บุปผาข้ามภพ วิชาหมอจากแดนไกล

บุปผาข้ามภพ วิชาหมอจากแดนไกล

last updateLast Updated : 2025-10-23
By:  MumiOngoing
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
Not enough ratings
27Chapters
422views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

ซูอี้เหม่ย หญิงสาวยุคปัจจุบันที่สิ้นใจเพราะอุบัติเหตุรถชนกลางถนนใหญ่ ทุกคนต่างคิดว่าเธอคงไม่รอดแน่ แต่เมื่อสติเลือนรางค่อยๆ กลับมา เธอกลับพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนแคร่ไม้เก่าๆ ริมลำธารในหมู่บ้านโบราณ! ร่างกายที่เธอสวมอยู่ไม่ใช่ของเธอ หากแต่เป็น "ซูอี้เหม่ย" อีกคนหนึ่ง—บุตรสาวชาวบ้านผู้งามล่มเมือง แต่ต้องทนอยู่ใต้การกดขี่ของแม่เลี้ยงใจร้ายและบิดาที่ไร้ความรับผิดชอบ แม่เลี้ยงคนนั้น…ยังดันมีใบหน้าเหมือนเจ้านายหญิงผู้กดขี่เธอในชาติก่อนอีกด้วย! คืนแรกที่ลืมตาตื่น เธอถูกชายแปลกหน้าร่างสูงใหญ่ช่วยขึ้นมาจากลำธาร เนื้อตัวเปียกปอนและอ่อนแรงจนไม่อาจขัดขืน ความใกล้ชิดและสายตาคมลึกล้ำของเขาทำให้หัวใจเธอสั่นสะท้าน แต่แทนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา ซูอี้เหม่ยกลับสาบานกับตนเองว่า—คราวนี้นางจะไม่ใช่ผู้ถูกกระทำอีกต่อไป นับแต่นี้ไป หญิงงามผู้นี้จะใช้สมองและเสน่ห์อันร้ายกาจ ทวงคืนศักดิ์ศรีของตนเอง และแก้แค้นแทนเจ้าของร่างเดิมที่ต้องทนทุกข์ทรมาน

View More

Chapter 1

บทที่ 1ลำธารแห่งชะตาลิขิต

誰もが口を揃えて言う。四棟館の三人には、絶対に関わるなと。

東棟の神代朔(かみしろ さく)――南山病院の「閻魔様」。そのメスは人を救いもするが、命を奪うこともできる。

南棟の九条司(くじょう つかさ)――法廷における不敗神話。黒を白と言いくるめる男。

西棟の鷹宮蓮(たかみや れん)――報道界の頂点。世論操作など、彼にとっては造作もない。

けれど――本当に触れてはいけないのは、北棟。

なぜなら、その三人すべてが、北棟に住む財閥令嬢の私――一ノ瀬綺夏(いちのせ あやか)に、狂ったように愛を捧げているから。

成人式の日、私は朔との結婚を選んだ。それでも司と蓮は、この館を離れようとしなかった。

「結婚しない。ここも出ない。一生、お前のことだけ見てる」

そう言い切ったまま、三年が過ぎた。

――そして、結婚三周年の日。

私は震える手で妊娠検査薬を握りしめていた。血液凝固障害のリスクを承知で、それでもこの子を産みたいと、朔に伝えようとしていた。

けれど、私を待っていたのは――母が事故で集中治療室に運ばれた、という一本の電話だった。

病院に駆けつけた私に、朔が差し出したのは――救命処置のではなく、臓器提供の同意書だった。

司の手には、母が「飲酒運転をしていた」という偽造された証拠。蓮のメディアは、すでに母を貶める記事を用意していた。

喉が裂けるような声で、私は叫んだ。

「……どうして?」

朔は淡々とした目で言う。

「お義母さんが、真凛(まりん)の母親をはねて心不全にした。心臓で償うのは当然だろう」

司は優しく私の頭を撫でた。

「お前、子供は欲しくないって言ってただろ?真凛が妊娠した。その子はお前が育てればいい」

蓮は笑みを浮かべて続ける。

「安心しろ。俺たちは、その子をお前が産んだとして愛してやる」

モニターのビープ音が、耳元で炸裂した。

母は集中治療室のベッドの上で、四肢を不自然な方向に歪めたまま横たわっている。

朔の白衣は、すでに血で真っ赤に染まっていた。

それでも彼はまったく動じず、相変わらず冷静なまま、臓器提供同意書を指先で示して言った。

「いい子にして、署名しろ。お義母さんは飲酒運転で人をはねた。心臓ひとつで償うなら、むしろ軽いだろう。

安心しろ。お前の母親だから。最新型の人工心臓を入れてやる。五年ごとに開胸して交換すれば問題ない。

それに、お前はずっと若くて綺麗でいたいから、俺の子どもを産みたがらなかっただろ?

もうお前じゃなくていい。俺たちは前に仇に薬を盛られたとき、真凛が身を挺して純潔を失い、子どもを身ごもった。父親が誰かは追及しない。三人で父親になると決めた。

真凛は自分の子どもと引き換えに母親の命をつないだ。俺たちがそれを受け入れて何が悪い?お前はただで子どもを手に入れるんだ。真凛に感謝するべきだろう」

――私は思わず、笑ってしまった。体が震えるほどに。

昨日まで、誰のプライベートジェットが一番早くエクアドルの薔薇を運べるかで言い争っていた男たちが、「K市一の薔薇の姫にしてやる」と笑っていた男たちが、今日は、私の母の心臓を奪おうとしている。

歯を食いしばり、私は痛む下腹を押さえた。

「十五年間CEOを務めてきた母が、アルコールアレルギーなの、誰だって知ってる……!そんな人が飲酒運転なんてするわけないでしょ!

それに――四棟館にそんな敵なんているわけがない。あなたたちに、薬を盛れる人間がいると思ってるの?」

言い終わる前に――ドサッ、と音を立てて、真凛が床に跪いた。

涙を零しながら、すがるように叫ぶ。

「お嬢様……!私には母しかいないんです!二十年間、一ノ瀬家に仕えてきました……ずっと一生懸命尽くしてきたんです!

奥様が貧しい私たちを見下すのは仕方ありません……でも、母を轢き殺すなんて……!

助けていただけるなら……私、お嬢様の代わりに何人でも子供を産みます……!この体、全部お嬢様のものにしていただいて構いません……!」

司はすぐに膝をつき、彼女の膝を優しくさすりながら、そっと抱えて起こした。

「もういい……綺夏を甘やかしすぎた」

蓮は冷たい目で、加工された記事を私に突きつける。

「綺夏。お前はただ綺麗でいたいだけの女だと思っていたが……まさか、他人の体まで支配しようとするとはな」
Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
27 Chapters
บทที่ 1ลำธารแห่งชะตาลิขิต
สายลมยามรุ่งสางพัดผ่านยอดไผ่เป็นเสียงกระซิบแผ่วเบา กลิ่นหอมชื้นจากหญ้าเขียวและกลีบดอกไม้ป่าที่ร่วงหล่นลงบนผืนน้ำลำธารทำให้บรรยากาศในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้สงบงามราวกับภาพวาด เสียงนกร้องขับขานรับแสงแรกของอรุณดังก้องประสานกับเสียงน้ำไหลเป็นท่วงทำนองธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ราวกับทุกสิ่งกำลังร่วมกันขับกล่อมบทเพลงต้อนรับชีวิตใหม่ท่ามกลางหมอกบางที่ลอยละล่องเหนือสายน้ำ เกิดประกายระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์สีทอง ราวกับมีผู้หว่านผงเพชรลงมาจากฟากฟ้า สะท้อนสายตาของผู้ใดที่ได้พบเห็นให้ต้องหยุดหายใจชั่วขณะริมลำธารนั้น มีหญิงสาวผู้หนึ่งค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น ร่างกายเปียกโชกด้วยหยดน้ำที่เกาะทั่วเนื้อผ้า เส้นผมดำยาวสลวยชุ่มน้ำแนบไปตามแผ่นหลังขาวนวลราวหยกขัดเนียน ใบหน้างดงามราวเทพธิดายามนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น“ที่นี่…ที่ไหนกัน?” เสียงในใจของนางสั่นพร่า ริมฝีปากซีดเผือดพึมพำโดยไม่รู้ตัว พลางยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่ยังมึนงง ความทรงจำสุดท้ายของ ซูอี้เหม่ย คือเสียงเบรกดังลั่นก่อนที่ร่างเธอจะล้มกระแทกลงสู่พื้นถนนที่เต็มไปด้วยแสงไฟและผู้คนในโลกยุคปัจจุบัน กลิ่นยางมะตอย เสียงไซเรน และเลือดอุ่นที่
Read more
บทที่ 2 ชายลึกลับแห่งลำธารหมอก
เสียงน้ำจากลำธารยังคงไหลรินเป็นสายยาวราวกับไม่รู้จักสิ้นสุด สายน้ำใสราวกระจกสะท้อนเงาไม้ใหญ่ที่ทอดกิ่งก้านลงมาปกคลุม ความชื้นเย็นยามเช้าซึมเข้าสู่ผิวกายของซูอี้เหม่ยจนทำให้นางสั่นสะท้านเล็กน้อย ร่างกายนี้แม้จะงดงามดุจหยก แต่กลับอ่อนแรงและบอบบางเหมือนกลีบดอกไม้ที่เพิ่งผ่านพายุฝนมา ในห้วงความคิดของนางยังคงสับสนปั่นป่วน — โลกใบนี้คือที่ใดกันแน่? เหตุใดนางจึงมาอยู่ในร่างของสตรีผู้นี้ได้?หมอกเช้าลอยคลอเคลียทั่วหุบเขา แสงอาทิตย์แรกเพียงเล็กน้อยสาดผ่านม่านหมอกลงมา คล้ายกับสวรรค์ตั้งใจปกปิดความจริงบางอย่างไม่ให้นางล่วงรู้ ทว่าในยามที่นางกำลังครุ่นคิดถึงชะตากรรมของตน เสียงกีบม้ากลับดังแทรกขึ้นมา เสียงนั้นไม่ใช่เพียงการเดินผ่านธรรมดา หากแต่เป็นจังหวะหนักแน่นที่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งและความมั่นใจ กีบม้ากระทบพื้นหินกรวด ก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขาเหมือนเสียงระฆังเตือนล่วงหน้าให้ระวังภัยซูอี้เหม่ยหายใจสะดุด นางเหลือบมองไปทางทิศเสียงนั้น และเพียงอึดใจเดียว เงาร่างดำทะมึนก็ค่อย ๆ ปรากฏออกมาจากม่านหมอก ม้าสีดำสนิท สูงสง่าดุจอสูรแห่งรัตติกาล กีบเหล็กของมันกระทบพื้นหญ้าเป็นประกายสะท้อนแดดยามเช้า บนหลังม้าน
Read more
บทที่ 3 บ้านที่ไม่ใช่บ้าน
เสียงกีบม้าค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมเงาของชายลึกลับผู้จากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแปลกประหลาดที่ยังวนเวียนอยู่ในใจ ราวกับเงาแห่งโชคชะตาที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าแต่กลับกดทับลงบนหัวใจของซูอี้เหม่ยอย่างเงียบงันนางสูดลมหายใจลึก พยายามสงบความปั่นป่วนในอก ก่อนก้าวเดินกลับเข้าสู่หมู่บ้านเล็กริมภูเขา ที่ซึ่งชีวิตภายนอกยังคงดำเนินไปอย่างปกติ บ้านไม้เรียงรายอยู่สองฝั่งถนนดินแดง กลิ่นหอมของฟืนและอาหารพื้นบ้านลอยตามลมมา เด็กๆ วิ่งเล่นเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว ผู้เฒ่านั่งสานตะกร้าใต้ร่มไม้ บรรยากาศดูอบอุ่นราวหมู่บ้านเล็กที่ห่างไกลความวุ่นวายของโลกภายนอกแต่สำหรับซูอี้เหม่ย…ที่นี่กลับเต็มไปด้วยความอึดอัดเหมือนกำลังถูกล่ามด้วยโซ่ล่องหน บรรยากาศแสนสงบนี้ไม่อาจกลบกลิ่นอายมืดดำที่คลี่คลุมหัวใจของเธอยิ่งกว่านั้น หมู่บ้านแห่งนี้แม้จะเป็นเพียงชนบท แต่กลับมีจุดศูนย์กลางที่ผู้คนต่างให้ความเกรงใจ นั่นคือ คฤหาสน์ไม้หลังใหญ่ของตระกูลซู ครอบครัวของนางเอง — ตระกูลพ่อค้าใหญ่ที่ร่ำรวยจากการค้าขายสมุนไพร ข้าวสาร และผ้าแพรไหม เส้นทางการค้าลากยาวไปถึงหลายเมืองรอบนอกชาวบ้านต่างพูดกันว่า “ตราบใดที่ยังอยู่ใต้ร่มเงาตระกูลซู ก็ไม่
Read more
บทที่ 4 เริ่มต้น
ภายในเรือนใหญ่แห่งตระกูลซู กลิ่นชาดำยังคงกรุ่นกระจายอยู่ทั่วโถงไม้โอ่อ่า แสงแดดยามสายลอดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลาย ละลายเป็นลายเงาลงบนพื้นสะอาดมันวาว ราวกับเส้นทองที่ร่ายรำอยู่ใต้แสงอาทิตย์ บรรยากาศโดยรอบแม้ดูสงบสุข ทว่าแท้จริงกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่อัดแน่นจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องบนตั่งสูงด้านในสุด สวี่ซินเหมยนั่งประทับอยู่ นางสวมอาภรณ์ผ้าแพรสีชมพูอ่อน ปักลายดอกเหมยระยับแวววาว ผิวพรรณที่ทาด้วยแป้งหอมราคาแพงดูราวกับเครื่องเคลือบงดงาม หากแต่แววตาและสีหน้ากลับกรีดเฉือนดุจมีดคม นางยกพัดหยกขึ้นปิดริมฝีปาก แต่สายตากลับจับจ้องไปยังสตรีอีกผู้หนึ่งที่ยืนตรงกลางโถง“ซูอี้เหม่ย!” น้ำเสียงแหลมสูงก้องสะท้อนทั่วห้องโถง “เจ้าหายไปทั้งคืน กลับมาพร้อมเสื้อผ้าเปียกปอน สภาพน่ารังเกียจเช่นนั้น กล้าทำให้ตระกูลนี้ขายหน้าได้อย่างไร!”ริมฝีปากบางภายใต้พัดหยกขยับสั่นสะท้านด้วยโทสะ เสียงพูดเต็มไปด้วยการกล่าวโทษและการกดข่ม ราวกับต้องการตอกย้ำให้ทุกคนจำได้ว่านางคือภรรยาหลวงผู้ครอบครองอำนาจสูงสุดในเรือนบิดาของซูอี้เหม่ยนั่งอยู่ข้างๆ เพียงก้มหน้าดื่มชาเงียบๆ มือที่ถือถ้วยชาแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แต่กลับไม่เปล่งเสียงออก
Read more
บทที่ 5 ขโมยของก่อนจากไป
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงบนลานดินหน้าบ้าน เงาของต้นไผ่เอนลู่ตามแรงลมทอดลงบนพื้นราวกับเส้นหมึกที่จิตรกรผู้ชำนาญขีดเขียน ซูอี้เหม่ยก้าวออกจากเรือนด้วยจังหวะมั่นคง แม้หัวใจยังเต้นแรงเพราะการปะทะกับแม่เลี้ยงเมื่อครู่ แต่บนใบหน้างดงามกลับฉายรอยยิ้มเย็นเฉียบนางไม่คิดจะทนฟังคำด่าทอและการเหยียดหยามอีกต่อไป — ชีวิตนี้ นางมิได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องรองรับความโกรธแค้นหรือเป็นตัวตลกให้ใครหยามเหยียด“บ้านหลังนี้…ไม่ใช่ที่สำหรับฉันอีกแล้ว” เสียงในใจดังขึ้นแน่วแน่แต่ก่อนที่ก้าวเท้าออกไปให้ไกลกว่านี้ สายตาคมกริบของซูอี้เหม่ยหันกลับไปยังเรือนใหญ่ที่เพิ่งเดินออกมา แววตาเจือรอยเยาะเย้ย — นางจะไม่จากไปด้วยมือเปล่าเด็ดขาด ตลอดเวลาที่ผ่านมา สวี่ซินเหมยกดขี่นางทั้งกายและใจ ใช้อำนาจเหยียบย่ำอย่างไร้ปรานี วันนี้…นางจะคืนให้สมกับสิ่งที่นางได้รับเมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นส้มแดง ซูอี้เหม่ยกลับลอบเดินวกเข้าเรือนหลวงอีกครั้ง เงาต้นไผ่ทอดยาวบังท่อนร่างบอบบางของนางไว้แนบสนิท ความเงียบยามพลบค่ำช่วยปกปิดการเคลื่อนไหว ทุกก้าวย่างของนางนุ่มนวลราวกับแมวป่าที่คุ้นเคยกับความมืดซูอี้เหม่ยรู้ดี — ห้องเก็บของล้ำค
Read more
บทที่ 6 ก้าวแรกสู่เมืองหลวง
แสงอรุณแห่งวันใหม่ค่อย ๆ แผ่วลงจากฟากฟ้า ราวกับผืนผ้าที่ถูกกางออกด้วยสีทองอ่อน สาดแสงไปทั่วท้องทุ่งและภูเขาซึ่งทอดตัวอยู่ห่างไกล สายหมอกบางเบาลอยคลอเหนือทุ่งหญ้าและแปลงนาข้าวที่เพิ่งชุ่มด้วยหยาดฝนเมื่อคืน กลิ่นดินชื้นกับดอกหญ้าผสมน้ำค้างหอมกรุ่นอยู่ในอากาศ—เช้าวันนี้ไม่เหมือนวันไหน ๆ สำหรับหญิงสาวผู้หนึ่งซูอี้เหม่ยเดินบนเส้นทางดินแดงที่คดเคี้ยวออกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่อผ้าสีซีดพาดไหล่บรรจุเพียงเสื้อผ้าหยาบสองสามชุด หนังสือเก่าขาดแหว่ง และหยกชิ้นเล็กของมารดาแท้ ๆ —ทั้งหมดที่นางเลือกจะพก นอกเหนือจากนั้นคือสิ่งที่นางซ่อนไว้อย่างแยบยล: แหวนทองหนึ่งวง สร้อยหยกหนึ่งเส้น และผ้าไหมปักพับเล็ก ๆ ที่ลอบหยิบมาจากหีบของสวี่ซินเหมยเมื่อคืน นางไม่คิดหนีมือเปล่าอีกต่อไป“ฉันไม่ใช่หญิงสาวที่ถูกกดขี่อีกต่อไป” นางกล่าวในใจ พลางย้ำเท้าให้มั่น “นับจากนี้ เส้นทางเป็นของฉัน”แสงแดดไล้ขอบผ้าโพกศีรษะเรียบ ๆ ของนาง ขณะลมเช้าไหวปลายผมสีดำให้สะบัดเบา เส้นทางยาวไกลและไม่อาจคาดเดา แต่ในดวงตากลับมีแววแน่วแน่ โลกใบนี้โหดร้ายก็จริง แต่มันก็ซ่อนโอกาสไว้—และนางจะคว้ามันหลายชั่วยามผ่านไป เมืองหลวงค่อย ๆ โผล่พ้นหมอกเช้า
Read more
บทที่7 เงินตราจากปัญญา
เสียงจอแจของผู้คนยังกรอกหูไม่ขาดสาย กลิ่นควันธูปจากศาลเจ้าเจือกับไอทอดกระทะและชาใบแรกของวัน ลอยคลุมถนนหินกรวดให้กลายเป็นม่านบาง ๆ แห่งชีวิตชีวา ซูอี้เหม่ยยกห่อผ้าเบา ๆ ในมือ—ข้างในมีเพียงของใช้เล็กน้อย เงินรางวัลจากร้านโอสถก้อนหนึ่ง และที่สำคัญที่สุดคือ “ทุนเงียบ” ที่นางพกมาจากเรือนเดิม: เงินกับของล้ำค่าบางชิ้นที่ชิงมาจากหีบของสวี่ซินเหมยเมื่อคืนก่อน นั่นไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือการชดเชยปีเดือนแห่งการถูกกดขี่ และจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นรากฐานชีวิตใหม่ของนางในเมืองหลวงนางเดินลึกเข้าไปในย่านการค้าเก่า เลือกตรอกที่มีร่มไผ่ทอดเงาในยามสายและมีลมโกรกในยามบ่าย ตรงหัวมุมมีศาลาไม้เล็ก ๆ สำหรับวางถังน้ำของคนหาบ—ตรงนี้คนผ่านทั้งวัน แต่ไม่คับคั่งจนเข็นแผงลำบาก นางยิ้มบางกับตัวเอง: “ทำเลดี—ไม่โดนร้านใหญ่กลบ และไม่หลบสายตาจนไร้ลูกค้า”เงินที่ได้มาจากการต่อรองแหวนทองกับโรงรับจำนำเมื่อวาน นางกันไว้ส่วนหนึ่งสำหรับค่าเช่าโรงเตี๊ยมและอาหารสามวัน ถัดมา นางล้วงถุงผ้าเล็กจากแขนเสื้อ—เงินที่ชิงจากแม่เลี้ยงยังเหลือพอสมควร นางตั้งใจแน่วแน่: จะไม่ปล่อยให้มันรั่วไหลไปกับความฟุ้งเฟ้อแม้แต่เหรียญเดียว ทุกตำลึงต้องง
Read more
บทที่8 เมล็ดพันธุ์แห่งศัตรู
ตลาดกลางเมืองยังคงคึกคักอย่างไม่ลดละ แม้แสงบ่ายจะสาดลงจนถนนลู่อิฐแดงร้อนระอุ กลิ่นสมุนไพรแห้งจากร้านค้าต่าง ๆ ลอยปะทะควันน้ำมันจากกระทะทอด เสียงเข็นล้อเกวียนเสียดกับหินกรวดดังครูดคราด คนเดินสวนกันแน่นราวสายน้ำไหลไม่หยุด ซูอี้เหม่ยก้าวอย่างมั่นคง ห่อผ้าเล็กในมือเบาเกือบไร้น้ำหนัก ทว่าในอกกลับหนักแน่นไปด้วยความสำเร็จ—เหรียญเงินจากการช่วยแก้ตำรับยาของหมอเฒ่าคล้ายเมล็ดพันธุ์เมล็ดแรกที่ฝังลงในดินของเมืองหลวงเสียงชมของชายชราหน้าเตียนจากร้านโอสถ— “คุณหนูซูฉลาดนัก” —กระจายไปตามตรอก ลอยผ่านป้ายไม้ ลอดชายคากระเบื้องแตก และซึมสู่หูของผู้คน มันเป็นประกายไฟเล็ก ๆ ที่ติดง่ายในเมืองซึ่งหิวเรื่องเล่าเท่า ๆ กับหิวข้าว เหรียญเงินอุ่นมือทำให้นางยิ้มบาง แต่ในรอยยิ้มนั้นยังมีแววรู้เท่าทัน—คำชื่นชมย่อมนำเงาริษยามาเป็นของแถมเสียงหัวเราะแหลมของหลี่หรงหรงเมื่อครู่ยังคุกรุ่นในอากาศ ทว่าหลังแม่ทัพหนุ่มปรากฏตัวและฝูงชนตีความถ้อยคำ “ไม่ใช่คนของโลกนี้” ว่าเป็นเพียงคำชมเกินเปรียบ นางก็เลิกค้างคาใจ—เรื่องภายในใจปล่อยให้เป็นของนางเอง ส่วนเรื่องภายนอก…นางจะบริหารด้วยฝีมือซูอี้เหม่ยแหวกฝูงชนไปยังเงาไผ่ตรงหัวมุมตรอก
Read more
บทที่9 เชิญชวนที่ไม่อาจปฏิเสธ
เสียงซอจีนยังคงบรรเลงเคล้ากับขลุ่ย ท่วงทำนองแผ่วก้องล่องลอยไปทั่วหอประชุมใหญ่ ดุจสายลมแห่งรัตติกาลที่พัดผ่านดอกเหมยบานสะพรั่งบนจิตรกรรมฝาผนัง ผ้าแพรแดงสดทอดยาวเหนือเสาหินสูงสง่า โคมกระดาษพันดวงเปล่งแสงนวลอาบผู้คนราวกับต้องมนตร์แขกเหรื่อมากหน้าหลายตานั่งเรียงราย ทั้งขุนนางผู้ใหญ่ ศิษย์บัณฑิต แม่ทัพนายกอง และเหล่าผู้มีเกียรติ ล้วนรวมตัวกันเพื่อร่วมงานเลี้ยงที่กล่าวขานไปทั่วเมืองหลวง—งานเลี้ยงแห่งแม่ทัพหลงเทียนอวี่บนแท่นสูงสุด บุรุษผู้เป็นเจ้าของค่ำคืนนี้นั่งในอิริยาบถสง่างาม ดวงตาคมส่องประกายเย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ในชุดดำปักมังกรทองชวนให้ทุกคนไม่กล้าเงยหน้ามองนาน รัศมีแห่งอำนาจที่เขาแผ่ออกมาราวภูผาสูง—หนักแน่น มั่นคง ยากที่ใครจะทัดทานทว่าในค่ำคืนนี้ มิใช่เพียงแม่ทัพหนุ่มผู้เป็นที่สนใจ หากยังมีหญิงสาวผู้หนึ่งก้าวเข้าสู่หอประชุมอย่างเงียบสงบ—ซูอี้เหม่ยนางสวมชุดแพรขาวปักโบตั๋นแดง ผ้าคลุมบางสีงาช้างปิดครึ่งใบหน้า แฝงไว้ทั้งความลึกลับและการป้องกัน เพราะนางรู้ดีกว่า “ความงามคือดาบสองคม” การเผยโฉมคือการเชื้อเชิญทั้งโอกาสและภัยพิบัติ นางจึงเลือกปิดบัง แม้ทุกย่างก้าวกลับยิ่งดึงดูดสายตาของผู้คน
Read more
บทที่10 สับเปลี่ยนพานผลไม้
เสียงพิณสายขับขานเป็นท่วงทำนองอันเนิบนุ่ม ขลุ่ยผสานแว่วกังวานดังประหนึ่งสายลมแห่งรัตติกาลพลิ้วพัดเหนือท้องคีตกาล หอประชุมใหญ่ของจวนแม่ทัพ ณ ค่ำคืนนี้ จึงเสมือนแดนสวรรค์ที่ประดับด้วยหมู่ดารา โคมไฟกระดาษรูปดอกเหมยลอยระยับแสงนวล แพรแดงสดประดับประดาทั่วท้องโถง ผ้าไหมเนื้อดีจากแดนไกลโบกไสวรับลมเย็นยามราตรี แขกเหรื่อทั้งหลายต่างประดับเครื่องแต่งกายอันงามวิจิตร ก้าวเดินอย่างสง่าดุจเทพสวรรค์มาชุมนุมสุราหอมกรุ่นถูกกรอกลงถ้วยหยก เสียงหัวเราะสนทนาไหลลื่นไม่ต่างจากธารา แต่ภายใต้บรรยากาศครึกครื้นนั้นกลับแฝงเค้าเงาแห่งการชิงไหวชิงพริบหรงหรง—องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ หลานแท้ของฮ่องเฮา นั่งอยู่ท่ามกลางหมู่สตรีผู้สูงส่ง ผ้าไหมชมพูอ่อนปักลายเหมยบานด้วยเส้นทองวาววับประดับร่างอรชร นางถือกำพัดงดงามแนบในมือตลอดเวลา เบื้องหน้าเผยเพียงรอยยิ้มอ่อนหวาน หากเบื้องหลังสายตากลับเฉียบคมดั่งคมมีดความงามของนางไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด แต่ยามอยู่เคียงข้างซูอี้เหม่ยกลับถูกกลบรัศมีจนแทบไร้ตัวตน หรงหรงหายใจติดขัดในอก คล้ายเปลวเพลิงริษยากำลังเผาผลาญหัวใจให้มอดไหม้นางครุ่นคิดพลางกระซิบสั่งบ่าวผู้ภักดี บ่าวชายก้มหน้ารับคำโดยไม่เอื้
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status