เข้าสู่ระบบฉางเล่ยพาซูเมี่ยวจินมาถึงอำเภอตอนห้าโมงครึ่งพอดี ผู้คนในอำเภอที่เลิกงานและกำลังกลับบ้านต่างมองชายหญิงสองคนที่ลากซากเสือตัวเขื่องมาอย่างตกตะลึง หลายปีแล้วที่พวกเขาไม่เคยเห็นคนล่าเสือมาขายในอำเภอ
“นี่ ๆ ดูพวกเขาสิ ล่าเสือตัวใหญ่ขนาดนี้มาได้ ช่างเก่งกันจริง ๆ”
“ใช่ ๆ คนหนึ่งก็สูงหล่อ อีกคนก็สวยดุ สมกันอย่างกับอะไรดี”
“บ๊ะ! ฉันชวนให้ดูเสือไม่ใช่ดูคน”
เสียงพูดคุยที่ดังเข้าหูฉางเล่ยและซูเมี่ยวจินทำเอาทั้งสองคนอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ที่เห็นพวกเขาตื่นตะลึงกับเสือตัวใหญ่
“ผมจะพาคุณเอามันไปขายที่ร้านอาหารของรัฐนะครับ ที่นั่นผมนำสัตว์ที่ล่าได้ไปขายเป็นประจำ เขาให้ราคายุติธรรมมาก” ฉางเล่ยหันไปบอกซูเมี่ยวจิน
“อืม… คุณเคยขายเสือมาก่อนหรือเปล่าฉางเล่ย”
“ไม่เคยเลย มีแค่หมูป่ากับกวางเท่านั้นที่ผมเคยนำมาขาย”
“ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าเสือตัวนี้น่าจะขายได้ราคาไม่น้อย หนังของมันยังมีราคาด้วย”
“นั่นสินะ เงินที่ได้คุณก็เก็บเอาไว้ใช้จ่ายเถอะ ผมจะขายไก่ป่ากับกระต่ายป่าในตะกร้าก็พอแล้ว” ฉางเล่ยรู้ดีว่าเสือตัวนี้ไม่มีส่วนของเขา เพราะซูเมี่ยวจินล่าได้มา
“เงินนี่เราต้องเก็บเอาไว้จัดงานแต่งงานนะ ส่วนเรื่องของใช้ส่วนตัวของฉัน ฉันจะหาเงินมาซื้อเองทีหลัง” ซูเมี่ยวจินเอ่ยถึงเรื่องที่เธอคิดเอาไว้
“ไม่ดีมั้งคุณ ผมเป็นผู้ชายนะ จะให้คุณออกเงินแต่งงานได้ยังไงกัน” ฉางเล่ยขมวดคิ้ว
“ทำไมจะไม่ดีล่ะ ถ้ามัวแต่รอคุณหาเงิน ฉันจะไม่ถูกนินทาแย่เหรอ” ซูเมี่ยวจินหาข้ออ้างเพื่อให้เขารับเงินนี้เก็บเอาไว้ เธอไม่รู้ว่ายุคนี้การแต่งงานต้องใช้เงินเท่าไหร่
“อ่า… ผมขอโทษที่คิดน้อยไป ถ้าอย่างนั้นเงินก้อนนี้ถือว่าผมยืมคุณ รอให้ผมล่าสัตว์ได้มากกว่านี้ก่อน ผมจะคืนเงินให้คุณนะครับ” ฉางเล่ยเอ่ยอย่างเกรงใจ
“คุณนี่นะ หลังแต่งงานเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เรื่องเงินพวกนี้ยังจะมาคิดเล็กคิดน้อยอีก” ซูเมี่ยวจินบ่นชายร่างใหญ่ที่ซื่อเกินไปแล้ว
ก่อนที่ฉางเล่ยจะได้เอ่ยอะไรต่อ พวกเขาก็มาถึงหน้าร้านอาหารของรัฐกันพอดี ฉางเล่ยจึงต้องกลืนคำพูดเอาไว้ก่อนจะเอ่ยบอกพนักงานหน้าร้านให้เรียกผู้จัดการของร้านออกมา เขามาขายสัตว์ป่าที่นี่จนสนิทสนมกับพนักงานและผู้จัดการหลายปีแล้ว พนักงานพยักหน้ารับคำแล้วหันหลังกลับเข้าร้านไปเรียกผู้จัดการ
“โอ้! ฉางเล่ย คุณเก่งจริง ๆ ที่ล่าเสือมาได้” ผู้จัดการร้านเจี่ยงซูเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ผมไม่ได้ล่าเองครับ เป็นว่าที่ภรรยาผมล่ามาได้” ฉางเล่ยไม่กล้าอ้างความดีความชอบ
“หืม? ว่าที่ภรรยา นี่คุณกำลังจะแต่งงานเหรอ?” เจี่ยงซูถามอย่างสงสัย
“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าเสือตัวนี้ผู้จัดการจะรับซื้อเท่าไหร่ครับ เงินนี่พวกผมจะเก็บไว้จัดงานแต่งงานน่ะครับ” ฉางเล่ยรีบกล่าวเข้าเรื่อง เขากลัวว่าจะกลับถึงบ้านช้า
“อ่า… ขอผมตรวจสอบดูสักครู่นะ ถ้าหนังเสือสมบูรณ์ดี ผมจะให้ราคาสูงเลยล่ะ”
ผู้จัดการมองหญิงสาวสวยจัดที่ยืนข้างกันกับฉางเล่ยแวบหนึ่ง เขาไม่กล้ามองเธอนานจนอาจเสียมารยาทได้ แต่ในใจนั้นกลับคิดไม่ถึงว่าหญิงสาวร่างบางคนนี้เป็นคนล่าเสือได้ เขาไม่ค่อยเชื่อคำพูดของฉางเล่ยสักเท่าไหร่ หากว่าเป็นสองคนช่วยกันล่ามา เขาคิดว่าเป็นไปได้มากกว่า
“ผมตรวจสอบดูแล้ว หนังของเสือสมบูรณ์ดีมาก เดี๋ยวคุณยกเสือตัวนี้เข้าไปชั่งในร้านก่อนดีกว่านะ ตรงนี้คนเริ่มมองกันเยอะแล้ว” ผู้จัดการสังเกตเห็นคนในอำเภอเริ่มยืนมองมาทางร้านของพวกเขาซึ่งปิดทำการก่อนหน้านี้ไม่นาน เขากลัวว่าลูกค้าจะเข้าร้านมาตอนที่พวกเขาเก็บร้านกันแล้ว
ฉางเล่ยและซูเมี่ยวจินพยักหน้ารับคำของเจี่ยงซู ทั้งสองช่วยกันยกเสือเข้าไปในร้านโดยไม่หนักแรงนัก ทำเอาพนักงานร้านที่คิดจะมาช่วยฉางเล่ยยกถึงกับยืนอึ้งไปเมื่อเห็นสาวสวยร่างบางยกมันขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉางเล่ยเดินตามหลังผู้จัดการร้านเข้าไปด้านหลัง เขากับซูเมี่ยวจินวางร่างของเสือลงไปบนตาชั่งขนาดใหญ่ตามที่ผู้จัดการบอก น้ำหนักวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วจนมันหยุดที่ 170 กิโลกรัม นับว่าเสือตัวนี้ใหญ่โตมากจริง ๆ
“โอ้! น้ำหนักดีมาก ผมให้ราคากิโลกรัมละ 20 หยวน คุณคิดว่ายังไงฉางเล่ย”
“ได้ครับ ขอบคุณผู้จัดการมากที่ให้ราคาสูงขนาดนี้” ฉางเล่ยรู้ดีว่าเนื้อสัตว์ป่าทั่วไปคงขายราคานี้ไม่ได้แน่ นับว่าครั้งนี้พวกเขาน่าจะมีเงินจัดงานแต่งงานแล้ว
“ส่วนหนังเสือผมให้ราคาแยกนะครับ หนังเสือผืนใหญ่ขนาดนี้คงขายได้ราคาสูงแน่ เสือทั้งตัวครั้งนี้ผมให้ราคาซื้อคุณ 4,000 หยวน พวกคุณพอใจหรือไม่”
“พอใจครับ ขอบคุณผู้จัดการเจี่ยงมากครับที่ให้ราคาสูงมากขนาดนี้”
“ไฮ้! คุณไม่รู้อะไร เนื้อเสือหายากมากนะ ผมสามารถขายได้กำไรสองเท่าเลยเชียว”
ผู้จัดการเจี่ยงขอตัวไปเอาเงินในห้องทำงานมาให้ฉางเล่ย ซูเมี่ยวจินไม่คิดว่าเสือตัวเดียวจะทำเงินได้มากถึงขนาดนี้ เงินจำนวนมากที่กำลังจะได้รับ คงช่วยให้บ้านฉางสามารถสร้างบ้านใหม่ได้แน่ เพียงแต่ซูเมี่ยวจินไม่อยากอยู่ในหมู่บ้าน เธออยากพาครอบครัวฉางย้ายไปอยู่ในที่ที่เจริญกว่านี้
“เงินสี่พันหยวนอยู่ในกระเป๋าใบนี้ เก็บไว้ให้ดีล่ะ คนอื่นเห็นเข้าจะเกิดความโลภได้ คราวหน้าถ้ามีสัตว์ป่าดี ๆ ก็นำมาขายให้ผมเหมือนเดิมนะ” เจี่ยงซูส่งกระเป๋าให้
“ขอบคุณผู้จัดการเจี่ยงมากครับ ครั้งหน้าผมจะนำมาขายที่นี่เหมือนเดิม” ฉางเล่ยรับกระเป๋ามาเก็บเอาไว้ ตอนแรกเขาคิดจะขายไก่ป่าและกระต่ายป่าของตัวเอง แต่ซูเมี่ยวจินเห็นว่าได้เงินเยอะแล้ว เธอจึงให้เขาเก็บเอาไว้ทำอาหารกินที่บ้านแทน
ซูเมี่ยวจินพยักหน้าลาผู้จัดการเจี่ยงและเดินข้างกายฉางเล่ยออกจากร้านไปหลังได้รับเงิน เธออยากซื้อชุดชั้นในใหม่สักหลายตัว เพราะตอนนี้เธอยังคงต้องใช้เสื้อชั้นในเก่าและซักแทบจะวันเว้นวัน
“ฉางเล่ย พาฉันไปซื้อชุดชั้นในได้ไหม ฉันไม่มีใส่แล้ว” ซูเมี่ยวจินหันไปถาม
“เอ่อ… ผมไม่รู้ว่าร้านขายของแบบนั้นอยู่ที่ไหน เราไปดูที่สหกรณ์ก่อนดีไหม” ฉางเล่ยยกมือเกาหัวอย่างอาย ๆ ของส่วนตัวพวกนี้เขามักจะให้น้องสาวแวะซื้อกลับบ้านมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ตกลง คุณนำทางเถอะ อ้อ! ในอำเภอมีร้านขายยาสมุนไพรหรือเปล่า”
“หืม? คุณถามทำไมเหรอ หรือว่าคุณป่วย” ฉางเล่ยหันไปถามอย่างสงสัย
“เปล่าหรอก ฉันอยากเอาสมุนไพรที่เก็บได้ไปขายน่ะ”
“อืม… รอให้คุณซื้อของที่สหกรณ์เสร็จก่อน ผมจะพาคุณไปร้านขายยาดู”
“ขอบคุณมากนะ” ซูเมี่ยวจินยิ้มบาง ในที่สุดเธอก็จะมีเงินส่วนตัวแล้ว ส่วนเงินซื้อชุดชั้นในคงต้องขอจากฉางเล่ยที่เพิ่งได้เงินก้อนใหญ่มาก่อนหน้านี้
“ไม่ต้องขอบคุณ เงินในกระเป๋านี่คุณใช้ได้เต็มที่เลยนะ”
“อืม… คุณเลือกเสื้อผ้าใหม่ให้พ่อ แม่กับเซียงจูด้วยสิ อย่าลืมของตัวคุณเองล่ะ วันแต่งงานยังไงเราก็ต้องสวมชุดใหม่กัน” ซูเมี่ยวจินไม่ลืมที่จะบอกให้เขาซื้อของ
“แต่… นี่เป็นเงินของคุณนะครับ” ฉางเล่ยไม่กล้าใช้เงินที่ซูเมี่ยวจินหามาอย่างลำบาก
“เงินคุณ เงินฉันอะไรกัน บอกแล้วไงว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันอยากให้ทุกคนมีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ในงาน คุณเลือกให้ดี ๆ ล่ะ อย่าขี้เหนียวเด็ดขาด” ซูเมี่ยวจินหันไปทำสีหน้าจริงจัง เธอกลัวว่าเขาจะประหยัดจนเลือกแต่เสื้อผ้าธรรมดา
“ขอบคุณมากนะคุณซู” ฉางเล่ยหันไปเอ่ยอย่างซาบซึ้ง
“เรียกฉันว่าเมี่ยวจินเถอะ อีกไม่นานเราก็จะแต่งงานกันแล้วนะ” ซูเมี่ยวจินรู้สึกขัดหูไม่น้อยที่ฉางเล่ยเรียกเธอเหมือนคนแปลกหน้า
“ตกลงเมี่ยวจิน” ฉางเล่ยอมยิ้มที่ในที่สุดเขาได้เรียกชื่อเธอตรง ๆ เสียที เขาไม่กล้าเอ่ยปากก่อนหากเธอไม่อนุญาต
ทั้งสองไปถึงสหกรณ์ในเวลาไม่นาน ซูเมี่ยวจินเข้าไปถามพนักงานขายก็รู้ว่าต้องไปเลือกขนาดเองที่ชั้นวาง ส่วนเสื้อผ้าในร้านนี้ก็มีแต่แบบทั่วไปเท่านั้น เธออยากได้เสื้อผ้าที่ดีกว่านี้ให้ครอบครัวฉางมากกว่า ซูเมี่ยวจินจึงบอกให้ฉางเล่ยไม่ต้องเลือกเสื้อผ้าที่นี่ รอวันหลังค่อยเข้าไปในมณฑลเพื่อซื้อของเตรียมงานแต่ง
เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ
ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&
สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน
ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม
วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ
เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง







