก้ไข้มาให้นาง “ดูสิทั้งใบหน้าและลำคอเจ้าแดงหมดแล้ว”
ไม่พูดเปล่าเขายังยื่นมือมาแตะหน้าผากและคอนางด้วย ทำเอาหงซือซือขนหลังคอลุกชัน
“มะ ไม่เป็นไรพี่สาม สงสัยข้าจะดื่มมากไปหน่อย”
“ใบหน้าเจ้าแดงจริงๆ นะ จอมยุทธ์หง” หานซูลี่เห็นพี่สามทักเช่นนั้นก็รู้สึกห่วงสหายขึ้นมา รีบรินน้ำชาไปยื่นให้นาง “เจ้าดื่มน้ำเยอะหน่อยจะดีกว่า”
“เมื่อคืนข้าเสียมารยาทแย่งห้องนอนของเจ้า อย่าโกรธข้าเลยนะน้องหง ว่าแต่เจ้าได้ห้องนอนใหม่อยู่ตรงไหนหรือ ”
หงซือซือที่กำลังยกน้ำแกงขึ้นดื่มแทบจะพ่นพรวดออกมา
‘ยังอยากจะรู้อีกว่าข้านอนอยู่ห้องไหน อย่าหวังเลยว่าข้าจะให้เข้าไปห้องนอนของข้า’
นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วดื่มน้ำแกงต่อ
ท่านอ๋องเก้าหันมาชะโงกหน้าสนทนากับพี่ชาย “กินข้าวเสร็จแล้วข้ามีเรื่องจะเล่าให้ท่านฟัง”
“อืม...” พี่สามเร่งมือพุ้ยข้าวเข้าปาก เขาคีบอาหารมาวางบนถ้วยข้าวของจอมยุทธ์หง “เจ้าเองก็รีบกินเข้าเถิดน้องหง อีกสักหน่อยพวกจอมยุทธ์ที่มาพักที่นี่จะเริ่มประลองกันแล้ว”
หงซือซือลืมไปเสียสนิทว่า ช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่เหล่าแขกที่มาพักที่นี่จะออกมาประลองยุทธ์กัน วิทยายุทธ์ของคนทั่วหล้าที่ว่ายอดเยี่ยมก็จะได้เห็นกันที่นี่ ที่นางต้องการจะมาก็เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้เหล่านี้ ขณะเดียวกันก็กำลังรอคนผู้หนึ่ง
“ข้าลืมไปเสียสนิท ทุกคราที่มาที่นี่ต้องได้ดูการประลองจึงจะคุ้มค่า” นางเงยหน้าขึ้นสบตากับพระชายาหาน หงซือซือกินข้าวต้มไปจนหมดชามแล้ว พี่สามจึงเลื่อนถ้วยยาแก้ไขที่เสี่ยวเอ้อนำมาส่งให้กับนาง
“เจ้าต้องกินยาให้เรียบร้อยก่อน ข้าจึงจะวางใจ”
หงซือซืออึกอักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้มีความห่วงใยตนอย่างจริงใจจึงยกถ้วยยาขึ้น “ขอบคุณพี่สามที่ห่วงใย”
“พวกเจ้าสองคนไปดูการประลองเถิด ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับพี่สามสักครู่”
เห็นอ๋องเก้าเอ่ยอนุญาตให้พระชายาคนงามไปกับจอมยุทธ์หนุ่มน้อยง่ายดายเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็รู้สึกได้ทันทีว่าน้องชายผู้รอบคอบของตนไว้ใจในตัวจอมยุทธ์หง
‘เจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้ดูท่าเป็นคนใช้ได้เทียว เจ้าเก้าผู้รอบคอบไว้ใจจนยอมให้ภรรยาคนงามไปด้วยเขาต้องมิใช่คนธรรมดาเป็นแน่’
“ข้าจะดูแลนางอย่างดี ท่านอ๋องโปรดวางใจ”
[1] ยามเหม่า คือ ช่วงเวลาระหว่าง 05.00-07.00 น.
หงซือซือได้แต่โทษตนเองที่หลงเชื่อมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตนนี้ นับตั้งแต่วันที่นางยอมเข้าห้องบรรทมใหม่กับเขาวันนั้น ทุกหัวค่ำนางก็ถูกเขาอุ้มเข้าไปใช้เตียงบรรทมก่อนจะออกมาในช่วงหนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นเพื่อดูแลลูกๆ “เดี๋ยวๆ พี่สาม ระยะนี้ข้าไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะหึๆ “ไม่ทันแล้ว ซือซือ เจ้าตกลงกับข้าแล้ว อย่าได้บิดพลิ้วเด็ดขาด” “แต่ลูกๆ ของเราจะเหงานะ” “เอาน่า! แค่หนึ่งชั่วยามเอง” “แต่นี่ ทุกวันเลยนะ” หมิงเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้าว่าก็พอดีแล้วนะ หรือว่าเราจะเพิ่มเวลาอีกสักหน่อยดี” หงซือซือได้แต่ส่ายหน้า ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งท้องอีกครา “เห็นหรือไม่! เป็นเพราะท่านแท้เทียว ทำให้ข้าต้องลำบากอีกแล้ว”เมื่อฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงกราบทูลผลการตรวจร่างกายของฮองเฮาก็ทรงพระราชทานรางวัลก้อนใหญ่ให้“ฮ่าๆ ดีจริง! ข้าต้องชนะเจ้าชินอ๋องให้จงได้”“นี่ท่าน! ท่านอยากเอาชนะชินอ๋องถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” หงซือซือพูดพลางใช้มือลูบท้องตนเอง บัดนี้ในท้องของนางมีชีพจรถึงสองชีวิต “คราวนี้มีมังกรน้อยอีกตั้งสอง ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้
ร่างเล็กๆ ทั้งสามที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเบาะกำมือตะกุยบนอากาศอย่างไร้ทิศทาง ถัดไปเป็นร่างของหลิวเอ๋อร์พระธิดาองค์โตที่ขอมานอนเฝ้าพระอนุชาฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสใบหน้าจิ้มลิ้มริมฝีปากเป็นสีผลอิงเถาระเรื่อที่นอนเรียงรายกันด้วยความอิ่มเอมพระทัย นับตั้งแต่มังกรน้อยทั้งสามถูกหงซือซือเบ่งออกมา ไม่มีคืนใดที่พระองค์มิได้นอนเฝ้าพวกเขา องค์หญิงหมิงซีหลิวเองก็พลอยเห่อจนขอมานอนที่ตำหนักเป่าฉีอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮ่องเต้ต้องทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เหมาะสมหงซือซือหันมามองสามีที่นอนตะแคงข้างอยู่ที่ฟากหนึ่งของเตียงขนาดยาวและกว้างที่ถูกสั่งทำขึ้นใหม่เพื่อหกคนพ่อแม่ลูกจะได้นอนด้วยกัน “เจ้าจะไปที่ใด” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง เอียงพระพักตร์มาทางผู้เป็นยอดดวงใจที่ทำท่าเหมือนจะออกไปจากห้องบรรทม “ข้าจะไปถ่ายเบาเจ้าค่ะ พี่สามเฝ้าลูกๆ ให้ดีเถอะ” ท่าทางละล้าละลังของหมิงเฟยหลงทำให้นางอดจะขำมิได้ “ท่านไม่ต้องห่วงข้ามากเช่นนั้นดอกเจ้าค่ะ” “ข้าอยากอุ้มเจ้าไปห้องส้วมเองเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเมื่อสบตามีเลศนัยคู่นั้น ในยามจวนจะค
เป็นเพราะการรักษาต้องแข่งกับเวลา ในสองวันแรกเหล่าองครักษ์และทหารล่อเอานักฆ่าออกมาตายอยู่ในค่ายกลได้หลายร้อยคน ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นรู้กลอุบายก็ไม่ยอมออกมาอีกจินวั่งซูที่ลอบยิงธนูคอยเก็บนักฆ่ามิให้กลับเข้าสำนักรู้สึกสะใจยิ่งนักในคราวแรก ทว่าวันต่อมากลับต้องสบถเสียหลายครั้งเมื่อนักฆ่าพวกนั้นก็นำเอาธนูมายิงโต้ตอบ เขาจึงต้องสั่งให้พลธนูเตรียมโล่กำบังมาด้วย พอถึงวันที่สามการยั่วยุก็ไม่เป็นผล จินวั่งซูจึงได้แผนเดิมก็ลอบเข้าทางลัดไปยิงธนูไฟเพื่อเผาเรือนในสำนักไหม้ไปอีกสองเรือน “ข้าเผาโรงครัวพวกมันแล้ว เจ้าก็คอยดูเถิดว่าพวกมันจะทำเยี่ยงไร ส้วมกับครัวไหม้ไปหมดแล้ว เช่นนี้จะดำรงชีวิตกันอย่างไร ความอดอยากนี่ล่ะจะทำให้พวกมันต้องดิ้นรนออกมาเอง” ชินอ๋องผงกศีรษะรับ จินวั่งซูช่างเป็นคนโฉดตัวจริง หากให้พระองค์ทรงคิดก็ไม่เคยคิดจะเผาส้วมและโรงครัวในค่ายทหารของแคว้นใดมาก่อน “เจ้าคิดได้ร้ายกาจนัก...” จินวั่งซูฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำชมเพราะสีพระพักตร์ของชินอ๋องดูคล้ายจะแสยะยิ้มแบบแหยงๆ อยู่สักหน่อย....แต่คุณชายจินก็รู้สึกภาคภูมิใจเพราะไม่ถึงสองวันเหล่านักฆ
เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะมองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยังแขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่นแรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้ “อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้องทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขาออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้ เปรี้ยง! กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียงกัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้งสองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศคนละทางร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้าในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุขสำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่ใหญ่ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่
หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสองฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่างใด วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน “ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด” “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ้ำยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่ยอมทำเล่า เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของเถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความอาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสียที ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระหัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพหลายสิบปีเถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้าในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ “เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด”เดิมทีเ
“กระบี่ทั้งสองจะสะท้อนพลังของกันและกันเพคะ หากฝ่าบาทถือกระบี่ดูดวิญญาณก็สะท้อนอาการหลอนนั้นไปยังประมุขเถียน ส่วนฝ่าบาทเองก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้สึกว่าวิทยายุทธ์ตนเองลดลงจนกลายเป็นหวาดกลัวประมุขเถียน” เมื่อได้ยินฮองเฮาทรงอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจ “ฮองเฮา เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะทรงได้เปรียบประมุขเถียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”ชินอ๋องได้ฟังก็ยิ่งสับสน หากพระเชษฐาต้องรับผลสะท้อนจากกระบี่จะมิกลายเป็นกลัวจนต้องยอมแพ้หรอกหรือ “สิ่งที่คนในยุทธภพยังไม่รู้เกี่ยวกับกระบี่ดูดวิญญาณก็คือ มันกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นมาในภายหลังจึงมีพลังเหนือกว่ากระบี่กระชากวิญญาณ หากใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับจะทำให้สามารถดูดพลังของกระบี่กระชากวิญญาณเข้ามารวมอยู่ในกระบี่ดูดวิญญาณได้” หลวนฮองเฮาแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยจนจบ พลางหันไปมองพระสวามีและชินอ๋องที่ยืนตะลึงมองมายังนางเป็นจุดเดียว “นี่มัน.....” “เป็นความลับของยุทธภพที่มีเพียงคนในครอบครัวของข้าล่วงรู้” นางหันไปยิ้มให้กับหมิงเฟยหลง “คืนนี้หม่อมฉันจะสอนวิธีการใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับให้ฝ่าบาทเอง”
หงซือซือและพระชายาหานนั่งเคียงคู่กันชมการประลองอย่างตื่นตาตื่นใจ “ข้าไม่เคยเลยว่าการประลองของเหล่าจอมยุทธ์ที่นี่จะตื่นเต้นราวกับการประลองเจ้ายุทธภพ” หานซูลี่แทบจะปรบมืออยู่ตลอดเวลาจนจอมยุทธ์หงนึกรำคาญต้องจับมือของนางลง “เจ้าก็พอก่อนเถิดอย่าเอาแต่ปรบมืออยู่เลย นั่งดูเงียบๆ
พลันมือใหญ่นั้นคว้าข้อมือน้อยเอาไว้ “เจ้าจะทิ้งข้าไปแบบนี้เลยหรือ จอมยุทธ์หงกว่าข้าจะได้ออกจากเรือนอันยุ่งเหยิงมาหาที่เมาแสนสงบได้ช่างยากเย็น ซ้ำยังคุยกับผู้รู้ใจ ช่างหากได้ยากยิ่งนัก” หงซือซือทำหน้าเลิ่กลั่ก นางกลายเป็นผู้รู้ใจเจ้ามังกรขาวตัวนี้ไปเมื่อใดกัน มีแต่เขาที่พูดๆ ส่วนนา
เมื่อเห็นร่างสูงของบุรุษหนุ่มทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันมา หงซือซือก็หน้าเปลี่ยนสี เรื่องเมื่อคืนนางรู้ว่าคุณชายสามและนางเมามากจึงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ‘ซือซือเอ๋ย! เจ้านี่มันช่างงี่เง่าสิ้นดี ดันปล่อยตัวเองให้เละเทะจนขึ้นเตียงกับมังกรขาวเจ้าเล่ห์ นี่หากเขานึกออก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน’
“พี่สามเมื่อเช้าคนที่เดินหน้าห้องนอนข้าเอ่ยถึงคนของสำนักมืออสูร” อ๋องเก้าสีหน้าเคร่งเครียด “พวกมันปรากฏตัวที่แคว้นหมิงอีกแล้วหรือ” คนเป็นพี่ชายหน้าตาขึงขัง “เห็นว่ามีผู้วิชากระบี่แบบเดียวกับพวกมัน ไม่รู้ว่าจะใช้พวกเดียวกันหรือไม่” “เหตุใดจึงคิดว่าอาจมิใช่พวกเดียว







