Accueil / ระบบ / ซูเมี่ยวจิน / อันตรายบนภูเขา

Share

อันตรายบนภูเขา

Auteur: 橙花
last update Dernière mise à jour: 2025-10-07 08:16:12

ซูเมี่ยวจินใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นเพื่อเดินขึ้นเขาฝั่งตะวันออก ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงของระบบก็ดังขึ้นอย่างตื่นเต้น

[เจ้านาย อีกหนึ่งกิโลเมตรข้างหน้ามีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ครับ]

[ฮะ! ทำไมนายไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า ตอนนี้ฉันจะหนีก็สายไปแล้ว บัดซบ!!!]

[อ้าว ก็เจ้านายบอกให้ผมค้นหาสัตว์ใหญ่ไม่ใช่หรือครับ]

[พอเลย! ฉันจะสำรวจแถวนี้ก่อนว่ามีกับดักสัตว์ไหม ถ้ามีจะได้ล่อมันเข้ามาติดกับ]

[ครับ ๆ เจ้านายระวังโสมจะเสียหายด้วยนะครับ]

[รู้แล้วน่า! ฉันจะวางตะกร้าซ่อนไว้แถวนี้ก่อน นายอย่าลืมเตือนฉันล่ะ]

[ทราบแล้วครับเจ้านาย ระวังตัวด้วยนะครับ]

ซูเมี่ยวจินหาที่ซ่อนตะกร้าโสมของเธอเสร็จ เธอเดินมองโดยรอบบริเวณก็ไม่เห็นว่าจะมีกับดักสัตว์อยู่เลย ซูเมี่ยวจินได้แต่ชักมีดพร้าออกมาและตัดสินใจเดินต่อไปยังสถานที่ที่ระบบบอกว่ามีเสือลายพาดกลอนอยู่ ตั้งแต่ร่างกายเธอหายดี ซูเมี่ยวจินก็ไม่ได้ต่อสู้มานานแล้ว วันนี้เธอต้องรับศึกหนักจากเจ้าเสือตัวใหญ่ ซูเมี่ยวจินยอมเสี่ยงที่จะล่ามัน เพราะหากล่าได้ เงินจากการขายมันจะเพิ่มขึ้นอีกมากโข

โฮก!!!!

เสียงคำรามของเสือตัวเขื่องดังมาเมื่อมันเห็นมนุษย์ร่างบาง ซูเมี่ยวจินรอดูท่าทีของมันก่อนจะลงมือ หากว่ามันไม่คิดจะทำร้ายเธอ เธออาจจะเดินกลับไปเอาตะกร้าโสมและรีบไปที่ลำธารตามนัดแทน น่าเสียดายที่เสือตัวนั้นกำลังหิวพอดี มันวิ่งตรงเข้าหาซูเมี่ยวจินด้วยความเร็วสูงสุด

ซูเมี่ยวจินเตรียมรับมืออย่างรวดเร็ว เมื่อเสือพุ่งเข้ามาในระยะต่อสู้ เธอก็กระโจนเข้าใส่พร้อมกัดแกว่งมีดพร้าใส่ร่างของเสือร้ายด้วยความรุนแรงและรวดเร็วไม่ต่างจากเสือตัวนั้นที่ใช้อุ้งเท้าตบเข้าที่ร่างของเธอ ดีที่ซูเมี่ยวจินหลบทันแต่ก็ยังถูกกรงเล็บของมันฉีกเสื้อหนังจนเสียหายอีก

“ไอ้เสือบ้า! แกรู้ไหมว่าเสื้อตัวนี้ราคาเท่าไหร่ บังอาจทำเสื้อฉันเสียหาย ตายซะ!”

ซูเมี่ยวจินใช้ความคล่องแคล่วและว่องไวของเธอหลบหลีกกรงเล็บเสือ เธอยังฟาดฟันมีดพร้าที่คมกริบไปยังจุดตายของเสือร้ายหลายครั้ง น่าเสียดายที่หนังของมันนั้นหนามาก ซูเมี่ยวจินได้แต่ต้องจัดการจุดอ่อนของมันที่ใบหน้าซึ่งเป็นเป้าหมายขนาดเล็ก เธอจำเป็นต้องใช้สมาธิและความแม่นยำจัดการ ไม่อย่างนั้นเธอจะต้องได้รับบาดเจ็บอีกครั้งแน่ ถ้าครั้งนี้เธอบาดเจ็บอีก ฉางเล่ยคงไม่ยอมให้เธอขึ้นเขากับเขาอีกต่อไป

หนึ่งคนหนึ่งเสือโรมรันพันตูกันอยู่นานเกือบหนึ่งชั่วโมง ซูเมี่ยวจินได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากกรงเล็บของมัน แต่เสือตัวนั้นกลับกำลังบาดเจ็บสาหัส มันกำลังหาจังหวะที่จะหนีออกจากการต่อสู้ครั้งนี้ หลังจากที่ทำอย่างไรก็ไม่อาจสร้างบาดแผลขนาดใหญ่ให้มนุษย์ตรงหน้า มันไม่คิดว่ามนุษย์ร่างบางคนนี้จะมีความสามารถในการต่อสู้มากกว่ามันเสียอีก

“คิดจะหนีเหรอ! ฝันไปเถอะ!” ซูเมี่ยวจินกระโจนเข้าใส่เสือที่กำลังอ่อนล้าอีกครั้ง

มีดพร้าถูกฟันลงกลางกระโหลกศรีษะของเสือตัวเขื่องอย่างแรง มันได้แต่ร้องเสียงดังออกมาอย่างเจ็บปวด ซูเมี่ยวจินเมื่อเห็นร่างของเสือตรงหน้าทรุดลง เธอรีบฟันมีดเข้าที่คอของมันจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว เสือร้ายกระเสือกกระสนอยู่ไม่นานก็แน่นิ่งไปเพราะเสียเลือดมาก

“แฮ่กๆ บ้าเอ้ย! บาดเจ็บอีกจนได้ ฉางเล่ยต้องไม่ให้ฉันขึ้นเขาอีกแน่”

ซูเมี่ยวจินบ่นป้อย ๆ ขณะที่กำลังจัดการกลบเลือดเสือและหาไม้แถวนั้นมามัดเสือเอาไว้เพื่อลากมันไปยังลำธารเพื่อทำความสะอาด ไม่อย่างนั้นสัตว์ตัวอื่นคงตามรอยเลือดมาแน่

[เจ้านายเก่งมากเลยครับ อย่าลืมไปเอาตะกร้าโสมนะครับเจ้านาย]

[อืม… รอฉันจัดการเสือตัวนี้ก่อน นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย]

[ใกล้ถึงเวลานัดกับคุณฉางเล่ยแล้วครับเจ้านาย]

[บ้าจริง! ฉันต้องเร่งมือแล้ว]

ซูเมี่ยวจินถึงแม้จะบาดเจ็บหลายแห่ง แต่ก็เป็นเพียงบาดแผลภายนอก เธอไม่สนใจเลือดที่ไหลออกจากร่างเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เธอมัดเสือเอาไว้กับไม้ขนาดย่อมท่อนหนึ่งอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงลากมันไปยังใต้ต้นไม้ที่เธอซ่อนตะกร้าโสมเอาไว้ก่อนหน้านี้อย่างทุลักทุเลเล็กน้อย เนื่องจากสภาพภูมิประเทศบนภูเขาไม่เอื้อให้เธอลากมันไปมาได้ง่ายนัก อีกทั้งขนาดตัวของมันก็ใหญ่มากจริง ๆ หากเป็นคนอื่นที่เจอเสือตัวนี้ ป่านนี้เขาคงกลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปนานแล้ว

ฉางเล่ยตอนนี้มาถึงริมลำธารสักพักแล้ว เขามองหาร่างบางของซูเมี่ยวจินก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ฉางเล่ยขมวดคิ้วมุ่นอย่างกังวล

“เธอไปถึงไหนกันนะ ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่มาอีก” ฉางเล่ยบ่นอยู่คนเดียว

ส่วนคนที่เขากำลังบ่นถึงนั้น ตอนนี้เธอกำลังลากเสือตัวใหญ่มาทางทิศตะวันตกบริเวณลำธารที่นัดกับฉางเล่ยเอาไว้ ซูเมี่ยวจินกัดฟันเร่งความเร็วที่คิดว่าเร็วที่สุดแล้ว แต่จนใจที่เสือตัวนี้หนักเอาการ ทำให้กว่าเธอจะเดินทางมาถึงริมลำธารที่นัดกับฉางเล่ยเอาไว้ก็ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว

“คุณ! นี่คุณบาดเจ็บอีกแล้วเหรอ” ฉางเล่ยที่คอยมองตลอดว่าเมื่อไหร่ซูเมี่ยวจินจะมาถึง เขารีบลุกขึ้นและวิ่งเข้าไปหาเธออย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นเธอลากเสือตัวใหญ่มาพร้อมกับรอยเลือดที่ติดอยู่บนเสื้อของซูเมี่ยวจิน

“ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ นี่เลือดของเสือตัวนี้ต่างหาก” ซูเมี่ยวจินไม่อยากให้ฉางเล่ยเป็นห่วงจึงบอกไปอย่างนั้น

“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะครับ ถ้าเจอเสือต้องรีบหนีรู้หรือเปล่า หากคุณเป็นอะไรไปผมจะบอกครอบครัวยังไง” ฉางเล่ยที่รับเสือจากมือเล็กของซูเมี่ยวจินมาแล้วลากไปที่ริมลำธารเพื่อล้างคราบเลือดออกแทนเธอ

“ฉันรู้ค่ะ ตอนเจอมันก็จวนตัวแล้ว เลยต้องสู้เพื่อให้รอดนี่แหละ” ซูเมี่ยวจินเดินไปล้างเนื้อล้างตัวไม่ไกลจากบริเวณที่ฉางเล่ยล้างเลือดเสือนัก

“คุณล้างตัวเสร็จก็ไปกินข้าวก่อนนะครับ ผมวางเอาไว้ให้ที่ใต้ต้นไม้แล้ว เดี๋ยวทำความสะอาดเสือตัวนี้เสร็จผมจะตามไป” ฉางเล่ยชี้บอกทางให้ซูเมี่ยวจินและล้างเลือดของเสือต่ออย่างขะมักเขม้น

“ตกลงค่ะ คุณก็รีบมานะ เราจะได้ลงเขาก่อนฟ้ามืด ฉันอยากรีบเอาเสือตัวนี้ไปขายในอำเภอด้วย” ซูเมี่ยวจินรู้ดีว่าหากชาวบ้านรู้เข้าจะต้องมีคนมาพูดมากความกับบ้านฉางอีกแน่ เธอจึงอยากรีบนำเสือไปขายเสียก่อน

“เรื่องนั้นคุณไม่ต้องห่วง ผมจะรีบพาคุณลงเขาและเข้าอำเภอกันวันนี้เลย”

ฉางเล่ยเองก็รู้นิสัยคนในหมู่บ้านดี เมื่อก่อนตอนเขาล่าหมูป่าได้ คนพวกนั้นก็มาเอาเปรียบบ้านพวกเขาโดยใช้เงินเล็กน้อยซื้อเนื้อหมูของพวกเขาไป หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฉางเล่ยก็ไม่คิดจะนำสัตว์ใหญ่ที่ล่าได้กลับบ้านอีกเลย

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉางเล่ยกับซูเมี่ยวจินช่วยกันลากแผ่นไม้ที่มีเสือตัวเขื่องวางอยู่ลงจากภูเขา ระหว่างเดินอย่างไม่เร็วไม่ช้าอยู่นั้น ซูเมี่ยวจินที่กลัวว่าจะไปถึงอำเภอค่ำเกินไปก็เอ่ยขึ้น

“เรารีบไปกันเถอะฉางเล่ย ฉันกลัวว่าจะไปถึงอำเภอค่ำเกินไป”

“ตกลง ผมกลัวว่าคุณจะเหนื่อยเลยไม่อยากเดินเร็วนัก”

“ฉันหายเหนื่อยแล้ว คุณไม่ต้องเป็นห่วงมากนักหรอก บอกแล้วไงว่าฉันเป็นครูสอนการต่อสู้น่ะ” ซูเมี่ยวจินตบอกอวบใหญ่ปุ ๆ อย่างมั่นใจ

“อืม… ผมรู้ครับ แต่คุณก็ยังบาดเจ็บอยู่ดี” ฉางเล่ยไม่กล้ามองหน้าอกหน้าใจของสาวสวยข้าง ๆ เขาได้แต่เสมองไปด้านหน้าเพื่อระวังไม่ให้สะดุดอะไรจนลงเขาช้า

ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายคนทั้งคู่ พวกเขาลงเขาในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ฉางเล่ยยังคงอ้อมทางผ่านหมู่บ้านไปยังที่ลับตาคนเพื่อเข้าอำเภอ ซูเมี่ยวจินจดจำเส้นทางนี้เอาไว้ เผื่อวันข้างหน้าเธอจะได้ล่าสัตว์ป่าแล้วเข้าอำเภอด้วยตัวเองได้ ทั้งสองเร่งฝีเท้าเมื่อผ่านหมู่บ้านไปเจอถนนเรียบ ๆ

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • ซูเมี่ยวจิน   ครอบครัว

    เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ

  • ซูเมี่ยวจิน   สำเร็จ

    ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&

  • ซูเมี่ยวจิน   ออกไปเติบโต

    สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน

  • ซูเมี่ยวจิน   แบ่งหุ้นบริษัท

    ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม

  • ซูเมี่ยวจิน   ส่งเด็ก ๆ

    วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ

  • ซูเมี่ยวจิน   ร่ำรวย

    เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status