Share

ขึ้นเขา

Penulis: 橙花
last update Terakhir Diperbarui: 2025-10-07 08:15:53

ก่อนฟ้าสว่างวันต่อมา คนทั้งครอบครัวฉางรีบลุกมาทำอาหารเหมือนปกติ วันนี้ยังมีซูเมี่ยวจินที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าของเธอที่ถึงแม้จะมีรูกระสุนอยู่แต่ก็ยังสวมใส่ได้ไม่ขัดตามาช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ

“เมี่ยวจินจะขึ้นเขากับฉางเล่ยจริงเหรอลูก” หลิวเอ้อหลิงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง

“ใช่ค่ะคุณป้า สองคนช่วยกันเผื่อจะได้สัตว์มาขายมากขึ้นสักหน่อย”

“พี่สาว เรียกแม่ได้แล้วมั้งคะ อีกไม่นานพี่ก็จะเป็นพี่สะใภ้หนูแล้วนะ” เสียงใสของฉางเซียงจูเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง

“ฮ่า ฮ่า ถ้าคุณลุงกับคุณป้าไม่รังเกียจ ฉันก็จะเรียกตามที่น้องสาวบอกนะคะ”

“ไฮ้! ใครจะรังเกียจเมี่ยวจินได้กัน เรียกพ่อกับแม่ก็ดีนะ” ฉางชิงหยูยิ้มรับคำ

ฉางเล่ยหันมองคนสวยที่พูดคุยกับครอบครัวเขาอย่างสนิทสนมก็อมยิ้มอยู่คนเดียว เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีวาสนาได้รับภรรยาที่ทั้งสวยทั้งดีแบบซูเมี่ยวจิน

“พ่อ แม่ พี่สาว ดูพี่ใหญ่สิคะ ยิ้มใหญ่เลย ฮ่า ฮ่า” ฉางเซียงจูล้อเลียนพี่ชาย

“พูดมากน่าเซียงจู รีบหั่นผักเร็วเข้า เตาร้อนแล้ว” ฉางเล่ยที่อายจนหูแดงหันไปบ่นน้องสาวที่กล้าล้อเลียนเขา

บรรยากาศในบ้านฉางเช้านี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น ซูเมี่ยวจินคิดในใจว่าเธอตัดสินใจไม่ผิดที่เชื่อระบบ หลังจากนี้เธอจะทำให้ครอบครัวสามีร่ำรวยยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพื่ออนาคตที่ดีของทุกคน

หลังอาหารมื้อเช้าผ่านพ้นไป ทุกคนแยกย้ายกันออกจากบ้านตอนหกโมงเช้า แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านที่เกียจคร้านก็ยังไม่มีใครออกจากบ้านเหมือนกับคนบ้านฉางที่ขยันขันแข็ง

ซูเมี่ยวจินสะพายตะกร้าสานและเหน็บมีดพร้าเล่มโตไว้ที่เข็มขัด ฉางเล่ยมองว่าที่ภรรยาซึ่งดูท่าทางทะมัดทะแมงด้วยแววตาสงสัย

“คุณมองฉันแบบนั้นทำไมกัน?” ซูเมี่ยวจินรู้สึกถึงสายตาของเขาจึงเอ่ยถาม

“เมื่อก่อนคุณทำงานอะไรเหรอ? ผมดูแล้วคุณไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นเลย”

“อืม… ฉันเคยเป็นครูสอนการต่อสู้น่ะ คุณไม่ต้องคิดมาก เรื่องล่าสัตว์ฉันก็ชำนาญไม่น้อยเหมือนกันนะ” ซูเมี่ยวจินโกหกเรื่องอาชีพเก่าโดยตาไม่กระพริบ

“อ้อ! ผมถึงว่าดูท่าทางคุณคล่องแคล่วกว่าผู้หญิงในหมู่บ้านเสียอีก วันนี้เราจะแยกกันหรือล่าสัตว์ด้วยกันล่ะ” ฉางเล่ยที่มีหน้าไม้ประจำตัวถามขึ้น เขาอยากเดินทางพร้อมกับเธอเผื่อว่าเธอจะเกิดอันตรายอีก เขาจะได้ช่วยเหลือทัน

“เราแยกกันดีกว่านะคะ เที่ยงวันค่อยไปพบกันที่ลำธารบนภูเขา” ซูเมี่ยวจินไม่อยากให้ว่าที่สามีตกใจเมื่อเห็นฝีมือการต่อสู้ของเธอ

“คุณต้องระวังตัวให้มากนะครับ ผมเป็นห่วง” ฉางเล่ยผิดหวังเล็กน้อยที่สาวเจ้าไม่ยอมเดินทางไปพร้อมกับเขา

“ฉันรู้ค่ะ คุณไม่ต้องกังวลมากเกินไป ฉันจะระวังตัวให้ดี” ซูเมี่ยวจินรับปากด้วยสีหน้าจริงจังระหว่างที่พวกเขากำลังเดินขึ้นภูเขา

ฉางเล่ยที่ไม่รู้จะชวนเธอคุยเรื่องอะไรดีได้แต่เงียบและเดินต่อไป ซูเมี่ยวจินเองก็ไม่ใช่คนช่างพูดจึงเงียบตามเขา ในใจของฉางเล่ยสงสัยไม่น้อยว่าทำไมซูเมี่ยวจินถึงได้บาดเจ็บ แต่ตลอดมาเขาไม่กล้าถามเรื่องเหล่านี้กับเธอ เขากลัวว่านี่จะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เธอไม่อยากเล่า เขาจึงไม่อยากละลาบละล้วง

ซูเมี่ยวจินใช้ปลายหางตามองชายร่างใหญ่ที่เดินเคียงข้าง เธอคิดว่าฉางเล่ยคงสงสัยในตัวเธอไม่น้อยว่าเป็นใครมาจากไหน เพียงแต่เรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อมากเกินไป ซูเมี่ยวจินจึงได้แต่ต้องคิดเรื่องโกหกเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เขาสงสัย ยังดีที่ฉางเล่ยไม่ถามอะไรต่อ เธอจึงพรูลมหายใจออกอย่างโล่งอก

ทั้งสองใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการขึ้นเขาไปในป่าลึก ฉางเล่ยที่ต้องไปเก็บเหยื่อจากกับดักที่เขาวางเอาไว้หันไปบอกซูเมี่ยวจิน

“คุณเดินทางระวังด้วยนะครับ คนในหมู่บ้านวางกับดักเอาไว้ไม่น้อย ผมจะไปเก็บเหยื่อที่วางกับดักเอาไว้ก่อน เราค่อยไปพบกันที่ลำธารฝั่งตะวันตกตอนเที่ยงนะ ผมห่ออาหารเที่ยงมาเผื่อคุณไว้แล้ว”

“ได้ค่ะ คุณไม่ต้องเป็นห่วงฉันมากนักหรอก ฉันไม่ใช่เด็กเสียหน่อย คุณเองก็ระวังตัวด้วยนะคะ ไว้เจอกันค่ะ” ซูเมี่ยวจินโบกมือและหันหลังเดินไปในป่าด้านทิศตะวันออกอย่างไม่เร่งรีบ เธอไม่รู้ว่าฉางเล่ยวางกับดักไว้ตรงไหนบ้าง แต่อย่างน้อยการได้เดินสำรวจภูเขานี้จะทำให้เธอรู้ว่าพอจะหาเงินจากป่าที่นี่ได้บ้างหรือไม่ ซูเมี่ยวจินอยากหาเงินสำหรับงานแต่งงานด้วยตัวเองมากกว่าจะใช้เงินของครอบครัวฉาง

[เจ้านาย เดินลึกเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ที่นั่นมีโสมป่าชั้นดีขึ้นอยู่ครับ]

[หืม? นายมีประโยชน์เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ]

[แน่นอนว่าต้องมีสิครับ ผมสามารถตรวจสอบพื้นที่ในระยะ 5 กิโลเมตรรอบตัวเจ้านายได้เลยนะครับ]

[งั้นก็ขอบใจนายมาก ว่าแต่อย่าลืมตรวจดูด้วยว่ามีสัตว์ป่าตัวใหญ่บ้างหรือเปล่านะ ฉันอยากล่าสัตว์ใหญ่ไปขายในอำเภอ เผื่อจะได้เงินมาสักก้อน]

[รับทราบครับเจ้านาย]

ซูเมี่ยวจินเดินเร็วขึ้นอีกหน่อยเพื่อไปให้ถึงจุดที่ระบบบอกว่ามีโสมป่า เธอกลัวว่าจะมีสัตว์ป่าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ดึงมันขึ้นมากินเสียก่อน

ฉางเล่ยเดินขึ้นไปบนเขาอีกระยะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะแยกไปทางป่าตะวันตกเพื่อเก็บกับดักที่วางเอาไว้ ในใจของเขาถึงแม้จะเป็นห่วงซูเมี่ยวจินมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่อยากขัดใจเธอที่อยากเดินทางในป่าคนเดียว

ซูเมี่ยวจินไปถึงที่อยู่ของโสมป่าในเวลาไม่นาน เธอค่อย ๆ ขุดโสมป่าด้วยกิ่งไม้แห้งแถวนั้นแทนการใช้มีดพร้า เพราะกลัวว่ารากของโสมจะเสียหาย

[เจ้านายอย่าทำให้รากขาดนะครับ เดี๋ยวจะเสียราคา]

[ฉันรู้แล้วน่า นายอย่าย้ำบ่อยนักได้ไหม น่ารำคาญ!]

ระบบได้แต่เงียบไปเมื่อถูกเจ้านายดุ มันยังต้องให้เจ้านายทำภารกิจเพื่อเพิ่มระดับขั้นของมันให้กลับไปอยู่ในจุดสูงสุด เพื่อที่จะได้เดินทางกลับสู่มิติเดิมของมันในอนาคต ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าที่ระดับขั้นจะเพิ่มขึ้น แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีหวังที่จะกลับไปยังที่ที่จากมา

ซูเมี่ยวจินใช้เวลาขุดเกือบ 15 นาที กว่าที่จะดึงโสมป่าออกมาจากดินได้อย่างสมบูรณ์ เธอมองโสมป่าหนาประมาณสองนิ้วด้วยความตกตะลึง

[ระบบ โสมนี่อายุกี่ปี]

[ตอบเจ้านาย อายุ 200 ปีครับ]

[โอ้! โสมป่าธรรมชาติราคาในยุคนี้ต้องดีมากใช่ไหม]

[ใช่ครับเจ้านาย คุณต้องเก็บอย่างระมัดระวังนะครับ อย่าให้เกิดความเสียหาย]

[ตกลง ๆ นายดูแถวนี้สิว่ามีสัตว์ป่าตัวใหญ่อยู่บ้างไหม]

[ภายในรัศมี 5 กิโลเมตรจากตัวเจ้านายไม่พบสัตว์ใหญ่ครับ มีแต่กระต่ายป่า]

[ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นฉันจะขึ้นเขาไปอีกหน่อย นายคอยบอกฉันด้วยเล่าถ้าเจอสัตว์ใหญ่ เข้าใจไหม]

[เข้าใจแล้วครับเจ้านาย]

ซูเมี่ยวจินหาใบไม้แถวนั้นมาห่อโสมอย่างดี เธอนำโสมใส่ไว้ในตะกร้าสะพายหลังพร้อมรอยยิ้ม เงินก้อนแรกในยุคนี้ของเธอจะได้มาหลังจากขายโสมป่า ซูเมี่ยวจินเดินขึ้นเขาต่อไปอย่างอารมณ์ดี

ฉางเล่ยไปดูกับดักสัตว์ที่วางเอาไว้ก็พบว่ามีไก่ป่ากับกระต่ายป่าเหมือนทุกครั้งเท่านั้นที่ติดกับดัก ส่วนหลุมดักสัตว์ใหญ่ที่เขาไปดูมากลับว่างเปล่า สร้างความเสียใจให้กับฉางเล่ยไม่น้อย เพราะเขาอยากหาเงินเป็นสินสอดให้ซูเมี่ยวจินสักหน่อยเพื่อไม่ให้เธอต้องอับอายคนในหมู่บ้านที่แต่งมาแล้วกลับไม่ได้รับสินสอดสักนิด

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซูเมี่ยวจิน   ครอบครัว

    เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ

  • ซูเมี่ยวจิน   สำเร็จ

    ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&

  • ซูเมี่ยวจิน   ออกไปเติบโต

    สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน

  • ซูเมี่ยวจิน   แบ่งหุ้นบริษัท

    ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม

  • ซูเมี่ยวจิน   ส่งเด็ก ๆ

    วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ

  • ซูเมี่ยวจิน   ร่ำรวย

    เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status