Mag-log inซูอี้เหม่ย หญิงสาวยุคปัจจุบันที่สิ้นใจเพราะอุบัติเหตุรถชนกลางถนนใหญ่ ทุกคนต่างคิดว่าเธอคงไม่รอดแน่ แต่เมื่อสติเลือนรางค่อยๆ กลับมา เธอกลับพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนแคร่ไม้เก่าๆ ริมลำธารในหมู่บ้านโบราณ! ร่างกายที่เธอสวมอยู่ไม่ใช่ของเธอ หากแต่เป็น "ซูอี้เหม่ย" อีกคนหนึ่ง—บุตรสาวชาวบ้านผู้งามล่มเมือง แต่ต้องทนอยู่ใต้การกดขี่ของแม่เลี้ยงใจร้ายและบิดาที่ไร้ความรับผิดชอบ แม่เลี้ยงคนนั้น…ยังดันมีใบหน้าเหมือนเจ้านายหญิงผู้กดขี่เธอในชาติก่อนอีกด้วย! คืนแรกที่ลืมตาตื่น เธอถูกชายแปลกหน้าร่างสูงใหญ่ช่วยขึ้นมาจากลำธาร เนื้อตัวเปียกปอนและอ่อนแรงจนไม่อาจขัดขืน ความใกล้ชิดและสายตาคมลึกล้ำของเขาทำให้หัวใจเธอสั่นสะท้าน แต่แทนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา ซูอี้เหม่ยกลับสาบานกับตนเองว่า—คราวนี้นางจะไม่ใช่ผู้ถูกกระทำอีกต่อไป นับแต่นี้ไป หญิงงามผู้นี้จะใช้สมองและเสน่ห์อันร้ายกาจ ทวงคืนศักดิ์ศรีของตนเอง และแก้แค้นแทนเจ้าของร่างเดิมที่ต้องทนทุกข์ทรมาน
view moreสายลมยามรุ่งสางพัดผ่านยอดไผ่เป็นเสียงกระซิบแผ่วเบา กลิ่นหอมชื้นจากหญ้าเขียวและกลีบดอกไม้ป่าที่ร่วงหล่นลงบนผืนน้ำลำธารทำให้บรรยากาศในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้สงบงามราวกับภาพวาด เสียงนกร้องขับขานรับแสงแรกของอรุณดังก้องประสานกับเสียงน้ำไหลเป็นท่วงทำนองธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ราวกับทุกสิ่งกำลังร่วมกันขับกล่อมบทเพลงต้อนรับชีวิตใหม่
ท่ามกลางหมอกบางที่ลอยละล่องเหนือสายน้ำ เกิดประกายระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์สีทอง ราวกับมีผู้หว่านผงเพชรลงมาจากฟากฟ้า สะท้อนสายตาของผู้ใดที่ได้พบเห็นให้ต้องหยุดหายใจชั่วขณะ
ริมลำธารนั้น มีหญิงสาวผู้หนึ่งค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น ร่างกายเปียกโชกด้วยหยดน้ำที่เกาะทั่วเนื้อผ้า เส้นผมดำยาวสลวยชุ่มน้ำแนบไปตามแผ่นหลังขาวนวลราวหยกขัดเนียน ใบหน้างดงามราวเทพธิดายามนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น
“ที่นี่…ที่ไหนกัน?” เสียงในใจของนางสั่นพร่า ริมฝีปากซีดเผือดพึมพำโดยไม่รู้ตัว พลางยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่ยังมึนงง ความทรงจำสุดท้ายของ ซูอี้เหม่ย คือเสียงเบรกดังลั่นก่อนที่ร่างเธอจะล้มกระแทกลงสู่พื้นถนนที่เต็มไปด้วยแสงไฟและผู้คนในโลกยุคปัจจุบัน กลิ่นยางมะตอย เสียงไซเรน และเลือดอุ่นที่ไหลอาบยังติดตรึงในความรู้สึก แต่เหตุใดตอนนี้กลับได้กลิ่นดินชื้นหอมสดชื่น ได้ยินเสียงน้ำใสไหลริน และสัมผัสลมเย็นอ่อนโยนราวกับสวรรค์?
นางสะบัดศีรษะเบาๆ พลันสายตาคมงดงามเบิกกว้างเมื่อสะท้อนเงาของตนในผิวน้ำ — ร่างกายที่เธอเห็นไม่ใช่เธออีกต่อไป! เครื่องแต่งกายที่สวมใส่เป็นชุดจีนโบราณปักลายดอกโบตั๋นด้วยเส้นด้ายทองละเอียดงดงาม ผิวกายขาวผ่องละเอียดราวหิมะ และที่สำคัญ ใบหน้านั้น แม้จะคล้ายตนเอง แต่กลับดูอ่อนหวาน อ่อนเยาว์ และสง่างามยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในโลกเดิม
หัวใจพลันเต้นแรงราวกลองศึก นางกัดริมฝีปากเบาๆ ความคิดมากมายประดังเข้ามาไม่หยุด
“นี่…ฉันทะลุมิติมางั้นหรือ? หรือว่าฉันตายไปแล้วจริงๆ …แล้วฟื้นขึ้นมาในร่างของใครบางคน?”
ความสงสัยถาโถมไม่ต่างจากคลื่นทะเล ยิ่งมองเงาในผิวน้ำยิ่งรู้สึกแปลกแยก แต่ในความแปลกแยกนั้นกลับแฝงเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือแตะผิวน้ำเบื้องหน้า น้ำเย็นเฉียบไหลรินผ่านปลายนิ้วราวกับยืนยันว่าทุกสิ่งตรงหน้ามิใช่ความฝัน
เสียงหัวเราะแผ่วจากหมู่บ้านดังแว่วมา เด็กๆ วิ่งไล่จับกันบนทุ่งหญ้าเขียว เสียงเรียกขายของจากพ่อค้าแม่ค้าดังขึ้นจากถนนสายเล็กที่ทอดผ่านกลางหมู่บ้าน ชีวิตในที่แห่งนี้ช่างสงบเรียบง่าย งดงามเหมือนบทกวี แต่ในความสงบกลับแฝงเงาลึกลับบางอย่างที่มองไม่เห็น ทว่ากลับทำให้หัวใจของนางเต้นไม่เป็นจังหวะ
ซูอี้เหม่ยพยายามพยุงร่างที่อ่อนแรงขึ้นยืน เสื้อผ้าเปียกแนบไปกับสัดส่วนงดงาม เผยให้เห็นเส้นโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบกว่าร่างเดิมของตน นางกวาดตามองรอบๆ เห็นเพียงภูเขาเขียวทอดยาวเป็นแนวฉากหลัง บ้านไม้หลังเล็กเรียงราย เสียงไก่ขันแว่วมาไกลๆ ราวกับประกาศว่า “นี่คือเช้าวันใหม่ของชีวิตเธอ”
หัวใจที่ยังสับสนพลันหวนคิดถึงใบหน้าของหญิงคนหนึ่ง…ใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและชิงชังในเวลาเดียวกัน หญิงคนนั้นคือหัวหน้าฝ่ายผู้กดขี่ทำร้ายเธอในชาติก่อน และบัดนี้ ใบหน้านั้นกลับไปตรงกับแม่เลี้ยงใจร้ายที่ชาวบ้านเอ่ยถึงเมื่อคืนอย่างน่าประหลาดยิ่ง ราวกับโชคชะตาบิดเบือนเส้นทางให้เธอได้กลับมาพบศัตรูในร่างใหม่
ดวงตาของซูอี้เหม่ยสั่นไหวเพียงชั่วขณะ ก่อนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและมุ่งมั่น นางยกมือกำแน่น กัดฟันกร้าว
“ถ้าโชคชะตายอมให้ฉันเริ่มต้นใหม่ในร่างนี้ ฉันจะไม่ยอมเป็นคนอ่อนแออีกแล้ว… ต่อให้ต้องเผชิญกับความเกลียดชังหรืออุปสรรค ฉันก็จะเป็นฝ่ายกำหนดชะตาของตนเอง!”
เสียงในใจสะท้อนก้องไม่ต่างจากคำสาบาน แววตาที่เคยพร่ามัวเพราะความสับสนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายเด็ดเดี่ยว เปล่งประกายดุจอัญมณีใต้แสงตะวันเช้า
สายลมพัดปลายผมดำของนางให้พลิ้วไสว ดอกหญ้าข้างลำธารเอนโอนราวกับค้อมศีรษะยอมรับการเกิดใหม่ของนาง ทุกสิ่งในธรรมชาติเหมือนจะเป็นพยานแห่งชะตาใหม่ หญิงสาวที่เพิ่งลืมตาขึ้นจากความตาย มิใช่เพียงหญิงงามธรรมดาอีกต่อไป หากแต่คือ หญิงงามผู้ท้าทายโชคชะตา
ก้าวแรกของซูอี้เหม่ยบนดินโบราณแห่งนี้ คือก้าวที่สะท้านไปทั่วหัวใจของนาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังจับตามองความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น…
หลังจากได้รับตำแหน่งเป็น องค์หญิงบุญธรรม และพระราชแพทย์หญิงสูงสุดแห่งราชสำนัก ซูอี้เหม่ยถูกย้ายเข้าพำนักในตำหนักหรูภายในวังหลวง ทุกย่างก้าวล้วนถูกสายตาผู้คนจับจ้องเช้า ๆ นางต้องเข้าตรวจคนไข้ในโรงหมอหลวง กลางวันตรวจร่างกายขุนนางหรือขันทีที่เข้าพบ เย็นจึงได้กลับตำหนักเพื่อพักผ่อน แต่กระนั้นเสียงซุบซิบก็ไม่เคยเงียบหาย“หญิงผู้หนึ่งจากชนบท กลับได้อยู่เคียงบัลลังก์”“โฉมงามเกินมนุษย์ ต้องมีเคล็ดลับบางอย่างแน่”อี้เหม่ยได้ยินทุกถ้อยคำ แต่ยังคงเดินอย่างมั่นคง ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมงาช้างสงบเยือกเย็น ทว่ายามที่นางจำต้องเปิดเผยโฉมหน้าเพื่อรักษาผู้ป่วย ทุกคนที่เห็นต่างถึงกับตะลึงงันใบหน้าของซูอี้เหม่ยคือดั่งภาพวาดจากสวรรค์ ผิวขาวเนียนดุจหยกแกะสลัก คิ้วเรียวประหนึ่งพู่กันจรด ริมฝีปากแดงสดราวกลีบกุหลาบ ดวงตาสุกใสสะท้อนแสงราวหยดน้ำค้างยามรุ่งสางความงามนั้นมิใช่เพียงรูปลักษณ์ หากแต่แฝงด้วยอำนาจที่สะกดใจผู้คน ไม่ว่าเป็นทหารที่ใกล้สิ้นลม ขุนนางผู้เย็นชา หรือแม้แต่ขันทีในวัง ต่างก็เผลอหยุดหายใจยามสบตากับนางและยิ่งนางไม่เคยโอ้อวด กลับยิ่งทำให้ความงามนั้นทรงพลังยิ่งขึ้น ราวกับ เทพธิดาที่ไม่อาจแตะต้องแ
ค่ำคืนหนึ่ง เสียงฝีเท้าทหารเร่งรีบดังขึ้นที่กระโจมแม่ทัพซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองหลวง นายทหารหนุ่มคุกเข่าลงทันที “แม่ทัพ! ข้ามีข่าวด่วน—องค์หญิงบุญธรรมซูอี้เหม่ยถูกใส่ร้ายว่าปรุงยาพิษในโรงหมอหลวง โชคดีที่พิสูจน์ความจริงได้ทัน ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงคงป่นปี้ไปแล้ว!”หลงเทียนอวี่ที่นั่งอ่านแผนการทัพเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคมสว่างดั่งเปลวไฟ “ใส่ร้ายงั้นหรือ?”เสียงทุ้มเย็นเยียบจนแม้แต่ทหารผู้กล้าก็ต้องก้มศีรษะต่ำ เหงื่อซึมเต็มแผ่นหลังแม่ทัพหนุ่มกำหมัดแน่น ความโกรธผสมความห่วงใยถาโถมในใจ “อี้เหม่ย…เจ้าอยู่ท่ามกลางเล่ห์กลในวัง แต่ข้าไม่อยู่เคียงข้าง…นี่คือความผิดของข้า”ไม่นานนัก เขาตัดสินใจแน่วแน่ “เตรียมม้า ข้าจะเข้าวังเดี๋ยวนี้!”รุ่งเช้าวันถัดมา วังหลวงสั่นสะเทือนเมื่อแม่ทัพหลงเทียนอวี่ปรากฏกาย ดวงตาคมกริบพุ่งตรงไปยังตำหนักรัชทายาทขันทีพยายามห้าม “แม่ทัพ…เวลานี้รัชทายาทกำลัง…”“ถอย!” เสียงคำรามดังก้อง ขันทีทั้งหลายต่างหน้าซีด รีบเปิดทางภายในตำหนัก รัชทายาทหยางเจิ้นอี้กำลังนั่งจิบชาพูดคุยกับซูอี้เหม่ยอย่างสบายใจ เมื่อประตูถูกผลักออกอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพก้าวเข้ามา กลิ่นดาบและกลิ่นสง
ภายในตำหนักของฮองเฮา องค์หญิงหลงหลงเดินวนไปมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ นางได้ยินข่าวซุบซิบจากนางกำนัลทั้งหลายว่า องค์รัชทายาทหยางเจิ้นอี้ติดตามอี้เหม่ยไปทุกหนทุกแห่งในวัง ทั้งโรงหมอหลวง สวนเหมย หรือแม้กระทั่งระเบียงตำหนักบุญธรรม“ไม่อาจเป็นเช่นนี้!” หลงหลงกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาวาวโรจน์ “แม่ทัพหลงคือของข้าอยู่แล้ว แต่ตอนนี้รัชทายาทกลับเฝ้าอี้เหม่ยทุกวัน หากปล่อยไป ทั้งสองบุรุษสำคัญที่สุดในวังจะตกอยู่ในเงาของนางหมด!”นางกำนัลคนสนิทเอ่ยเบา ๆ “องค์หญิง โปรดใจเย็น หม่อมฉันคิดว่าหากมีวิธีทำให้อี้เหม่ยเสียชื่อ นางจะหมดสิทธิ์ยืนในวังโดยปริยาย”ดวงตาของหลงหลงทอประกายร้ายทันที “ใช่…ถ้านางถูกประณามต่อหน้าฝ่าบาทและรัชทายาท เช่นนั้นนางก็สิ้นชื่อ!”หลายวันต่อมา ข่าวลือแพร่ไปทั่ววังว่า ยาที่ใช้รักษาทหารในโรงหมอหลวงมีพิษแฝงอยู่ ทำให้ผู้ป่วยบางคนอาการทรุดหนัก บางคนถึงขั้นเสียชีวิตอย่างน่าสงสัยขุนนางฝ่ายตรงข้ามรีบใช้โอกาสนี้ กราบทูลต่อฮ่องเต้ว่า “ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินว่าในตำรับยาที่องค์หญิงบุญธรรมซูอี้เหม่ยเป็นผู้จัด มีส่วนผสมของสมุนไพรต้องห้าม หากปล่อยไว้เกรงว่าจะเป็นภัยแก่ราษฎร!”ฮ่องเต้ทรงตกพระทัยทันที “อี้
วังหลวงหลังพิธีฉลองชัยชนะกลับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ ผู้คนซุบซิบถึงความงามล่มเมืองของซูอี้เหม่ยไม่ขาดปาก ข่าวแพร่ไปทั่วว่า ฮ่องเต้ทรงรับนางเป็นบุตรบุญธรรมและพระราชทานตำแหน่งสูงสุดแห่งแพทย์หญิง ยิ่งทำให้ขุนนางบางกลุ่มหวาดหวั่น บางกลุ่มกลับโลภอยากชิงนางไปครอบครองในทุกเช้า ยามอี้เหม่ยก้าวออกจากตำหนักบุญธรรม องค์รัชทายาทหยางเจิ้นอี้จะปรากฏกายทันที ราวกับรออยู่แล้ว“องค์หญิง วันนี้ข้าขอพาเจ้าไปชมสวนหลวงเถิด ดอกเหมยเพิ่งบานงามดุจเจ้า”นางเพียงก้าวเดินนิ่ง ๆ สายตาเยือกเย็น “ดอกไม้จะบานหรือร่วง ข้าไม่ใส่ใจนัก หากท่านปรารถนาเพื่อนคุย ข้าเกรงว่าข้าไม่เหมาะ”เจิ้นอี้หัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ถือสา “ยิ่งเจ้าใจแข็ง ข้ายิ่งอยากอยู่ใกล้ หากเจ้ามิยอมคุย ข้าก็จะเดินเคียงข้างจนกว่าจะยอม”ทหารในวังและขันทีต่างมองกันไปมา ซุบซิบว่าองค์รัชทายาทไม่เคยทุ่มเทพอใจต่อสตรีใดเช่นนี้มาก่อนอีกฟากหนึ่ง หลงเทียนอวี่กลับไม่ค่อยเข้าวัง ยังคงคุมกองทัพอยู่ยามเช้า แต่ทุกค่ำคืนเขาจะมาที่ตำหนักบุญธรรมของอี้เหม่ยเงียบ ๆ บางคราเพียงยืนอยู่หน้าตำหนักแล้วจากไปคืนหนึ่ง อี้เหม่ยเปิดประตูพบเขายืนอยู่ในเงาแสงจันทร์ “แม่ทัพหลง ท่านมาเฝ้











