تسجيل الدخولก่อนวันวิวาห์ นางพบว่าบิดากำลังร่วมมือกับฝ่ายกบฏ จึงนำหลักฐานไปต่อรองกับว่าที่สามีผู้เย็นชา แต่ใครจะรู้ว่า… **วิวาห์ที่เริ่มต้นด้วยคำลวง จะจบลงด้วยแม่ทัพผู้ยอมวางดาบเพื่อนางเพียงคนเดียว**
عرض المزيدอีกเพียงหนึ่งคืน เสิ่นหลิงซีก็จะกลายเป็นเจ้าสาวของแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬ
จวนเสนาบดีกรมกลาโหมจึงควรเต็มไปด้วยความรื่นเริง โคมมงคลสีแดงถูกแขวนเรียงรายตั้งแต่ประตูใหญ่ไปจนถึงเรือนชั้นใน อักษรซวงสี่สีทองติดอยู่บนบานประตูหน้าต่าง หีบสินเดิมกว่าสามสิบใบวางเรียงกลางลาน รอให้คนจากจวนเจ้าบ่าวมารับในเช้าวันรุ่งขึ้น
เหล่าสาวใช้กำลังตรวจสอบอาภรณ์เจ้าสาว เครื่องประดับ และของมงคลเป็นครั้งสุดท้าย เสียงหัวเราะดังแว่วมาจากทุกมุมของจวน ทว่าท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีนั้น เสิ่นหลิงซีกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
ตั้งแต่ช่วงบ่าย เสิ่นเหวินโจวผู้เป็นบิดาสั่งเพิ่มเวรยามรอบจวนเป็นสองเท่า องครักษ์ประจำตระกูลซึ่งควรช่วยจัดเตรียมพิธีวิวาห์ ถูกส่งไปประจำประตูทุกด้านพร้อมอาวุธครบมือ
บ่าวไพร่ทุกคนถูกห้ามออกจากจวนโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่พ่อครัวที่ต้องออกไปซื้อเครื่องปรุงสำหรับงานมงคลยังได้รับคำสั่งให้ใช้สิ่งที่มีอยู่แทน
หลิงซีเคยคิดว่าบิดาเพียงต้องการป้องกันเหตุร้ายก่อนพิธี ทว่าการวางกำลังของเขากลับดูไม่เหมือนการป้องกันบุคคลภายนอก
มันดูคล้ายต้องการกักทุกคนภายในไม่ให้ออกไปมากกว่า
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ”
เสียงของชิงเถา สาวใช้คนสนิท ดึงหญิงสาวออกจากภวังค์
หลิงซีละสายตาจากองครักษ์ที่เดินตรวจตราอยู่ด้านนอก ก่อนหันมองอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดบนเตียง ลายหงส์คู่ปักด้วยดิ้นทองทุกเส้น ประณีตงดงามสมฐานะบุตรสาวเสนาบดี
“ลองสวมดูอีกครั้งดีหรือไม่เจ้าคะ หากมีส่วนใดไม่พอดี บ่าวจะได้ให้ช่างแก้ไขคืนนี้”
“เมื่อวานก็ลองไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องรบกวนช่างอีก”
หลิงซียกมือแตะลวดลายบนแขนเสื้ออย่างเหม่อลอย ตามปกตินางควรรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังจะแต่งงาน แต่เวลานี้กลับไม่อาจรวบรวมสมาธิมาอยู่กับอาภรณ์มงคลได้เลย
เซียวจิ้งเหยียน ว่าที่สามีของนาง เป็นแม่ทัพหนุ่มผู้ได้รับสมญาว่าพยัคฆ์ทมิฬ เขามีชื่อเสียงจากการปราบศัตรูตามชายแดนเหนือ เด็ดขาด เย็นชา และไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามรบ
หลิงซีเคยพบเขาเพียงไม่กี่ครั้ง การสนทนาระหว่างทั้งคู่มักสั้นและห่างเหิน นางจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุรุษผู้ไม่เคยแสดงท่าทีสนใจสตรีคนใด จึงทูลขอพระราชทานสมรสกับนาง
“คุณหนูยังกังวลเรื่องท่านแม่ทัพหรือเจ้าคะ”
ชิงเถาถามด้วยรอยยิ้ม
“บ่าวได้ยินว่าท่านแม่ทัพส่งคนมาตรวจเส้นทางขบวนเจ้าสาวด้วยตนเอง ถึงภายนอกจะดูเย็นชา แต่คงใส่ใจคุณหนูไม่น้อย”
หลิงซียังไม่ทันตอบ สาวใช้อีกคนก็รีบร้อนเข้ามารายงาน
“คุณหนูใหญ่ ท่านเสนาบดีสั่งให้ห้องครัวต้มยาสงบใจเจ้าค่ะ แต่พ่อบ้านจางกำลังตรวจเวรยาม ไม่มีผู้ใดว่างนำไปส่ง”
“ท่านพ่อไม่สบายหรือ”
“เห็นว่าเจ็บศีรษะและนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้วเจ้าค่ะ”
หลิงซีมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เรือนทำงานของบิดายังคงสว่าง ทั้งที่ล่วงเข้าสู่ยามค่ำแล้ว
“ข้าจะนำไปให้เอง”
นางรับถาดยามาถือ ก่อนออกจากเรือนโดยมีชิงเถาเดินตาม ระหว่างทางหลิงซีพบองครักษ์มากกว่าปกติหลายเท่า บางคนเป็นทหารเก่าที่บิดาเคยพากลับมาจากชายแดน ใบหน้าของพวกเขาเคร่งเครียด ไม่มีผู้ใดพูดคุยหรือแสดงความยินดีเกี่ยวกับพิธีวิวาห์
เมื่อเดินเข้าใกล้เรือนทำงาน องครักษ์สองนายก็ยกมือขวาง
“คุณหนูใหญ่ ท่านเสนาบดีมีแขกสำคัญและสั่งไม่ให้ผู้ใดรบกวนขอรับ”
“ผู้ใดมาเยือนยามวิกาล”
องครักษ์ทั้งสองสบตากัน แต่ไม่มีผู้ใดตอบ
หลิงซีไม่ได้ฝืนคำสั่ง นางบอกชิงเถาให้นำยากลับไปอุ่นที่ห้องครัว ส่วนตนจะแวะไปหยิบตำราที่ศาลาใกล้เคียง เมื่อสาวใช้จากไป นางกลับอ้อมเรือนมาหยุดตรงหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งปิดไม่สนิท
เสียงสนทนาจากภายในลอดออกมาแผ่วเบา
“ใต้เท้าเสิ่นควรรู้ว่าโอกาสมีเพียงครั้งเดียว”
เสียงของบุรุษแปลกหน้าทุ้มต่ำ เขาจงใจกดเสียงราวกับไม่ต้องการให้ผู้ใดจดจำได้
“คืนขึ้นสิบห้าค่ำ กองทหารจะมาถึงนอกกำแพงเมือง ท่านมีหน้าที่เปิดประตูทิศตะวันตกก่อนยามจื่อ หลังจากนั้นจะมีผู้รับช่วงต่อ”
มือของหลิงซีที่เกาะขอบหน้าต่างพลันแข็งค้าง
ประตูเมืองหลวงไม่อาจเปิดในยามวิกาลโดยไม่มีพระบัญชา โดยเฉพาะประตูทิศตะวันตกซึ่งเชื่อมกับเส้นทางลำเลียงเสบียง หากมีกองทหารที่ไม่ทราบฝ่ายรออยู่ด้านนอก นั่นย่อมไม่ใช่การเคลื่อนกำลังตามปกติ
แต่เป็นการเปิดทางให้ศัตรูเข้าสู่เมืองหลวง
ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงของเสิ่นเหวินโจวจะดังขึ้น
“ข้าจะทำตามแผน หากคนของข้ายังปลอดภัย”
“เมื่อทุกอย่างสำเร็จ ท่านย่อมได้พบพวกเขา”
“คำพูดลอย ๆ ของเจ้าเชื่อถือไม่ได้” น้ำเสียงของบิดาเต็มไปด้วยความกดดัน
“ข้าต้องเห็นหลักฐานว่าพวกเขายังมีชีวิต ก่อนถึงคืนขึ้นสิบห้าค่ำ”
บุรุษลึกลับหัวเราะเบา ๆ
“ใต้เท้าเสิ่นไม่มีสิทธิ์ต่อรอง หากแผนล้มเหลว คนเหล่านั้นจะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องตาย รวมถึงบุตรสาวของท่านซึ่งกำลังจะแต่งเข้าจวนแม่ทัพด้วย”
หลิงซีรู้สึกราวกับมีลมหนาวพัดผ่านแผ่นหลัง
คนของบิดาที่ถูกกล่าวถึงคือผู้ใด เหตุใดอีกฝ่ายจึงนำชีวิตของนางมาข่มขู่ และการแต่งงานกับจิ้งเหยียนเกี่ยวข้องกับแผนนี้มากน้อยเพียงใด
“อย่าแตะต้องหลิงซี” เสียงของเสิ่นเหวินโจวเย็นเยียบ
“นางไม่รู้เรื่องนี้”
“เช่นนั้นท่านก็ควรทำหน้าที่ให้สำเร็จ”
ไม่นานประตูด้านหลังห้องทำงานก็เปิดออก บุรุษสวมเสื้อคลุมสีดำเดินออกมาพร้อมองครักษ์สองนาย หมวกคลุมบดบังใบหน้าจนมองไม่เห็น เหลือเพียงป้ายหยกสีเข้มที่ห้อยอยู่ข้างเอว
หลิงซีรีบถอยไปซ่อนหลังเสา นางเห็นคนทั้งสามออกจากจวนทางประตูเล็ก ก่อนกลืนหายไปในความมืด
หญิงสาวยังคงยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงจนเกรงว่าทหารบริเวณนั้นจะได้ยิน
คำว่า “เปิดประตูทิศตะวันตก” กับ “กองทหารนอกกำแพงเมือง” ยังคงดังก้องอยู่ในความคิด
นางไม่อยากเชื่อว่าบิดาจะร่วมมือกับผู้คิดกบฏ แต่สิ่งที่ได้ยินชัดเจนเกินกว่าจะหลอกตนเอง
หลิงซีรอจนเสิ่นเหวินโจวออกจากห้องทำงานไปยังเรือนหลัก จึงย้อนกลับมาอีกครั้ง ประตูถูกลงกลอน ทว่านางรู้ว่าบิดาซ่อนกุญแจสำรองไว้ใต้ฐานกระถางสน เพราะเคยเห็นพ่อบ้านนำออกมาใช้เมื่อหลายปีก่อน
เสียงโลหะหมุนดังเบา ๆ ก่อนประตูจะเปิดออก
กลิ่นกระดาษไหม้ลอยปะทะใบหน้า ภายในห้องมีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงหนึ่งดวง เตาไฟตรงมุมยังมีเปลวสีแดงคุกรุ่น กระดาษหลายแผ่นถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าดำ
หลิงซีปิดประตู ก่อนเดินไปยังโต๊ะทำงาน
ทุกสิ่งดูเป็นระเบียบเกินไป กระทั่งนางสังเกตเห็นเศษขี้ผึ้งสีแดงติดอยู่ข้างแท่นฝนหมึก บิดาเพิ่งใช้ตราประจำตัวประทับเอกสารบางอย่าง และเอกสารนั้นอาจยังถูกเผาไม่หมด
นางใช้คีมคีบเศษกระดาษจากเตาไฟ แผ่นส่วนใหญ่กลายเป็นเถ้าถ่าน แต่ยังมีชิ้นหนึ่งเหลือข้อความหลายบรรทัด
“กำลังทหาร…ประตูตะวันตก…”
“คืนขึ้นสิบห้าค่ำ…”
ด้านล่างสุดของกระดาษมีรอยประทับสีแดงหลงเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง หลิงซีจำลวดลายนั้นได้ทันที
มันคือตราส่วนตัวของเสิ่นเหวินโจว
เลือดในกายของนางเย็นวาบ
หลิงซีค้นลิ้นชักทุกชั้น กระทั่งพบสลักเล็ก ๆ อยู่ใต้ขอบโต๊ะ เมื่อกดลงไป แผ่นไม้ด้านข้างก็เปิดออก เผยให้เห็นช่องลับซึ่งมีม้วนแผนที่กับสมุดรายชื่อซ่อนอยู่
นางคลี่แผนที่ออกบนโต๊ะ ภายในแสดงตำแหน่งกำลังทหารรักษาเมืองอย่างละเอียด จุดสีแดงถูกทำเครื่องหมายไว้ตามประตูทั้งสี่แห่ง แต่ประตูทิศตะวันตกมีลูกศรลากจากด้านนอกกำแพงตรงเข้าสู่พระราชวัง
ส่วนสมุดอีกเล่มมีรายชื่อขุนนางหลายสิบคน บางคนดำรงตำแหน่งในกรมกลาโหม บางคนดูแลคลังเสบียง และอีกหลายคนเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร
หากรายชื่อเหล่านี้คือผู้ร่วมขบวนการ แผนกบฏครั้งนี้ย่อมใหญ่เกินกว่าผู้ใดคาดคิด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นนอกห้อง
หลิงซีรีบม้วนแผนที่ เก็บสมุดรายชื่อกับเศษจดหมายไว้ในแขนเสื้อ ก่อนปิดช่องลับและหลบหลังฉากกั้น
ประตูเปิดออก เสิ่นเหวินโจวเดินกลับเข้ามาเพียงลำพัง
ผ่านช่องว่างของฉาก หลิงซีเห็นบิดาหยุดอยู่หน้าเตาไฟ เขามองเถ้ากระดาษด้วยแววตาเหนื่อยล้า ก่อนหยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“ข้าจะช่วยพวกเจ้าออกมาให้ได้” เขากล่าวกับตนเองแผ่วเบา
หลิงซีเม้มริมฝีปากเพื่อไม่ให้หลุดเสียง นางยิ่งมั่นใจว่าบิดากำลังถูกบีบบังคับ แต่ยังไม่รู้ว่า “พวกเจ้า” ที่เขากล่าวถึงคือผู้ใด
เมื่อเสิ่นเหวินโจวเดินเข้าไปในห้องเก็บตำราด้านใน นางจึงอาศัยจังหวะนั้นลอบออกจากห้องทำงาน
หลิงซีกลับถึงเรือนด้วยหัวใจหนักอึ้ง หลักฐานในมือสามารถทำลายคนทั้งตระกูลได้ภายในชั่วข้ามคืน หากนำไปถวายฮ่องเต้ บิดาจะถูกจับข้อหากบฏ ส่วนญาติพี่น้องและบ่าวไพร่ที่ไม่รู้เรื่องอาจถูกลงโทษไปด้วย
แต่หากนางทำเป็นไม่รู้เห็น เมื่อถึงคืนขึ้นสิบห้าค่ำ ประตูเมืองอาจถูกเปิดออก เลือดของทหารกับประชาชนผู้บริสุทธิ์จะไหลนองทั่วถนน
นางไม่มีสิทธิ์ปกป้องครอบครัวด้วยการปล่อยให้คนทั้งเมืองเผชิญหายนะ
ทว่าก็ไม่อาจยอมให้บิดาถูกประหาร ทั้งที่ยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด
หลิงซีมองอาภรณ์เจ้าสาวบนเตียง ก่อนนึกถึงบุรุษซึ่งนางกำลังจะแต่งงานด้วยในวันรุ่งขึ้น
ภายในเมืองหลวงมีเพียงคนเดียวที่ถือกำลังทหารมากพอจะหยุดแผนกบฏ โดยไม่จำเป็นต้องรีบเปิดเผยหลักฐานต่อราชสำนัก
เซียวจิ้งเหยียน
นางเปลี่ยนเป็นอาภรณ์สีเข้ม คลุมศีรษะด้วยผ้าสีดำ แล้วสั่งให้ชิงเถาช่วยพาออกไปทางประตูเล็กหลังเรือนเก็บฟืน
“แต่ท่านเสนาบดีสั่งห้ามผู้ใดออกจากจวนนะเจ้าคะ”
“เพราะเหตุนี้จึงห้ามให้ใครรู้”
“คุณหนูจะไปที่ใด”
หลิงซีมองห่อผ้าซึ่งใช้เก็บหลักฐาน สีหน้าอ่อนหวานในยามปกติแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว
“ไปพบว่าที่สามีของข้า”
หลังออกจากจวนได้ ทั้งสองว่าจ้างรถม้าคันเล็กบริเวณหัวมุมถนน เมืองหลวงยามดึกเงียบสงัด ร้านรวงปิดประตูแน่นหนา มีเพียงแสงจากโคมตามทางส่องให้เห็นเงาทหารลาดตระเวนเป็นครั้งคราว
หลิงซีประคองห่อหลักฐานไว้บนตักตลอดทาง
“คุณหนูเจ้าคะ หากท่านแม่ทัพไม่เชื่อพวกเราจะทำอย่างไร”
ชิงเถาถามเสียงสั่น
“เขาต้องเชื่อสิ่งที่อยู่ในมือข้า”
“แล้วหากเขาจับท่านเสนาบดีทันทีเล่าเจ้าคะ”
คำถามนั้นทำให้หลิงซีนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เพราะเหตุนี้ข้าจึงต้องเจรจากับเขาก่อน”
รถม้าหยุดหน้าจวนแม่ทัพ ประตูใหญ่ปิดสนิทและมีทหารเฝ้าอยู่ทั้งสองด้าน เมื่อหลิงซีแจ้งชื่อตนเอง นายทหารเวรก็มองนางด้วยความประหลาดใจ
“คุณหนูเสิ่นมาพบท่านแม่ทัพในเวลานี้หรือขอรับ”
“ข้ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของเมืองหลวง โปรดนำสิ่งนี้ไปมอบให้เขา”
นางถอดจี้หยกประจำตัวส่งให้ ทหารรับไปด้วยความลังเล ก่อนรีบเข้าไปรายงาน
ไม่นานประตูจวนก็เปิดออก กู้เหยียน รองแม่ทัพคนสนิทของจิ้งเหยียน เป็นผู้มารับนางด้วยตนเอง เขาไม่ได้ซักถาม เพียงนำหลิงซีเข้าไปยังห้องหนังสือ ส่วนชิงเถาถูกเชิญให้รอด้านนอก
ภายในห้อง เซียวจิ้งเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะ เขาสวมอาภรณ์สีดำเรียบง่าย เส้นผมยาวถูกรวบไว้เพียงครึ่ง แม้ปราศจากชุดเกราะกับดาบประจำกาย กลิ่นอายกดดันของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบนับไม่ถ้วนยังทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง
ดวงตาคมกริบมองนาง ก่อนหยุดอยู่ที่ห่อผ้าในมือ
“พรุ่งนี้เจ้าต้องเข้าพิธีวิวาห์ แต่กลับมาหาข้ากลางดึก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“เกิดเรื่องใดขึ้น”
หลิงซีไม่เสียเวลาอ้อมค้อม นางวางหลักฐานทุกชิ้นลงบนโต๊ะ
“ข้าพบสิ่งเหล่านี้ในห้องทำงานของบิดา”
แววตาของจิ้งเหยียนเปลี่ยนไปทันที เขาหยิบแผนที่ขึ้นตรวจสอบ นิ้วเรียวยาวเลื่อนไปตามเส้นทางนอกกำแพงและหยุดตรงประตูตะวันตก
“ผู้ใดรู้ว่าเจ้านำมันออกมา”
“ยังไม่มีผู้ใดรู้”
“บิดาของเจ้าเล่า”
“เขาอาจรู้ว่าหลักฐานหายไปในไม่ช้า”
จิ้งเหยียนเปิดสมุดรายชื่อ สีหน้าของเขาสงบนิ่งจนหลิงซีคาดเดาความคิดไม่ได้
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลักฐานเหล่านี้หมายถึงอะไร”
“รู้”
“หากข้านำส่งราชสำนักคืนนี้ จวนเสิ่นจะถูกล้อมก่อนรุ่งสาง บิดาของเจ้าจะถูกจับ ส่วนเจ้าจะถูกกักบริเวณและอาจถูกยกเลิกพิธีสมรส”
“เพราะรู้ ข้าจึงมาหาท่านก่อน”
เขาเงยหน้าสบตานาง
“เจ้าต้องการสิ่งใด”
“ข้าต้องการทำข้อตกลง”
หลิงซีสูดลมหายใจลึก แม้ภายในหวาดหวั่น แต่ยังสบตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง
“ข้าจะกลับไปสืบความจริงจากบิดา ค้นหาว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง และเหตุใดเขาจึงยอมทำตามคำสั่ง แต่ระหว่างนี้ ท่านต้องยังไม่ส่งหลักฐานให้ราชสำนัก และต้องรับปากว่าจะไม่ลงโทษผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
“เจ้ากำลังขอให้ข้าปิดบังคดีทรยศแผ่นดิน”
“ข้าไม่ได้ขอให้ท่านละเว้นคนผิด เพียงขอเวลาให้ข้าพิสูจน์ว่าผู้ใดคือผู้บงการ”
จิ้งเหยียนเดินออกจากหลังโต๊ะและหยุดตรงหน้านาง ร่างสูงใหญ่ทอดเงาทับลงมา
“หากท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่าบิดาของเจ้าเป็นกบฏโดยสมัครใจ เจ้าจะเลือกฝ่ายใด”
เป็นคำถามที่โหดร้าย แต่หลิงซีรู้ว่าจำเป็นต้องตอบ
“ข้าจะเลือกฝ่ายที่ไม่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตาย”
น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย ทว่ายังคงชัดเจนทุกถ้อยคำ
“หากบิดาของข้าทำผิดจริง เขาต้องรับผลจากสิ่งที่ทำ แต่ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดตัดสินว่าเขาเป็นกบฏ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงถูกข่มขู่ และคนที่เขาพยายามช่วยคือใคร”
จิ้งเหยียนมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บหลักฐานทั้งหมดลงในห่อผ้าตามเดิม
“ข้ายอมรับข้อตกลง”
หลิงซีผ่อนลมหายใจ แต่คำพูดต่อมาของเขากลับทำให้นางชะงัก
“พิธีวิวาห์พรุ่งนี้ต้องดำเนินต่อไป”
“แต่หากตระกูลเสิ่นตกเป็นผู้ต้องสงสัย การแต่งงานระหว่างเราย่อมทำให้ท่านเดือดร้อน ข้าจะทูลขอยกเลิก”
“ไม่ได้”
“เหตุใด”
“หากยกเลิกการแต่งงานหลังเจ้าขโมยหลักฐานออกมา ศัตรูจะรู้ทันทีว่าแผนการรั่วไหล” เขาอธิบาย
“เราต้องทำให้พวกมันเชื่อว่าตระกูลเสิ่นกับจวนแม่ทัพยังเป็นพันธมิตรกัน และเชื่อว่าข้าไม่รู้เรื่องแผนเปิดประตูเมือง”
“หมายความว่าข้ายังต้องแต่งงานกับท่านตามเดิม”
“ถูกต้อง”
“แล้วหลังจากทุกอย่างจบลงเล่า”
จิ้งเหยียนสบตานาง ภายใต้ความสงบนิ่งนั้นมีความรู้สึกบางอย่างซึ่งนางไม่อาจอ่านออก
“เรื่องหลังจากนั้น ค่อยพูดกันเมื่อถึงเวลา”
หลิงซีไม่ชอบคำตอบคลุมเครือ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่มีเวลาถกเถียงเรื่องอนาคต จึงพยักหน้ายอมรับ
ก่อนออกจากห้อง นางหันกลับไปมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย
“ท่านแม่ทัพ ข้าหวังว่าท่านจะรักษาสัญญา”
“ข้าไม่เคยผิดคำพูด”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้พบกัน”
จิ้งเหยียนมองหญิงสาวเดินจากไป กระทั่งเสียงฝีเท้าของนางหายลับหลังประตู
กู้เหยียนกลับเข้ามาหลังจัดเตรียมรถม้าส่งนางเรียบร้อย เขามองหลักฐานบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ท่านแม่ทัพจะทำตามข้อตกลงจริงหรือขอรับ”
“จับตาดูจวนเสิ่นเอาไว้ แต่อย่าเพิ่งลงมือ”
“แล้วพิธีวิวาห์พรุ่งนี้…”
“ดำเนินการตามเดิม”
กู้เหยียนมองผู้เป็นนายด้วยความสงสัย หลายปีมานี้จิ้งเหยียนปฏิเสธการแต่งงานกับสตรีจากตระกูลใหญ่ทุกคน แต่กลับทูลขอสมรสกับเสิ่นหลิงซีด้วยตนเอง
“คุณหนูเสิ่นคงคิดว่าท่านยอมแต่งงานต่อเพียงเพื่อหลอกศัตรู”
จิ้งเหยียนไม่ตอบ เขาเดินไปยังตู้ไม้ด้านหลังและเปิดลิ้นชักลับ ภายในมีกล่องไม้ขนาดเล็กวางอยู่
เมื่อเปิดฝากล่อง ปิ่นหยกสีขาวชิ้นหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา
หยกไม่ได้มีราคาแพง รูปทรงเรียบง่าย และมีรอยร้าวตรงปลาย เมื่อเทียบกับของล้ำค่าภายในจวนแม่ทัพแล้ว มันแทบไม่มีความหมาย
แต่จิ้งเหยียนกลับเก็บรักษามันมานานถึงห้าปี
ปลายนิ้วของเขาลูบผ่านรอยร้าวบนปิ่นหยก ดวงตาเย็นชาอ่อนลงเป็นครั้งแรก
“นางจำข้าไม่ได้”
“แต่ท่านยังจำคุณหนูเสิ่นได้เสมอหรือขอรับ”
จิ้งเหยียนปิดฝากล่อง ก่อนมองไปยังประตูที่หลิงซีเพิ่งเดินจากไป
“ข้ารอให้นางเดินมาหาข้าด้วยตนเองมาห้าปีแล้ว”
แม้เหตุผลที่นางมาในคืนนี้จะเป็นหลักฐานกบฏ มิใช่ความรู้สึกที่มีต่อเขา แต่อย่างน้อยในยามที่ไร้หนทาง นางก็ยังเลือกเชื่อใจเขา
และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้ เสิ่นหลิงซีจะก้าวเข้ามาเป็นภรรยาของเขาอย่างถูกต้อง
ครั้งนี้ ไม่ว่าศัตรูที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังจะเป็นผู้ใด เซียวจิ้งเหยียนก็จะไม่มีวันปล่อยให้นางต้องเผชิญอันตรายเพียงลำพังอีกต่อไป
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล
ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง
ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน
ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ











