Masukฉางเล่ยพาซูเมี่ยวจินมาถึงอำเภอตอนห้าโมงครึ่งพอดี ผู้คนในอำเภอที่เลิกงานและกำลังกลับบ้านต่างมองชายหญิงสองคนที่ลากซากเสือตัวเขื่องมาอย่างตกตะลึง หลายปีแล้วที่พวกเขาไม่เคยเห็นคนล่าเสือมาขายในอำเภอ
“นี่ ๆ ดูพวกเขาสิ ล่าเสือตัวใหญ่ขนาดนี้มาได้ ช่างเก่งกันจริง ๆ”
“ใช่ ๆ คนหนึ่งก็สูงหล่อ อีกคนก็สวยดุ สมกันอย่างกับอะไรดี”
“บ๊ะ! ฉันชวนให้ดูเสือไม่ใช่ดูคน”
เสียงพูดคุยที่ดังเข้าหูฉางเล่ยและซูเมี่ยวจินทำเอาทั้งสองคนอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ที่เห็นพวกเขาตื่นตะลึงกับเสือตัวใหญ่
“ผมจะพาคุณเอามันไปขายที่ร้านอาหารของรัฐนะครับ ที่นั่นผมนำสัตว์ที่ล่าได้ไปขายเป็นประจำ เขาให้ราคายุติธรรมมาก” ฉางเล่ยหันไปบอกซูเมี่ยวจิน
“อืม… คุณเคยขายเสือมาก่อนหรือเปล่าฉางเล่ย”
“ไม่เคยเลย มีแค่หมูป่ากับกวางเท่านั้นที่ผมเคยนำมาขาย”
“ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าเสือตัวนี้น่าจะขายได้ราคาไม่น้อย หนังของมันยังมีราคาด้วย”
“นั่นสินะ เงินที่ได้คุณก็เก็บเอาไว้ใช้จ่ายเถอะ ผมจะขายไก่ป่ากับกระต่ายป่าในตะกร้าก็พอแล้ว” ฉางเล่ยรู้ดีว่าเสือตัวนี้ไม่มีส่วนของเขา เพราะซูเมี่ยวจินล่าได้มา
“เงินนี่เราต้องเก็บเอาไว้จัดงานแต่งงานนะ ส่วนเรื่องของใช้ส่วนตัวของฉัน ฉันจะหาเงินมาซื้อเองทีหลัง” ซูเมี่ยวจินเอ่ยถึงเรื่องที่เธอคิดเอาไว้
“ไม่ดีมั้งคุณ ผมเป็นผู้ชายนะ จะให้คุณออกเงินแต่งงานได้ยังไงกัน” ฉางเล่ยขมวดคิ้ว
“ทำไมจะไม่ดีล่ะ ถ้ามัวแต่รอคุณหาเงิน ฉันจะไม่ถูกนินทาแย่เหรอ” ซูเมี่ยวจินหาข้ออ้างเพื่อให้เขารับเงินนี้เก็บเอาไว้ เธอไม่รู้ว่ายุคนี้การแต่งงานต้องใช้เงินเท่าไหร่
“อ่า… ผมขอโทษที่คิดน้อยไป ถ้าอย่างนั้นเงินก้อนนี้ถือว่าผมยืมคุณ รอให้ผมล่าสัตว์ได้มากกว่านี้ก่อน ผมจะคืนเงินให้คุณนะครับ” ฉางเล่ยเอ่ยอย่างเกรงใจ
“คุณนี่นะ หลังแต่งงานเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เรื่องเงินพวกนี้ยังจะมาคิดเล็กคิดน้อยอีก” ซูเมี่ยวจินบ่นชายร่างใหญ่ที่ซื่อเกินไปแล้ว
ก่อนที่ฉางเล่ยจะได้เอ่ยอะไรต่อ พวกเขาก็มาถึงหน้าร้านอาหารของรัฐกันพอดี ฉางเล่ยจึงต้องกลืนคำพูดเอาไว้ก่อนจะเอ่ยบอกพนักงานหน้าร้านให้เรียกผู้จัดการของร้านออกมา เขามาขายสัตว์ป่าที่นี่จนสนิทสนมกับพนักงานและผู้จัดการหลายปีแล้ว พนักงานพยักหน้ารับคำแล้วหันหลังกลับเข้าร้านไปเรียกผู้จัดการ
“โอ้! ฉางเล่ย คุณเก่งจริง ๆ ที่ล่าเสือมาได้” ผู้จัดการร้านเจี่ยงซูเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ผมไม่ได้ล่าเองครับ เป็นว่าที่ภรรยาผมล่ามาได้” ฉางเล่ยไม่กล้าอ้างความดีความชอบ
“หืม? ว่าที่ภรรยา นี่คุณกำลังจะแต่งงานเหรอ?” เจี่ยงซูถามอย่างสงสัย
“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าเสือตัวนี้ผู้จัดการจะรับซื้อเท่าไหร่ครับ เงินนี่พวกผมจะเก็บไว้จัดงานแต่งงานน่ะครับ” ฉางเล่ยรีบกล่าวเข้าเรื่อง เขากลัวว่าจะกลับถึงบ้านช้า
“อ่า… ขอผมตรวจสอบดูสักครู่นะ ถ้าหนังเสือสมบูรณ์ดี ผมจะให้ราคาสูงเลยล่ะ”
ผู้จัดการมองหญิงสาวสวยจัดที่ยืนข้างกันกับฉางเล่ยแวบหนึ่ง เขาไม่กล้ามองเธอนานจนอาจเสียมารยาทได้ แต่ในใจนั้นกลับคิดไม่ถึงว่าหญิงสาวร่างบางคนนี้เป็นคนล่าเสือได้ เขาไม่ค่อยเชื่อคำพูดของฉางเล่ยสักเท่าไหร่ หากว่าเป็นสองคนช่วยกันล่ามา เขาคิดว่าเป็นไปได้มากกว่า
“ผมตรวจสอบดูแล้ว หนังของเสือสมบูรณ์ดีมาก เดี๋ยวคุณยกเสือตัวนี้เข้าไปชั่งในร้านก่อนดีกว่านะ ตรงนี้คนเริ่มมองกันเยอะแล้ว” ผู้จัดการสังเกตเห็นคนในอำเภอเริ่มยืนมองมาทางร้านของพวกเขาซึ่งปิดทำการก่อนหน้านี้ไม่นาน เขากลัวว่าลูกค้าจะเข้าร้านมาตอนที่พวกเขาเก็บร้านกันแล้ว
ฉางเล่ยและซูเมี่ยวจินพยักหน้ารับคำของเจี่ยงซู ทั้งสองช่วยกันยกเสือเข้าไปในร้านโดยไม่หนักแรงนัก ทำเอาพนักงานร้านที่คิดจะมาช่วยฉางเล่ยยกถึงกับยืนอึ้งไปเมื่อเห็นสาวสวยร่างบางยกมันขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉางเล่ยเดินตามหลังผู้จัดการร้านเข้าไปด้านหลัง เขากับซูเมี่ยวจินวางร่างของเสือลงไปบนตาชั่งขนาดใหญ่ตามที่ผู้จัดการบอก น้ำหนักวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วจนมันหยุดที่ 170 กิโลกรัม นับว่าเสือตัวนี้ใหญ่โตมากจริง ๆ
“โอ้! น้ำหนักดีมาก ผมให้ราคากิโลกรัมละ 20 หยวน คุณคิดว่ายังไงฉางเล่ย”
“ได้ครับ ขอบคุณผู้จัดการมากที่ให้ราคาสูงขนาดนี้” ฉางเล่ยรู้ดีว่าเนื้อสัตว์ป่าทั่วไปคงขายราคานี้ไม่ได้แน่ นับว่าครั้งนี้พวกเขาน่าจะมีเงินจัดงานแต่งงานแล้ว
“ส่วนหนังเสือผมให้ราคาแยกนะครับ หนังเสือผืนใหญ่ขนาดนี้คงขายได้ราคาสูงแน่ เสือทั้งตัวครั้งนี้ผมให้ราคาซื้อคุณ 4,000 หยวน พวกคุณพอใจหรือไม่”
“พอใจครับ ขอบคุณผู้จัดการเจี่ยงมากครับที่ให้ราคาสูงมากขนาดนี้”
“ไฮ้! คุณไม่รู้อะไร เนื้อเสือหายากมากนะ ผมสามารถขายได้กำไรสองเท่าเลยเชียว”
ผู้จัดการเจี่ยงขอตัวไปเอาเงินในห้องทำงานมาให้ฉางเล่ย ซูเมี่ยวจินไม่คิดว่าเสือตัวเดียวจะทำเงินได้มากถึงขนาดนี้ เงินจำนวนมากที่กำลังจะได้รับ คงช่วยให้บ้านฉางสามารถสร้างบ้านใหม่ได้แน่ เพียงแต่ซูเมี่ยวจินไม่อยากอยู่ในหมู่บ้าน เธออยากพาครอบครัวฉางย้ายไปอยู่ในที่ที่เจริญกว่านี้
“เงินสี่พันหยวนอยู่ในกระเป๋าใบนี้ เก็บไว้ให้ดีล่ะ คนอื่นเห็นเข้าจะเกิดความโลภได้ คราวหน้าถ้ามีสัตว์ป่าดี ๆ ก็นำมาขายให้ผมเหมือนเดิมนะ” เจี่ยงซูส่งกระเป๋าให้
“ขอบคุณผู้จัดการเจี่ยงมากครับ ครั้งหน้าผมจะนำมาขายที่นี่เหมือนเดิม” ฉางเล่ยรับกระเป๋ามาเก็บเอาไว้ ตอนแรกเขาคิดจะขายไก่ป่าและกระต่ายป่าของตัวเอง แต่ซูเมี่ยวจินเห็นว่าได้เงินเยอะแล้ว เธอจึงให้เขาเก็บเอาไว้ทำอาหารกินที่บ้านแทน
ซูเมี่ยวจินพยักหน้าลาผู้จัดการเจี่ยงและเดินข้างกายฉางเล่ยออกจากร้านไปหลังได้รับเงิน เธออยากซื้อชุดชั้นในใหม่สักหลายตัว เพราะตอนนี้เธอยังคงต้องใช้เสื้อชั้นในเก่าและซักแทบจะวันเว้นวัน
“ฉางเล่ย พาฉันไปซื้อชุดชั้นในได้ไหม ฉันไม่มีใส่แล้ว” ซูเมี่ยวจินหันไปถาม
“เอ่อ… ผมไม่รู้ว่าร้านขายของแบบนั้นอยู่ที่ไหน เราไปดูที่สหกรณ์ก่อนดีไหม” ฉางเล่ยยกมือเกาหัวอย่างอาย ๆ ของส่วนตัวพวกนี้เขามักจะให้น้องสาวแวะซื้อกลับบ้านมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ตกลง คุณนำทางเถอะ อ้อ! ในอำเภอมีร้านขายยาสมุนไพรหรือเปล่า”
“หืม? คุณถามทำไมเหรอ หรือว่าคุณป่วย” ฉางเล่ยหันไปถามอย่างสงสัย
“เปล่าหรอก ฉันอยากเอาสมุนไพรที่เก็บได้ไปขายน่ะ”
“อืม… รอให้คุณซื้อของที่สหกรณ์เสร็จก่อน ผมจะพาคุณไปร้านขายยาดู”
“ขอบคุณมากนะ” ซูเมี่ยวจินยิ้มบาง ในที่สุดเธอก็จะมีเงินส่วนตัวแล้ว ส่วนเงินซื้อชุดชั้นในคงต้องขอจากฉางเล่ยที่เพิ่งได้เงินก้อนใหญ่มาก่อนหน้านี้
“ไม่ต้องขอบคุณ เงินในกระเป๋านี่คุณใช้ได้เต็มที่เลยนะ”
“อืม… คุณเลือกเสื้อผ้าใหม่ให้พ่อ แม่กับเซียงจูด้วยสิ อย่าลืมของตัวคุณเองล่ะ วันแต่งงานยังไงเราก็ต้องสวมชุดใหม่กัน” ซูเมี่ยวจินไม่ลืมที่จะบอกให้เขาซื้อของ
“แต่… นี่เป็นเงินของคุณนะครับ” ฉางเล่ยไม่กล้าใช้เงินที่ซูเมี่ยวจินหามาอย่างลำบาก
“เงินคุณ เงินฉันอะไรกัน บอกแล้วไงว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันอยากให้ทุกคนมีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ในงาน คุณเลือกให้ดี ๆ ล่ะ อย่าขี้เหนียวเด็ดขาด” ซูเมี่ยวจินหันไปทำสีหน้าจริงจัง เธอกลัวว่าเขาจะประหยัดจนเลือกแต่เสื้อผ้าธรรมดา
“ขอบคุณมากนะคุณซู” ฉางเล่ยหันไปเอ่ยอย่างซาบซึ้ง
“เรียกฉันว่าเมี่ยวจินเถอะ อีกไม่นานเราก็จะแต่งงานกันแล้วนะ” ซูเมี่ยวจินรู้สึกขัดหูไม่น้อยที่ฉางเล่ยเรียกเธอเหมือนคนแปลกหน้า
“ตกลงเมี่ยวจิน” ฉางเล่ยอมยิ้มที่ในที่สุดเขาได้เรียกชื่อเธอตรง ๆ เสียที เขาไม่กล้าเอ่ยปากก่อนหากเธอไม่อนุญาต
ทั้งสองไปถึงสหกรณ์ในเวลาไม่นาน ซูเมี่ยวจินเข้าไปถามพนักงานขายก็รู้ว่าต้องไปเลือกขนาดเองที่ชั้นวาง ส่วนเสื้อผ้าในร้านนี้ก็มีแต่แบบทั่วไปเท่านั้น เธออยากได้เสื้อผ้าที่ดีกว่านี้ให้ครอบครัวฉางมากกว่า ซูเมี่ยวจินจึงบอกให้ฉางเล่ยไม่ต้องเลือกเสื้อผ้าที่นี่ รอวันหลังค่อยเข้าไปในมณฑลเพื่อซื้อของเตรียมงานแต่ง
ตระกูลอ้ายเสนอให้ทุกคนลงทุนเงินตระกูลละหนึ่งร้อยล้านหยวนสำหรับการซื้อเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัยจากต่างชาติ อาคารของโรงพยาบาลในพื้นที่สิบไร่จะแยกเป็นสามอาคาร คืออาคารผู้ป่วยนอก อาคารผู้ป่วยในและอาคารของผู้ป่วยวิกฤต ภายในโรงพยาบาลยังมีการสร้างศูนย์สุขภาพและห้องพักของบุคลากรทางการแพทย์อีกสามอาคาร ลานจอดรถขนาดใหญ่สำหรับรถรับส่งของทางโรงพยาบาลที่ตระกูลอ้ายคิดขึ้น เขาอยากให้ผู้ป่วยธรรมดาสามารถเข้าถึงการรักษาของโรงพยาบาลได้สะดวก จึงคิดระบบขนส่งฟรีให้กับคนในเมืองหลวง โดยกำหนดเส้นทางขนส่งหลักมากถึงสิบเส้นทาง หากโครงการนี้สำเร็จ วงการแพทย์คงตื่นตัวขึ้นมากเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและให้บริการทางการแพทย์ตระกูลชุ่ยนำเสนอข้อมูลของโรงเรียนเอกชนก็มีอาคารเรียนมากถึงเจ็ดอาคารรวมโรงยิมส่วนกลางสำหรับการแข่งขันกีฬาในร่มด้วย สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานและลู่วิ่งก็มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน โรงเรียนแห่งนี้จะสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมปลาย หอพักขนาดใหญ่สามอาคาร อาคารละสามสิบชั้นจะช่วยให้นักเรียนที่มีบ้านไกลเรียนได้อย่างสะดวก ระบบการศึกษาจะส่งเสริมให้นักเรียนมี
“ผมคิดว่าที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ควรทำเป็นตลาดค้าส่งดีไหม” คังฟู่ลองเสนอ“ตลาดค้าส่งก็ไม่ห่างจากที่นี่นี่นา ผมว่าคิดอย่างอื่นเถอะ” โจวหนานเซิงบอก“ในเมื่อทุกคนยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร เราลองปรึกษาคนในบริษัทก่อนไหม แล้วค่อยนัดประชุมกันอีกทีหนึ่ง” ชุ่ยถงไม่อยากเสียเวลามากเกินไป เพราะอากาศเริ่มร้อน“ตกลง” คนอื่น ๆ พยักหน้าตกลงทันทีก่อนแยกย้ายกัน คังฟู่ชวนทุกคนไปกินข้าวร่วมกันแล้ว แต่ซูเมี่ยวจินบอกว่าเธอยังมีงานต้องทำ พวกเขาเลยต้องขอตัวกลับระหว่างทางกลับบริษัท ฉางเล่ยเองก็คิดไม่ตกว่าจะทำอะไรกับที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ดี หลายเดือนแล้วที่เขาคิดวนไปวนมาก็ยังไม่มีความคิดดี ๆ เลย“ภรรยา คุณคิดว่าพวกเขาจะทำอะไรกับที่ดินผืนนี้ครับ” ฉางเล่ยถามอย่างอดไม่ได้“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เราเองก็ต้องเรียกจางชวงซินกับหลิวซื่อหย่วน
หนึ่งร้อยวันต่อมาโครงการโรงแรมบ่อน้ำพุร้อนและห้างสรรพสินค้าสร้างเสร็จตามกำหนดการเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ด้วยพนักงานของบริษัทที่รับเข้ามาของซูเมี่ยวจินและความร่วมมือจากสี่ตระกูลใหญ่ ทำให้วันนี้พวกเขาจัดเตรียมพิธีเปิดได้อย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียมหรูและบ้านจัดสรรเองก็กำลังก่อสร้างไปได้มากกว่า 70% แล้ว อีกไม่นานพวกเขาก็สามารถเปิดขายได้ทั้งหมดวันนี้แขกร่ำรวยและสื่อจากสำนักข่าวต่าง ๆ มารวมตัวกันเป็นจำนวนมากที่หน้าโรงแรมปิงก่วนเพื่อร่วมพิธีเปิดตามบัตรเชิญจากตระกูลคัง ตระกูลฉางมีซูเมี่ยวจิน ฉางเล่ย และพี่ชายทั้งสี่มาเข้าร่วมพิธีด้วย ก่อนหน้านี้พวกพี่ชายของฉางเล่ยได้ทำความรู้จักคนจากตระกูลคังและชุ่ยเอาไว้แล้ว เพราะซูเมี่ยวจินให้พวกเขาดูแลงานในโรงแรมและห้างสรรพสินค้า พวกเขาจึงสร้างความสัมพันธ์กับสองตระกูลเพื่อความสะดวกในการทำงานบรรยากาศก่อนพิธีเปิดงานจะเริ่มขึ้นยังคงเป็นไปด้วยดี เพราะบอดี้การ์ดของซูเมี่ยวจินมาทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม เหล่าเศรษฐีในงานที
รถยนต์สามคันขับตามกันไป บอดี้การ์ดสองคนที่พักในอาคารบ้านใหญ่ฉางติดตามซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมาด้วย ส่วนเลขาทั้งสองแยกย้ายกันนั่งรถบริษัทไปกับหัวหน้าหน่วยแต่ละคนพร้อมกับบอดี้การ์ดเช่นกันทหารที่ซูเมี่ยวจินรับมาทั้งหมดยังไม่มีอาวุธส่วนตัว เธอต้องทำเรื่องขอซื้ออาวุธจากทางการก่อนจึงจะให้พวกเขาพกพาได้ เรื่องนี้โจวอู่หมิงบอกพ่อของเขาให้แล้วเช่นกัน ซึ่งการทำเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร“เข้าไปดูบ้านในซอยตรงข้ามโครงการก่อนนะ” ซูเมี่ยวจินสั่งการบอดี้การ์ดที่ขับรถ“ครับ นายหญิง” บอดี้การ์ดทั้งหมดได้รับคำสั่งให้เรียกซูเมี่ยวจินว่านายหญิงรถสามคันขับตามกันเข้าไปในซอยก่อนถึงโครงการฝั่งตรงข้ามเล็กน้อย ถนนเส้นนี้ยังเป็นถนนสองเลนสวนกันเท่านั้น หากในอนาคตรัฐบาลต้องการสร้างถนนใหม่ บ้านต้นซอยทั้งหมดจะถูกเวนคืนในราคาสูง ซูเมี่ยวจินไม่ได้หวังว่าจะได้บ้านต้นซอยแต่แรก เธอแค่อยากซื้อที่ดินเพิ่มแถวนี้เท่านั้นภายในซอยเงีย
หลี่จุนพาเจ้านายทั้งสองไปธนาคารในเวลาต่อมา ซูเมี่ยวจินใช้เงินจากบัญชีส่วนตัวซื้อรถกันกระสุน เธอจะรอให้รถคันใหม่มาถึงจึงจะนำรถคันเก่าไปซ่อมและเก็บไว้ให้พ่อกับแม่สามีใช้ในอนาคตก่อนมื้อเย็น ซูเมี่ยวจินโทรหาโจวอู่หมิงเพื่อสอบถามเรื่องบอดี้การ์ดที่เธอขอเอาไว้ก่อนกลับจากเถิงซง“พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลนะครับ คุณพ่อเรียกคนที่ลาออกเตรียมไว้ให้พี่สะใภ้เลือกห้าสิบคนเลยนะครับ แต่ละคนฝีมือดีกันทั้งนั้น เพียงแต่พวกเขาลาออกไปดูแลครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน พอคนในครอบครัวเสียชีวิต พวกเขาจึงไม่มีเป้าหมายอีก ถ้าจะกลับมารับใช้ชาติก็ไม่สามารถทำได้ พวกเขาเลยสมัครใจที่จะมาทำงานให้กับตระกูลของผมน่ะครับ” โจวอู่หมิงบอกรายละเอียดคนที่พ่อของเขาหามาให้เธอฟัง“อืม… เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าพวกเขาหน่วยก้านดี ฉันอาจจะรับเอาไว้ทั้งหมดเลยก็ได้”“ขอบคุณพี่สะใภ้มากครับ ผมจะโทรบอกพ่อให้พาคนพวกนั้นไปพบพี่สะใภ้พรุ่งนี้ดีไหมครับ” โจวอู่หมิงบอกอย่างดีใจ เขาหวังว่า
สองวันต่อมาหลังพักผ่อนเต็มที่แล้ว ฉางเล่ยกับซูเมี่ยวจินก็กลับเข้าบริษัท พวกเขาได้รับรายงานเกี่ยวกับโครงการจากลูกพี่ลูกน้องทั้งสี่ทันทีที่เข้าไป“โครงการสร้างโรงแรมของเราทำไปได้ประมาณ 30% แล้วครับ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานที่ตระกูลคังส่งให้เราครับ” ฉางหลิวซิงบอกเป็นคนแรก“โครงการสร้างห้างสรรพสินค้าเองก็เช่นเดียวกันครับ ตระกูลคังน่าจะเกณฑ์คนมาจากเมืองต่าง ๆ เลยทำให้โครงการทั้งสองสามารถทำควบคู่กันไปได้” ฉางหลิวหยางบอกต่อจากพี่ชายพร้อมรอยยิ้ม“คอนโดมิเนียมที่พี่ชายดูแลยังทำได้ไม่ถึงไหนเลยครับ คงเพราะจำนวนคนไม่เพียงพอจึงทำให้พวกเขาทำได้แค่ปรับพื้นที่รอตอกเสาเข็มอาคารหลังแรกเท่านั้น” ฉางหลิวหย่งรายงานโครงการที่เขารับผิดชอบอยู่“หมู่บ้านเราก็ยังไม่เริ่มการก่อสร้างเหมือนกันครับ คนงานเพิ่งปรับพื้นที่และนำดินมาถมที่ดินเพิ่มเติมอยู่ครับ” ฉางหลิวเติ้งบอกเป็นคนสุดท้าย







