LOGINเพล้ง!
เสียงแก้วกาแฟใบหรูตกกระทบพื้นกระเบื้องราคาแพงจนแตกกระจายเด่นชัดในความเงียบยามสายของวันใหม่ รินรดาสะดุ้งสุดตัว มือเรียวที่กำลังถือผ้าเช็ดโต๊ะสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องที่เศษกระเบื้องบนพื้น หากแต่กำลังลอบมองรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าบริเวณไหปลาร้าผ่านกระจกเงาบานใหญ่ในห้องอาหาร ค่ำคืนที่ผ่านมา... มันไม่ใช่ความฝัน สัมผัสอันดุดัน อ้อมกอดที่รัดแน่นจนแทบหลอมละลาย และรสจูบที่กลืนกินจิตวิญญาณของภัทรยังคงสลักลึกอยู่ในทุกอณูความรู้สึกของเธอ อาสะใภ้สาววัยยี่สิบสี่ปีเพิ่งจะทำเรื่องนอกใจสามีตัวเองกับหลานชายแท้ๆ ของเขาใต้ชายคาบ้านหลังเดียวกัน "เป็นอะไรไปครับอาริน... ดูใจลอยจัง" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนของ ภัทร ที่เดินเข้ามาในห้องอาหาร ชายหนุ่มปรายตามองเศษแก้วบนพื้นเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ นัยน์ตาคมเข้มคู่นั้นไม่ได้มีความรู้สึกผิดบาปอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความนัยบางอย่างที่ลุกโชนและสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมา "ปะ...เปล่าค่ะ อารสแก้วหลุดมือสิคะ" รินรดาตอบเสียงตะกุกตะกัก เผลอกระชับคอเสื้อเชิ้ตของตัวเองให้สูงขึ้นเพื่อปิดบังร่องรอยแห่งตัณหาจากค่ำคืนที่ผ่านมา "ให้เด็กรับใช้มาเก็บเถอะครับ อารินอย่าทำเองเลย... เดี๋ยวจะเจ็บตัวเอา" ภัทรเน้นคำว่า 'เจ็บตัว' ด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำจนคนฟังหน้าร้อนผ่าว ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้จนรินรดาได้กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขา มันคือกลิ่นอายบุรุษเพศที่ปลุกเร้าความสยิวและดิบเถื่อนในคืนฝนตกให้กลับมาแล่นริ้วในหัวอีกครั้ง ก่อนที่ภัทรจะแอบยัดเศษกระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือเรียวของเธอในจังหวะที่คนรับใช้คนอื่นกำลังเดินเข้ามาพอดี รินรดากำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนเหงื่อซึม เมื่อแอบเปิดดูในมุมอับ ข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือหวัดๆ ของหลานชายสามีเขียนไว้ชัดเจนว่า... 'ผมจะรออารินที่ห้องทำงานส่วนตัวตอนบ่ายนะครับ... น้าอนันต์ไม่กลับบ้านทั้งวัน' ช่วงสายของวัน อนันต์ สามีวัยกลางคนของเธอเดินกลับเข้ามาในบ้านในสภาพเนื้อตัวยับเยิน กลิ่นเหล้าผสมกลิ่นน้ำหอมราคาถูกของหญิงแปลกหน้าโชยหึ่งออกมาจากตัวเขาจนชวนคลื่นไส้ ชายวัยสี่สิบแปดปีมองภรรยาแต่งอย่างรินรดาด้วยสายตาเย็นชาและไร้ความแยแสเหมือนอย่างเคย "คืนนี้ฉันมีงานเลี้ยงกับลูกค้าต่อ คงไม่กลับบ้านนอนนะ" อนันต์เอ่ยสั่งสั้นๆ โดยไม่คิดจะถามไถ่ว่าเธอเป็นอย่างไร หรือเมื่อคืนต้องเผชิญกับพายุฝนเพียงลำพังไหม เขาเดินผ่านร่างของเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงสิ่งของประดับคฤหาสน์ ถ้าเป็นเมื่อก่อน รินรดาคงจะปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความขื่นขม... แต่ในวันนี้ ความรู้สึกในใจของเธอกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความเสียใจ แต่มันคือความโล่งใจอย่างน่าประหลาด และหัวใจที่เต้นรัวด้วยความตื่นเต้นเมื่อนึกถึงนัดหมายในตอนบ่าย เวลาบ่ายสองโมง... บริเวณเรือนทำงานส่วนตัวของภัทรที่ตั้งอยู่ท้ายสวนของคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบและปลอดคนรับใช้ รินรดาเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ หัวใจของเธอแทบจะหลุดออกมานอกอก มือเรียวยกขึ้นเคาะประตูเบาๆ แกรก... พรึบ! ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งตัว ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับมือหนาของภัทรที่คว้าข้อมือของเธอแล้วดึงร่างบางเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มจัดการล็อกประตูดังลั่น ก่อนจะรวบเอวคอดกิ่วของอาสะใภ้เข้าหาตัวจนหน้าอกอวบอิ่มบดเบียดกับแผงอกแกร่ง "ภัทร... อ๊ะ!" รินรดาร้องอุทานด้วยความตกใจ ทว่าริมฝีปากหยักกลับพุ่งลงมาฉกชิงความหวานไปจากปากบางทันที ชายหนุ่มบดจูบอย่างบ้าคลั่งและโหยหา ลิ้นหนาสอดแทรกเข้ามาพัวพัน ตวัดต้อนจนรินรดาครางอื้ออึง ร่างกายของเธออ่อนระทวยลงในอ้อมแขนของเขาอย่างง่ายดาย ภัทรถอนจูบออกช้าๆ สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าหวานที่แดงซ่านด้วยความอาย "คิดถึงผมไหมครับ... อาริน" "คุณมันบ้า... ภัทร ที่นี่ห้องทำงานนะ เผื่อใครมาเห็น..." "ไม่มีใครกล้ามาหรอกครับ น้าอนันต์ก็ไม่อยู่... และตอนนี้ผมก็คิดถึงแต่อารินจนจะคลั่งตายอยู่แล้ว" ภัทรไม่ฟังคำทัดทาน ชายหนุ่มอุ้มร่างบางขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งราคาแพง เอกสารบางส่วนกระจัดกระจายไปตามแรงขยับ รินรดาใจหายวาบเมื่อมือหนาอันร้อนผ่าวของหลานชายลูบไล้ขึ้นมาตามหน้าขาเนียนละเอียดใต้กระโปรงชุดเดรสสีหวาน ก่อนที่เขาจะเกี่ยวแพนตี้ตัวจิ๋วของเธอให้หลุดออกไปจากเรียวขาอย่างรวดเร็ว "ภัทร... ตรงนี้ไม่ได้... อ๊า..." คำประท้วงกลายเป็นเสียงครางรัญจวนเมื่อนิ้วแกร่งของภัทรส่งเข้าบดขยี้จุดอ่อนไหวกลางกายสาวที่ตอนนี้เริ่มฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำหวาน สายตาของชายหนุ่มจ้องมองความงดงามตรงหน้าด้วยไฟตัณหาที่ปะทุถึงขีดสุด ชายหนุ่มรีบจัดการปลดเข็มขัดและกางเกงของตัวเองออก เผยให้เห็นตัวตนอันเขื่องแก่นกายชายที่ขยายใหญ่เต็มที่จนร้อนผ่าว ภัทรจับเรียวขาเสลาทั้งสองข้างของอาสะใภ้ให้แยกออกกว้าง ก่อนจะแทรกตัวเข้าตรงกลางและกดสะโพกสอบยัดเยียดความยิ่งใหญ่เข้าใส่เธอในคราเดียวจนสุดทาง! "อ๊ะ! อ๊าาาา! ภัทร... มันลึกไป... อื้อ!" รินรดาเบิกตากว้าง หน้าหงายไปทางด้านหลัง มือเรียวทั้งสองข้างจิกโต๊ะทำงานแน่นจนเล็บแทบหัก ความคับแน่นและร้อนระอุเต็มตื้นอยู่ภายในท้องน้อยจนเธอสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ภัทรซีดปากครางต่ำในลำคอด้วยความเสียวซ่านเมื่อช่องทางรักอันบริสุทธิ์ของอาสะใภ้ตอดรัดตัวตนของเขาแน่นจนแทบขยับไม่ได้ "อาริน... คุณแน่นมาก... ซี้ด... โคตรตึงเลยครับ" ชายหนุ่มเริ่มขยับสะโพกเข้าออกเป็นจังหวะหนักหน่วง แรงกระแทกกระทั้นซอยถี่รัวสะท้อนเสียงเนื้อกระทบเนื้อดัง ตับ ตับ ตับ ก้องไปทั่วห้องทำงานที่ปิดมิดชิด โต๊ะทำงานไม้สั่นคลอนตามแรงอารมณ์อันดิบเถื่อน รินรดาทำได้เพียงกอดคอแกร่งของเขาไว้แน่น ซุกใบหน้าหวานเข้ากับลาดไหล่หนาเพื่อกักเก็บเสียงครางอันแสนวาบหวามระคนเสียวซ่าน รสชาติของบาปหนากลางวันแสกๆ... ยิ่งเสี่ยง ยิ่งหวาดกลัว สัมผัสภายในกลับยิ่งบีบรัดรุนแรงจนทั้งสองกอดก่ายสอดประสานกายกันอย่างบ้าคลั่ง เติมเต็มตัณหาและอารมณ์รักต้องห้ามที่ยากจะหยุดยั้งลงได้อีกต่อไปแสบทรวง!แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทอดตัวผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บนโต๊ะทำงานของรินรดามีเพียงแจกันดอกไม้เล็กๆ กับแฟ้มเอกสารที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสงบสุข ซึ่งเป็นความสงบที่เธอไม่ได้ไขว่คว้ามาด้วยเงินทองหรืออำนาจ แต่มันคือผลลัพธ์จากการเดินทางอันยาวนานผ่านความเจ็บปวดและการเรียนรู้ที่จะให้อภัย รินรดานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอนึกถึงวันแรกๆ ที่เธอก้าวเข้ามาที่นี่ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความระแวงและบาดแผลในใจ วันที่เธอมองว่าตัวเองเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกโชคชะตาขีดเขียน แต่ในวันนี้ เธอไม่ได้เป็นคนเดิมคนนั้นอีกต่อไป แพรวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วกาแฟสองแก้ว เธอยิ้มให้รินรดาอย่างอ่อนโยน "วันนี้ดูท่าทางจะมีความสุขจังเลยนะคะ มีเรื่องดีอะไรหรือเปล่า?" รินรดารับกาแฟมาถือไว้พลางยิ้มตอบ "ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะแพรว แค่รู้สึกว่าวันนี้ท้องฟ้าสวยจัง และรินก็รู้สึกดีที่ได้ตื่นมาทำงานที่เรารัก... มันเป็นความสุขแบบเรียบง่ายที่รินไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยค่ะ"
สายลมยามเช้าพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของออฟฟิศองค์กรการกุศล รินรดายืนมองวิวเมืองที่เริ่มตื่นตัวไปกับวันใหม่ แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ กระทบลงบนใบหน้าของเธอที่ดูสดใสและอิ่มเอิบกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในชีวิต ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของกลุ่มทุนมืดถูกเปิดโปง องค์กรของเธอก็ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากสังคมอย่างมหาศาล ความวุ่นวายที่เคยมีจางหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผู้เดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น แพรวเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติในมือถือเอกสารชุดหนึ่ง "รินคะ วันนี้มีเรื่องดีๆ จะแจ้งค่ะ" แพรววางเอกสารลงบนโต๊ะ "โครงการช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวที่เรายื่นเสนอไป ได้รับงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนแล้วนะคะ แถมยังมีอาสาสมัครทนายความเก่งๆ ติดต่อเข้ามาช่วยเราอีกเพียบเลยค่ะ" รินรดาหันกลับมามองด้วยความดีใจ "จริงเหรอคะแพรว! นั่นเป็นข่าวดีที่สุดเลยนะ เราจะสามารถขยายการช่วยเหลือไปได้อีกหลายเคสเลย ความพยายามของพวกเราเริ่มเห็นผลแล้วนะ" "ใช่ค่ะ และที่สำคัญที่สุด.
ภายในเรือนจำความมั่นคงสูง อนันต์ในชุดนักโทษสีเทาหม่นกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องขังเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของนักโทษคนอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ อำนาจที่เขาเคยมีอยู่ล้นมือบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโดดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความมืดมนในจิตใจของเขาก็ยิ่งขยายตัว ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความชั่วร้ายทั้งหมดที่เขาเคยกระทำไว้ "อนันต์... มีคนมาพบ" เสียงผู้คุมดังขึ้น พร้อมกับโซ่ตรวนที่กระทบกันเป็นจังหวะ อนันต์พยุงตัวขึ้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวังที่ริบหรี่ เขาคาดหวังว่าอาจจะมีลูกน้องเก่าสักคนที่ยังหลงเหลือความจงรักภักดีมาช่วยเหลือเขา แต่เมื่อเขามาถึงห้องเยี่ยม บุคคลที่นั่งรออยู่กลับไม่ใช่คนของเขา แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามคดีพิเศษ พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารหนาปึกวางอยู่ตรงหน้า อนันต์นั่งลง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เจ้าหน้าที่ "พวกแกมาทำอะไรอีก? จะมาเค้นความลับอะไรจากฉันอีกล่ะ ในเมื่อทุกอย่างที่ฉันมี พวกแกก็ยึดไปหมดแล้ว!" เจ้าหน้าที่ยิ้มอย่างเย็นชา ก่อน
ท้องฟ้าเหนือเรือนจำกลางวันนี้ดูหม่นหมองกว่าปกติ ก้อนเมฆสีเทาหนาทึบเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับจะตอกย้ำบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในกำแพงสูงใหญ่ รินรดายืนอยู่หน้าอาคารเยี่ยมญาติ มือของเธอกำกระเป๋าถือไว้แน่น แม้จะผ่านการตัดสินใจครั้งใหญ่มาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันคือการตัดสินใจที่รินรดาเลือกทำเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อปิดฉากทุกความรู้สึกที่ยังค้างคาใจกับภัทร ผู้คุมพาเธอเดินเข้าไปในห้องเยี่ยมที่แบ่งกั้นด้วยกระจกหนา ภัทรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เขาเห็นรินรดา แววตาของเขาก็ไหววูบ ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความยอมรับในชะตากรรมผสมปนเปกันอยู่บนใบหน้าของชายที่เคยมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่กลับสูญเสียทุกอย่างเพราะความหลงผิด รินรดานั่งลงและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เสียงของเธอนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ฉันมาเพื่อบอกลาภัทร นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน" ภัทรมองผ่านกระจกใสด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึก "ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ขอร้องอะไรคุณอีกแล้วริน แต่การที่คุณมาที
ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้าองค์กรการกุศลจากการโจมตีของกลุ่มทุนมืดที่พยายามทำลายชื่อเสียง รินรดาไม่ได้นั่งรอให้พายุพัดผ่านไปเฉยๆ ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมหลักฐานทางการเงินที่โปร่งใสเพื่อเตรียมแถลงการณ์ครั้งใหญ่ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นพร้อมกับเบอร์ติดต่อที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ "สวัสดีครับคุณริน... ผมทนายสมชายนะครับ" เสียงทนายผู้เคยรับใช้อดีตสามีของเธอและอนันต์ดังขึ้นผ่านสาย รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "สวัสดีค่ะคุณสมชาย มีเรื่องอะไรหรือคะ ถึงได้ติดต่อมาในเวลานี้?" "ผมมีบางอย่างที่อนันต์พยายามทำลายทิ้งไปแล้ว แต่โชคดีที่ผมแอบสำรองไว้ได้ มันเป็นแฟ้มบันทึกข้อมูลธุรกรรมลับและรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังกลุ่มทุนมืดที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ครับ... สิ่งนี้จะช่วยเปิดโปงความเน่าเฟะของพวกเขาได้ทั้งหมด" รินรดาถึงกับนิ่งอึ้ง "ทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันคะ? ทั้งที่คุณเคยเป็นคนของพวกเขา..." ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด "เพราะผมไม่อยากตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เห็นคนบริสุ
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักในเช้าวันใหม่ บรรยากาศรอบองค์กรการกุศลดูเงียบเหงา แต่ภายในอาคารกลับมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รินรดาที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเคสผู้เสียหายในมือ ต้องชะงักเมื่อเห็นแพรวเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ริน! มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ" แพรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางวางแท็บเล็ตลงตรงหน้า "มีข่าวหลุดออกมาว่าองค์กรของเรากำลังถูกกดดันจากกลุ่มทุนมืดที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอนันต์ พวกเขาพยายามจะบีบให้เราปิดตัวลงโดยการสร้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของบัญชีการเงิน!" รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยฝังรากลึกในอดีตเกือบจะประทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมาให้มั่นคง "ใจเย็นๆ นะแพรว เรื่องบัญชีเราทำทุกอย่างโปร่งใสมาตลอด แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีข่าวแบบนี้ออกมาได้?" "เหมือนเขาจะใช้เครือข่ายเก่าๆ ของอนันต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายนอกคุกค่ะ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเรา เพื่อที่ผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจากที่นี่จะได้ไม่กล้าเข้ามาปรึกษาอีกต่อไป" แพรวอธ